เข้าสู่ระบบเฉิดฉันแนะนำหลานสาวให้รู้จักผู้ใหญ่บ้านกับภรรยาที่เป็นหัวหน้าศูนย์จำหน่ายสินค้าโอทอป แล้วจึงเล่าให้ผู้ใหญ่บ้านฟังคร่าว ๆ ว่าหลานสาวจะย้ายมาอยู่ที่นี่และอยากไปดูบ้านหลังนั้น
คมสันต์กับภรรยาตกใจเล็กน้อยไม่คิดว่าหญิงม่ายลูกสองจะสนใจบ้านหลังนั้น “แม่เฉิดยังไม่ได้เล่าให้จันดีฟังเหรอ” มนสิริภรรยาของผู้ใหญ่บ้านถามออกคล้ายเป็นห่วง
“บอกแล้วจ้ะแม่มน แต่จันดีมันบอกว่าไม่กลัว ฉันก็เลยพามันมาหาพ่อผู้ใหญ่นี่แหละ”
“อ้อ ฉันก็คิดว่ายังไม่ได้เล่า”
ผู้ใหญ่บ้านจึงถามจันดีออกไป “แกไม่กลัวจริง ๆ เหรอจันดี ถ้าซื้อแล้วอยู่ไม่ได้จะไม่เสียใจภายหลังเหรอ”
“ฉันไม่กลัวจริง ๆ ค่ะพ่อผู้ใหญ่”
คมสันต์ถอนหายใจก่อนพูดออกมา “ความจริงบ้านหลังนั้นก็ดูดีมากทีเดียว ถ้าลูกชายฉันมันกล้าไปอยู่ฉันก็อยากจะซื้อให้มันอยู่หรอก” ตอนนี้ลูกชายเขาก็ยังไม่ออกเรือนเช่นกัน
“แล้วเขาขายเท่าไรเหรอคะ”
“ขายแค่สามหมื่นห้าเอง ที่ตั้งหนึ่งไร่ บ้านก็หลังใหญ่โต”
“ลุงผู้ใหญ่พาฉันไปดูได้ไหมคะ” บ้านพร้อมที่ดินหนึ่งไร่ ขายเพียงสามหมื่นห้าพันบาทหาได้ที่ใดกัน
“ไปสิ ถ้าแกชอบก็สามารถเข้าไปทำความสะอาดและเข้าอยู่ได้เลย ส่วนเรื่องโอนค่อยว่ากันอีกที”
“ขอบคุณมากค่ะ” ดวงตากลมเปล่งประกายเจิดจ้าด้วยความยินดี
ว่าแล้วคมสันต์จึงตะโกนบอกคนที่อยู่บนบ้าน เขาเพิ่งกลับจากเอาลำไม้ไผ่ไปไว้ที่นาเพื่อทำรั้ว “อาทิตย์ พ่อเอารถไปใช้แป๊บนึงนะ”
“ครับพ่อ” คนที่ชื่ออาทิตย์เดินลงมาจากชั้นบนของบ้านเพราะได้ยินเสียงคล้ายมีคนหลายคนคุยกันอยู่ชั้นล่าง “พ่อจะเอารถไปไหนเหรอครับ” ถามพลางกวาดสายตามองไปโดยรอบ ก่อนจะหยุดอยู่บนดวงหน้าเนียนของหญิงสาวคนนั้น เขาเจอเธอโดยบังเอิญอีกแล้ว น่าเสียดายที่เธอมีลูกมีสามีแล้ว
“พ่อจะพาคนไปดูบ้านคุณยศพนธ์สักหน่อย”
“อ้อครับ” อย่าบอกว่าผู้หญิงคนนี้กับลูกจะซื้อบ้านหลังนั้น อาทิตย์ยิ้มให้จันดีแล้วถามเธอ “จันดีจะไปดูบ้านหลังนั้นเหรอ”
“ค่ะ”
“อ้าวรู้จักกันเหรอ” เฉิดฉันถามขึ้น คมสันต์กับมนสิริก็แปลกใจเช่นกัน
“พอดีเมื่อเช้าฉันกับลูกติดรถคุณอาทิตย์เข้ามาในหมู่บ้านน่ะค่ะ”
“อ๋อ เป็นอย่างนั้น” มนสิริพูดขึ้นอย่างโล่งอก
เพื่อไม่ให้เสียเวลาผู้ใหญ่บ้านจึงเอ่ยขึ้น “เราไปดูบ้านกันเถอะ”
