LOGIN“โอ๊ย เดินจากเรือนนู้นมานี่ทุกวันคือไม่ต้องเข้ายิมแล้วมั้งเนี่ย” เมษาบ่นเสียงดังพลางย่อตัวลงนั่งพักตรงชานเรือนด้านล่าง ผ้าถุงที่แม่พลอยจัดให้ยังพับไม่เป็นระเบียบ เดินไม่คล่อง นั่งก็ไม่สบาย
“ไหนไวไฟ อยู่ตรงไหนคะ ใครมีพาสเวิร์ดบ้าง แล้วมือถือฉันไปไหนเนี่ย” เสียงของเธอดังลั่นเรือน
แม่พลอยที่เดินถือถาดใบตองมาถึงหน้าชานจำต้องทำคิ้วขมวดอีกครั้ง
“ไว อะไรนะ”
ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าแน่นหนักก็ดังขึ้นทางระเบียงไม้ ขุนเทวัญที่เพิ่งเดินมาจากเรือนด้านในหยุดยืนอย่างสงบ มองลงมายังหญิงสาวผู้แปลกประหลาดเบื้องล่าง คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันช้า ๆ ราวกับต้องใช้แรงในการแปลภาษา
“แม่เมษา เธอโวยวายสิ่งใด ฉันให้ไปอยู่กับเรือนแม่พลอย เธอติดขัดอะไรหรือเปล่า”
เมษาหันขวับ ยกมือเท้าเอวทันทีแบบไม่ยอมแพ้ นี่ตกลงจะยังคอสเพลย์เป็นท่านขุนไม่เลิกอีกหรือไง ช่วงแรก ๆ มันก็สนุกดีอยู่แหละ แต่ตอนนี้เมษาชักเริ่มอารมณ์ไม่ค่อยจะดีแล้ว แม้เธอจะคิดว่านี่อาจเป็นการซ่อนกล้องเพื่อถ่ายอะไรบางอย่าง เธอก็เลยเออออตามน้ำไปแค่นั้นเอง
“โอเค...งั้นถามตรง ๆ เลยค่ะ ไม่มีไวไฟใช่มั้ย ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีสัญญาณมือถือเลย”
ท่านขุนเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ “เธอเอ่ยถึงสิ่งใดกันแน่ เป็นภาษาปะกิตหรือย่างไร”
เมษากลอกตา “บ้า ก็แบบจะให้ฉันใช้ชีวิตยังไงคะเนี่ย ไม่มีเน็ต ไม่มีแกรป ไม่มีมือถือ ไม่ได้ค่ะ ไม่ไหว เมษาจะไม่ทน พี่ ๆ คะ เมษาไม่เล่นแล้ว” เธอเดินวนไปมาบนชานไม้เหมือนนางเอกซีรีส์ที่วุ่นวายไปทั่วเพื่อมองหาทีมงานที่แอบซ่อน พอเดินจนสุดทางก็วกกลับมาใหม่ ท่าทางเหมือนจะบ่นให้ทั้งเรือนได้ยิน
“แม่เมษา” เสียงท่านขุนดังขึ้นอีกครั้ง เสียงเรียบ นิ่ง แต่ชัดเจน
“บ้านเรือนไทยนี้มีแต่สายลมกับกลิ่นไม้ หากเธอจะอยู่ต่อ ต้องเรียนรู้จะอยู่อย่างสงบ มิใช่เดินไปมาเหมือนลิงหลุดกรงเช่นนี้”
คิ้วเมษากระตุก “ท่านขุนขา เอ่อท่านขุนอะไรนะชื่อย๊าวยาว ช่างมันเถอะ แต่ขอโทษนะคะ แต่ฉันเป็นผู้หญิงสายแอคทีฟยอดอินฟลูเอนเซอร์คนฟอลโลเวอร์เป็นแสน ๆ จะให้มานั่งนิ่ง ๆ อย่างกุลสตรีแบบในนิทานก็ไม่ได้หรอกนะคะ ขายไม่ออกกันพอดี”
