พ่อซ่งแม่ซ่งต่างก็หันมามองดูเฟิ่งจิ่วเหยียนเป็นตาเดียว อดีตฮองเฮาผู้นี้เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยออกมาด้วยท่าทีอย่างจริงจัง“ข้าได้ยินมาว่าท่านหมอซ่งกำลงได้วิจัยยาปกป้องทารกในครรภ์ ซึ่งสามารถรักษาอาการของทารกในครรภ์ได้ เช่นนี้ทั้งสองท่านก็สามารถให้กำเนิดทายาทอีกคนขึ้นมาได้แล้ว”ทันทีที่คำพูดเหล่านี้เอ่ยออกมานั้น ทำเอาทุกคนถึงกับตกตะลึงพูดไม่ออกไปในทันทีใบหน้าของแม่ซ่งพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่อนจะซีดเผือดออกมานายท่านเฟิ่งพลางหันมาเอ่ยดุในทันที: “เรื่องของบุตรีในตระกูล เจ้ายังไปยุ่งเรื่องของทายาทบ้านอื่นอีก? รีบไปเดี๋ยวนี้!”แม่ซ่งพลางหันไปมองสามีของตนเองด้วยความลังเลใจที่จะพูดทุกอย่างล้วนแต่อยู่ในสายตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนนางมิยอมสู้กับสิ่งที่ตนเองมิได้เตรียมพร้อมมาก่อนหรอกก่อนที่จะมาตระกูลซ่งนั้น นางขอให้อู๋ไป๋ไปสืบเรื่องนี้มาพ่อซ่งหาได้มีงานอดิเรกใด ๆ ไม่ เขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการแพทย์ อีกทั้งเขายังชอบขลุกอยู่ในโรงหมอของตนเองอีกต่างหาก ทั้งยังละเลยฮูหยินและบุตรชายของตนเองเป็นเวลาหลายปีเขากลับจวนมานับครั้งได้ มิต้องเอ่ยถึงการร่วมหอเลยเนื่องจากความไม่สมดุลของหยินหยาง หลายปีที่ผ
ตกกลางคืนโรงหมอตระกูลซ่งยามนี้ แทบจะมิมีคนไข้มาแล้วพ่อซ่งกำลังยุ่งวุ่นวายกับการจัดสมุนไพรอยู่นั้น เขาเอาแต่ใจจดใจจ่อจนมิรู้ว่ามีเงามืดสะท้อนอยู่บนผนัง...ผลัก!เพียงพริบตาเดียว เขาถูกตีด้วยไม้จนเป็นลมล้มพับหมดสติไปในทันที ยามที่ล้มนั้น หัวยังมุดเข้าไปในหม้อยาอีก...ยามที่พ่อซ่งฟื้นขึ้นมานั้น กลับพบว่าตนเองถูกผูกมัดเอาไว้ที่เตียงแล้ว!อีกทั้ง ยังอยู่ในห้องของตนเองอีกด้วยไม่ว่าเขาจะตะโกนเรียกคนมากเท่าใด ก็หาได้มีผู้ใดตอบกลับมาไม่เขามิรู้เลยว่า เหล่าข้ารับใช้ในโรงหมอนั้นได้ถูกคนพาตัวออกไปหมดแล้วเอี๊ยด!เมื่อประตูถูกเปิดออกนั้นในที่สุดก็มีคนมาเสียทีพ่อซ่งรีบยืดคอออกมา ยามที่เห็นว่าผู้ที่เดินเข้ามาเป็นภรรยาของตนเองนั้น“ฮูหยิน เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่!”เขานึกประหลาดใจยิ่งนัก อีกทั้งยังรู้สึกโล่งใจไปในคราเดียวกันนับว่าโชคดีที่เป็นฮูหยิน เขาคิดว่าตัวเองโดนโจรขโมยลักพาตัวไปเสียแล้วฮูหยินซ่งพลันมีสีหน้าเย็นชา นางหาได้มองมาที่เขา ทั้งยังมิได้ตอบอันใดกับเขาอีก พลางเดินไปที่โต๊ะทำงานก่อนจะจุดธูปหอมอย่างชำนาญจากนั้น นางพลันออกคำสั่ง ก่อนที่จะมีสตรีหลายนางพากันเดินเข้ามา
