LOGINรถม้าสองคันวิ่งมาจอดเทียบหน้าร้านขายเครื่องสำอาง “งามเหนือใต้หล้า” รถม้าคันแรกเป็นของเซียวเยว่ฉีและเซียวเยว่ซื่อ รถม้าคันที่สองเป็นของเซียวเยว่ชิงและเซียวเยว่ฟาง
หน้าร้านยามนี้ถูกตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดงและผ้าแพรสีแดงอย่างสวยงาม พนักงานและลูกค้าต่างมายืนร่วมกันอยู่หน้าร้าน เพื่อแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม เสียงจุดประทัดดังขึ้นมา จากนั้นเสียงเชิดสิงโตก็ตามมา เซียวเยว่ฉี เซียวเยว่ซื่อ เซียวเยว่ชิง เซียวเยว่ฟาง เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับเครื่องสำอางพวกนางจึงต้องแต่งกายและแต่งหน้าอย่างจัดเต็ม ในวันนี้พวกนางงดงามจนบุรุษที่นั่งอยู่บนโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม ถึงกับลมหายใจสะดุด ไม่คิดว่าพวกนางจะงดงามได้ถึงเพียงนี้ “นางจะแต่งกายงดงามเพื่อจะยั่วยวนใครกัน” รุ่ยอ๋องเจิ้งเลี่ยงรุ่ยคำรามออกมาอย่างมีโทสะ ไหน้ำส้มแตกอย่างไม่รู้ตัว “เป็นเพียงสตรีหม้ายผ่านการหย่าร่าง งดงามมากแค่ไหนก็ไม่มีบุรุษชายตาหรอก” เฉินอ๋องเจิ้งหลี่เจี๋ยกัดกรามแน่นอย่างขุ่นเคืองใจ พลางจ้องมองเซียวเยว่ซื่อด้วยสายตาคาดโทษ “ฮึ! แต่งกายเพื่อมายั่วยวนบุรุษ นางคิดจะหว่านเสน่ห์ไปถึงเมื่อใด!” เหลียงซีฮันกัดฟันเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ พลางจ้องมองเซียวเยว่ฟางอย่างไม่วางตา “ผ่านการหย่าร้างมาไม่นาน ก็คิดจะแต่งกายยั่วยวนบุรุษถึงเพียงนี้ ช่างไร้ยางอายเสียจริง” หานฮุ่ยหมิงทุบโต๊ะดังปัง! รู้สึกขัดเคืองใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ พวกเขาหันมามองหน้ากัน ก่อนจะหันกลับไปมองพวกนางที่เดินเข้าไปในร้าน พวกเขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า ยามนี้พวกเขาทั้งสี่คนได้เปลี่ยนไปมากเพียงใด พวกเขารีบพากันมาจองห้องพิเศษฝังตรงข้าม เพื่อจะมาดูพวกนางอย่างใจจดใจจ่อ แต่ก็พยายามปฏิเสธและปากแข็งไม่ยอมรับว่า พวกเขาไม่ได้ชอบพวกนางแต่อย่างใด องครักษ์อย่างอู๋เหล่ยและจงหั่ว ยืนกอดอกแอบขบขันกับท่าทีของพวกเขาทั้งสี่อย่างเอ็นดู พวกเขาใช้ชีวิตเสเพล มีสตรีเข้ามามากมายในชีวิต ยามนี้อายุเพียง19ปี ยังไม่รู้จักความรักว่า หน้าตามันเป็นอย่างไร เขาคิดว่าถึงคราวพยัคฆ์หนุ่มจนมุมเป็นแน่แล้ว คุณหนูใหญ่อายุ22 ปี คุณหนูรอง20ปี คุณหนูสาม19ปี คุณหนูสี่18ปี ยามนี้พวกเขามาพบเจอสตรีที่ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ก็งดงามยากจะหาใครเทียบได้ แถมพวกนางยังมาเหนือเมฆเพราะอยากแก้แค้นและสั่งสอนพวกเขา ทำให้สี่บุรุษที่หยิ่งทระนงและหลงตัวเองตกหลุมพรางโดยไม่ทันตั้งตัว พวกเขาเองที่เป็นองครักษ์ข้างกายของท่านอ๋องมานาน เห็นสตรีมามากมาย แต่สตรีตระกูลเซียวนั้นช่างแตกต่างออกไป พวกนางเป็นตัวของตัวเอง มีความกล้าหาญและมั่นใจ โดยไม่สนใจคำติฉินนินทาจากปากผู้คน สตรีที่ลุกขึ้นมาหย่าขาดจากบุรุษ ผู้คนมักจะมองอย่างดูถูกเหยียดหยามและด้อยค่า แต่พวกนางกลับเฉิดฉายอย่างมั่นใจ คงเพราะพวกนางมีคุณหนูใหญ่ ที่เป็นดั่งบิดามารดาและพี่สาวในเวลาเดียวกัน จึงทำให้พวกนางยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางลมฝนและลมพายุที่พัดแรง ลูกค้าที่เป็นสตรียามนี้ต่อแถวกันยาวเหยียด เพราะทางร้านกำหนดให้ลูกค้าอยู่ในร้านได้เพียง20คน เพราะหากเยอะเกินไปจะเบียดเสียดและทำให้อึดอัด เพราะลูกค้าหนึ่งคนต้องใช้เวลาราว ๆ ครึ่งก้านธูป(10-15 นาที) อีกทั้งทางร้านบริการแต่งหน้าให้ ทำให้เป็นที่สนใจของสตรีเป็นอย่างมาก