Se connecterฝนที่ยังคงเทกระหน่ำตกลงมาตอกย้ำไม่หยุด แต่ละหยาดเม็ดที่กระทบร่างกายแสนบอบบางในเวลานี้ช่างเหมือนกับเข็มเล่มเล็ก ๆ ที่หล่นลงมาทิ่มแทงให้ร่างระหงบอบช้ำไม่ต่างกับหัวใจ เสียงสะอึกสะอื้นร่ำไห้ที่ยังไม่จางหายแม้จะกินเวลาไปหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม แต่ว่าภาพของหญิงสาวที่ยังคงเอามือปิดหูแน่นยังคงหยุดนิ่งไม่ไหวติงไปจากหน้าคฤหาสน์หลังงามหลังนี้
และถึงแม้ว่าภาพภายนอกของหญิงสาวจะช่างดูเด็ดเดี่ยวต่อสิ่งที่มากแค่ไหน แต่ใครเล่าจะรู้ว่าข้างในของเธอนั้นตอนนี้มันทั้งอ่อนแอและหวาดกลัวเหลือเกิน อีกทั้งความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นมันยิ่งทำให้เธอใกล้ที่จะแตกสลายในไม่ช้า
“ฮึก...ฮึก...เฮียทิศค่ะ...เราจะต้องจบกันแบบนี้งั้นหรอ”
เสียงงึมงำเบา ๆ พูดกับตัวเองอย่างคนสิ้นหวัง ทุกถ้อยคำมีแต่ความตัดพ้อและไม่เข้าใจว่าตนเองทำผิดอะไรทำไมเขาถึงได้ไร้เยื่อใยได้ขนาดนี้
สายฝนที่โปรยจนคนร่างเล็กเปียกโชก น้ำตาที่คละเคล้าจนแยกไม่ออกแล้วว่าเม็ดไหนคือหยาดฝนเม็ดไหนคือหยาดน้ำตา คำตัดพ้อที่ถูกส่งออกมาแต่ทว่ากลับไปไม่ถึงคนที่อยากให้ได้ยิน ยิ่งทำให้ความเจ็บปวดอัดแน่นทวีคูณ
กระทั่งเมื่อทุกอย่างได้ถึงจุดสิ้นสุดของความหวัง ร่างบอบช้ำที่จำนนยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เธอที่เหลือเพียงคำถามสุดท้ายที่อยากจะถามเขาอีกครั้ง แม้ว่ามันจะเป็นคำถามที่เธอเองนั้นก็รู้คำตอบเป็นอย่างดีแต่ถ้าในวันนี้เธอไม่ได้พูดมันออกไปเธอคงจะไม่มีโอกาสได้พูดมันอีกตรงหน้านี้แล้ว
“ฮือออออ ~~ พระอาทิตย์ไม่รักพระจันทร์ดวงนี้แล้วใช่ไหมคะ” (T^T)
สิ้นคำพูดที่เปล่งออกมาพร้อมกับใบหน้าเปียกปอนที่เชิดมองทะลุเข้าไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ และเมื่อทุกอย่างแจ่มแจ้งแก่ใจร่างบางก็ตัดสินใจที่จะทิ้งความหวังและความรักที่เคยมีให้กับคนในบ้านหลังนี้เอาไว้แล้วเลือกที่จะเดินจากไปแม้จะไม่ได้รับฟังคำตอบอย่างที่ใจต้องการก็ตาม
พรึ่บ...!!
ฉันหยัดตัวที่โงนเงนให้ลุกขึ้นจากพื้นหลังจากที่จมดิ่งอยู่ในความหวังมานานมากเกินไป ความจริงที่ตีแสกหน้านับตั้งแต่เรื่องราวเลวร้ายได้เกิดขึ้นคงมีแต่ฉันที่พยายามปิดบังดวงตาตัวเองไม่ให้เห็นความจริง เพียงแต่วินาทีนี้ถ้าหากฉันยังคงเลือกที่จะเชื่อในความหวัง เชื่อในความรักอยู่ต่อไปแล้วละก็...ชีวิตนี้ที่เหลือคงได้แหลกสลายไม่เหลือที่ยืนบนโลกนี้อีกต่อไปแน่...
