LOGINขบวนเดินทางมาถึงลานล่าสัตว์ในยามบ่าย ทุกคนตรงเข้าพักในกระโจมที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้ กระโจมใหญ่เป็นของฮ่องเต้เจิ้งห่าวอู๋ กระโจมใหญ่รองลงมาเป็นของท่านอ๋องและเหล่าองค์ชาย สวนกระโจมขนาดเล็กลงมาเป็นของตระกูลขุนนาง
ทางราชสำนักได้สร้างกระโจมเอาไว้เพราะว่าต้องมาล่าสัตว์เป็นประจำทุกปี จึงไม่ทำให้ทหารต้องลำบากเตรียมที่พักมากนัก สิ่งที่ต้องเตรียมกันมาก็มีเพียงเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องนอนและของใช้จำเป็นอื่น ๆ ที่ต้องใช้ การล่าสัตว์ในครั้งนี้ฮองเฮาและพระสนมไม่ได้เดินทางมาด้วย พวกนางให้เหตุผลว่า งานล่าสัตว์ไม่เหมาะสมกับสตรีอ่อนแอเช่นพวกนาง อีกอย่างนางเบื่อหน่ายการเดินทางที่ยาวนาน นางจึงปฏิเสธการไปร่วมล่าสัตว์ในครั้งนี้ พระสนมเห็นว่าฮองเฮาไม่เสด็จไปด้วย พวกนางจึงไม่เข้าร่วมในการไปล่าสัตว์ในครั้งนี้เช่นกัน ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงก็ไม่ได้เข้าร่วมเช่นกัน องค์หญิงให้เหตุผลว่าช่วงนี้ร่างกายของนางอ่อนแอ ไม่สะดวกกับการเดินทางไกล จึงขอปฏิเสธการเข้าร่วมงานล่าสัตว์ในครั้งนี้ ส่วนองค์ไท่จื่อและไท่จื่อเฟยก็เดินทางเข้าร่วมตามปกติ ตระกูลจ้าวที่เป็นตระกูลของไท่จื่อเฟย ก็เข้าร่วมงานล่าสัตว์กันอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะจ้าวเฟินเยว่นางเตรียมตัวมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ นางได้ข่าวว่าฮ่องเต้ได้เชิญบุตรสาวตระกูลเซียวเข้าร่วมการล่าสัตว์ในครั้งนี้ด้วย นางไม่เข้าใจเหตุผลของฮ่องเต้ แต่นางที่มีใจให้กับรุ่ยอ๋องจะยอมแพ้ให้กับคุณหนูใหญ่เซียวไม่ได้ งานล่าสัตว์ในครั้งนี้นางจะต้องเป็นสตรีที่โดดเด่นและงดงามที่สุด เพื่อที่จะได้เข้าตาฮ่องเต้และจะได้ต้องใจรุ่ยอ๋อง การแข่งขันการล่าสัตว์ก็เป็นไปแบบทุกครั้งนั่นก็คือ ใครล่าสัตว์ได้มากที่สุดเป็นผู้ชนะ ในวันแรกดูเหมือนจะเป็นเฉินอ๋องที่ทำคะแนนได้ดี วันที่สองเป็นรุ่ยอ๋องที่ล่าสัตว์ได้มากกว่าใคร ส่วนวันที่สามยังไม่รู้ผลแพ้ชนะเพราะยังไม่มีใครกลับมายังลานกระโจม ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางต่างนั่งรอกันอย่างใจจดใจจ่อและต่างลุ้นว่าในวันนี้จะเป็นผู้ใดที่ล่าสัตว์ได้มากที่สุด แต่แล้วทหารองครักษ์ก็รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “รายงาน! ทูลฝ่าบาท คุณหนูตระกูลเซียวพากันไปเดินในป่า จู่ ๆ ก็มีโจรภูเขาบุกมาเพื่อที่จะฉุดพวกนางไป รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง และองครักษ์รีบเข้าไปช่วยจึงเกิดการต่อสู้กัน ทำให้พวกเขาและพวกนางพลัดตกลงเหวกันไปจนหมดทุกคนเลยพ่ะย่ะค่ะ กลุ่มโจรมากันหลายคนทำให้การต่อสู้เป็นรอง กระหม่อมเดาว่าพวกเขาตัดสินใจกระโดดลงหน้าผาพ่ะย่ะค่ะ” “อะไรนะ! ให้คนออกค้นหา! อยู่ต้องพบตัวตายต้องพบศพ!” “พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ไฟโทสะลุกโชนพระพักตร์แดงก่ำ แต่ภายในใจกลับนึกกระหยิ่มยิ้มย่องและหัวเราะออกมาอย่างขบขัน หากพวกเขาไม่ได้บอกล่วงหน้า เขาคงจะตกใจอยู่ไม่น้อย แผนการของคุณหนูใหญ่เซียวได้เริ่มขึ้นแล้ว วันก่อนนางเข้ามาทำความเคารพ และเล่าเรื่องราวต่าง ๆให้เขาฟังอย่างละเอียด เขาไม่คิดเลยว่านางจะมีความคิดความอ่านที่ฉลาดเฉลียวและแยบยลได้มากถึงเพียงนี้ นางบอกว่าให้เขาเล่นไปตามน้ำ เพราะแผนในครั้งนี้นางจะจับปลาตัวใหญ่ อย่างเช่นเจิ้งอ๋อง ซึ่งแผนของนางคือการตกปลาเพื่อล่อเหยื่อให้มาติดกับ ฮ่องเต้ได้ฟังก็ถูกพระทัยลูกสะใภ้คนนี้เป็นอย่างมาก เขาจึงยินดีเล่นไปตามน้ำเพื่อความสมจริง