หลังจากที่ซ่งหลีออกจากห้องโถงบรรพบุรุษมาแล้วนั้น เขาราวกับรู้สึกเหมือนว่าตนเองอยู่ในห้วงความฝัน -คนจากตระกูลเฟิ่งมาที่นี่ ทั้งยังมาเอ่ยหารือกับบิดามารดาของเขาเรื่องงานแต่งของเขาอีกด้วยก่อนที่จะได้พบพ่อตากับแม่ยายในอนาคตอย่างเป็นทางการนั้น ซ่งหลีพลันรีบไปเช็ดตัวและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ภายใต้การดูแลของข้ารับใช้ในทันทีเขาเดินออกมาจากนอกเรือน ก่อนจะมองไปยังเฟิ่งจิ่วเหยียนที่คล้ายกับว่าจะรั้งรอเขาอยู่นานแล้ว“ซู...” ในยามนี้เขามิรู้ว่าจะเอ่ยเรียกนางว่าอะไรดีเฟิ่งจิ่วเหยียนจ้องมองเขาด้วยท่าทีเฉยเทย พลางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับว่าสนใจเขาทั้งมิสนใจในคราวเดียวกัน “บาดเจ็บหรือ?”ซ่งหลีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่นางมีท่าทีใส่ใจผู้คนเช่นนี้ถึงแม้ว่า ทั้งนางและเวยเฉียงจะเป็นพี่น้องฝาแฝด แต่นิสัยของพวกนางกลับแตกต่างกันมากเวยเฉียงใจดีมีเมตตา ทั้งยังอ่อนหวานเอาใจใส่ผู้คนสำหรับซูฮ่วนนั้น นางเกลียดความโง่งมและความอ่อนแอ สำหรับผู้คนที่เป็นตัวถ่วงของนางนั้น นางหาได้นึกใส่ใจไม่เขายังจำได้ว่า ยามที่พวกเขาถูกข้าศึกปิดล้อมในปีนั้น เพียงแค่เขาวิ่งช้าไปเล็กน้อย กลับถูกซูฮ่วนหันมาถลึงตาใ
ภายในลานจวนตระกูลซ่งนั้น ทั้งตระกูลซ่งและตระกูลเฟิ่งต่างก็มารวมตัวกันเพื่อฟังคำพระราชโองการพร้อมกัน“ฝ่าบาทมีพระราชโองการ สตรีนามเวยเฉียง ท่วงท่างดงามอ่อนหวาน เราที่เห็นใจถึงชีวิตที่พบเจอประสบเคราะห์ร้าย ดังนั้นจึงได้มีการปรึกษากับท่านแม่ทัพเมิ่ง ให้รับนางเข้ามาเป็นบุตรีบุญธรรม โดยใช้สกุล ‘เมิ่ง’ ”เมื่อได้ยินราชโองการออกมาเช่นนี้ ต่างคนต่างพากันมีสีหน้าประหลาดใจออกมานายท่านเฟิ่งทั้งรู้สึกหงุดหงิดแล้วไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวคนหนึ่งของเขาก็มอบให้กับเมิ่งฉวีไปแล้ว เหตุใดเขาถึงต้องมอบบุตรีของตนเองให้กับตระกูลเมิ่งอีกคนด้วยเล่า!ก่อนหน้านี้ ฝ่าบาทได้ประกาศการหย่าร้างออกมา ทั้งยังขโมยฮูหยินไปเช่นนี้ ในยามนี้ยังมาขโมยบุตรสาวของเขาไปอีกหรือ!อีกด้านหนึ่งเขารู้สึกหวาดกลัวยิ่งนักฝ่าบาทหาได้มีสิ่งใดที่ไม่รู้ไม่ หรือว่าตลอดทางที่ผ่านมานั้นเขาถูกลอบติดตามมาโดยตลอดเช่นนั้นหรือ?เมื่อคิดเช่นนี้ เหงื่อเย็น ๆ พลันไหลออกมาเต็มหลังในทันทีฮูหยินเฟิ่งหาได้สนใจว่านางจักสกุลใดไม่ เมื่อพระราชโองการออกมาเช่นนี้แล้ว เวยเฉียงก็จักได้มีหน้ามีตาอย่างเหมาะสมเสียที ตระกูลซ่งเองก็ดีใจเช่นกันพวก
