เข้าสู่ระบบภัททิราเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ที่คอนโดฯตลอดช่วงวันหยุดปีใหม่ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูซีรี่ในเน็ตฟลิก อาจจะมีออกไปข้างนอกบ้างเพื่อหาอะไรกิน แต่ไกลสุดก็แค่หน้าปากซอย
ในแต่ละวัน กันติชาก็จะส่งข้อความมาทักทายในไลน์กลุ่ม ซึ่งพวกเธอก็มักจะส่งข้อความหากันแบบนี้เป็นประจำ และเพื่อนรักก็ดูปกติดีไม่น่าจะมีเรื่องอะไร นั่นก็ทำให้หญิงสาวคลายความกังวลไปได้บ้าง วันนี้เป็นวันสุดท้ายของวันหยุดยาว ภัททิราจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาทำงานส่งลูกค้า
แรกเริ่มเดิมทีหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอเคยทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนที่บริษัทสถาปนิกชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่ทว่าดันไปมีปัญหากับเลขาฯของเจ้านาย ซึ่งหล่อนควบตำแหน่งเลขาฯบนเตียงด้วย
และนั่นก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับเธอเลย แต่ด้วยความสวยเป็นเหตุ ทำให้เจ้านายมาคอยเกี้ยวพาราสีเธออยู่บ่อยครั้ง หนักเข้ามีชวนไปดูงานต่างจังหวัด ซึ่งเธอเองก็ลำบากใจ หนำซ้ำแม่เลขาฯยังคอยมาระราน ภัททิราจึงตัดปัญหาโดยการลาออกทั้งที่ยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน
ออกมาโลดแล่นรับงานฟรีแลนด์จนถึงทุกวันนี้
ช่วงแรกก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังโชคดีที่มีรุ่นพี่คอยส่งงานให้ทำ จนเริ่มมีชื่อเสียงในวงการ งานที่ติดต่อเข้ามาก็เริ่มสม่ำเสมอ
“เอ๊ะ มีลูกค้าใหม่ ติดต่อมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” ภัททิรากดเปิดอีเมลฉบับใหม่ขึ้นมาเช็ก “โห ตั้งแต่วันปีใหม่เลยเหรอ จะรีบไปไหนเนี่ย ใครเขาทำงานกัน”
อีเมลฉบับนี้ส่งมาจากผู้จัดการไร่เปี่ยมรัก ต้องการจ้างเธอไปออกแบบร้านอาหารและคาเฟ่ของสวนส้มในจังหวัดเชียงใหม่
“เชียงใหม่เหรอ อืม” ภัททิราทำหน้าใช้ความคิด หากเธอรับงานนี้ เธอก็จะได้โอกาสหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง ไปพักผ่อนที่เชียงใหม่
คิดได้แบบนั้นเธอก็รีบกดโทรศัพท์ต่อสายหาผู้จัดการไร่ ทางนั้นก็ดีใจที่เธอยินดีรับงานนี้ จากนั้นก็พูดคุยรายละเอียดคร่าว ๆ ก่อนทำการนัดหมายให้เธอเข้าไปพบโดยเร็วที่สุด
หลังจากนั้นอีกสามวัน ภัททิราก็ออกเดินทางไปเชียงใหม่ โดยที่เธอไม่ลืมส่งข้อความบอกเพื่อน ๆ ว่าต้องไปทำงานต่างจังหวัดสักพัก อาจไม่ได้เจอกันสักระยะหนึ่ง
เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่ ทางไร่เปี่ยมรักก็ได้ส่งคนมารอรับเธออยู่แล้ว ภัททิราเดินตรงไปหาชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังยืนถือป้ายชื่อเธออยู่
