LOGINเมื่อเยว่ฉีกลับมาเรือนนอน นางก็รีบตรงไปอาบน้ำแต่ว่ารุ่ยอ๋องกลับตามเข้ามาอาบน้ำด้วย ยามนี้เขาดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เยว่ฉีปลดชุดออกจากร่างก็ก้าวลงไปในอ่างน้ำ ที่ยังคงส่งควันลอยคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง เขาก้าวตามนางลงติด ๆ
เขานั่งพิงอ่างน้ำจากนั้นก็ดึงเยว่ฉีให้มานั่งซ้อนอยู่ด้านหน้า เขาหยิบสบู่ขึ้นมาถูไถไปตามร่างของนางอย่างตั้งใจ เยว่ฉีเอนหลังพิงร่างของเขาอย่างผ่อนคลาย คืนนี้นางคงถูกเด็กหนุ่มบ้าพลังกินนางทั้งคืนแน่ “ท่านอ๋อง” นางเรียกเขาเสียงหวาน “หืม…” “คืนนี้ช่วยใจดีกับหม่อมฉันหน่อยนะเพคะ” เขาได้ยินก็ร้องหึ! ในลำคอ เขาไม่ได้เจอนางมาหลายวัน จะให้เขาใจดีฝันไปเถอะ! “นางมารเช่นเจ้าย่ำยีข้าจนลุกไม่ขึ้น มายามนี้บอกให้ข้าอ่อนโยน” เยว่ฉีรีบหมุนตัวมาจ้องเขาอย่างเอาเรื่อง “ไหนพระองค์บอกจะปรับปรุงตัว” “เรื่องเช่นนี้ใครเขาปรับปรุงกัน ยามมีอารมณ์ข้าจะไปควบคุมมันได้อย่างไร ว่าแต่เจ้าเถอะห้ามบอกให้ข้าทำ…” เยว่ฉีรีบยกมือมาปิดปากเขาเอาไว้อย่างทันที เขาจึงจับมือของนางให้ไปคล้องคอของเขาเอาไว้ จากนั้นก็จับร่างของนางให้หันมาหาเขาทั้งตัว เยว่ฉียกขาวางพาดไปบนต้นขาของเขา รุ่ยอ๋องจึงรีบดันสะโพกของนางให้มาแนบชิดในส่วนที่เริ่มขยายตัวขึ้นมา เยว่ฉีกัดริมฝีปากเอาไว้ เพื่อไม่ให้หลุดเสียงครางออกมา เขาเชยคางของนางขึ้นมามองอย่างนึกเอ็นดู ก่อนจะบดเบียดแท่งหยกให้แนบชิดกับนางมากยิ่งขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเริ่มแดงขึ้นเรื่อย ๆ เหตุใดเวลาอยู่ใกล้นาง ความปรารถนาของเขาจึงมีมากมายเช่นนี้ “ท่านอ๋อง…” เยว่ฉีเผลอครางออกมาโดยไม่รู้ตัว “คืนนี้เจ้าได้ครางเรียกข้าทั้งคืนแน่” เขาไม่รอช้าบดจูบนางอย่างเร่าร้อนและดูดดื่ม แต่แล้ว… ปึก! ปึก! “ท่านอ๋องมีเหตุด่วนพ่ะย่ะค่ะ” “บัดซบ!” รุ่ยอ๋องสบถออกมาอย่างขัดใจ เยว่ฉีหัวเราะออกมาเพราะขบขันท่าทางของเขา แต่เขากลับจ้องมองนางนิ่ง ๆ อย่างครุ่นคิด เยว่ฉีเห็นสีหน้าจริงจังของเขา ก็ยกมือขึ้นมาลูบแก้มเขาเบา ๆ “มีอะไรหรือเพคะ?” “ข้ามีความลับจะบอกเจ้า ที่จริงข้า เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ทำตัวเกเรและเสเพลเพื่อปกปิดหน้าที่ที่แท้จริง พวกข้ามีหน้าที่สืบคดีต่าง ๆ ให้กับเสด็จพ่อ” เยว่ฉีได้ฟังก็ยิ้มออกมา นางไม่นึกแปลกใจเท่าใดนัก “ถ้าเช่นนั้นเด็กน้อยของข้าตั้งใจทำงานให้ดี แล้วรีบกลับมารับรางวัลจากพี่สาวคนนี้นะเจ้าคะ” เขาได้ฟังก็นึกมันเขี้ยว จึงยกมือมาบีบแก้มของนางอย่างอดใจไม่ไหว “หึ! แล้วข้าจะมารับรางวัล” เอ่ยจบเขาก็ลุกพรวดขึ้นมา จากนั้นก็จับใบหน้าของนางไปคลุกเคล้ากับมังกรของเขาเพื่อกลั่นแกล้งอย่างสนุกสนาน “กรี๊ดดด! คนบ้า! พระองค์ทำอะไรเนี่ย!” เยว่ฉีร้องออกมาเพราะหายใจไม่ออก เขาหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ก่อนจะก้าวออกไปหยิบผ้ามาเช็ดตัว แล้วรีบแต่งกายอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็หันมาเอ่ยกับนาง “ห้ามไปยั่วยวนใคร ข้าจะรีบกลับมา” “ดูแลตัวเองด้วยเพคะ” เขารีบก้าวออกไปสมทบกับเฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิงที่รออยู่ที่หน้าประตูจวน ม้าสีนิลถูกนำมารออยู่ที่หน้าจวนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงรีบกระโดดขึ้นนั่ง