เฟิ่งจิ่วเหยียนมุ่นคิ้ว ขณะที่มองดูของหมั้นเหล่านั้น ฮูหยินเมิ่งที่อยู่ด้านข้างเอ่ย “ผู้มาส่งของได้กำชับไว้เป็นพิเศษ นี่เป็นของหมั้นสำหรับฮองเฮาในอนาคต และอีกไม่กี่วันก็จะถึงเวลาสามเดือนที่ตกลงกันแล้ว ดูเหมือนฝ่าบาทมั่นใจว่าเจ้าจะต้องแต่งงานกับเขาแน่” เฟิ่งจิ่วเหยียนสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนจะคำนับอาจารย์หญิงอย่างรู้สึกผิด “ทำให้ท่านกับอาจารย์ต้องลำบากแล้วเจ้าค่ะ” พูดจบ ก็มีเสียงคนเอ่ยรายงานจากด้านนอก “ฮูหยิน มีคนมาขอพบคุณชายซูขอรับ” เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้สึกหวั่นไหวในใจ เสมือนสายลมพัดผ่านผิวน้ำ สร้างระลอกคลื่นเล็ก ๆ ทีละน้อย…… ณ จวนแม่ทัพ ห้องโถงส่วนหน้า เฟิ่งจิ่วเหยียนเห็นว่า ผู้มาเยือนเป็นชายสวมหน้ากากในเครื่องแบบเน้นความคล่องตัวคนหนึ่ง เขาคารวะให้นางด้วยความเคารพ “ข้าน้อยหยิ่นลิ่ว ได้รับบัญชาจากฝ่าบาท มาส่งของสิ่งหนึ่งให้ท่านขอรับ” จากนั้น ชายคนนั้นพลันหยิบกล่องผ้าไหมทรงยาวใบหนึ่ง มอบให้นาง นางมิได้รับ นางระแวดระวังอย่างมาก ถึงแม้คนผู้นี้จะอ้างว่าเป็นคนของเซียวอวี้ ก็หาได้ปักใจเชื่อทันทีไม่ คนผู้นั้นเมื่อเห็นเช่นนี้ จึงเปิดก
ภายใต้แสงจันทรา สีหน้าของเฟิ่งเวยเฉียงเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งประหลาดใจ ตื่นเต้น และเสียใจที่รู้ความจริงช้าไป... พี่สาวเข้าพิธีสมรสกับฝ่าบาทในนามของนาง และได้หย่าร้างกับฝ่าบาทอีก!? ราวกับนางกำลังฟังคนเล่านิทาน “ท่านพี่ ท่านหย่าร้าง เพราะไม่ชอบฝ่าบาทหรือ?” ตอนนี้นางได้พบกับชายที่นางชอบแล้ว จึงหวังว่าพี่สาวจะได้มีความสุขเช่นกัน เฟิ่งจิ่วเหยียนมองดูจันทราบนนภา และเอ่ยอย่างเยือกเย็น “ในตอนแรกก็ไม่ชอบหรอก...” ทันใดนั้น เมฆาเคลื่อนคล้อย บดบังแสงจันทรา ณ เมืองหลวง ในพระราชวัง อุทยานหลวง หรงเฟยเข้ามายืนขวางรุ่ยอ๋องที่กำลังจะออกจากวัง และซักถามเขา “ฝ่าบาทเสด็จไปที่ใด?” แววตาที่อ่อนโยนของรุ่ยอ๋องไร้ระลอกคลื่น “ก่อนหน้านี้เกิดกบฏในเมืองเซวียน และมีการจัดสรรเบี้ยหวัดทหารใหม่ ฝ่าบาทไม่วางพระทัย จึงเสด็จไปตรวจสอบที่เมืองเซวียนด้วยพระองค์เอง เพื่อให้แน่ใจว่าเบี้ยหวัดจะถึงมือของทหารทุกนาย นอกจากนี้ ยังเป็นการตรวจสอบการทำงานของขุนนางชุดใหม่ในเมืองเซวียนด้วย “เรื่องเหล่านี้ พระสนมมิใช่ทราบอยู่แล้วหรือ? เหตุใดมาถามอีก”
ยามเข้าสู่ต้นคิมหันต์ เซียวอวี้สวมเสื้อคลุมยาวครึ่งตัวผ้าโปร่งสีม่วงเข้ม แสงตะวันสาดส่องลงมา ยิ่งสง่างามเลิศล้ำ ทุกคนในลานกว้างก็เข้ามาทำความเคารพตามแม่ทัพเมิ่ง ไม่เว้นฮูหยินเมิ่งด้วยเช่นกัน เฟิ่งจิ่วเหยียนได้สติเป็นคนสุดท้าย จึงก้มลงทำมือคารวะ “ถวายบังคมฝ่าบาท” นางไม่คาดคิดว่า เซียวอวี้จะมาเยือน โดยเฉพาะตอนนี้นางเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องหยางเหลียนซั่วกับพรรคเทียนหลง การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขา จึงทำให้นางรับมือไม่ทัน... “ไม่ต้องมากพิธี” เซียวอวี้ก้าวไปข้างหน้า พลันช่วยประคองเฟิ่งจิ่วเหยียนด้วยตนเอง ครั้นนางยืดกายขึ้น เขาจึงถือโอกาสกระซิบข้างหูนาง “ครบกำหนดสามเดือน เจ้าควรจะให้คำตอบแก่เราแล้ว” สีหน้าของเฟิ่งจิ่วเหยียนไม่แปรเปลี่ยน “เพคะ” แม่ทัพเมิ่งย่นคิ้วเบา ๆ เหตุใดฝ่าบาทจึงเสด็จมายังชายแดนเหนืออีกแล้ว? ทรงไม่ไว้วางใจเขามากขนาดนั้นเชียวหรือ? เซียวอวี้ยังต้องการจะพูดคุยกับเฟิ่งจิ่วเหยียนต่อ เมิ่งฉวีพลันก้าวไปข้างหน้า และทูลรายงานอย่างจริงจังเคร่งครัด “ฝ่าบาท เรื่องความวุ่นวายในเมืองเซวียนนั้น กระหม่อมขอบังอาจแสดงความเห็น เพี
ใบหน้าที่หล่อเหลาของเซียวอวี้ถูกปกคลุมด้วยความอดกลั้นและยับยั้งชั่งใจ เขายัดพิมพ์เขียวปืนมังกรไฟใส่มือของนางคืนทันที “เราไม่ต้องการ! “เราทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเจ้า ไม่เคยคิดที่จะให้เจ้ามาตอบแทน “ถึงแม้เจ้าไม่อยากแต่งงานกับเรา ก็มิจำเป็นต้องเอาสิ่งใดมาแลกกับอิสรภาพ “เฟิ่งจิ่วเหยียน เจ้าเป็นอิสระตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” เฟิ่งจิ่วเหยียนก้มศีรษะลงมองกระบอกไม้ไผ่ส่งสาส์นในมือตนเอง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองชายตรงหน้าอีกครั้ง นางเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง “หม่อมฉันถูกทอดทิ้งตั้งแต่เกิด และเป็นอาจารย์กับอาจารย์หญิงคอยเลี้ยงดูหม่อมฉันขึ้นมา “ดังนั้น หม่อมฉันควรจัดเตรียมสินเดิมด้วยตนเอง “ทว่ารายได้ตลอดหลายปีของหม่อมฉัน ได้นำไปซื้อเซียวเหยาจวีหมดแล้ว ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้เป็นสินเดิมของเวยเฉียง “ดังนั้น หม่อมฉันจึงเหลือเงินเก็บไม่มากนักเพคะ” เซียวอวี้ยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจ “เจ้าต้องการจะพูดอันใดกันแน่?” เดิมเขาไม่ใช่คนโง่เขลา ทว่าในขณะนี้ สมองของเขาอย่างไรก็ไม่สามารถทำงานได้เลย และเข้าใจได้เฉพาะถ้อยคำที่ชัดเจนตรงไปตรงมาเท่านั้น ใบหน้าของเฟิ่งจิ่ว
เฉินจี๋ได้รับการช่วยเหลือจากนายพรานผู้หนึ่ง ด้วยอาการบาดเจ็บรุนแรง กระทั่งตอนนี้ก็ยังหมดสติอยู่นี่จึงไม่น่าแปลกใจที่เขายังไม่ปรากฏตัว ที่แท้เป็นเพราะร่างกายไม่อาจเคลื่อนไหวได้นายพรานรู้ว่าเฟิ่งจิ่วเหยียนกับคณะรู้จักกับเฉินจี๋ จึงรู้สึกโล่งใจ“ข้าลำบากใจจริง ๆ เพราะคิดว่านี่คือชีวิตคนคนหนึ่ง จึงไม่อาจทอดทิ้งได้ ทว่าจะรักษาอาการบาดเจ็บของเขา ข้าก็ต้องใช้เงิน...”