“สวัสดีค่ะ ภัททิราค่ะ คุณคือคนของไร่
เปี่ยมรักใช่ไหมคะ”“สวัสดีครับ ผมปกรณ์ เป็นผู้จัดการไร่ครับ พ่อเลี้ยงส่งผมมารับคุณครับ”
“อ๋อ คุณปกรณ์ คนที่แพทคุยด้วยนี่เอง ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
“ครับ ยินดีเช่นกันครับ”
ผู้จัดการหนุ่มเดินตรงเข้ามาช่วยหญิงสาวลากกระเป๋าเดินทาง ก่อนจะก้าวเดินนำไปยังลานจอดรถ
เมื่อไปถึงรถเอสยูวีสีดำสัญชาติยุโรป ปกรณ์ก็รีบเปิดประตูห้องโดยสารด้านหลังให้กับภัททิรา
“อุ๊ย คุณปกรณ์คะ แพทนั่งหน้ากับคุณก็ได้ค่ะ” ปกรณ์ได้ยินก็หันมายิ้มเจื่อน
“อย่าดีกว่าครับ เกรงว่าจะไม่เหมาะ เดี๋ยวพ่อเลี้ยงรู้เข้าผมจะแย่เอา”
ภัททิราได้ยินแบบนั้น ประกอบกับสีหน้าที่ดูลำบากใจของผู้จัดการหนุ่ม เธอจึงยอมขึ้นไปนั่งแต่โดยดี
เมื่อปกรณ์ขึ้นมานั่งประจำตำแหน่งพลขับ เธอจึงตัดสินใจเอ่ยถาม
“คุณปกรณ์คะ พ่อเลี้ยงที่คุณปกรณ์พูดถึงคือเจ้าของไร่ที่แพทจะต้องทำงานด้วยใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ”
“พ่อเลี้ยงเขาดุเหรอคะ”
“โอ๊ย ไม่หรอกครับ พ่อเลี้ยงน่ะใจดี เพียงแต่ท่านไม่ใช่คนยิ้มแย้มอะไร คนไม่รู้จักก็อาจจะมองว่าพ่อเลี้ยงเป็นคนดุ ตั้งแต่ผมทำงานกับพ่อเลี้ยงมาแทบไม่เคยเห็นพ่อเลี้ยงโกรธเลย แต่อย่าให้โกรธจะดีกว่าครับ เพราะถ้าโกรธขึ้นมา ใครก็เข้าหน้าไม่ติด ยิ่งตอนนี้ลูกสาวคนเดียวของพ่อเลี้ยงย้ายไปอยู่กรุงเทพฯแล้วด้วย ไม่มีใครทำให้ท่านสงบได้แน่”
“อ๋อ ค่ะ”
ภัททิราได้รู้แบบนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง เธอหยิบสมาร์ตโฟนออกมาท่องโลกโซเชียลฆ่าเวลา เนื่องจากระยะทางไปไร่เปี่ยมรักนั้นค่อนข้างไกล ทว่าพอเล่นโทรศัพท์มือถือไปได้สักพักก็เกิดเวียนหัว เธอจึงเอนหลังพิงพนักพักสายตา แต่ด้วยความเหนื่อยล้าทำให้เธอผล็อยหลับไป รู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็ตอนที่ปกรณ์จอดรถและหันมาเรียกเธอ
“คุณแพทครับ ถึงแล้วครับ” สิ้นเสียงผู้จัดการหนุ่ม ภัททิราลืมตาขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือ นั่งตัวตรงบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยล้า พลันสายตาเหลือบไปเห็นบรรยากาศภายนอกรถ หญิงสาวก็รีบเปิดประตูเดินลงมาดู
รถเอสยูวีที่เธอนั่งมานั้น จอดอยู่หน้าบ้านไม้สักสองชั้นหลังใหญ่ ตั้งหันหน้าไปทางสวนส้มสีเขียวขจีที่มีผลส้มสีสันสดใสเต็มต้น สวนส้มแห่งนี้มีพื้นกว้างใหญ่มองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา อีกทั้งอากาศก็สดชื่น สามารถสูดลมหายใจได้อย่างเต็มปอด
ภัททิรารู้สึกตื่นเต้นเพราะเธอไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้มาก่อน พอได้เห็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกอยากพักผ่อนอยู่ที่นี่นาน ๆ
