ANMELDENรุ่ยอ๋องหลับไปอย่างยาวนาน ตื่นมาอีกทีก็เป็นเช้าของอีกวัน เขาบอกให้พ่อบ้านประจำจวนให้รีบยกอาหารมาให้เขาทันที เพราะเขารู้สึกหิวมากเพราะเขาหลับไปตั้งแต่เมื่อวานยาวจนมาถึงเช้าของวันนี้
“เมื่อเช้าองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงแวะมาหาพร้อมกับคุณหนูจ้าวเฟินเยว่พ่ะย่ะค่ะ” เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะคีบอาหารกินต่ออย่างหิวโหย “พี่หญิงมาด้วยเรื่องอันใด?” “องค์หญิงพาคุณหนูจ้าวมาทำความรู้จักกับท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ เห็นว่าเป็นทางพระสนมที่ต้องการให้พระองค์กับคุณหนูจ้าว ทำความรู้จักกันเอาไว้พ่ะย่ะค่ะ” เขาพยักหน้ารับรู้อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนใจจะหวนคิดไปถึงนางมารเยว่ฉี นางอายุมากกว่าเขา3ปี สตรีที่ทำให้เขาลุกไม่ขึ้นถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน เขาต้องหาทางเอาคืนนางให้ได้ นึกถึงเรื่องนี้แล้วเขารู้สึกว่า เขาอ่อนหัดอย่างไรไม่รู้ แพ้นางราบคาบอย่างไม่เป็นท่า มันน่าโมโหนัก “ท่านอ๋องบัตรเชิญเข้าร่วมงานเหลียงฮูหยินที่อายุครบ 40ปีพ่ะย่ะค่ะ” อู๋เหล่ยองครักษ์คนสนิทของเขาเข้ามาพร้อมกับบัตรเชิญในมือ เหลียงฮูหยินเป็นฮูหยินตราตั้งที่ฮ่องเต้ทรงประทานยศให้นาง เพราะแม่ทัพเหลียงทำความดีความชอบให้กับแว่นแคว้นอย่างใหญ่หลวง ฮ่องเต้จึงเผื่อแผ่ยศศักดิ์ไปให้กับภรรยาเอกของท่านแม่ทัพด้วย เขารับมาเปิดดูอย่างสนใจ งานจะเริ่มขึ้นในอีก 2 วัน เขามองบัตรเชิญอย่างแปลกใจ “เหตุใดเพิ่งนำบัตรเชิญมาให้ข้า” ที่เขาถามออกไปเช่นนี้ เพราะส่วนใหญ่จะเชิญกันล่วงหน้าหลายวัน “ทูลท่านอ๋อง หากเป็นตระกูลที่มีบุตรสาว ทางเหลียงฮูหยินจะส่งบัตรเชิญไปให้ก่อนเพื่อจะได้เตรียมตัว แต่กระหม่อมคิดว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไร เหลียงฮูหยินจึงเพิ่งให้คนนำมาให้พ่ะย่ะค่ะ” เขาพยักหน้ารับรู้ แต่แล้วเหลียงซีฮันก็เข้ามานั่งด้วยท่าทางอารมณ์ไม่ดี เขารีบรินชาให้ตัวเองแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ก่อนจะวางลงบนโต๊ะดังปึก! “เป็นอะไรของเจ้า” “พูดแล้วหงุดหงิด! สตรีไร้ยางอายเซียวเยว่ฟาง นางพบเจอข้าที่ร้านอาภรณ์ นางไม่แม้แต่จะทักทายข้า นางเมินเฉยต่อข้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางย่ำยีข้าถึงเพียงนี้แล้ว แต่กลับเย็นชาและหมางเมินต่อข้าเช่นนี้ ข้ารับไม่ได้จริง ๆ” รุ่ยอ๋องได้ฟังก็เริ่มครุ่นคิด ดูเหมือนพวกนางจะไม่ใส่กับเรื่องที่เกิดขึ้น พวกนางเป็นสตรีที่แปลกมากจริง ๆ แต่ว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ แต่แล้ว…เฉินอ๋องและฮุ่ยหมิงก็ตรงเข้ามานั่งด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์เช่นกัน “เป็นอะไร” รุ่ยอ๋องพยักหน้าให้พ่อบ้านมายกสำรับออกไป “ข้าพบเจอเซียวเยว่ชิงที่ตลาด นางเชิดหน้าไม่ทักทายข้าสักคำ นี่มันหมายความว่าอย่างไร ได้ข้าแล้วจะไม่รับผิดชอบอย่างนั้นหรือ” “ใช่! สตรีไร้ยางอายเซียวเยว่ซื่อก็เหมือนกัน นางเห็นข้าเหมือนเห็นอากาศธาตุ นางเดินผ่านข้าไปโดยไม่ทักสักคำ ข้าเป็นถึงท่านอ๋องนางจะไร้มารยาทเกินไปแล้ว” เขาฟาดฝ่ามือลงบนเข่าด้วยความโมโห “พวกเจ้าจะไปสนใจทำไม พวกนางก็แค่หญิงหม้าย พวกเจ้าไม่ควรให้ค่า” รุ่ยอ๋องเอ่ยขึ้นอย่างไม่แยแส ทำให้พวกเขารีบหันมามองทันที “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่า