เข้าสู่ระบบร่างบางยังคงนอนไร้สติอยู่บนเตียงผู้ป่วยบนเรือสำราญลำใหญ่ โดยมีชายหนุ่มนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ด้วยความรู้สึกที่รบกวนหัวใจ คำบอกเล่าของหมอยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาซ้ำไปซ้ำมา
" เป็นอาการแพนิคขั้นรุนแรงครับผู้ป่วยคงได้รับการกระทบกระเทือนในจิตใจอย่างรุนแรงมาก่อนจึงทำให้เธอคุมสติตัวเองไม่อยู่ครับ" คุณหมอประจำเรือตอบเขาก่อนจะออกไป หญิงสาวนางหนึ่งที่งามหยดราวกับดวงจันทร์คืนวันเพ็ญทำไมถึงต้องมาพบเจอเรื่องราวที่ทำให้เธอเกิดอาการแพนิคถึงขั้นสติแตกขนาดนี้กันนะ ชายหนุ่มขยับกายไปมาอย่างร้อนรน เขาออกคำสั่งให้เลขาคนสนิทของเขาไปพาตัวเพื่อนที่รู้จักเธอดีมาสอบถาม แต่ยิ่งรอเหมือนว่าเวลานั้นจะนานเกินไป เขาเห็นร่างบางนั้นทุกข์ทรมานขนาดนี้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกสงสารมากขึ้นไปอีก "ยัยอัญ!!!" เพียงจันทร์ร้องเรียกเพื่อนรักทันทีที่ประตูเปิดออก หญิงสาวเหนื่อยหอบเพราะวิ่งมา เท้าบางของเธอก็ไม่ได้ใส่รองเท้าแต่อย่างไร " ยัยอัญ....ยัยอัญ...ไม่เป็นไร...พี่อยู่นี่...ยัยอัญ...พี่อยู่นี่...ไม่มีใครทำอะไรเธอแล้ว...อัญ...อัญ" เพียงจันทร์รีบเรียกหญิงสาวอย่างห่วงใย เอฮาซานที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเพียงจันทร์มาในสภาพที่หอบเล็กน้อยในมือถือรองเท้าที่หญิงสาวถอดแล้วโยนให้เขาถือไว้ในตอนที่เธอสะดุดล้มตรงทางเดิน อัญชันดูสงบลงเมื่อได้ยินเสียงปลอบประโลมของเพียงจันทร์ เธอค่อยๆ ผ่อนลมหายใจและสงบลงในที่สุด "ขอประทานอภัยท่านผู้มีเกียตริด้วยค่ะที่ต้องเป็นภาระท่านขนาดนี้ทางเราจะขอชดเชยให้อย่างเต็มที่ค่ะ" เพียงจันทร์หันมาค้อมกายขอโทษลูกค้าเมื่อเห็นว่าท่อนแขนแกร่งนั้นมีร่องรอยที่อัญชันฝากเอาไว้อยู่ " หากคุณต้องการขอโทษเราจริงๆ คุณต้องจ่ายเราแพงกว่านั้นมิสเพียงจันทร์" เอฮาซานพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา เพียงจันทร์หน้าถอดสีแต่ก็ยังคงก้มหน้ารับโทษอยู่ในนึกถึงคุณพ่อแก้แม่แก้วให้ช่วยเหลือตนที่ก่อเรื่องตั้งแต่วันแรกที่ได้ทำงาน " เชิญนั่งก่อนเถอะครับมิสเพียงจันทร์ " น้ำเสียงที่เย็นวาบไปถึงกระดูกของชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้านายของนายสูทสีดำนี่ทำเอาร่างบางสั่นเทาด้วยความกลัวแต่ก็ยอบกายนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ เตียงผู้ป่วย เพียงจันทร์ไม่นึกแปลกใจที่เขาจะรู้ชื่อของเธอหรือไม่แน่อาจจะรู้ไปถึงประวัติของเธอด้วยแน่ๆ เพราะดูๆ แล้วชายหนุ่มตรงหน้าคงเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลมากๆ เป็นแน่ "เรื่องที่เพื่อนคุณกัดผม...ผมไม่ถือสาหรอกครับ...ผมผิดเองที่ทำให้เธอกลัว..เรื่องนั้นผมต้องขอโทษด้วย ผมจะขอดูแลเพื่อนของคุณต่อเองไม่ต้องห่วงครับ" " (แบบนี้ยิ่งห่วงสุดๆ เลยเฟ้ยยย...แง....พี่ฟ้า!!!ไม่น่ารีบกลับขึ้นฝั่งเลยยย) " เพียงจันทร์กรีดร้องในใจร่างบางตัวสั่นเทาไม่กล้าเผชิญหน้ากับอิทธิพลที่อยู่ตรงหน้าเลยสักนิดเดียว ใจของเธออยากจะอันตรธานหายไปจากตรงนี้เสียด้วยซ้ำ " (คิดถูกไหมว้าาาาที่มาทำงานนี้...แงงงงไม่น่าเห็นแก่เงินเลยยัยโง่เอ้ยยยย!!!) " เพียงจันทร์เม้มปากแน่นจิกเล็บเข้ากับเรียวขาของตนจนกระโปรงแทบฉีกขาดหน่วยตาเริ่มสั่นไหวจนเลขาหนุ่มสังเกตุได้ "เมื่อคืน...ผมส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากคุณ...แต่คุณปฏิเสธผมรู้ไหมครับว่าผมลำบากใจขนาดไหนและสูญเสียอะไรไปบ้าง" เสียงทุ้มต่ำนั้นพูด แต่เพียงจันทร์กลับรู้สึกเหมือนเธอกำลังจะโดนงูตัวใหญ่เขมือบเข้าให้จนได้ เธอไม่กล้าพูดอะไรออกไปอีกแล้วเธอกลัวจนแทบจะได้นอนคู่กับอัญชันแล้ว "....." ไลอาห์มองหน้ากับเอฮาซานเขาเห็นลูกนกตัวกระจ้อยตรงหน้าที่เข้าสู่ภาวะอาการแพนิคกับอาการกลัวของเธอ เขาไม่ได้อยากทำให้เธอกลัวสักนิดแต่เมื่อมองไปยังร่างบางที่นอนหลับสนิทข้างๆ หญิงสาวแล้วเขากลับนึกอะไรขึ้นมาได้ ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มขึ้นมุมปาก " อีกสามวันเรือจะเทียบท่าที่มากัซซาร์ ตอนนั้นผมจะพามิสอัญชันไปรักษา...กับผม.." เขาหยุดพูดเมื่อเห็นว่าร่างเล็กๆ ของลูกนกตัวจ้อยนั้นหยุดสั่นแล้วและตอนนี้เธอก็เหมือนกับแม่แมวที่หวงลูกก็มิปาน "อะไรนะคะ....ไม่ได้นะคะ!!!" เพียงจันทร์ลืมกลัวไปชั่วขณะ เธอหลุดจากอาการสั่นกลัวนั้นและเริ่มเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับชายหนุ่มทั้งสองคน " ทำไมจะไม่ได้...คุณลืมไปแล้วหรือว่าคุณทำให้ผมเสียหายไปตั้งเท่าไหร่จากที่คุณปฏิเสธงานเดินแบบของผม" เขาพูดกดดันเธอ "เอ๊ะ...