“คุณแพทครับ เชิญด้านในครับ พ่อเลี้ยงรออยู่” หญิงสาวหันกลับมาตามเสียงเรียกของปกรณ์
“ค่ะ”
4 ปีผ่านไป‘พาเพลินค่าเฟ่’ ร้านอาหารและคาเฟ่แห่งไร่เปี่ยมรัก เปิดให้บริการมาแล้วร่วมปี โดยมีภัททิราเป็นผู้ดูแล หญิงสาวแวะเข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยเป็นประจำทุกวัน และในบางครั้งเธอก็จะพาเด็กหญิงเพลินมาศตัวน้อยติดสอยห้อยตามมาด้วย ความน่ารักสดใส ช่างพูดช่างเจรจา ทำให้เด็กน้อยกลายเป็นขวัญใจของลูกค้าไปโดยปริยาย ลูกค้าบางคนถึงขนาดลงทุนขับรถข้ามจังหวัด เพื่อมาทักทายหนูน้อยเพลินมาศโดยเฉพาะภัททิราจึงมีหน้าที่พาลูกสาวออกจากห้องทำงานหลังร้าน มาพูดคุยทักทายลูกค้า วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ภัททิราพาลูกสาวมาทำงานด้วย เพื่อพบปะเหล่าแฟนคลับที่เป็นลูกค้าประจำของทางร้าน“คูมแม่ขา น้องเพลินอยากกิงเค้ก” เด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้ามาเอาหน้าซบตักมารดา พร้อมส่งสายตาอ้อนวอน“หนูกินไปแล้วนี่คะลูก” ภัททิรายกมือขึ้นเช็ดคราบครีมสีขาวที่มุมปากลูกสาว “หนูดื่มน้ำส้มที่ย่าอิ่มทำให้หรือยังคะ”“ดื่มแย้วค่ะ”“งั้นก็พอแล้วค่ะ เดี๋ยวเราต้องกลับบ้านไปทานข้าวเย็น”“คูมแม่ขา….” เมื่อหนูน้อยไม่ได้ดั่งใจก็เริ่มเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ แต่ทว่าผู้เป็นมารดาก็ต้องใจแข็ง เพราะก่อนออกจากบ้านได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะได้กินเค้กแสนอร่อยเพียงแค่หนึ่ง
ในที่สุดความเจ็บปวดของว่าที่คุณแม่ก็สิ้นสุดลง พร้อมกับการออกมาลืมตาดูโลกของทารกน้อยเพศหญิงหน้าตาน่ารักน่าชังเด็กหญิงเพลินมาศ ลูกสาวคนเล็กของพ่อเลี้ยงกฤษณ์ดนัย และภรรยาคนสวยนั้น เป็นที่รักของทุกคนในไร่เปี่ยมรัก หน้าตาผิวพรรณนั้นได้รับมรดกจากพ่อและแม่ เป็นส่วนผสมที่ลงตัว จะเรียกว่าไม่มีที่ติเลยก็ว่าได้เมื่อออกจากโรงพยาบาล ทุกคนก็เดินทางกลับมาใช้ชีวิตที่ไร่เปี่ยมรัก พร้อมกับสมาชิกคนใหม่เมื่อภัททิรากลายเป็นคุณแม่เต็มตัว ในตอนแรกที่อยู่โรงพยาบาลเธอก็แอบรู้สึกกังวล เพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่ก็ได้สามีคอยให้กำลังใจ ไหนจะป้าอิ่มและทุกคนในบ้านคอยช่วยเหลือ ออกแนวจะแย่งกันช่วยเสียด้วยซ้ำ เพราะใคร ๆ ต่างก็หลงรักทารกน้อยตอนนี้หนูน้อยเพลินมาศอายุได้สามเดือน เริ่มจดจำเสียงทุกคนในบ้านได้ หากเป็นคนคุ้นเคยทารกน้อยก็จะส่งเสียงอ้อแอ้โต้ต้อบ ก็ยิ่งทำให้ทุกคนทั้งรักทั้งหลง โดยเฉพาะกฤษณ์ดนัยที่นับวันยิ่งเห่อลูกสาวตัวน้อย ถึงขนาดพักงานบริหารไร่เปี่ยมรัก เพื่อจะใช้เวลาอยู่กับลูกเมีย โดยแต่งตั้งให้ปกรณ์เป็นผู้รักษาการแทน“แพทจ๋า น้องเพลินหิว” กฤษณ์ดนัยเดินเข้ามาในห้องเลี้ยงเด็กชั้นล่าง ขณะที่ภัททิราก