ดวงตากลมที่ขอบตาช้ำเป็นสีแดงเนื่องจากร้องไห้อยู่หลายชั่วโมง จ้องมองไปยังคฤหาสน์หลังงามที่ครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นแขกคนสำคัญสามารถเข้าออกได้เสมือนกับเป็นบ้านหลังที่สองของตัวเอง ดวงตาที่จ้องมองมันอีกครั้งอย่างต้องการจดจำความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก่อนที่สองขาจะพาร่างปวดร้าวให้เดินจากไป
และแม้ว่าข้างหลังจะมีเสียงเรียกของพี่คนเฝ้าประตูรั้วหน้าบ้านกำลังตะโกนเรียกเพื่อให้ความช่วยเหลือสุดท้ายกับฉันก็ตาม แต่ทว่าเสียงฝนเสียงฟ้าอีกทั้งเสียงร้องไห้ที่มันดังมากเกินไปจนกลบเสียงเวทนาด้านหลังจนหมดสิ้น นั่นจึงทำให้ฉันเลือกแล้วว่านับตั้งแต่วินาทีนี่ฉันจะไม่หันหลังกลับไปอีกแล้ว...
และนับตั้งแต่นี้ไป...พระจันทร์ดวงนี้จะไม่เป็นของพระอาทิตย์ใจร้ายอีกต่อไปแล้ว...
ฉันเดินโซซัดโซเซพาตัวเองเดินออกมาเรื่อย ๆ อย่างคนไร้เรี่ยวแรง และถึงแม้ว่าสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่น้อยนิดจะเฝ้ากำชับให้สมองฟังว่าจุดมุ่งหมายของตัวเองนั้นคือโรงพยาบาลที่ตนเพิ่งจากมา แต่ทว่า...ร่างอ่อนล้าที่เดินท่ามกลางสายฝนอีกทั้งอาการที่เพิ่งจะฟื้นจากการเจ็บป่วยก็เริ่มจะออกอาการอ่อนแอจนเกินขีดจำกัดของร่างกายที่จะรับไหว
จนกระทั่ง...
ตุบ...
ฉับพลันร่างกายก็ทรุดฮวบร่วงหล่นพื้น เพียงแต่ในห้วงสุดท้ายก่อนที่สติฉันจะดับวูบไปร่างที่กำลังจะกระแทกถึงพื้นก็เหมือนกับได้ถูกวงแขนอันแข็งแรงมาคว้าเอาไว้ได้ทัน...
--- คุณหมอโฮชิ Talk ---
หลังจากที่ผมออกเวรจากโรงพยาบาลและกำลังขับรถวนหาดูอะไรกินไปเรื่อย ๆ ในจังหวะที่สายตากำลังสาดส่องมองไปทั่วฉับพลันสายตาคมก็พลันสะดุดเข้ากับร่างของคนคุ้นตา ภาพหญิงสาวที่ผมต้องยอมรับเลยว่านับตั้งแต่ที่ผมกลับมาจากศึกษาต่อทางด้านการแพทย์จากต่างประเทศ เธอเป็นคนแรกที่มีผลต่อความรู้สึกมากเลยทีเดียว
“นั่นคุณลูกจันนี่หว่า...มาเดินตากฝนทำไมกันนะ แต่เอ๊ะ...!! ถ้าจำไม่ผิดกูยังไม่ได้เซ็นให้เธอออกจากโรงพยาบาลเลยไม่ใช่หรอ...!! แล้วที่เธอเดินอยู่ตรงนี้ก็แปลว่า...??”
ผมที่พอนึกออกได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าผู้มีสถานะคนไข้ของผมน่าจะหนีออกมาจากโรงพยาบาล แต่เพราะอะไรกันล่ะทำไมเธอถึงทำแบบนี้แถมยังมาเดินตากฝนอีก และในขณะที่สมองของผมยังไม่ทันได้สิ้นความคิดถึงเหตุผลของคนตรงหน้า อาการโงนเงนของเธอก็ทำให้ผมที่จอดรถอยู่ใกล้ ๆ ถึงกับรีบพุ่งตัวออกจากรถแล้วตรงไปยังร่างบางที่บัดนี้ได้เซล้มลงมาทันที
“คุณลูกจัน...!!”