แต่..." "แมร์รี่เพอร์รี่จะมีราคาประมูลมากกว่าพันล้านหากมันได้ประมูลออกไปแต่เพราะคุณไม่สามารถพรีเซนต์มันจนประมูลได้...มันจึงไม่ได้ประมูลเท่าที่มันควรจะได้...นั่น..ทำไห้เรา ขาด ทุน" เพียงจันทร์แทบจะสลบคาที่ไห้รู้แล้วรู้รอดไปในหัวตื้อไปเสียหมดเมื่อได้ยินราคาที่เขาบอกมาค่าความเสียหายที่เกิดจากการปฏิเสธในการเดินเเบบแค่นั้นเอง หญิงสาวหน้าซีดราวกับกระดาษเอสี่ เรียวปากอิ่มของเธอได้แต่พะงาบๆ ราวกับพยายามจะหายใจเข้าให้เต็มปอด " มิสเพียงจันทร์...ผมขาดทุนมหาศาลนะครับ...แต่ผมไม่ฟ้องร้องพวกคุณหรอก...แต่คุณต้องทำงาน...ชดใช้หนี้ให้กับผมเท่านั้น...ผมลดหนี้ให้คุณก็ได้ครับ...อีกอย่างอาการป่วยแพนิคที่มิสอัญชันเป็นอยู่ผมจะช่วยรักษาจนสุดกำลังเลยครับ" ไลอาห์ถือโอกาสตีเหล็กตอนกำลังร้อน เพียงจันทร์ได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างฟืดฝืน " ตั้งแต่พรุ่งนี้มิสอัญชันต้องย้ายมาทำงานกับผม...ส่วนมิสเพียงจันทร์...เอฮาซาน...นายจัดงานให้เธอด้วยแล้วกัน" ไลอาห์หันไปส่งยิ้มมีเลสนัยให้กับเลขาของเขาที่แอบอมยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ ทำไมเขาจะไม่รู้กันเล่าว่าเลขาหนุ่มมือขาวของเขาเองก็ถูกใจแม่นกตัวน้อยนี้อยู่ เพราะดูจากที่เขายอมหิ้วรองเท้าให้หญิงสาวขนาดนี้ คงพึงใจในระดับหนึ่งอยู่แล้วเป็นแน่ " ดะ..ดิฉันขอไปปรึกษากะ..กับพี่ฟ้า...เอ้ย!!!กับเจ้านายก่อนนะคะ" เพียงจันทร์วิญญาณไม่อยู่กับร่องกับรอยแล้ว หญิงสาวโซซัดโซเซเดินออกจากห้องพยาบาลไปโดยมีเอฮาซานตามไปติดๆ และทันทีที่พ้นธรนีประตูร่างบางก็อ่อนยวบลง โชคดีที่ชายหนุ่มรับเธอไว้ทันก่อนที่เธอจะล้มหัวฟาดพื้นไปอีกคน "เอ๊ะ...??" เพียงจันทร์ ยังคงมึนงงที่เธอถูกชายหนุ่มล่ำๆ อุ้มจนตัวลอยได้แต่ผวาคว้าลำคอหนาไว้แน่นด้วยความกลัวตก "มิสคงหมดแรงเพราะวิ่งมาแต่ไกล...เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ" เขาพูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ไห้กับทางเดินที่ทอดยาว "ดะ...เดิน...เอ๊ะ...ฉัน...ไปเองได้ค่ะปล่อยเถอะค่ะมิสเตอร์...