ไม่รอให้นายพรานพูดจบ เฟิ่งจิ่วเหยียนก็ส่งสัญญาณให้อู๋ไป๋นำเงินให้อู๋ไป๋ถนัดการจัดการเรื่องต่าง ๆ สักพักก็เริ่มคุ้นเคยกับนายพราน และเอ่ยขอบคุณอย่างสนิทสนม“พี่ชาย ขอบคุณจริง ๆ ที่เจ้าช่วยสหายข้าไว้! เงินเล็กน้อยนี้ไม่พอจะทดแทนคำขอบคุณได้! ใช่แล้ว เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่า เจอสหายข้าที่ใด แล้วเขาได้รับบาดเจ็บอย่างไร? และเจอคนที่น่าสงสัยคนอื่นหรือไม่?“เจ้าอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ข้าเพียงแค่อยากรู้ให้ชัดเจน ว่าผู้ใดทำร้ายสหายข้า บาปมีคนก่อหนี้ย่อมมีเจ้าหนี้”คำพูดของอู๋ไป๋ ล้วนเป็นความรู้สึกตามธรรมชาติของคนนายพรานลองคิดทบทวนอย่างละเอียดรอบหนึ่ง“ข้าช่วยเขาตรงริมแม่น้ำ ตอนนั้นไม่พบผู้อื่น ขอโทษจริง ๆ ที่ข้าช่วยพวกท่านไม่ได้”“
ปลายเดือนสิบสอง ปีใหม่ใกล้เข้ามาเส้นทางมุ่งหน้าไปทางเหนือเต็มไปด้วยน้ำแข็ง การเดินทางนั้นยากลำบากเฟิ่งจิ่วเหยียนในช่วงอยู่ไฟมิได้พักฟื้นอย่างเต็มที่ ตอนนี้ยังต้องเดินทางท่ามกลางพายุหิมะอีก จึงมักจะปวดเมื่อยเอว และเหงื่อออกมากอยู่บ่อย ๆในช่วงกลางคืนเข้านอน ก็มักรู้สึกเย็นที่ไหล่ และหนาวอย่างรุนแรงอู๋ไป๋เห็นสีหน้าของนางไม่สู้ดีนัก จึงเตือนนาง“นายท่าน ไม่สู้ให้หมอมาตรวจดูบ้าง?”เฟิ่งจิ่วเหยียนรีบร้อนจะตามหาคน จึงไม่อยากล่าช้าครั้งนี้อู๋ไป๋ยืนหยัดอย่างเต็มที่“นายท่าน ต่อให้ท่านไม่คำนึงถึงตนเอง ก็ควรนึกถึงฝ่าบาท หากท่านเจ็บป่วย จะยิ่งไม่ล่าช้ามากกว่าหรอกหรือ?”เขาเอ่ยเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเริ่มลังเลก็จริงหากนางเจ็บป่วยจนลุกไม่ขึ้น ก็จะไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไปตรงชายแดนหนานฉี เฟิ่งจิ่วเหยียนได้ไปที่สำนักการแพทย์แห่งหนึ่งหลังจากหมอจับชีพจรของนาง ก็เอาแต่ส่ายหัว“ฮูหยินท่านนี้ ท่านมีภาวะร่างกายไม่สมดุลหลังคลอด จึงเป็นต้นเหตุเกิดโรคเรื้อรัง“อาการปวดตามข้อเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในระยะนี้ที่ฝนหิมะรุนแรง แน่นอนว่าย่อมไม่สบายตัว“ในยามปกติรู้สึกว่าไม่เป็นไร ทนหน่อยก็ผ่
บนบัลลังก์มังกร เซียวถงเต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของจักรพรรดิ “เรารับพระราชโองการจากเสด็จอา มาทำหน้าที่รักษาการแทนตำแหน่งฮ่องเต้ชั่วคราว ทุกท่านมีเรื่องใดก็เสนอได้”เหล่าขุนนางในราชสำนักมองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงงบางคนถึงกับสงสัยว่าเซียวถงแย่งชิงบัลลังก์ทว่าคิดดูอีกที ฮองเฮาทรงมีทักษะเพียงนั้น ผู้ใดจะกล้าแย่งชิงบัลลังก์?ณ วังหลังเฟิ่งจิ่วเหยียนรู้สึกอาวรณ์อย่างยิ่งที่จะกล่าวอำลาต่อบุตรทั้งสองพวกเขายังคงนอนหลับอยู่ ใบหน้าขณะหลับดูสงบนิ่งเป็นพิเศษ นางจุมพิตบนหน้าผากของพวกเขา หัวใจราวกับถูกบีบเข้าหากันสาวใช้หว่านชิวรู้สึกเศร้าใจ “ฮองเฮา จักต้องเสด็จไปให้ได้หรือเพคะ?”