วงแขนกำยำเข้าประคองร่างนุ่มนิ่มที่ตอนนี้เนื้อตัวเปียกปอนแถมยังมีอาการร้อนแผ่ซ่านออกมาจากเนื้อสาวได้ทันพอดี โดยไม่ลืมที่จะเอ่ยเรียกชื่อเธอซ้ำ ๆ ก่อนจะพบว่าเธอหมดสติไปแล้ว
“คุณลูกจันครับ...ได้ยินผมไหมครับ...คุณลูกจัน”
ผมเรียกเธอย้ำอีกครั้งแต่เมื่อพบว่าคนในอ้อมกอดไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแล้ว ผมก็รีบอุ้มเธอกลับไปยังโรงพยาบาลทันที
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียม
ร่างบางถูกพาเข้าห้องฉุกเฉินทันที โดยที่มีผมเป็นคนดูแลทุกอย่าง แม้ว่าเรื่องราวที่เธอประสบพบเจอมามันจะเป็นมาอย่างไรผมเองก็ไม่อาจรู้ได้แต่ ณ เวลานี้สิ่งที่ผมรู้มีเพียงอย่างเดียวคือผมรู้สึกสงสารเธอเหลือเกิน เพราะจากข้อมูลที่ผมพอจะรู้มาคร่าวๆ ว่าแม่เธอต้องมาจากไป ส่วนพ่อก็นอนไม่ได้สติแถมยังกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงอีก เธอที่ผมดูแล้วครอบครัวก็น่าจะมีฐานะพอสมควร แต่เพราะอะไรล่ะทำไมเธอถึงมีสภาพเป็นอย่างนี้ไปได้
คิ้วที่ขมวดมุ่นยามยืนมองใบหน้าขาวซีดแต่กลับไม่อาจกลบความงามบนใบหน้าได้ของคนที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงผู้ป่วยเตียงเดิมได้ ความคิดมากมายที่เต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับเบื้องลึกของหญิงสาวตรงหน้าทำให้ผมอดไม่ได้ที่อยากจะรู้ความจริง
“ขะ...ขอบคุณคุณหมอมากเลยนะคะที่ช่วยคุณลูกจันเอาไว้”
เสียงของผู้หญิงที่น่าจะเป็นแม่บ้านของหญิงสาวบนเตียงเอ่ยพูดด้วยท่าทางนอบน้อม
“ไม่เป็นไรครับมันเป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้ว” ผมตอบไปตามความเป็นจริง
“เฮ้อออออ ~~ เวรกรรมอะไรก็ไม่รู้”
คำบ่นพึมพำที่หลุดออกมาจากปากแม่บ้านที่อายุอานามดูแล้วก็ไม่น่าจะมากไปกว่าผมเท่าไรนักทำให้ผมอดสงสัยใคร่รู้ไม่ได้ ก่อนที่อะไรไม่รู้จะดลจิตดลใจให้ผมถามออกไปทั้งที่ความจริงแล้วนิสัยผมไม่ใช่คนชอบกินเผือกเลยสักนิด...
“พี่นิดพูดกับลูกจันได้ตรง ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจกัน อีกอย่างลูกจันก็เคยบอกแล้ว ณ เวลานี้เราคือครอบครัวเดียวกันลูกจันไม่ใช่ลูกเจ้านายของพี่นิดอีกแล้วนะคะ”ฉันยื่นมือออกไปกุมมือที่ประสานอยู่ที่หน้าตักของพี่นิดแน่นอย่างต้องการให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความจริงใจของฉัน“ขอบคุณนะคะที่เห็นพี่เป็นคนในครอบครัว” (^-^)“ก็พี่นิดเป็นครอบครัวของลูกจันจริง ๆ นี่ค่ะ แล้วอีกอย่างความจริงแล้วต้องเป็นลูกจันต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่นิดที่ยังอยู่คอยช่วยเหลือลูกจันอยู่จนถึงทุกวันนี้” (^-^)คำพูดขอบคุณที่ถูกส่งออกมาอย่างที่ตัวเองคิดมาเสมอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายภายในห้องเช่าทุกอย่างฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่พี่นิดเองหลังจากรับเงินก้อนนั้นไปจากฉันพี่นิดเองก็ไม่เคยเรียกร้องเอาเงินเดือนจากฉันอีกเลยแม้ว่าฉันจะหยิบยื่นให้ก็ตาม แถมทุกวันนี้ที่ฉันได้ออกไปหางานทำได้อย่างสบายใจก็ได้พี่นิดนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคุณพ่อที่ยังคงนอนติดเตียงอยู่“พี่เต็มใจค่ะ คุณลูกจันไม่ต้องคิดมาเรื่องนี้เลยนะคะ” (^-^)“ถึงยังไงลูกจันก็ต้องขอบคุณค่ะ และอยากให้พี่นิดรู้ไว้นะคะว่าพี่นิดเป็นเสมือนผู้มีพระคุณของลูกจัน” (