เอ๊ะๆๆ" เพียงจันทร์รู้สึกหวาดเสียวเมื่อพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนแกร่งแต่ทว่าพื้นที่ปูพรมสีแดงนั้นมันดูสูงน่ากลัวเกินกว่าจะขยับตัว หากเธอดีดดิ้นอีกเล็กน้อยมิเเคล้วเธอคงร่วงลงไปจูบพื้นแน่นอน ไหนๆ ก็มีคนอุ้มสบายๆ แล้วก็ขออยู่สบายๆ แบบนี้ดีกว่า อัญชันรู้สึกช๊อคจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเมื่อเจ๊อ้วนเข้ามาบอกว่าเธถูกไล่ออกเพราะไปแสดงกิริยาไม่งามกับลูกค้าเข้า เมื่อทวงถามเพียงจันทร์เธอก็ได้แต่พยักหน้ารับคำเพราะเธอเองก็ถูกไล่ออกไม่ต่างกัน " เขาจะฆ่าหมกทะเลเราไหมพี่ดาว" อัญชันถามเมื่อเธอกำลังเก็บข้าวของอยู่ " เขาบอกว่าจะให้เราทำงานให้เขา...คงไม่ทำอะไรเราหรอกมั้ง" เธอตอบ "เขาจะเอาเราไปขายหรือเปล่าพี่" อัญชันถามอีกครั้ง "ไม่รู้สิ...ติดต่อพี่ฟ้าก็ไม่ได้เพราะตอนนี้เรือเริ่มแล่นเข้าเขตอินโดแล้วสัญญาณไม่ค่อยดีเลย" เพียงจันทร์ขมวดคิ้วเครียด " แล้วเจ๊แก...ไม่ช่วยเราหน่อยเหรอ" เธอถามอีกครั้ง " ช่วยจนสุดความสามารถเลยแหล่ะยัยอัญ...วันแรกที่แกสลบไปเจ๊แกแทบจะลมจับไปกับแกด้วยเลยนะแกช่วยพูดช่วยเคลียร์หลายๆ อย่างเลยแต่...แกสู้อำนาจไม่ไหวหรอก" เพียงจันทร์ ถอดถอนใจ ในโชคชะตาที่ขีดมาให้ตนกับเพื่อนรัก " โชคชะตาเล่นตลกอะไรกับเรานักหนานะพี่ดาว...บ้านไม่มีให้กลับ...ต้องถูกจับไปทำงานที่ไหนกับใครไม่รู้อีก" อัญชันอยากจะทุบตีตัวเองให้สลบเหมือดอีกรอบที่ตนเองไปก่อเรื่องเอาไว้จนได้เรื่องขนาดนี้ แต่ทำยังไงได้ หลังจากผ่านพ้นเกตุการ์ณอันเลวร้ายในอดีตมาได้ก็ต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก "เก็บของเถอะยัยอัญ...เราต้องตามนายใหม่ไปนะ" เพียงจันทร์เร่ง สองสาวจึงได้แต่จำยอมไปตามน้ำก่อนแม้จะหวาดกลัวมากเพียงใด แต่เธอก็ไม่ลืมทิ้งข้อความไว้ให้ นลินทรา เผื่อหากเรือเข้าเขตสัญญาณจะได้รีบส่งข่าวให้คนที่เธอคิดถึงที่สุดในตอนนี้แดดรอนๆยามทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา ท้องฟ้าเปล่งประกายสีแสดจ้าสวยสดงดงามดั่งภาพวาดที่ถูกจินตนาการขึ้น สานลมหนาวเริ่มพัดเอื่อยๆบ่งบอกว่าใกล้ถึงฤดูหนาวอย่างเต็มตัว บ้านไม้หลังเล็กบนยอดเขาในภาคเหนือของประเทศกลับอบอุ่นไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังเล่าเรื่องราวต่างๆรอบๆกองไฟกองเล็กๆที่ก่อขึ้น " เรื่องนี้น่ากลัวเกินไปแล้วนะคะคุณอัญ...ตัวแบบนั้นจะมีจริงๆหรือคะ" ริสากอดเด็กชายตัวอวบอ้วนเอาไว้ในอ้อมแขนรู้สึกสยดสยองไปกับเรื่องเล่าของอัญชัน " มีจริงสิริสา...ตอนเด็กๆฉันก็เคยเห็นมากับตานะ...