ยิ่งมีพวกนางทั้งสี่คนยืนงดงามโดดเด่นเป็นสง่า อีกทั้งพนักงานก็งดงามแทบทุกคน ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อถือในตัวสินค้ามากยิ่งขึ้น “สบู่ตัวนี้ใช้ล้างหน้าเช้าเย็น หลังจากนั้นก็บำรุงผิวหน้าเป็นประจำ ผิวจะกระจ่างใสงดงามอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะเป็นวันเปิดร้านวันแรก ทางร้านจะแต่งหน้าให้ทุกคนฟรีเจ้าค่ะ” เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง คอยยืนอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ ส่วนเยว่ฉีนางไปช่วยพนักงานแต่งหน้าให้กับลูกค้า พอแต่งหน้าเสร็จลูกค้าก็ตาโตกับการแต่งหน้าแบบใหม่ ครีมรองพื้นบางเบาสบายผิวหน้ามาก อีกทั้งดูเป็นธรรมชาติ ลูกค้าถูกอกถูกใจกันเป็นอย่างมาก ต่างบอกว่าจะกลับมาอุดหนุนอีกอย่างแน่นอน ร้านเครื่องสำอางงดงามเหนือใต้หล้า ลูกค้าเต็มร้านตลอดทั้งวัน ทำให้พ่อค้าแม่ค้าต่างยืนมองด้วยความอิจฉาริษยา โดยเฉพาะตระกูลเซียวสายรอง ที่แอบยืนดูอยู่มุมหนึ่ง “ไม่ว่านางจะทำอะไรก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ประสบผลสำเร็จไปเสียหมด มันน่าเจ็บใจนัก!” เซียวอี้เฉินเอ่ยด้วยความอิจฉาริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง “ไม่คิดว่านางที่เป็นเพียงสตรี จะพาตระกูลเซียวสายหลักรุ่งเรืองได้ถึงเพียงนี้” เซียวอี้นั่วเอ่ยขึ้นมาบ้าง แม้เขาจะอิจฉามากเพียงใด แต่ก็ต้องยอมรับว่า นางมีความสามารถจริง ๆ “เจ้าอย่าไปพูดเช่นนี้ให้มารดาเจ้าได้ยินเด็ดขาด” เซียวอี้เฉินเอ่ยเตือนบุตรชาย เพราะเซียวฮูหยินเกลียดเซียวเยว่ฉีมาก สาเหตุเพราะนางและเขาอยากจะเข้ามาช่วยดูแลกิจการ แต่ว่าเซียวเยว่ฉีกลับปฏิเสธอย่างไม่ไยดี นางบอกว่าจะจัดการดูแลด้วยตนเอง ฮูหยินเซียวสายรองโกรธมาก ที่นางมองไม่เห็นถึงความหวังดี จึงประกาศไม่ขอยุ่งเกี่ยวกันอีกต่อไป “คุณหนูใหญ่มีคนฝากขนมมาให้ขอรับ” ลู่หมิงเดินถือกล่องขนมเข้ามาให้เยว่ฉี ที่กำลังง่วนอยู่กับการแต่งหน้า ยามนี้สตรีมาต่อแถวแต่งหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ นางเหนื่อยแทบจะเป็นลมแล้ว “ตรวจว่ามีพิษหรือไม่ แล้วแบ่งให้ทุกคนกิน” “ขอรับ” “คุณหนูรองมีคนฝากขนมมาให้เจ้าค่ะ” ลู่หลิงถือกล่องขนมเข้ามาอีกคน ทำให้เยว่ซื่อที่กำลังคิดเงินอยู่ต้องรีบเอ่ยออกไป “ตรวจว่ามีพิษหรือไม่แล้วแบ่งให้ทุกคนกินเจ้าค่ะ” สาเหตุที่ต้องตรวจว่ามีพิษหรือไม่ เป็นเพราะเยว่ฉีแอบกังวลว่าจะมีคนคิดไม่ดี เพราะหากว่าพวกนางเป็นอะไรไป ตระกูลเซียวสายรองต้องเข้ามายึดทุกสิ่งอย่างแน่นอน การระวังตัวเอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะการตายของบิดามารดาทำให้เยว่ฉีหวาดระแวง นางเพียงแค่คาดเดาและสงสัย นางจะไม่ไว้ใจใครเด็ดขาด บิดาของร่างนี้สร้างฐานะขึ้นมาจนร่ำรวย ไม่แน่ว่าอาจมีคนอยากชุบมือเปิบด้วยการให้คนไปจัดการบิดาและมารดา และคนที่นางสงสัยก็คือน้องชายของบิดา ท่านอาเซียวอี้เฉิน เพราะหลังจากเสร็จสิ้นงานศพ พวกเขาก็รีบมาเสนออยากช่วยดูแลกิจการ ซึ่งเซียวเยว่ฉีคนใหม่รีบปฏิเสธออกไปทันที สร้างความไม่พอใจให้กับเซียวฮูหยินสายรอง นางจึงประกาศว่าจะไม่มายุ่งเกี่ยวใด ๆ อีก “คุณหนูสามมีคนฝากขนมมาให้เจ้าค่ะ” “คุณหนูสี่มีคนฝากขนมมาให้ขอรับ” พวกนางแม้จะหิวมากแต่ยามมีลูกค้าเยอะมากจริง ๆ ไม่คาดคิดว่าผลตอบรับจะดีมากเช่นนี้ วันต่อไปไม่รู้ว่าจะมีลูกค้าแบบวันนี้หรือไม่ หากมีแบบนี้ทุกวันพวกนางต้องตายแน่บรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