ข่าวถูกแจ้งออกไปยังที่เมืองหลวงถึงการตกหน้าผาของคุณหนูตระกูลเซียวและพวกเขาทั้งสี่คนรวมถึงองครักษ์ด้วย ยามนี้ฮ่องเต้สั่งให้ทหารออกตามหากันอย่างเร่งด่วน แต่บริเวณหน้าผาสูงชันมาก หากตกลงไปคาดว่าคงรอดชีวิตได้ยาก แต่ฮ่องเต้ก็ยังคงสั่งให้ออกตามหาจนกว่าจะพบคนและพบศพ ข่าวที่ออกมาสร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพระสนมกุ้ยเฟยและพระสนมเสียนเฟย ที่เสียพระทัยอย่างหนักร้องไห้จนหมดสติครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้องค์หญิงถึงกลับหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ กับการแสดงที่สมจริงของพวกนาง ส่วนทางตระกูลเหลียงที่เป็นครอบครัวของเหลียงซีฮัน มีเพียงเหลียงฮูหยินที่รู้เรื่องนี้ นางจึงต้องเล่นไปตามน้ำอย่างสมบทบาท ส่วนตระกูลหาน เสนาบดีหานและหานฮูหยิน ก็แสดงได้สมบทบาทอย่างยิ่ง หานฮูหยินต้องนำหอมใหญ่มาปอกอยู่หลายครั้ง เพื่อให้น้ำตาของตนเองไหลออกมา เพราะนางพยายามร้องไห้ แต่ก็ร้องไม่ออกจริง ๆ เลยต้องหาตัวช่วยเพื่อทำให้ทุกอย่างดูแนบเนียน บ่าวในจวนตระกูลเซียวสายหลักและพนักงานต่างโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าพวกนางและพวกเขาจะโชคร้ายเช่นนี้ ส่วนตระกูลเซียวสายรองยามนี้แทบจะจุดพลุฉลอง จู่ ๆ ทุกอย่างก็เป็นใจให้เขาเสียอย่างนั้น ทายาทตระกูลเซียวสายหลักตกหน้าผาตายกันหมดเช่นนี้ คงมีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่เหมาะสมที่จะเข้ามาดูแลกิจการแทน แต่เพื่อให้แน่ใจ เขาต้องให้เจิ้งอ๋อง ส่งคนไปตามหา หากพบเจอพวกนางยังมีชีวิตอยู่ คงต้องรีบกำจัดแต่โดยเร็ว จะให้พวกนางมีโอกาสกลับมาเมืองหลวงอีกไม่ได้เด็ดขาด เยว่ฉีและทุกคนเดินทางมาถึงหมู่บ้านฉงฉือในสามวันต่อมา หมู่บ้านฉงฉือเป็นหมู่บ้านที่ติดภูเขาอยู่ทางทิศใต้ของเมืองหลวง ส่วนลานล่าสัตว์อยู่ทางทิศเหนือ หูซวนที่มีอาชีพเป็นนักสืบ เขาเดินทางไปมาหลากหลายที่เพื่อสืบหาข่าว เขาจึงพบเจอสถานที่งดงามมากมาย และหมู่บ้านฉงฉือก็เป็นหนึ่ง ที่เขาอยากแนะนำให้เยว่ฉีมาพักผ่อนและซ่อนตัว หมู่บ้านฉงฉือมีเพียง 10 หลังคาเรือน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ทำอาชีพล่าสัตว์ปลูกผักทำไร่นาเพื่อบังหน้า ที่จริงแล้วพวกเขาทำงานให้หูซาน เป็นนักสืบ เพื่อสืบข่าวสารต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย เยว่ฉีมองรอบ ๆ หมู่บ้านฉงฉือยังพอใจ สถานที่นี้งดงามมากจริง ๆ มีน้ำตกขนาดใหญ่ตกลงมา แล้วไหลเป็นลำธารผ่านหมู่บ้าน ให้ทุกคนได้ใช้น้ำกันอย่างสะดวก บริเวณโดยรอบมีดอกไม้ที่ถูกปลูกเอาไว้อย่างมากมาย ยามนี้เบ่งบานงดงามราวกับภาพฝัน “ยินดีต้อนรับคุณหนูใหญ่ ท่านอ๋อง ข้าน้อยนามว่าหูเหล่ย นายท่านได้สั่งเอาไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ ข้าได้จัดเตรียมสถานที่เอาไว้ ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่จะพอใจหรือไม่ ข้าจะพาท่านไปดูขอรับ” เยว่ฉีพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเดินตามหูเหล่ยไปทันที เมื่อมาถึงเยว่ฉีและทุกคนถึงกับตกตะลึง เพราะว่ามันงดงามมากจริง ๆ เรือนไม้ทั้งหลัง ปลูกเอาไว้ท่ามกลางดอกไม้รายล้อมเอาไว้ มีลำธารไหลผ่านอย่างสวยงาม เยว่ฉีเดาว่าเรือนหลังนี้น่าจะเป็นของหูซวน “นายท่านไม่ค่อยได้มาพักเท่าไหร่ เขาบอกว่าให้คุณหนูใหญ่และทุกคนพักได้ตามสบายขอรับ” เยว่ฉียิ้มรับอย่างพอใจ นางคงต้องตอบแทนเขาอย่างดี เพราะนางไม่คิดจะมาพักอยู่ฟรี ๆ อย่างแน่นอน “ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเป็นธุระให้” “ด้วยความยินดีขอรับ”บรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