ฮองเฮาทรงตัดใจจากเลือดเนื้อเชื้อไขของตนได้อย่างไร?เฟิ่งจิ่วเหยียนพยักหน้าอย่างหนักแน่นการไปของนางครั้งนี้ จะมีชีวิตอยู่หรือตายยังไม่แน่นอนการพาบุตรทั้งสองคนไปด้วย หนึ่งจะเป็นภาระให้กับนาง สองอาจจะนำภัยอันตรายถึงแก่ชีวิตมาให้พวกเขาการแยกจากบุตร ย่อมต้องทุกข์ใจอยู่แล้ว ทว่าหากให้นางกับลูกรออยู่ในวัง และทนทรมานกับการรอฟังข่าว นางยิ่งไม่ยินยอม“ฮองเฮา หนิงเฟยมาถึงแล้วเพคะ” เฟิ่งจิ่วเหยียนรีบปรับอารมณ์ทันที และเ
ที่ดินที่โซ่วอ๋องได้รับมอบไม่ถือว่าไกลจากเมืองหลวงมากนัก หลังจากได้รับคำสั่งจากฮองเฮา ซื่อจื่อเซียวถงก็ออกเดินทางภายในวันเดียวกันห้าวันต่อมา เซียวถงก็มาถึงพระราชวัง และตรงไปยังห้องทรงพระอักษรเพื่อเข้าเฝ้าครั้งล่าสุดที่เขามาเมืองหลวง ก็คือเมื่อสามปีก่อน ช่วงที่เกิดความวุ่นวายในวิหารบรรพบุรุษ เขาได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจากฮ่องเต้ ให้ขึ้นครองบัลลังก์ชั่วคราว เพื่อหลอกลวงพรรคเทียนหลงกับกองทัพศัตรูให้สับสนในตอนนั้นเขารู้สึกประหลาดใจอย่างมาก พระราชโองการพินัยกรรมของฝ่าบาท ได้แต่งตั้งให้เขาเป็นว่าที่จักรพรรดิครั้งนี้ฮองเฮาทรงเรียกเขามา ไม่รู้ว่ามาเพราะเรื่องใดทว่าก็รู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับพระราชโองการพินัยกรรมก่อนที่เขาจะมาเมืองหลวง ท่านพ่อก็ยังเตือนเขาว่า ตอนนี้ฮองเฮาทรงประสูติองค์ชายแล้ว เช่นนั้นเขาที่เคยเป็นคนที่อ้างถึงในพระราชโองการพินัยกรรม ก็เท่ากับเป็นตัวขัดขวางขององค์ชายดังนั้น การมาเมืองหลวงครั้งนี้ ก็เสี่ยงอันตรายอย่างมากในใจของเซียวถงเต็มไปด้วยความสงสัยมากมาย ทว่าสีหน้ายังคงสงบนิ่ง ไม่ถือตัวไม่ถ่อมตนเกินพอดีแต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยสนใจตำแหน่งฮ่องเต้ แล
วันต่อมา องค์หญิงเซี่ยนอี๋เสด็จมาพบองค์ชายสี่ด้วยพระองค์เององค์ชายสี่ทรงยิ้มแย้ม ทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น“แขนของน้องหญิงเป็นอย่างไรบ้าง?”องค์หญิงเซี่ยนอี๋โมโหจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่“เหตุใดเสด็จพี่ต้องขัดขวางข้า!”รอยยิ้มขององค์ชายสี่เลือนหายไป และตอบอย่างมีเหตุมีผล“เซี่ยนอี๋ ข้าคิดว่าเจ้าแค่พาลไร้เหตุผล นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะโง่เขลาเพียงนี้ เจ้าคิดได้อย่างไรที่จะวางยาผู้อื่น แล้วบังคับขืนใจเขา?“หากเจ้าพลีกายให้กับฮ่องเต้ฉี แล้วจะให้ข้าทูลเสด็จพ่ออย่างไร?“คืนก่อนเจ้าเกือบจะแขนหักไปข้างหนึ่ง ก็น่าจะจำเป็นบทเรียนได้แล้วกระมัง”เซี่ยนอี๋รู้ตัวว่าทำผิดทว่าเรื่องที่นางยังทำไม่เสร็จสิ้น จะไม่ยอมแพ้และเลิกล้มเช่นนี้“หากข้าได้เป็นฮองเฮาของหนานฉี หนานฉีก็จะไม่เล่นงานเป่ยเยี่ยนอีก นี่ไม่ดีหรอกหรือ?”