คเชนทร์พากันติชาไปพักผ่อนที่โรงแรมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล ส่วนป้าอิ่มและเด็กรับใช้ก็พากันเดินทางกลับไร่เปี่ยมรัก เหลือเพียงพ่อเลี้ยงหนุ่มที่คอยเฝ้าคนรักไม่ยอมห่างเวลาล่วงเลยไปจนได้เวลานอนของว่าที่คุณแม่ แต่ทว่าเธอก็ยังนอนลืมตาโพลงมองเพดานสีขาวสะอาดตา พลางนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ ที่ทุกอย่างจบลงด้วยดีดวงหน้าสวยคลี่ยิ้มออกมา พร้อมสองมือที่วางอยู่บนหน้าท้องนูนลูบไล้ขับกล่อมทารกน้อยที่กำลังเคลื่อนไหวไม่ยอมหลับยอมนอนเช่นเดียวกัน“เป็นอะไรครับ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว นอนไม่หลับเหรอ หืม” กฤษณ์ดนัยลุกจากโซฟาเบด เดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง ยกมือขึ้นใช้ข้อนิ้วแกร่งเกลี่ยแก้มนวลเบา ๆ“มีความสุขค่ะ” ภัททิราส่งยิ้มจนตาหยี “แล้วก็นอนไม่หลับด้วย ปกติคุณต้องนอนกอดแพท พอนอนคนเดียวแพทไม่ชิน”กฤษณ์ดนัยยิ้มเอ็นดูภรรยา ก่อนลุกขึ้นปลดล็อกที่กั้นเตียงคนไข้ ขึ้นไปนอนเบียดร่างเล็กบนเตียง เธอก็ขยับตัวพลิกตะแคงหันหลังให้เขาอย่างรู้งาน เพื่อให้ชายหนุ่มได้นอนสวมกอดเธอเช่นเดียวกับทุกคืน“แพท”“ขา”“ผมรักคุณมากนะ”“แพทก็รักคุณค่ะ”“เราแต่งงานกันเถอะ”“...” ไม่มีเสียงตอบรับใดจากคนในอ้อมกอด ภัททิรานิ่งเงียบไ
ภัททิราฟื้นคืนสติขึ้นมาก็พบว่าเธอนอนอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดตา โดยมีกฤษณ์ดนัยและป้าอิ่ม รวมถึงเด็กรับใช้ที่ตามมาด้วยยืนรายล้อมอยู่รอบเตียงคนไข้เมื่อได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของคนรัก ภาพบาดใจที่อยู่ในความทรงจำก็หวนกลับมา ทำให้ดวงหน้าสวยเริ่มเหยเก นัยน์ตาคู่หวานเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตาป้าอิ่มและเด็กรับใช้เห็นแบบนั้นก็รีบแย่งกันพูดเพื่ออธิบายความให้ภัททิราเข้าใจ แต่เสียงดังระงมที่เกิดขึ้นนั้นฟังไม่ได้ศัพท์ เพราะมัวแต่แย่งกันพูด พ่อเลี้ยงหนุ่มจึงหมดความอดทน“ทุกคน ออกไปให้หมด ผมอยากอยู่กับเมียตามลำพัง” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเข้มพร้อมหันไปตวัดสายตาดุใส่ ข้ารับใช้ที่อยู่มานานนั้นรู้ดีว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มกำลังโกรธ ป้าอิ่มจึงรีบลากเด็กรับใช้ทั้งสองออกไปเมื่ออยู่กันตามลำพัง ภัททิราก็ปล่อยโฮออกมาดังลั่น นอกจากความเสียใจแล้ว ยังมีฮอร์โมนภายในร่างกายที่กระหน่ำซ้ำเติมให้เธออ่อนไหวยิ่งขึ้น กฤษณ์ดนัยรีบดึงเธอเข้ามากอดปลอบ พลางลูบแผ่นหลังบอบบาง“แพท แพท คนดีครับ ฟังผมก่อนนะ” เสียงนุ่มทุ้มเต็มไปด้วยความอ่อนโยน พยายามกล่อมให้เธอสงบลง “แพทกำลังเข้าใจผิดนะ สิ่งที่คุณเห็นมันไม่มีอะไรเลย คุณฟังผมอธิบายก่อนได้ไ