มีแต่หัวกับเครื่องในลอยไปๆมาๆหน้าซีดๆขาวๆสยดสยองพิกล" อัญชันเล่าย้ำถึงอมนุษย์ชื่อดังที่คนทะ่วประเทศไทยได้รู้จัก เธอรู้สึกเหมือนโดนเบียดโดยคนร่างยักษ์กับร่างบางๆที่กอดลูกชายของเธอเอาไว้แน่นอก " ผีหรือวิญญาณมันต้องโปร่งแสงเป็นเงาขาวๆไม่ใช่หรือครับ" เรนดอลฉงนสงสัย " นั่นน่ะวิญญาณค่ะแต่อมนุษย์ที่ฉันเล่านั้นเป็นกึ่งผีหรือวิญญาณค่ะดวงไฟของมันจะส่องแสงแวววาวสุกๆเหมือนลูกไฟและชอบกินของสกปรกค่ะ" อัญชันเล่าขยี้ความน่ากลัวทว่า ใบหน้าของเรนดอลกลับเบิกโพลงดวงตาค้างเติ่งอยู่กับลูกไฟที่วับๆแวมๆตรงข้างนอกรั้ว "บะ...แบบนั้นเห
คำพูดของริสาทำให้อัญชันนั้นตกอยู่ในความคิดนานเเสนนานจนกระทั่งเสียงเล็กๆของลูกชายเรียกสติเธอให้กลับมา "แม่เป็นไอใยเหรอ...ภูผาเรียกตั้งนานแม่ก็เหม่ออยู่นั้นแหล่ะ" เขาถาม " แม่ไม่ได้เป็นอะไรครับ...แค่คิดไม่ตกว่าจะทำอะไรกินกันดี" เธอตอบลูกชายแม้ว่าความจริงแล้วเธอไม่ได้คิดแบบนั้นอยู่สักนิดเดียว " ภูผาอยากกินหมูกะทะ...อยากกินกับพวกคุณลุงคุนน้า...ได้ไหมครับแม่...นะนะนะ" เด็กชายออดอ้อนเขาคิดถึงช่วงเวลาแห่งความสุขที่เขาได้รับยามที่อยู่กับคุณลุงคุณน้าและอยากแบ่งปันช่วงเวลานั้นให้แม่ของเขาอีกอย่างช่วงเวลาหมูกระทะคือช่วงเวลาที่เขาเองก็โปรดปรานที่สุดเช่นกัน " ก็ได้ๆ...งั้นเราไปซื้อของกันเถอะ" อัญชันตอบตกลงพลางจูงมือลูกชายของตนขึ้นรถเพื่อไปจ่ายตลาด ริสาที่ตื่นเต้นกับหมูกระทะที่เด็กน้อยพูดถึงนั้นก็พลอยตื่นตาตื่นใจรอชิมเมนูที่เรียกได้ว่านิยมที่สุดในประเทศก็ได้ บ้านพักหลังเล็กๆถูกยกมาทั้งหลังแล้ววางบนรากฐานที่ปรับแต่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยอำนาจของเงินตราจึงทำให้บ้านพักหลังเล็กๆใหญ่ๆผุดขึ้นบนที่ดินตรงข้ามบ้านของอัญชันไลอาร์ควบคุมดูแลการทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนโดยเฉพาะสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่
" แม่ครับๆคุณลุงคนนั้นมาแก้งแม่ใจ้ไหม" เสียงเล็กๆถามผู้เป็นแม่ขณะกำลังวาดรูปเล่นด้วยกันอยู่ เด็กชายตัวน้อยๆมองเห็นรถคันหรูจอดอยู่นอกรั้วบ้านมาหลายวันแล้วไกล้ๆกันเป็นเต้นท์หลังใหญ่ที่มีพี่ชายพี่สาวและคุณลุงอาศัยอยู่ ทุกๆวันเขาจะเห็นคุณลุงเดินตามแม่ของเขาประจำ ส่วนพี่สาวและพี่ชายก็มักจะเล่นกับเขาอยู่บ่อยๆทำไห้เขาไม่รู้สึกเหงาเหมือนแต่ก่อน ยางครั้งเขาก็จะได้กินขนมและได้ของเล่นเยอะแยะจากคนแปลกหน้านั้นถึงแม้แม่ของเขาจะเมินเฉยต่อกลุ่มคนเหล่านั้นแต่ก็ไม่ได้ห้ามให้เขาไปคลุกคลีกับคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย " เขาไม่ได้แกล้งแม่หรอกลูก...