เจ้าไม่รู้สึกอะไรกับนางเลย?” “ก็ใช่นะสิ ความรู้สึกของข้าตอนนี้มีเพียงอยากเอาคืนนางเท่านั้น” พวกเขาได้ฟังก็รีบยืดยกขึ้นมาทันที “ข้าก็ไม่ได้คิดอะไร เพียงแค่รู้สึกแปลกที่พวกนางไม่ทักทาย ข้าก็…คิดจะเอาคืนนางเหมือนกัน” เฉินอ๋องรีบแก้ตัวให้ตนเองทันที ซีฮันและฮุ่ยหมิงรีบพยักหน้าหงึก ๆ อย่างเห็นด้วยกับเฉินอ๋อง “ใช่ ๆ ก็แค่สตรีหม้ายข้าไม่ใส่ใจอยู่แล้ว” ซีฮันเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะหันไปพยักหน้ากับฮุ่ยหมิงเพื่อขอความคิดเห็น ซึ่งเขาก็รีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที เซียวเยว่ฉีนั่งพิงหัวเตียง แล้วหยิบสมุดบัญชีมาตรวจอย่างเช่นเคยทำเป็นประจำก่อนนอน แต่แล้วร่างคุ้นตาของใครบางคน ก็กระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง จากนั้นเขาก็ยืนกอดอกพิงหน้าต่าง มองมาที่เยว่ฉีด้วยสายตาเอาเรื่อง เซียวเยว่ฉีหันไปมองเขาก่อนจะยิ้มให้เขาอย่างหวานหยดย้อย ทำเอารุ่ยอ๋องที่ยืนมองอยู่ถึงกับเริ่มเสียอาการ ใจเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่อาจระงับ เพราะใจเขาหวนคิดไปถึงบทรักอันเร่าร้อนในคืนก่อน นี่เขาเป็นอะไรแค่เห็นนางยิ้มใจก็อ่อนระทวย บ้าไปแล้วรุ่ยอ๋อง เจ้าต้องเข้มแข็งกว่านี้สิ “มาหาหม่อมฉันเหตุใดถึงยืนอยู่ตรงนั้นล่ะเพคะ มาให้หม่อมฉันกอดหน่อย” เขาแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง นางมีแผนการอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ แต่ว่าขาของเขากลับเดินไปหานางราวกับถูกมนต์สะกด เซียวเยว่ฉีอ้าแขนออก ก่อนจะยกแขนมาโอบรอบเอวของเขา แล้วพิงศีรษะลงบนหน้าท้องแกร่งของเขาอย่างออดอ้อน “หากว่าจะค้างที่นี่หม่อมฉันเตรียมน้ำเอาไว้แล้ว พระองค์ไปอาบได้เลยเพคะ ชุดสำหรับเปลี่ยนอยู่ในนั้นเรียบร้อยแล้ว” “ใครอยากจะค้างกับสตรีป่าเถื่อนเช่นเจ้ากัน อย่าคิดเข้าข้างตัวเองไปหน่อยเลย” เซียวเยว่ฉีได้ยินก็แหงนหน้าขึ้นไปมองเขา ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงน้อยใจ ก่อนคลายอ้อมกอดลง “หม่อมฉันก็นึกว่าพระองค์อยากมาค้างคืนด้วย ถ้าเช่นนั้นพระองค์มาทำไมเพคะ” เมื่อนางใช้น้ำเสียงหมางเมิน ใจเขาก็เริ่มอ่อนยวบ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่ หรือว่านางใช้มนต์เสน่ห์ “ข้าจะไปอาบน้ำ” เขารีบเดินไปที่ห้องด้านข้างทันที เยว่ฉีแอบยิ้มมองตามเขาไปอย่างขบขัน ท่านอ๋องพระองค์พลาดแล้วเพคะ เมื่อเขาอาบน้ำและใส่อาภรณ์สำหรับใส่นอนเดินเข้ามา เซียวเยว่ฉีก็วางสมุดบัญชีลง ก่อนจะรีบขยับไปนอนด้านใน จากนั้นนางก็ตบเตียงเบา ๆ เพื่อให้เขาขึ้นไปนอน เป็นอีกครั้งที่เขายอมก้าวขึ้นไปบนเตียงและล้มตัวลงนอน “อย่าคิดเข้าข้างตัวเองว่าข้าอยากค้างกับเจ้าที่นี่ ข้าเพียงแค่ขี้เกียจเดินทางกลับจวนก็เท่านั้น” เซียวเยว่ฉีไม่ใส่ใจคำพูดของเขา นางนอนตะแคงข้างก่อนยกมือมาแหวกชุดเขาสวมอยู่อย่างช้า ๆ เขาเริ่มหายใจติดขัดขึ้นมาทันที “คิดจะลวนลามข้าอีกแล้วหรือ หึ! ไร้ยางอาย” “พระองค์ตั้งใจมาให้หม่อมฉันลวนลามไม่ใช่หรือเพคะ คำกล่าวนี้ดูจะเกินจริงไปสักหน่อย แต่ว่า...ในเมื่อมาแล้ว หากว่าไม่ชอบให้หม่อมฉันลวนลาม พระองค์สามารถขัดขืนได้เพคะ” รุ่ยอ๋องได้ฟังก็ได้แต่นอนนิ่ง จะให้เขาต่อต้านและขัดขืนได้อย่างไรกัน ความคิดเขาในตอนนี้แทบรอไม่ไหวที่จะให้นางลงมือ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลยบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