จันดีพาลูกเดินตามผู้ใหญ่ทั้งสาม จากนั้นทุกคนก็นั่งรถอีแต๊กไปที่บ้านหลังนั้น หมู่บ้านนี้ด้านหลังเป็นภูเขา ส่วนด้านหน้าเป็นลำน้ำโขง มีถนนลาดยางเลียบไปตลอดริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อตอนกลางวันเธอยังมีความกังวลอยู่จึงไม่ได้ชื่นชมความงามของธรรมชาติ ฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศลาว มีภูเขาสูงต่ำขึ้นเรียงราย ถ้าถึงฤดูหนาวคงมีม่านหมอกขึ้นปกคลุมผืนน้ำและป่าเขาไปทั่ว มิน่าเล่าคนถึงนิยมมาเที่ยวที่นี่กัน
“แม่คะ ภูเขาสวยจังเลยค่ะ” ฉายระวีบอกแม่
“แม่ครับผมอยากนั่งเรือจังครับ” ฉัตรกุลมองเรือที่ชาวบ้านกำลังพายไปหาปลาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“ฉัตรกับฉายชอบที่นี่ไหมลูก”
“ชอบค่ะ/ชอบครับ” เด็กแฝดพูดขึ้นพร้อมกันและยิ้มจนตาหยี มองดูแม่น้ำโขงด้วยท่าทางตื่นเต้น วันนี้เป็นวันที่พวกเขาไม่ได้ยินเสียงด่า จึงรู้สึกสบายหูยิ่งนัก จันดีลูบผมลูก รู้สึกดีใจที่ลูกชอบที่นี่
ทุกคนมองดูสามแม่ลูกด้วยสายตาเอ็นดู
จันดีเป็นผู้หญิงที่สวยมาก อีกทั้งลูกทั้งสองยังน่ารัก ไม่น่าเป็นม่ายตั้งแต่อายุยังน้อยเลย มนสิริลอบถอนหายใจ
คมสันต์จอดรถอีแต๊กไว้หน้าบ้านแล้วใช้กุญแจไขประตูรั้วบ้านออก ทุกคนก้าวเข้าไปในบริเวณบ้าน แต่เข้าไปได้ไม่ไกลมาก เพราะด้านในมีหญ้าขึ้นรกบางจุดสูงถึงอก บางจุดหญ้าสูงท่วมหัว
“สองปีกว่าแล้วที่ไม่ได้ทำความสะอาด” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว ตั้งแต่เจ้าของบ้านจากไป เขาผู้รับหน้าที่ให้ขายบ้านต่อก็ไม่เคยมาทำความสะอาดเลย อย่างมากก็มาเปิดไฟให้ตอนเย็นเท่านั้น เพราะเขาเองก็กลัวผีเหมือนกัน
จันดีเดินแหวกต้นหญ้าเข้าไปจนถึงบันไดบ้าน รอบข้างยังมีกระถางดอกไม้หลายสิบต้น มันรอดมาได้เพราะน้ำฝนโดยแท้
“แม่คะ ให้หนูไปด้วย”
“ผมไปด้วย”
ลูกทั้งสองส่งเสียงร้องขอ ข้าสั้น ๆ เตรียมก้าวตามแม่ไป
“ไม่ต้องเข้ามาหรอกลูกมันรก รอแม่อยู่กับยายนั่นแหละ” หญ้าสูงกว่าเด็กสองคนยืนต่อกันเสียอีก
“ก็ได้ค่ะ” ฉายระวีเบะปากน้ำตาคลอ เพราะไม่เคยห่างแม่
มือน้อย ๆ ของพี่ชายเอื้อมไปจับมือน้องสาวไว้ “มันรกไม่ต้องเข้าไป เดี๋ยวงูจะกัดเอานะ”
“แล้วงูจะไม่กัดแม่เหรอคะ”
“ไม่กัดหรอก แม่โตแล้ว” ฉายระวีพยักหน้า ยอมฟังคำที่พี่ชายบอก
ผู้ใหญ่ทั้งสามคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้แต่มองแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู แก่ปูนนี้เพิ่งรู้ว่างูไม่กัดคนที่โตแล้ว