แต่แม่แค่ไม่อยากคุยกับเขา " อัญชันตอบลูกชายเด็กน้อยนั้นไร้เดียงสาจนทำเอาอัญชันรู้สึกผิดที่ไม่ได้บอกลูกชายว่าคุณลุงที่เขาพูดถึงนั้นก็คือพ่อแท้ๆของเขา " แต่ภูผาชอบพวกเขานะ...แต่ถ้าเขาแก้งแม่ภูผาก็ไม่ชอบ" เด็กชายหันไประบายสีหุ่นยนต์ตัวโตต่อ คำพูดของเด็กชายภูผาวัยสี่ขวบทำเอาอัญชันถึงกับน้ำตารื้น เธอจูบหน้าผากลูกชายสุดที่รักแล้วกระเซ้าแหย่กันสนุกสนาน " ภูผาคิดถึงพ่อไหม" อัยชันถาม " ไม่รู้จิ..." เด็กน้อยตอบตามความรู้สึก เพราะตั้งแต่รู้ความได้เขาก็อยู่ด้
"แม่ครับๆดูสิๆภูผาสูงๆด้วยหล่ะครับ!!" เด็กชายตัวน้อยกระโดดโลดเต้นบนเครื่องเล่นปีนป่ายในสวนสาธารณะไกล้ๆโรงเรียน " ระวังตกนะลูก!!" " ค้าบบบบ" อัญชันร้องเตือนบุตรชายตัวน้อยของเธอและเขาก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเล็กๆน่าเอ็นดู อัญชันมองดูลูกชายของตนเล่นกับเพื่อนๆสนุกสนานเธอก็ปริ่มไปด้วยความสุขเช่นเดียวกับลูกชาย ไลอาร์เห็นร่างบางที่คุ้นเคยบนม้าหินอ่อน เธอคือคนที่เขาคิดถึงสุดหัวใจมาตลอดห้าปีที่ผ่านมามือหนากำสร้อยรูปผีเสื้อที่เคยเป็นของเธอเอาไว้แน่น เขาอยากเข้าไปกอดเธอและทวงถามถึงเหตุผลที่เธอหนีเขาไปทว่าบางสิ่งบางอย่างที่จุกอยูในอกนั้นต่างหากที่ยังคงรั้งเขาเอาไว้อยู่ที่เดิม เด็กชายตัวอ้วนอวบที่เรียกเธอว่าแม่ คือลูกชายของอัญชันไม่ผิดแน่ๆ แต่เขากลับไม่แน่ใจว่าหลังจากที่เธอจากเขามา ใจของเธอนั้นอยู่ที่ใครอีกหรือเปล่า กาลเวลามันเปลี่ยนผันใจคนก็อาจจะเปลี่ยนเช่นกัน ไลอาร์จำไม่ได้แล้วว่าเขามองหญิงสาวกับลูกชายของเธออยู่แบบนี้กี่วันแล้ว รู้เพียงแต่เขาดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นเธอ " นายท่านไม่เข้าไปหานายหญิงเหรอครับ" เรนดอลถามใขข้อสงสัยเขารู้ดีว่าเจ้านายของเขานั้นคิดถึงนายหญิงของเขามากแค่ไหนแต่ที่เ
แสงแดดของประเทศไทยนั้นร้อนแรงเสียยิ่งกว่าอะไร แข่งกับสายลมจากทิศตะวันตกที่พัดแรงจนหมวกที่สวมอยู่บนหัวแทบจะปลิว ร่างบางยืนปาดเหงื่อสู้กับแสงแดดท่ามกลางหุบเขาที่รายล้อมไปด้วยทุ่งข้าวโพดสีเหลืองทอง อัญชันเหลือบมองรอบกายที่หลายๆ คนกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บฝักข้าวโพดที่กำลังได้ที่ใส่กระสอบ เธอเห็นร่างเล็กๆ ที่กำลังนั่งเล่นอยู่ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่" ภูผา!!! ตักน้ำให้แม่หน่อยสิ!!! " เธอตะโกนบอกร่างเล็กๆ นั้น เด็กชายตัวอ้วนกลมที่มีดวงตาสีอำพันมองตามเสียงเรียกของมารดาก่อนจะค่อยๆ คลานลงจากขนำท้ายไร่และวิ่งมาหาแม่ของเขาพร้อมกับน้ำเย็นๆ หนึ่งแก้ว มืออ้วนป้อมยื่นแก้วน้ำให้มารดา ใบหน้าอ้วนกลมเล็กๆ นั้นส่งยิ้มให้แก่เธอก่อนจะวิ่งกลับไปที่ขนำภูผา ลูกชายสุดที่รักของอัญชันดวงแก้วดวงใจของเธอนั้นหน้าตาคล้ายเธอมากเว้นเสียแต่ดวงตาที่คมและมีสีเดียวกับพ่อของเขา ไลอาร์ หลังจากที่เธอส่งไลอาร์กลับแคว้นฮาลัน เธอก็รีบหนีเขามายังแดนเหนือสุดในสยามเพื่อตัดความสัมพันธ์ของเธอกับเขาตามคำที่มหาราณีขอร้อง (ข่มขู่) อีกทั้งเธอเองก็ไม่ได้อยากผูกมัดกับเขาให้เขาต้องมาลำบากใจเพราะเธอสองคนแม่ลูก อัญชันใช้เงินที่มีทั้งหมดลงทุนทำส
ภาพบนจอบอกเล่าความจริงทั้งหมดที่ไลอาร์สงสัย เขารู้สึกผิดที่หลงเข้าใจผิดเพียงเพราะคำใส่ร้ายงี่เง่าขอมหาราณี ชายหนุ่มหมกตัวอยู่ในห้องทำงานทั้งคืนครุ่นคิดถึงปัญหาที่เขาเผชิญโดยมีเอฮาซานอยู่ด้วยข้างๆ" นายกลับไปเถอะเอฮาซาน...ฉันไม่เป็นไร" เขาพูดกับเลขาคนสนิท" อย่าเข้าใจผิดสิครับ..หากนายท่านไม่ได้แต่งงานกับมิสอัญชันผมเองก็คงไม่ได้พบคุณดาวเหมือนกันนี่ครับ" เขาตอบอย่างเย็นชาพลางยกกาแฟขึ้นดื่ม"นายนี่มัน!!!" เขาโยนปากกาใส่เลขาทว่าทั้งคู่กลับมองหน้ากันแล้วหัวเราะขึ้นมา พวกเขาอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กแค่มองตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอ่านอย่างไร ไลอาร์รู้ดีที่สุดว่าความรู้สึกที่เอฮาซานมีแก่เพียงจันทร์นั้นไม่ได้แตกต่างไปกว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่ออัญชันเสียนิดเดียว" เห้อ!!! อย่างแรกเราต้องทำการรักษาอาการป่วยของอัญชันก่อนนั่นแหล่ะนะ...เธอยังผวาทุกคืนอยู่เลย" ไลอาร์พูด" ดีครับ" เอฮาซานออกความเห็นสั้นๆ พลางนึกต่อในใจหมายถึงเขาจะได้หมดคู่เเข่งแบบไอ้ผู้ช่วยผู้ดีเก่านั่นไปอีกคนการรักษาอาการแพนิคที่เรื้อรังมานานของอัญชันนั้รไม่ได้ซับซ้อนมากเธอต้องได้รับยากระตุ้นพร้อมกับการสะกดจิตเป็นเวลาหนึ่งเดือน ระ