เรื่องราวทุกอย่างที่ฉันได้รับการดูถูก หลาย ๆ อย่างที่ฉันต้องพบเจอในตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าฉันจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันยังคงเจ็บปวดและยังรู้สึกต่อสิ่งที่พบเจออยู่ เพียงแต่เพราะฉันยังมีสิ่งที่ยังทำให้ฉันมีพลังเดินหน้าสู้ต่อนั่นก็คือกำลังใจจากคนทั้งสองที่ยังรอความหวังอยู่ที่ห้องเช่าขนาดเล็ก และด้วยกำลังใจของพวกเขานั้นก็ทำให้ฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่ใส่ใจกับสิ่งไร้สาระที่ได้พบเจออีกต่อไปแล้วส่วนเรื่องราวของพี่นิดนับตั้งแต่วันนั้นที่ฉันตั้งใจว่าจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่นิดเพื่อให้เป็นทุนในการตั้งตัว แม้ว่าพี่นิดจะเอ่ยปากปฏิเสธในตอนแรกด้วยเพราะเกรงใจฉัน แต่เป็นเพราะฉันเองที่พยายามยัดเยียดเงินก้อนนั้นให้กับพี่นิดด้วยเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ นั่นจึงทำให้พี่นิดยอมที่จะรับน้ำใจของฉันเอาไว้โดยที่พี่นิดเองก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ช่วยดูแลคุณพ่อของฉันต่อในระหว่างที่ฉันเริ่มออกไปหางานทำ...“เป็นยังไงบ้างคะคุณลูกจัน...วันนี้พอจะมีข่าวดีไหมคะ”พี่นิดถามหลังจากที่เห็นฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องยามเย็น หลังจากที่ฉันออกไปหางานทำตั้งแต่เช้าก่อนที่ปฏิกิริยาของฉันที่มาพร้อมกับสีหน้าสลดนั้นจะเป็นคำตอบได้ดีถึงผลลั
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ...ฮึก...ฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นที่แม้จะมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับคนตรงหน้าแต่กลับพูดไม่ออกทำได้เพียงแค่เรียกชื่อด้วยความตื้นตันใจเท่านั้น“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าคุณลูกจันกับคุณท่านจะผ่านมันไปได้นะคะ”มือบางที่อบอุ่นที่สุดในยามนี้ยื่นมาลูบหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ สายตาที่มองร่างบอบบางอย่างรู้สึกเวทนาในชะตาของหญิงสาวเพียงแต่ด้วยสถานะของคนปลอบนั้นเธอเองจึงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้“ขอบคุณนะคะ...ฮึก...ฮึก...ขอบคุณจริง ๆ บุญคุณครั้งนี้ลูกจันจะไม่มีวันลืมเลย”“ไม่เป็นไรนะคะ นิ่งซะนะยังไงคุณลูกจันยังมีคุณท่าน คุณท่านยังรอคุณลูกจันอยู่นะคะ” (^-^)พี่นิดเอ่ยปลอบอีกครั้งก่อนที่เราจะช่วยกันวางแผนชีวิตในลำดับต่อไป และหลังจากที่ออกจากห้างสรรพสินค้าแล้วพวกเราก็ได้พากันไปหาห้องเช่าเพื่อที่จะพาคุณพ่อกลับไปพักผ่อน...กระทั่งเมื่อได้ห้องพักโดยการจัดการของพี่นิดแล้ว ฉันก็ให้พี่นิดอยู่รอที่ห้องพักเลย ส่วนฉันก็เลือกที่จะกลับไปรับคุณพ่อที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง...หลังจากที่ฉันได้เคลียร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็พาคุณพ่อกลับมายัง
“โธ่...คุณลูกจัน ทำไมเรื่องราวมันถึงเลยเถิดไปได้ถึงขนาดนี้กันล่ะคะ”นิดถึงกับถอนหายใจรู้สึกปลงตกกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับฟังมา และแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ตนเองก็ไม่คิดว่ามันจะพังทลายได้ถึงขนาดนี้...ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่ฉันเล่าทุกอย่างให้พี่นิดฟัง แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพี่นิดจะคิดยังไง เพราะถ้าให้บอกตามตรงในเวลานี้พี่นิดก็เท่ากับว่าได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าพี่นิดจะคิดยังไงจะอยู่หรือว่าจะไปจากฉัน แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้เลยก็คือหลังจากที่ฉันขายพวกเครื่องประดับพวกนี้ได้เงินมาแล้วฉันจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พี่นิดไปตั้งตัวด้วย