ก่อนจะก้าวขาขึ้นบันไดจันดีกล่าวในใจว่า ‘ฉันขอขึ้นไปดูบนบ้านหน่อยนะคะ’ จากนั้นเดินขึ้นไปช้า ๆ โดยไม่ถอดรองเท้า กวาดสายตามองไปทั่วบ้าน บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้เนื้อดีทั้งหลัง กระทั่งหลังคายังเป็นไม้ซึ่งหาดูได้ยากมากแล้ว ใต้ถุนยกสูง พื้นบ้านมีลักษณะเป็นสองพัก พักแรกเป็นส่วนของครัวและเป็นพื้นที่รับแขกยังได้ พักสองอยู่ฝั่งขวามือยกสูงกว่าพักแรกประมาณหนึ่งช่วงขาเด็ก มีลักษณะเป็นโถงกว้าง มีห้องที่ปิดอยู่อีกสองห้อง จันดีรู้สึกพอใจกับบ้านหลังนี้เป็นอย่างมาก บ้านก็น่าอยู่ ไม่ได้ดูวังเวงอย่างที่คิดไว้ ด้านหน้าเรือนเป็นแม่น้ำโขง ภายในบ้านกว้างขวาง มีพื้นที่ใช้สอยอยู่มาก เช่นนี้เธอสามารถใช้ทำประโยชน์ได้อีกหลายอย่างเลยทีเดียว ราคาสามหมื่นห้าถือว่าถูกมาก
จันดีเดินเข้าไปสำรวจสองห้องที่เหลือ ก่อนจะเดินลงจากเรือน ใบหน้าแต้มไว้ด้วยรอยยิ้ม
สองเงาร่างที่อยู่บนเรือนก็ฉีกยิ้มยินดีเช่นกัน
“เจ้าของบ้านคนใหม่มาถึงแล้ว” ยศพนธ์เอ่ยกับภรรยาด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“คุณชอบคนนี้เหรอคะ”
“อืม เธอเป็นคนดี คุณไม่ชอบเหรอ”
“ชอบค่ะ” ฤดีจึงพูดขึ้น “คงถึงเวลาที่เราต้องไปแล้วสินะคะ หมดห่วงเสียที” พวกเขารอวันนี้มาเกือบสามปี ในที่สุดบ้านหลังนี้ก็หาเจ้าของคนใหม่เจอสักที
“ใช่ ในที่สุดพวกเขาก็ต้องมาเจอกันอยู่ดี”
“เหมือนกับเราสองคนใช่ไหมคะ”
“ใช่ เหมือนกับเราสองคน” ยศพนธ์กับฤดี เป็นสามีภรรยาที่รักกันมากก่อนตายทั้งคู่อายุมากกว่าเก้าสิบปี แม้ภรรยาตายไปก่อนเป็นเดือน เขาก็ยังเก็บร่างเธอไว้ ก่อนที่เขาจะตายตามภรรยาไปด้วยโรคชราเช่นกัน
จันดีเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทุกคน แล้วกล่าวออก “ตกลงฉันซื้อบ้านหลังนี้ค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านกับภรรยาจึงยิ้มออก “ถ้างั้นก็จ่ายเงินครึ่งหนึ่งก่อน วันที่โอนกรรมสิทธิ์ค่อยจ่ายส่วนที่เหลือ” คมสันต์ต้องโทร. ไปนัดกับลูกชายเจ้าของที่ก่อนถึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะลูกชายของเขาพร้อมอยู่แล้ว
สุริยายิ้มกว้าง โอบกอดภรรยาไว้แน่น เขาดีใจจนไม่รู้ว่าจะพูดคำใดออกมา เพราะเขาไม่เคยเห็นเงินทองมากขนาดนี้มาก่อน “แล้วยังมีอีกไหม” เขาถามเสียงสั่น ที่เขาถามไม่ใช่เพราะความโลภ แค่อยากรู้เท่านั้น เพราะอย่างไร เรื่องเงินเขาก็ให้ภรรยาจัดการทุกอย่างอยู่แล้ว อีกทั้งเธอยังฝากเงินให้เขากับลูกไม่เคยขาด“มีค่ะ แต่เอาไว้วันหน้าเราค่อยขุดกันนะคะ วันนี้เราเอาเงินในนี้ไปฝากธนาคารก่อนค่ะ” ไหแรกเธอนำไปซื้อรถ และฝากให้เขากับลูกหมดแล้ว