ผ่านไปกว่าสองเดือน ตอนนี้อายุครรภ์ของภัททิราเข้าสู่เดือนที่ห้า อาการวิงเวียนเริ่มบรรเทาเบาบางลงไปมาก หน้าท้องแบนราบก็เริ่มนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใครต่อใครก็ต่างคาดเดาว่ากฤษณ์ดนัยจะต้องได้ลูกสาว เพราะภัททิรานั้นตั้งแต่ท้องก็สวยวันสวยคืน ขนาดที่ว่าออกไปโรงพยาบาลทั้งที่ท้องเริ่มโตขึ้นจนสามารถสังเกตได้ ก็ยังไม่วายมีหนุ่มน้อยใหญ่มองตามกันเป็นแถว ทำเอาคนเป็นสามีต้องคอยทำหน้ายักษ์ ส่งรังสีอำมหิตผ่านทางแววตาไปให้บรรดาชายหนุ่มเหล่านั้นและก็เป็นดังเช่นที่หลายคนคาดไว้จริง ๆ จากผลการตรวจอัลตราซาวนด์ครั้งล่าสุด ก็พบว่าลูกน้อยในครรภ์ของภัททิราเป็นเพศหญิง ทำเอาทุกคนในบ้านดีใจกันยกใหญ่ด้านพ่อเลี้ยงหนุ่มด้วยความทั้งรักและห่วงเมีย ก็ย้ายมาปักหลักทำงานที่บ้าน จะแวะเวียนไปออฟฟิศบ้างอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง ในแต่ละวันภัททิราจึงได้อยู่ใกล้ชิดกฤษณ์ดนัยตลอดเวลาช่วงหลังมานี้ภัททิราชอบออกไปเดินเล่นรับลม และชมแปลงดอกไม้ใกล้กับศาลาหน้าบ้าน เมื่อว่าที่คุณพ่อเห็นแบบนั้นก็จ้างบริษัทรับเหมาเข้ามาจัดการทุบห้องด้านหน้าบ้าน สร้างเทอร์เรซยื่นออกไปให้มีพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจ และจ้างนักจัดสวนมาเนรมิตสวนดอกไม้ริม
ภัททิราได้รับการตรวจโดยละเอียดจากสูตินรีแพทย์ โดยมีกฤษณ์ดนัยคอยอยู่เคียงข้างในทุกช่วงเวลา ตอนแรกหญิงสาวก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไร จนกระทั่งได้ยินเสียงหัวใจดวงน้อยที่กำลังเต้นเป็นจังหวะชัดเจนผ่านเครื่องอัลตราซาวนด์ ความรู้สึกตื้นตันยินดีก็ก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง รวมไปถึงสายใยแห่งความรักและความผูกพันก็ปรากฏขึ้นชัดเจนในใจ ว่าที่คุณแม่เกิดบ่อน้ำตาแตกร้องไห้ด้วยความดีใจ ทำให้ว่าที่คุณพ่อต้องคอยปลอบอยู่นานสองนานและในวันต่อมาแพทย์ก็อนุญาตให้ภัททิรากลับบ้านได้ โดยมีกฤษณ์ดนัยคอยดูแลทุกฝีก้าว เมื่อเจ้าหน้าที่เข็นรถนั่งของว่าที่คุณแม่ลงมาถึงประตูทางออก ก็มีรถตู้สีดำคันหรูป้ายแดงขับเข้ามาจอด จากนั้นก็มีพลขับชายซึ่งเป็นคนขับรถของไร่เปี่ยมรักลงมาเปิดประตูให้ กฤษณ์ดนัยประคองหญิงสาวขึ้นรถอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะขึ้นมานั่งเคียงข้างเมื่อรถขับออกมาได้สักพักเธอจึงหันไปถามชายหนุ่มด้วยความสงสัย“คุณกฤษณ์ซื้อรถใหม่เหรอคะ”“ครับ ผมซื้อให้คุณ เวลาไปไหนมาไหนจะได้นั่งสบาย ชอบไหมครับคุณแม่” เขาถามพร้อมเอียงศีรษะเข้ามาใกล้ หญิงสาวก็ยิ้มด้วยความพอใจ“ชอบมากเลยค่ะ เป็นเบาะที่นั่งสบายสุด ๆ สบายจนแพ