องค์ชายสี่แย้มพระสรวล“เซี่ยนอี๋ หากเสด็จพ่อได้ยินคำพูดนี้ของเจ้า เกรงว่าจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก“การเกี่ยวดองของสองแคว้น เดิมทีไม่อาจหยุดยั้งความโหดเหี้ยมของหนานฉีได้“เจ้าจะทำให้ตนเองเสียหายโดยเปล่าประโยชน์ และถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะ“บุรุษดี ๆ ในเป่ยเยี่ยนของเรามีมากมาย เหตุใดเจ้าต
ช่วงหลายวันที่เซียวอวี้ถูกขังอยู่ในคุกลับ หาได้นั่งนิ่งรอความตายไม่ จากการสังเกตของเขา องค์ชายสี่แห่งเป่ยเยี่ยนมิได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เยี่ยน แต่กลับเป็นหินที่ไว้ปูทางเดิน เพื่อผลักดันความทะเยอะทะยานให้องค์ชายเจ็ด หากสามารถโน้มน้าวใจองค์ชายสี่ได้ เขาก็จะหนีออกจากที่นี่ได้ กระนั้น องค์ชายสี่ของเป่ยเยี่ยนไม่โง่ ทันทีที่เขาได้ยินคำพูดของเซียวอวี้ ก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการชนะใจตน เพื่อยุแยงเขากับเจ้าเจ็ด รวมถึงตัวเขาและเสด็จพ่อด้วย “ฮ่องเต้ฉี ยิ่งพูดยิ่งพลาด ท่านตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ควรพูดให้น้อยลงจะดีกว่า” องค์ชายสี่พูดจบก็คิดจะเดินจากไป จู่ ๆ เซียวอวี้หัวเราะเยือกเย็นขึ้นมา “ในเวลาหนึ่งเดือน ฮ่องเต้เยี่ยนจะแต่งตั้งองค์ชายเจ็ดเป็นองค์รัชทายาท” องค์ชายสี่หยุดชะงัก ฮ่องเต้ฉีมั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือ? ตำแหน่งองค์รัชทายาทนั้นเย้ายวนใจนัก องค์ชายสี่ต้องหันกลับมา พิจารณาเซียวอวี้อีกครั้ง เขาหาได้รุกถามใด ๆ ไม่ เพียงรอให้เซียวอวี้พูดต่ออย่างเงียบ ๆ เซียวอวี้ไม่ทำให้ผิดหวัง เอ่ยอย่างไม่รีบร้อน “กองทัพเยี่ยนเดินทัพลงใต้ เพื่อพิชิตแ
ในคุกลับ เซียวอวี้กินอาหารตามปกติ ไม่นานก็รู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกาย เขาตระหนักได้ทันที มันเป็นฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด! ดวงตาเย็นชาของเขามืดลง ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมา ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า เป็นฝีมือของผู้ใด จริงตามคาด เพียงไม่นาน องค์หญิงเซี่ยนอี๋ก็มาที่คุกลับ คืนนี้นางแต่งกายอย่างพิถีพิถัน สวมอาภรณ์สีสันสดใส ประทินโฉมประณีตงดงาม สายตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความต้องการครอบครอง นางมองใบหน้าที่แดงเพราะฤทธิ์ยาของเซียวอวี้ รู้สึกปรีดาบนความทุกข์ของผู้อื่น “สิ่งใดที่ข้าอยากได้ ไม่มีคำว่าไม่ได้!” เซียวอวี้พยายามสงบจิตใจอย่างหนัก เพื่อไม่ให้ถูกควบคุมโดยฤทธิ์ยา เขาไม่กล้าคิด หากสัมผัสผู้หญิงคนอื่นแล้ว