LOGINหนึ่งเดือนผ่านไปเยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟางก็หายเป็นปกติ แต่แขนข้างที่หักก็ต้องระมัดระวังเรื่องการหยิบจับของหนัก เพราะกระดูกยังไม่สมานกันดี หลังจากทางการมาจับกุมสามบุรุษและหนึ่งสตรี ข้อหาวางแผนทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส ดูเหมือนว่าตระกูลเซียวสายรองจะไม่มีการขยับตัวทำอะไร
ทางจวนเจิ้งอ๋องก็ดูจะไม่มีการไปมาหาสู่กับผู้ใด ดูเหมือนพวกเขาจะระมัดระวังตัวกันมากขึ้น ทำให้เยว่ฉีรู้สึกผ่อนคลายอยู่บ้าง แต่นางก็ยังคงระมัดระวังตัวอยู่เสมอ นางไม่เชื่อว่าพวกเขาจะยอมแพ้ง่าย ๆ คืนนี้พวกนางเปลี่ยนสถานที่มาค้างที่จวนรุ่ยอ๋องเพราะอยากเปลี่ยนบรรยากาศ จวนรุ่ยอ๋องมีบ่อน้ำเอาไว้แช่ตัวขนาดใหญ่ เพราะเมื่อก่อนเขาชอบชวนพวกสหายมาแช่น้ำและจิบสุรา เขาจึงสั่งช่างให้ทำบ่อน้ำให้กว้างมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่ทุกคนจะได้ลงมาแช่พร้อมกัน ซีฮันอุ้มเยว่ฟางลงมายังบ่อน้ำอุ่น แต่เพราะนางว่ายน้ำไม่เป็นและเคยตกจากสะพานในครั้งก่อนทำให้เยว่ฟางรู้สึกหวาดกลัว นางกอดคอของซีฮันเอาไว้แน่นพร้อมตวัดขาเกี่ยวเอวเขาไว้ราวกับลูกลิง เขาหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู “ไม่ต้องกลัวน้ำไม่ลึกมาก อีกอย่างข้าไม่ปล่อยมือจากเจ้าหรอก” แต่ถึงแม้ว่าเขาจะให้คำสัญญาแต่ว่าเยว่ฟางก็ยังกลัวอยู่ดี ยังคงกอดรัดเขาแน่น แต่ว่าซีฮันกลับรู้สึกพอใจ มือร่างอวบอิ่มของนางบดเบียดกับร่างกำยำของเขา ทำให้เขารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้จะมีอะไรกันบ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งที่ได้สัมผัสร่างของนางเขาก็มีอารมณ์ทุกที เยว่ซื่อนั่งอยู่บนตักของเฉินอ๋อง ยามนี้เขากำลังช่วยรวบผมให้นางอย่างใส่ใจ เพราะแขนของนางยังเจ็บอยู่ ยกแขนทำเองค่อนข้างลำบาก เยว่ซื่อที่อ่านตำรามารยาสตรีที่พี่ใหญ่ของนางให้มา นางก็จดจำได้อย่างขึ้นใจ เมื่อเฉินอ๋องช่วยรวบผม นางก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาซ้ายขวาอย่างเอาใจ เขาฉีกยิ้มออกมาอย่างพอใจกับการกระทำของนาง “ยั่วยวนข้าเช่นนี้สะโพกเจ้าหายดีแล้วหรือ” “พระองค์ก็ทำเบา ๆ สิเพคะ” “ข้าทำเบา ๆ ไม่เป็น” เขาเอ่ยตอบหน้าตายพร้อมหยิบปิ่นมาปักบนผมของนาง แต่เพราะว่าเขาทำไม่เป็นผมจึงหลุดลุ่ยลงมาเหมือนเดิม “ปล่อยมันเถอะเพคะ” นางเอ่ยบอกเขาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปมองเยว่ชิงที่ยามนี้กำลังถูกเยว่ฉีสอนว่ายน้ำ “ฮุ่ยหมิงเจ้าต้องวางฝ่ามือรองตรงท้องของนางแบบนี้ ส่วนเจ้าแหวกว่ายแบบนี้ อย่าขยับแขนแรงเพราะแขนเจ้ายังไม่หายดี ส่วนขาก็ถีบแบบนี้เพื่อผลักให้ตัวเองไปข้างหน้า” เยว่ฉีจึงว่ายให้ดูเป็นตัวอย่าง “พี่ใหญ่เก่งมากเลยเจ้าค่ะ ฮุ่ยหมิงเจ้าว่ายเดี๋ยวข้าจะเกาะหลังเจ้า” “ได้ ๆ” เยว่ชิงมากอดอยู่ทางด้านหลังนางก็ได้โอกาสจุ๊บแก้มเขาไปมา เขาหัวเราะออกมาอย่างพอใจ “เจ้ากล้าล่วงเกินข้ามากถึงเพียงนี้ คืนนี้ข้าจะเอาคืนเจ้ายังสาสม” เยว่ชิงได้ฟังก็หัวเราะคิก “คำพูดเช่นนี้เชื่อถือได้จริงหรือ” พูดจบเยว่ชิงก็ก้มลงไปขบที่ติ่งหูของเขาเบา ๆ ฮุ่ยหมิงขนลุกเกรียว เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันคาดโทษนางเอาไว้ในใจ รอให้ถึงคืนนี้ก่อนเถิดแม่เสือสาวของข้า รุ่ยอ๋องที่นั่งแช่น้ำจิบสุรามองเยว่ฉีที่ว่ายน้ำไปมาอย่างมีความสุข ก่อนนางจะว่ายกลับมาหาเขา แล้วสวมกอดที่เอวของเขาเอาไว้ “น้องชายมีสตรีในดวงใจแล้วหรือยังเจ้าคะ?” นางเชยคางของเขาพร้อมเอ่ยถามยิ้ม ๆ “สตรีข้าไม่มี…ข้ามีแต่นางมารอยู่เต็มหัวใจ” เยว่ฉีได้ฟังก็หัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ รุ่ยอ๋องรินสุรามาให้ แล้วดึงนางให้มานั่งอยู่ด้านหน้าของเขา เยว่ฉีรับจอกสุราและหมุนตัวลงนั่งอย่างว่าง่าย เขายกแขนมาโอบกอดร่างของนางเอาไว้ ก่อนเขาจะวางคางลงมาบนซอกคอของนาง “อีกไม่กี่วันจะถึงเทศกาลล่าสัตว์เจ้าอยากจะไปด้วยหรือไม่?” เยว่ฉีได้ฟังก็เริ่มครุ่นคิดหากว่านางไปล่าสัตว์ คนร้ายจะต้องคิดแผนมาสังหารนางแน่ หรือว่านางจะใช้แผนล่อเหยื่อออกจากถ้ำดีนะ ช่วงนี้ตระกูลเซียวสายรองไม่มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด เจิ้งอ๋องก็ดูเงียบเชียบ หรือว่านางจะกระตุ้นให้พวกเขารีบลงมือดีนะ “คิดอะไรอยู่? หรือว่ากำลังคิดแผนกินข้าอยู่” “ใช่แล้วเพคะ แผนจับท่านอ๋องกินนอกสถานที่” เขาได้ยินก็ตาลุกวาวประกายตาแพรวพราวอย่างชอบใจ “อย่างไรรึ” “หม่อมฉันมีแผนกระตุ้นล่อเสือออกจากถ้ำ อีกไม่นานจะมีเทศกาลล่าสัตว์พวกเราจะเข้าร่วมด้วยเพคะ” พอรุ่ยอ๋องได้ฟังก็รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที แผนนี้ดูจะอันตรายและเสี่ยงไปสักหน่อย เพราะคนร้ายสามารถลงมือได้ตลอดเวลา “อย่าเพิ่งเป็นกังวลไปเพคะ เราต้องวางแผนให้รอบคอบและรัดกุมที่สุด พรุ่งนี้หม่อมฉันจะเรียกประชุมทุกคน หม่อมฉันไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว ใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงตลอดเวลามันอึดอัด ต้องรีบจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็ว และแผนของหม่อมฉันก็เพื่อจะกระตุ้นให้มันเกิดเร็วขึ้นเพคะ ท่านอ๋องมีแผนที่ล่าสัตว์หรือไม่เพคะ” เขารีบยิ้มกรุ้มกริ่มขึ้นมาทันที “ล้วงเข้าไปในกางเกงของข้ามันอยู่ในนั้น” เพียะ! โอ๊ย! “พี่สาวเหตุใดป่าเถื่อนเช่นนี้” “หม่อมฉันป่าเถื่อนได้มากกว่านี้อีกเพคะ หากว่าพระองค์ยังเล่นไม่เลิก” เยว่ฉีมองเขาอย่างคาดโทษ คนอะไรคิดแต่เรื่องใต้สะดือได้ตลอดเวลา หลายวันต่อมา การเดินทางไปล่าสัตว์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีก็เริ่มขึ้น พื้นที่ล่าสัตว์อยู่ห่างจากเมืองหลวงราว 30 ลี้(15กิโลเมตร) ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วยามด้วยรถม้า (4ชั่วโมง) เยว่ฉีเรียกทุกคนมาประชุมและวางแผนอย่างรัดกุม เยว่ฉีฝากฝังให้ทุกคนดูแลงานทางนี้อย่างเคร่งครัด เยว่ฉีมั่นใจว่าแผนของนางจะทำให้พวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน เยว่ฉีพาน้องสาวทั้งสามคนไปด้วย เพราะทุกอย่างมันอยู่ในแผนของนาง เยว่ฉีให้ลุงจื้อลู่ช่วยดูแลร้านเครื่องสำอาง ส่วนโรงเตี๊ยมนางมีผู้จัดการดูแลอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลมากนัก ส่วนงานก่อสร้างนางก็มีผู้จัดการดูแล พวกเขาจะมารายงานกับนางโดยตรงในแต่ละเดือน โดยที่นางไม่ต้องไปตรวจงานให้ยุ่งยาก พวกเขาเป็นคนเก่าคนแก่ของบิดา ซื่อสัตย์และไว้ใจได้ นางจึงไม่ต้องกังวลใจเท่าใดนัก เยว่ฉีจึงถือเอาโอกาสนี้ไปพักผ่อนหย่อนใจ และวางแผนตลบหลังคนชั่วไปในเวลาเดียวกัน เยว่ฉียกยิ้ม ท่านพ่อท่านแม่ ข้าจะตามล่าคนที่ฆ่าพวกท่าน แล้วเอามาลงโทษให้ได้เจ้าค่ะบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