แล้วควบม้าออกไปอย่างรวดเร็ว เช้าวันต่อมาในระหว่างนั่งกินอาหารเช้ากันอยู่ เยว่ฉีคิดว่านางควรจะบอกเรื่องราวให้พวกนางได้รับรู้เอาไว้ “ข้ารู้สึกว่าเหตุการณ์เมื่อคืนเหมือนไม่ใช่อุบัติเหตุ” พวกนางได้ฟังก็ตาโตด้วยความตกใจ “เหตุใดพี่ใหญ่ถึงคิดเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ” เยว่ซื่อถามขึ้นมาด้วยสีหน้าเริ่มเป็นกังวล “เรื่องที่ท่านพ่อท่านแม่ถูกปล้นระหว่างทางแล้วถูกฆ่าตาย ข้าว่าเรื่องนี้ดูไม่ปกติ ข้ากำลังจ้างคนตามสืบอยู่เงียบๆ แต่ว่าตอนนี้ข้ามีคนที่จะให้ช่วยสืบแล้วล่ะ” “ใครหรือเจ้าคะ?” “พวกเขาทั้งสี่คน” เยว่ฉีเอ่ยขึ้นมาอย่างหมายมั่นสีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง นางเชื่อว่าหากได้พวกเขามาช่วยสืบคดี ต้องได้ความคืบหน้ามากขึ้นแน่ แต่ว่าคนที่นางสงสัย ก็ยังเป็นตระกูลเซียวสายรองอยู่ดี “กลุ่มคนที่วิ่งมาบนสะพาน ดูเหมือนตั้งใจวิ่งมาชนพวกเจ้าที่กำลังปล่อยโคมไฟ พี่ลู่หมิงติดต่อคนคุ้มกัน ข้าอยากได้อีกสามคนเจ้าค่ะ ให้ตามคุ้มครองพวกนาง” “ได้ขอรับคุณหนูใหญ่” เยว่ฉีไม่ได้เล่าเรื่องที่พวกเขาเป็นสายลับ เพราะเรื่องนี้หากมีคนรู้มากไปจะไม่ดี รุ่ยอ๋องเหตุใดถึงเชื่อใจนางถึงขั้นบอกความลับของเขากันนะ แต่ในเมื่อเขาไว้ใจและกล้าที่จะบอก นางก็จะช่วยเก็บความลับให้เขาอย่างดีที่สุด หลายวันต่อมาในขณะที่เยว่ฉีนั่งทำงานอยู่ที่โรงเตี๊ยม ลู่หลิงก็รีบวิ่งมาแจ้งข่าวอย่างกระหืดกระหอบ “คุณหนูใหญ่ต้องรีบไปที่ร้านเครื่องสำอางเจ้าค่ะ ยามนี้มีคนแจ้งทางการว่า ใช้ครีมของเราแล้วทำให้ใบหน้าพังเจ้าค่ะ!” เยว่ฉีรับฟังด้วยสีหน้านิ่งสงบมาถึงจนได้สินะการใส่ร้าย ป้ายสี จิตใจของคนที่มีแต่ความอิจฉาริษยา มักจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้คนฝ่ายที่ตนไม่ชอบ พบกับความพินาศย่อยยับ “ไปบอกท่านหมอจื้อลู่ให้ไปที่ร้านเครื่องสำอาง” “เจ้าค่ะ” เยว่ฉีลุกขึ้นมาอย่างไม่เร่งรีบนัก ร้านเครื่องสำอางอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ นางจึงไม่รีบร้อนที่จะไปในทันที อีกอย่างนางอยากฝึก เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ให้เรียนรู้การรับหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ เพราะนางไม่สามารถปกป้องพวกนางได้ตลอดเวลา พวกนางต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แล้วจะทำให้พวกนางแข็งแกร่งขึ้นเองโดยไม่ต้องสอน เมื่อเยว่ฉีมาถึงก็มีสตรีสองนางยืนร้องห่มร้องไห้ด้วยความ เสียใจใบหน้าของพวกนางเป็นผดผื่นอย่างน่ากลัวดูเหมือนจะมี อาการแพ้อย่างรุนแรง เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ที่ยืนทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เมื่อเยว่ฉีมาถึงพวกนางก็รีบวิ่งมา จับแขนเยว่ฉีด้วยความโล่งใจ เจ้าหน้าที่ของทางการเมื่อเห็นเยว่ฉีมาถึงแล้ว เขาก็รีบเข้ามาแจ้งถึงข้อกล่าวหา ที่สตรีสองนางนี้ได้แจ้งความเอาไว้ เยว่ฉีพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะให้พนักงานไปยกเก้าอี้มาให้เจ้าหน้าที่ได้นั่ง ในเมื่อมีคนมารุมล้อมดูกันมากมายเช่นนี้ นางก็จะคลี่คลายเรื่องราวตรงหน้าร้านเสียเลย ลูกค้าคนอื่น ๆ จะได้เห็นมันกับตาและจะได้ไม่เข้าใจผิดอีกต่อไปบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