ส่วนไหนี้เธอจะเอาไปฝากให้ตัวเองให้มากหน่อย และแบ่งฝากให้ลูกกับสามีอีกคนละหนึ่งล้านบาท และคงเอาไปฝากครั้งเดียวไม่ได้ อีกทั้งต้องทยอยนำทองคำออกไปฝากด้วยเช่นเดียวกันเงินไหที่สองจันดีหยิบไปฝากธนาคารบ้างแล้ว ส่วนไหที่สาม และสี่เธอยังไม่ได้หยิบออกไปใช้ เพราะรายได้ที่ได้จากการทำสวนดอกไม้และปลูกแตงยังมีเหลือเฟือให้ใช้จ่าย และเก็บออม แถมยังใช้เป็นต้นทุนในการทำสวนอีกด้วย เพราะในหนึ่งปีครอบครัวของเธอใช้เงินไม่ถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นบาท และไม่มีหนี้สินทางอื่น เงินที่ได้จากการทำสวนจึงนับว่าเพียงพอ แต่เมื่อลูกทั้งสามเติบโตขึ้นมากกว่านี้ เธอคิดว่าต้องได้ใช้เงินพวกนี้เป็นแน่“ท่านทั้งสองคงเอ็
ในวันที่จันดีปลูกแตงโมกับแตงไทย รำเพยกับสมจิตยังไปช่วยปลูก แต่จันดีก็จ่ายค้าจ้างให้ทุกคน นอกจากนั้นยังมีชยุต พิมพา และยมนาด้วย เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงคราวต้องไถดินแรกนา ซึ่งจันดีใช้เวลาปลูกสี่วันก็เสร็จ ในขณะที่คนในหมู่บ้านปลูกอ้อย ปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง จันดีปลูกแตงไทยกับแตงโม และผลผลิตที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจ แตงโมได้กำไรเจ็ดหมื่นบาท ส่วนแตงไทยได้กำไรแปดหมื่นบาท ภายในเวลาสามเดือนจันดีมีกำไรจากการปลูกแตงสองชนิดถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท คนในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาตาร้อน และอยากทำตาม โดยเฉพาะรินรดากับอาทิตย์ พวกเขาอยากได้กำไรมากเหมือนจันดี จึงแบ่งพื้นที่นาออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกปลูกแตงโมแตงไทย ส่วนที่สองปลูกดอกไม้ แต่ผลผลิตที่ได้ก็ขาดทุนเพราะแตงโมกับแตงไทยทั้งแตกทั้งมีรสจืด เพราะช่วงที่ใกล้เก็บเกี่ยวนั้นฝนกำลังตกชุก พอหันมาปลูกดอกไม้ตอนปลายฤดูฝนก็น้ำท่วม เพราะพื้นที่นาของอาทิตย์เหมาะสำหรับปลูกข้าวมากกว่า ทั้งสองจึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น “เป็นไง พี่บอกแล้วว่าอย่าทำตามเขา ทีนี้จะทำยังไง ปีนี้จะเอาข้าวที่ไหนกิน” เพราะข้าวปีก่อน ๆ ก็ขายออกเกือบหมดแล้ว
เช้าวันต่อมาฉวีตบหน้าจันทร์แรมที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา พร้อมเสียงด่าทอ “ทำไมแกโง่อย่างนี้ฮะ แล้วทีนี้เราจะไปอยู่ที่ไหน”“ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนี้นี่แม่ ใครจะไปรู้ว่าจันดีมันจะตื่นมาเจอฉันพอดี” จันทร์แรมพูดอย่างหน้าไม่อาย“แล้วแกจะให้มันเป็นยังไง แกจะให้คนนินทาไปทั่วเหรอว่าแกอยากได้ผัวน้องสาวจนตัวสั่น” เรื่องนี้ฉวีไม่ได้เข้าข้างจันทร์แรมเลยสักนิด“แม่!”เพียะ!ฉวีตบหน้าลูกอย่างแรงอีกครั้ง “หุบปาก” พูดแล้วหันไปมองลูกสาวคนเล็ก กล่าวออกเสียงอ้อนวอนว่า “จันดี ให้โอกาสพี่เขาอีกสักครั้งเถอะนะลูก แม่ยืนยันว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก”“สุริยาส่ายหน้าให้ภรรยาเป็นคำตอบ เธอจึงบอกออกไปว่า “อย่าทำร้ายความรู้สึกกันมากไปกว่านี้เลยค่ะ พวกคุณกลับไปเถอะ”“แต่ว่า พวกเราไม่มีที่ไปแล้วนะจันดี” ขุนบอกลูกสาวเสียงเศร้า“ให้โอกาสฉันเถอะนะจันดี ฉันสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกจริง ๆ นะ ๆ” จันทร์แรมจับแขนน้องสาวเขย่า แต่จันดีสะบัดออก ใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์“พี่แสงช่วยไปหยิบกระเป๋าผ้าบนบ้านมาให้ฉันหน่อยค่ะ”สุริยาเดินเร็วขึ้นไปบนบ้านตามคำไหว้วานของภรรยารับกระเป๋ามาแล้ว มือเล็กล้วงเ
ตลอดทางกลับบ้านจันทร์แรมก็คิดหาวิธีที่จะอยู่ในบ้านของน้องสาวตลอดไป จันดีมีทุกอย่างในเวลาไม่ถึงปี ถึงแม้เงินที่นำมาซื้อทุกอย่างจะเป็นเงินกู้ แต่ก็ถือว่าดีกว่าเธอตอนนี้ อย่างน้อยอยู่บ้านจันดีก็มีทุกอย่าง หากเธอไปอยู่ที่อื่นต้องลำบากมากแน่ เช่นนั้นเธอจะทำทุกวิถีทางให้เธอได้อยู่ที่นี่ต่อไป และขึ้นเป็นใหญ่ในบ้านหลังนี้ให้ได้ช่วงบ่ายจันทร์แรมจึงทำทีเข้ามาช่วยงานน้องสาว เพียงแต่จะเลือกทำงานใกล้สุริยามากกว่า และยังสวมชุดเดรสตัวใหม่ที่แหวกอกจนเห็นเนินเนื้อมาทำงานที่เรือนเพาะชำด้วยสุริยารู้สึกอึดอัดจนยากจะระงับความรังเกียจเอาไว้ได้เขาแอบเดินมาคุยกับภรรยา “ถ้าเธอให้จันทร์แรมอยู่ที่นี่ถึงสิบห้าวันพี่ทนไม่ไหวแน่”“ทำไมคะ” จันดีรู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่ก็ยังถาม“เธอไม่เห็นกิริยาที่พี่สาวเธอทำหรือไง” ชอบเดินเฉียดกายเข้าไปใกล้เขา ยามก้มก็ไม่ระมัดระวังตัวสักนิด สุริยาไม่ได้อยากดูของไร้ค่าพวกนั้นสักหน่อย“ทนอีกนิดนะคะ พี่แสงก็อย่าไปสนใจก็แล้วกัน ฉันเชื่อค่ะ ว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นานหรอก” อีกหน่อยก็คงเผยธาตุแท้ออกมาวันนี้สุริยาจึงอาสาไปรับลูกที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพราะไม่อยากอยู่ที่นี่โดยที่ไม่มี
ฉวีพยักหน้า ขุนจึงพูดขึ้น “พวกเราอยู่ไม่นานหรอกนะจันดี”“อยู่กี่วันคะ”จันทร์แรมทนไม่ไหวจึงพูดแทรกขึ้น “แกกับลูกก็เคยอยู่บ้านฉันมาหลายปีนะจันดี ฉันหวังว่าแกคงไม่ใจดำเกินไป” พูดพร้อมกับปรายตามองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ น้องสาวด้วยดวงตาวาววาม“บังเอิญว่าฉันเป็นคนใจดำด้วยสิ” จันดีเอ่ยขึ้นไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น“ให้พวกเขาปลูกกระท่อมอยู่ชั่วคราวก็ได้จันดี แต่จะให้อยู่กี่วันจันดีตัดสินใจเองก็แล้วกัน” เฉิดฉันกล่าวขึ้น“อย่างน้อยฉันก็คลอดแกมา แกก็ควรแสดงความกตัญญูรู้คุณบ้าง” ฉวีเริ่มทวงบุญคุณจันดีมองหน้าลุงกับป้า พวกเขาพยักหน้าน้อย ๆ เธอจึงเอ่ยออก “ฉันให้อยู่ได้แค่สิบห้าวันค่ะ จะขายที่ได้หรือไม่ได้ก็ต้องย้ายออกไป” จันดียื่นคำขาดฉวีกับขุนจึงยิ้มออก มีเพียงจันทร์แรมที่มองน้องสาวด้วยแววตาเกลียดชัง พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “รวยขนาดนี้ยังแล้งน้ำใจอีก”“หรือจะไม่อยู่ล่ะ ฉันไม่ติดอะไรนะ” จันดีพูดอย่างไม่ยี่หระ“อยู่จ้ะอยู่” ฉวีหันไปหยิกแขนจันทร์แรมพร้อมถลึงตาใส่ ค่อยหันกลับมาถามจันดี “แล้วนี่ผัวแกเหรอ”“ค่ะ”สุริยายกมือไหว้ตามมารยาท นัยน์ตายังมีแววกรุ่นโกรธ“ฉัตรกับฉายมาหายายสิลูก ยายคิดถึงพวกเรามากเล
สามคนพ่อแม่ลูกนิ่งงัน ฉวีตกอยู่ในภวังค์อยู่นาน แสดงว่าเงินที่จันดีใช้หนี้คืนเธอ เป็นเงินของจันดีจริง ๆ “แล้วมันไปทำอะไรมาถึงได้รวยขนาดนั้นคะ” ความอิจฉาเข้าครอบงำจันทร์แรมขึ้นทันตา “ทำสวนดอกไม้ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมครับ” “ทำสวนดอกไม้อย่างนั้นเหรอ” ฉวี “ค่ะ ถ้าถึงแล้วฉันจะชี้ให้ดูนะคะ ตอนนี้เขาปิดไปแล้วค่ะ” รินรดา ทุกคนเงียบไปเกือบสิบนาที อาทิตย์ก็ชะลอรถอีแต๊ก และชี้ให้ทุกคนดู “นั่นไงครับ สวนดอกไม้จันดี” ฉวี ขุน และจันทร์แรม มองไปยังสวนดอกไม้อันกว้างใหญ่ ในพื้นที่กว่ายี่สิบไร่ มันยังคงดูสวยงาม แม้ดอกไม้เริ่มร่วงโรยไปบางส่วนแล้ว แต่เฟื่องฟ้ายังชูใบดอกอวดอ้างสายตาผู้คนที่ผ่านไปมาหลายหลากสีเช่นเดียวกับพวงครามที่ยังมีพวงดอกสีม่วงสดให้คนชื่นชมเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จันดีจึงเลือกปลูกเฟื่องฟ้า และพวงคราม เพราะมันทั้งทนแดดและออกดอกตลอดทั้งปี อีกทั้งใบดอกยังมีสีสันสวยงาม รถอีแต๊กเคลื่อนผ่านสวนดอกไม้จันดีไปแล้ว ฉวีจึงเอ่ยถาม “คนมาเที่ยวเยอะไหมคะ” “เยอะค่ะ วันนึงน่าจะไม่ต่ำกว่าสามสี่ร้อยคนค่ะ” ร