เขาจะเผชิญหน้ากับจิ่วเหยียยอย่างไรในอนาคต ให้ตาย! เขาอยากจะฆ่าคน ทว่ากลับสูญเสียกำลังภายในทั้งหมด แม้คุกลับจะคุมขังผู้คนไว้มากมาย แต่ห้องขังของเซียวอวี้อยู่ในจุดที่ลับตาคน และเป็นเอกเทศ องค์หญิงเซี่ยนอี๋จึงไม่กลัวที่จะมีคนมารบกวน นางปลดอาภรณ์ชั้นนอกของตนออก หัวเราะอย่างหยาบคาย “ฮ่องเต้ฉี ข้ารอให้เจ้าขอร้องข้าอยู่” ถูกฤ
ตำหนักหย่งเหอ เมื่อไทเฮาและหนิงเฟยมาถึง กลับไม่เห็นฮองเฮา เด็กทารกน้อยร้องไห้ระงมราวกับหัวใจจะแตก แม้พวกนางได้ยินแล้วยังรู้สึกปวดใจนัก หมอหลวงกำลังถวายโอสถให้องค์ชายน้อย ปริมาณยาทำให้คนเห็นแล้วอกสั่นขวัญแขวน หนิงเฟยขมวดคิ้ว อดไม่ได้ที่จะเตือน “พวกเจ้าระวังหน่อย! อย่าทำให้เด็กสำลัก!” ไทเฮาอดไม่ได้ที่จะตำหนิ “ฮองเฮาอยู่ที่ใด? นี่คือลูกชายแท้ ๆ ของนาง กลับทิ้งไว้แบบนี้รึ?” สาวใช้หว่านชิวตอบ “มีรายงานด่วนจากชายแดนเพคะ ฮองเฮาประทับที่ห้องทรงพระอักษร เพื่อหารือกับเหล่าแม่ทัพ...” ไทเฮาทนไม่ไหวอีกแล้ว น้ำเสียงจริงจังขึ้น “หารือตลอดทั้งวัน นางคิดถึงลูกชายทั้งสองบ้างหรือไม่? “คนหนึ่งถูกนางใช้เป็นเครื่องมือว่าราชการหลังม่าน อีกคนถูกนางทิ้งให้โดดเดี่ยวในวังหลัง นางทนได้อย่างไร!” ไทเฮาทราบดีว่าฮองเอามีราชกิจรัดตัว ทว่าเห็นเด็กน้อยที่น่าสงสารเช่นนี้ ก็อดจะทุกข์ใจมิได้ หว่านชิวไม่กล้าโต้แย้ง หนิงเฟยเกลี้ยกล่อม “ท่านป้าเพคะ ฮองเฮาต้องเห็นราชกิจสำคัญที่สุด ส่วนองค์ชายมีหมอหลวงถวายการดูแล เขาจะปลอดภัยแน่นอนเพคะ” ไทเฮามองทารกด้วยค
หลังจากที่ฮ่องเต้เยี่ยนได้ฟังคำขอของพระธิดา ก็หาได้ปฏิเสธทันทีไม่ ฮองเฮาของเซียวอวี้——เฟิ่งจิ่วเหยียน มิใช่สตรีธรรมดา สาเหตุที่เป่ยเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อหนานฉีหลายครั้ง ล้วนมีฝีมือของสตรีคนนี้อยู่ในนั้น ถึงแม้เซี่ยนอี๋ไม่เอ่ย เขาก็ต้องการกำจัดเฟิ่งจิ่วเหยียนอยู่แล้ว “ได้ พ่อรับปากเจ้า” องค์หญิงเซี่ยนอี๋รู้สึกพอใจมาก “ขอบพระทัยเสด็จพ่อ!” สิ่งใดที่นางไม่ได้ครอบครอง คนอื่นก็อย่าหวังจะได้ ทว่า ฮ่องเต้เยี่ยนยังไม่หายแคลงใจ เขาถาม “เรื่องในคุกลับนั้น ผู้ใดบอกเจ้า” องค์หญิงเซี่ยนอี๋ยังมีจิตสำนึกอยู่ หาได้ทรยศองค์ชายสี่ไม่ “เป็น...เสด็จพี่เจ็ดเพคะ” สีหน้าของฮ่องเต้เยี่ยนพลันมืดลง เจ้าเจ็ดนี่ เลอะเลือนเกินไปแล้ว! องค์หญิงเซี่ยนอี๋ขอร้อง “เสด็จพ่อ เสด็จพี่เจ็ดก็ถูกหม่อมฉันบังคับ ท่านอย่าตำหนิเขาเลย และอย่าบอกเขาด้วยว่า หม่อมฉันพูด มิฉะนั้นต่อจากนี้เขาคงไม่รักเอ็นดูหม่อมฉันอีกเพคะ” ใบหน้าของฮ่องเต้เยี่ยนแสดงความอดกลั้นไม่ใส่ใจ “ได้ เราเข้าใจแล้ว”…… เมื่อองค์หญิงเซี่ยนอี๋ออกจากวังหลวง ก็ตรงไปที่คุกลับอีกครั้ง ครั้