เพราะรู้สึกซึ้งใจที่นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับครอบครัวฉันมาพี่นิดเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่กับฉันมาจนถึงวินาทีนี้ ส่วนคนงานคนอื่นกลับหนีหายไปตั้งแต่วันที่มีอันธพาลมาอาละวาดที่บ้านวันนั้นแล้วหัวใจที่เต้นระรัวด้วยกลัวว่าพี่นิดจะชิ่งหนีไปก่อนหลังได้รับฟังความจริงก็ค่อย ๆ พลันสงบลงอย่างคนที่ปลงตกและคิดได้ เพราะถ้าหากพี่นิดคิดจะจากฉันไปมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาจากนั้นไม่นานรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคลก็พาเราสองคนมาถึงห้า
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียมฉันพาร่างที่สะบักสะบอมกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ยังเหลือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันอยู่ ภาพของพ่อที่ยังคงนอนแน่นิ่งแม้ว่าคุณหมอจะแจ้งว่าเป็นผลจากอาการช็อกและผลจากการเป็นอัมพาตก็ตาม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในเวลานี้บนโลกใบนี้คงเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น“ฮึก...ฮึก...พ่อค่ะ...ฮือออออ ~~”ฉันพุ่งตัวเข้าไปกอดพ่อด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นตีมวนไปหมด ความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วทั้งตัวเมื่อรวมเข้ากับความรู้สึกแหลกสลายที่อยู่ในใจแล้วมันกลับทำให้ความอ่อนแอที่ฉันตั้งใจจะกดมันเอาไว้เพื่อให้คนข้างนอกเห็นว่าฉันเข้มแข็งไม่เป็นอะไรได้พรั่งพรูออกมาเกินกว่าจะทนไหวใบหน้าที่แนบไปกับหน้าอกของผู้เป็นบิดาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลจนเสื้อผู้ป่วยชื้นแฉะกลับไม่ทำให้ความรู้สึกปวดร้าวที่เกิดขึ้นหายไปได้เลยสักนิด น้ำตาที่ยังคงหลั่งไหลออกมาไม่หยุดเหมือนต้องการให้มันไหลออกมาให้หมดเพื่อที่วันหน้าฉันจะได้ไม่ต้องเสียใจให้กับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว...กระทั่งเมื่อเสียงสะอื้นค่อย ๆ แผ่วลงหลังจากที่ฉันร้องไห้อยู่สักพัก อีกทั้งความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่อัดแน่นก่อนหน้านี้ก็เริ่มจะคลายลง ฉันที่ค่อ
แกร๊งๆๆๆ“ใครเอาโซ่มาคล้องไว้กันนะ...??”ฉันจับไปยังโซ่เส้นโตที่คล้องประตูบ้านฉันเอาไว้ก่อนจะเขย่ามันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธเคือง“เปิดเดี๋ยวนี้นะฉันบอกให้เปิด...นี่มันบ้านของฉันนะ...!! มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”และในขณะที่ฉันกำลังโวยวายอยู่นั้นในจังหวะที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาลทันทีตุบ...!!“อะ...โอ๊ย...!!”“มาโวยวายอะไรตรงนี้ ออกไป...!!”เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นของคนตัวโตที่มีลักษณะของนักเลงเอ่ยตวาดหลังจากผลักฉันให้ออกไปจากรั้วประตูบ้าน“นะ...นี่มันบ้านฉันนะ นายเป็นใครถึงมาทำแบบนี้กับฉัน...!!”หลังจากที่ฉันหยัดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ฉันก็แว้ดใส่ผู้ชายหน้าโหดทันที“ฮ่าๆๆ บ้านมึงหรอนี่มันบ้านเจ้านายกูโว้ย...ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นกูอาจจะทำปืนลั่นใส่กบาลมึงเอาได้ แต่เอ...หน้าตาแบบนี้หรือจะเอาทำเมียก่อนดีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง ฮ่าๆๆๆ”คนกักขฬะพูดจาร้ายกาจพร้อมกับเดินย่างสามขุมมาหาฉัน โดยที่คำพูดเหล่านั้นมันเริ่มทำให้ฉันกลัวจนต้องเดินถอยหนี“พูดแบบนี้ไม่กลัวติดคุกหรือไง”ฉันพูดออกไปทำเหมือนไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวเอง







