Masukเซียวเยว่ฉีนั่งลงบนตักของเขา ก่อนจะยกแขนขึ้นมาโอบลำคอของเขาเอาไว้ “กล้าบุกเข้ามายังเรือนของหม่อมฉัน พระองค์ก็คงพร้อมที่จะเป็นของเล่นของหม่อมฉันแล้วสินะเพคะ” เซียวเยว่ฉีดันศีรษะของเขาให้โน้มลงมารับจูบของนางที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อน ในคราแรกเขาก็พยายามขัดขืน แต่ว่าร่างกายกลับไม่ยอมร่วมมือ
รุ่ยอ๋องสติขาดผึงบดจูบตอบนางตามแรงอารมณ์ปรารถนาที่เริ่มก่อตัวขึ้นมา เขายกมือขึ้นมาลูบไล้ยอดอกคู่งามของนางอย่างหลงใหล เซียวเยว่ฉีช่วยปลดอาภรณ์ให้เขาอย่างเร่งรีบ ซึ่งเขาก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่นานสองร่างก็บดเบียดเข้าหากันด้วยสภาพร่างกายเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ปกปิด “นางมารเยว่ฉีอย่ามาโทษข้าทีหลังก็แล้วกัน” “หึ! พระองค์ก็อย่าทรงตำหนิหม่อมฉันเช่นกันเพคะ” เขาได้ยินเช่นนั้นก็ดันร่างของนางให้นอนราบไปบนเตียง ก่อนเขาจะขึ้นมาทาบทับแล้วบดจูบนางอย่างร้อนแรง เซียวเยว่ฉีเผลอครางออกมา เมื่อเขาดูดดึงยอดอกของนางอย่างรุนแรง ดอกไม้งามของนาง ถูกบดเบียดด้วยแท่งมังกรหนุ่มที่แข็งขืน ก่อนเขาจะเอื้อมมือไปสัมผัสด้วยความปรารถนาที่เอ่อล้น “สตรีร่านข้าจะไม่ปรานีเจ้าแน่ นี่คือบทลงโทษที่กล้าวางยาข้า” เอ่ยจบเขาก็ดันแท่งมังกรเข้าไปทีเดียวจนมิดลำ เซียวเยว่ฉีเจ็บจี๊ดขึ้นมา จนต้องกัดริมฝีปากกลั้นเสียงเอาไว้อย่างสุดความสามารถ นางศึกษามาเป็นอย่างดี ครั้งแรกของสตรีจะเจ็บมาก แต่ทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ รุ่ยอ๋องแอบยกยิ้มมุมปาก ที่เห็นนางพยายามกลั้นเสียงไม่ให้ร้องออกมา แต่ปลายหางตาก็มีน้ำตาซึมออกมาให้ได้เห็น เขาไม่ใจอ่อนเริ่มกดกระแทกเข้าออกอย่างหนักหน่วง เขาจะต้องสั่งสอนนางให้ได้สำนึก ที่บังอาจให้เขากินยาปลุกกำหนัด เซียวเยว่ฉีพยายามผ่อนคลายตนเอง ยาปลุกกำหนัดที่นางดื่มเข้าไป ช่วยนางได้มากทีเดียว เมื่อปรับตัวได้สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป นางผลักให้เขาเป็นคนลงไปนอนอยู่ใต้ร่าง จากนั้นก็จัดการควบขี่เขาอย่างดุดัน รุ่ยอ๋องเสียวซ่านจนเผลอครางออกมาอย่างลืมตัว “อ่าาา นางมารแรง ๆ อีก แบบนั้นแหละ ฮึม…” เขากระตุกปล่อยลาวาสีขาวออกมาอย่างสุขสม แต่ทว่าสิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อนางลุกออกมาจากแท่งหยกของเขา จากนั้นนางก็ก้มลงไปดูดดึงแท่งหยกของเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาผงกศีรษะขึ้นมามองอย่างเสียวซ่าน ก่อนเขาจะทิ้งศีรษะลงไปบนเตียงเหมือนเดิม ยามนี้เขาเสียวซ่านจนตาลอย ปล่อยให้นางปรนเปรอเขาอย่างเต็มใจ นางมารตนนี้ไปเรียนวิชาพวกนี้มาจากที่ใดกัน คืนนี้เขาจะตายด้วยน้ำมือของนางหรือไม่ เซียวเยว่ฉียามนี้เป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ นางจะต้องทำให้เขาสำลักความสุขนี้จนลืมไม่ลง ให้มันรู้กันไปว่าบุรุษเป็นใหญ่ หรือว่าสตรีเป็นใหญ่กันแน่ “นางมารน้อย อ่าาา” เขาคำรามออกมา ก่อนจะปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง แต่ว่านางก็ไม่หยุดเพียงแค่นั้น นางขึ้นมาควบขี่เขาอีกครั้ง เขามองนางตาปรืออย่างรัญจวน นี่เขาคิดถูกหรือคิดผิดที่คิดจะเป็นโจรเด็ดบุปผา เซียวเยว่ฉีแม้จะเหนื่อยล้า แต่ว่าศึกสงครามในครั้งนี้มันยังไม่จบ นางต้องสั่งสอนเขาให้หลาบจำ รุ่ยอ๋องหากข้าสยบท่านไม่ได้อย่ามาเรียกข้าว่า เซียวเยว่ฉี เขาอายุน้อยกว่านางถึง 3 ปี กินเด็กเขาบอกว่าเป็นอมตะ นางจะขอพิสูจน์ดูหน่อยก็แล้วกัน รุ่ยอ๋องหนีหลับไปอย่างเหนื่อยล้า เกิดมาเขาก็เพิ่งพบเจอสตรีป่าเถื่อนเช่นนี้ รังแกบุรุษไม่มีทางสู้ได้อย่างเลือดเย็นที่สุด เขาไม่มีแรงแม้แต่จะขยับขา ไม่รู้ว่านางไปเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด เขาที่ร่างกายอ่อนล้าแต่เพราะว่าถูกยากำหนัดชนิดรุนแรง แท่งหยกของเขาจึงไม่มีทีท่าว่า จะอ่อนแรงลงเลยแม้แต่น้อย นางจึงรังแกจนเขาสลบไป เช้าวันต่อมาเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิงและเยว่ฟาง ก็มาพบกันยังห้องลับตั้งแต่เช้าตรู่ ยาห้ามครรภ์ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างพร้อมสรรพ ทุกคนยกถ้วยยาขึ้นดื่มทันที เยว่ฉีมองน้องสาวทั้งสามคนด้วยสายตาอ่อนโยน “เป็นเช่นไรบ้าง?” พวกนางได้ฟังก็หัวเราะคิกคักออกมา “หมดแรงหนีหลับไปเลยเจ้าค่ะ” เยว่ฉีได้ฟังก็ยิ้มออกมา “แผนต่อไปพวกเจ้าพร้อมใช่หรือไม่?” “พร้อมเจ้าค่ะ” แผนต่อไปก็คืออยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องสนใจพวกเขาอีก เซียวเยว่ฉีเป็นสตรียุคใหม่การเสียตัวไม่ได้ทำให้นางกังวลมากนัก ในเมื่อพวกเขาคิดแผนจะทำให้พวกนางสยบกับบุรุษที่มีดีเพียงหล่อเหลา นางก็ต้องสั่งสอนพวกเขากลับไป พวกเขาสำคัญตัวผิดเกินไปแล้ว นางจะให้พวกเขาโหยหวนเป็นน้องหมาเลยทีเดียว รุ่ยอ๋องตื่นมาในเวลาบ่ายมากแล้ว ข้างกายของเขาไม่มีสตรีป่าเถื่อนผู้นั้นแล้ว ไม่คิดเลยว่าตัวเขาจะถูกหยามเกียรติได้ถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าพวกเขาอีกสามคนจะเป็นอย่างไรบ้าง คงต้องรีบกลับจวนไปตั้งหลักก่อน แล้วค่อยคิดหาวิธีเอาคืนนาง เมื่อเขากลับมาถึงจวน ก็เห็นเฉินอ๋อง ฮุ่ยหมิง ซีฮัน พากันนั่งหลับตาอย่างอ่อนล้าอยู่คนละมุม นี่พวกเขาก็ประสบพบเจอ เรื่องราวแบบเดียวกันกับเขาอย่างนั้นหรือ พวกนางสี่คนเป็นสตรีเช่นไรกันแน่ ถึงอาจหาญรังแกบุรุษจนไร้เรี่ยวแรงได้เช่นนี้ “กลับมาแล้วหรือ?” เฉินอ๋องเอ่ยออกไปทั้ง ๆ ที่หลับตา เขาลากสังขารกลับมาถึงจวนได้ก็นับว่าเก่งมากเลยทีเดียว เซียวเยว่ซื่อจัดการเขาแบบไม่พัก เขาปลดปล่อยครั้งแล้วครั้งเล่า ยามนี้แข้งขาเขาสั่นจนเขาเดินแทบเดินไม่ไหว รุ่ยอ๋องไม่คิดจะเอ่ยสิ่งใดออกไป เพราะสภาพของเขาในยามนี้ก็ไม่ต่างกับพวกเขาเท่าใดนัก เขาจึงตรงไปล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วหลับไปในทันทีบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