ว่าแล้ว เธอก็ทิ้งตัวลงบนตั่งไม้ตรงชาน ชันเข่าจนผ้าถุงถ่างเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ ไร้ซึ่งความเป็นกุลสตรี
ท่านขุนปรายตามองเพียงชั่วครู่ก่อนพึมพำเบา ๆ ว่า “ผู้หญิงคนนี้ เพี้ยนราวกับไม่ใช่คนบ้านนี้เมืองนี้ ตาก็โต หน้าก็ขาว ผิวก็ซีด มิเหมือนคนสยามเลยแม้แต่น้อย นี่เธอเป็นเจ๊กจีนล่องเรือสำเภามามาหรืออย่างไร”
แม่พลอยกลั้นหัวเราะแทบไม่ทันเมื่อได้ยินที่ขุนเทวัญกล่าว ขณะที่เมษานั่งไขว่ห้างแล้วบ่นต่อ
“เอ้า จะไม่มีเน็ตฟลิกซ์ก็พอทน แต่ไม่มีแอร์ ไม่มีไวไฟนี่มันทรมานมากนะคะท่านขุน”
ท่านขุนชะงัก ดวงตาคมปรายมองท่านั่งของแม่เมษา แล้วก็คิ้วกระตุกอีกหนึ่งจึ้ก
เธอไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ยังนั่งโยกเท้าไปมาแบบสาววัยรุ่นรอเอฟของจากไลฟ์สด
“จะว่าไป บ้านหลังนี้ตกแต่งสวยอยู่นะคะ วินเทจมาก แต่ก็ดูเก่า ๆ โทรม ๆ ไปหน่อย”
ท่านขุนสูดลมหายใจลึก ก่อนจะหันหลังเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร เมษาเลิกคิ้ว มองตามด้วยสายตาไม่เข้าใจ
“อ้าว เกิดอะไรขึ้นอะ ท่านขุนเดินหนีฉันทำไม ขอยืมมือถือหน่อยสิ”
แม่พลอยถอนหายใจยาว “ท่านไม่ได้เดินหนี แต่คงระอาใจกับกริยาของเธอ ฉันเองยังปวดกบาลเลย”
“ปวดกบาลอะไร เชยมาก ต้องพูดว่าหัวจะปวดสิ”
“หัวจะปวด” แม่พลอยทวนคำ “ก็มันปวดไปแล้วไม่ได้จะปวด”
ช่วงบ่ายแดดแรงจนเมษาเริ่มรู้สึกว่าผ้าถุงที่พันอยู่มันไม่ได้ช่วยเรื่องระบายอากาศสักเท่าไร เธอมองหาแม่พลอยที่เคยบอกว่าจะไปซักผ้าหลังเรือน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นเงา
“พลอย อยู่ไหนอะ ฉันอยากล้างหน้า จะเป็นลมตายอยู่แล้วเนี่ย”
เธอบ่นไป เดินไปตามทางเดินไม้แคบ ๆ ด้านข้างเรือน จนมาถึงทางหลัง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงน้ำไหล
สมองเธอผูกโยงอัตโนมัติ “สงสัยจะเป็นห้องน้ำหรือที่ซักผ้าที่พลอยเคยพูดถึงแน่เลย”
เธอรีบวิ่งตรงไปทางท่าน้ำด้วยความเร็ว แต่ด้วยความที่พื้นไม้ด้านหลังเรือนนั้นลื่น แถมเธอก็ยังไม่ชินกับการใส่ผ้าถุง แผ่นไม้ของท่าน้ำที่เป็นพื้นไม้แฉะ ๆ ทำให้ร่างบางไถลพรวดไปข้างหน้าอย่างแรง
ตุบ!
เธอกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างที่เปียก อุ่น และแน่น
“อุ๊บ!”
“อ๊ะ!”
เสียงสองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน เมษาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แล้วก็พบว่า เธอกำลังนอนฟุบอยู่บนแผ่นอกเปลือยเปล่าของชายหนุ่มร่างสูงกล้ามแน่นเป็นมัด ๆ จนแทบจะสะท้อนแดดช่วงบ่ายให้แสบตา เขามีผ้าขาวม้าพาดบ่า โจงกระเบนยังพันไม่เรียบร้อย น้ำยังหยดจากเส้นผมและปลายคาง เพราะขุนเทวัญเพิ่งอาบน้ำเสร็จ
เธอรู้ว่าเธอควรจะพูดอะไรที่สุภาพหรือขอโทษแต่ปากของเธอกลับพูดออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ซิกแพคแน่น ๆ ”
ความเงียบก่อตัวอย่างรวดเร็วราวกับเวลาโดนแช่แข็ง ขุนเทวัญขยับตัวนิดหนึ่ง ดวงตาคมจ้องเธอด้วยความตกใจปนสับสน
“เธอทำอะไรน่ะ”
แม่พลอยที่เดินมาตามเสียงน้ำถึงกับยืนช็อกอยู่ข้างท่าน้ำ
“อร๊าย” เมษากรี๊ดเบา ๆ เหมือนกลั้นเสียงไว้สุดชีวิต
ขุนเทวัญรีบลุกขึ้น พาดผ้าขาวม้าคลุมตัวอย่างสุภาพ แต่ปลายหูของเขาแดงจัดจนน่ากลัวว่าจะแดงไปถึงท้ายทอย เมษากลิ้งตัวถอยออกมาอย่างเร็ว
“ลื่นค่ะ ลื่น ลื่นจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจเลยนะคะ” เธอหัวเราะแห้ง รีบลุกขึ้นปัดตัวแล้วพึมพำแบบเสียจริตเล็กน้อย
ท่านขุนไม่ตอบอะไร เขาหันหลังเดินจากไปช้า ๆ โดยไม่มองกลับมา แต่เมษาสังเกตเห็นความแดงฉ่าเกิดขึ้นที่ใบหน้าของขุนเทวัญ
ค่ำคืนในเรือนไทยช่างเงียบจนน่าประหลาด เมษานั่งอยู่บนฟูกบาง ๆ ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ส่องไหวระริกอยู่มุมห้อง ซึ่งเป็นห้องที่แม่พลอยตระเตรียมเอาไว้ให้
เสียงจักจั่นยังร้องไม่หยุด กลิ่นดอกไม้หอมอ่อน ๆ ลอยมากับลม ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงแตร ไม่มีแม้แต่เสียงโทรศัพท์จากห้องข้าง ๆ
แม่พลอยนั่งอยู่ปลายฟูก พับผ้าอย่างคล่องมือในแสงตะเกียง เงาของเธอทอดลงบนพื้นไม้เป็นเงาสีส้มที่นุ่มนวล
“แม่พลอย” เมษาเอ่ยเสียงแผ่ว “ตรงนี้ไม่มีปลั๊ก ไม่มีสวิตช์ไฟ ไม่มีแม้แต่พัดลม แล้วก็ไม่มีคนถือกล้อง ไม่มีกล้องที่ซ่อนเอาไว้ ไม่มีเสียงคัต ไม่มีใครพูดเรื่องบทเลยสักคน”
แม่พลอยชะงัก หันมามองเธออย่างแปลกใจ “ฉันไม่เข้าใจ”
เมษาเงียบไปอีกครู่หนึ่ง ก้มหน้ามองมือตัวเอง แสงตะเกียงสะท้อนบนจี้สร้อยที่เธอยังคงคล้องคอไว้ สร้อยเส้นเดิมที่เธอเคยคิดว่าเป็นแค่พร็อพประกอบฉากสำหรับถ่ายคลิป แต่ตอนนี้ มันคือสิ่งเดียวที่เธอมีติดตัว สิ่งเดียวที่ดูจะเป็นของเธอจริง ๆ ในโลกที่ดูไม่ใช่ของเธอเลยแม้แต่น้อย
เธอยกมันขึ้นดูใกล้ ๆ นิ้วแตะเบา ๆ ที่จี้ทองลายไทย ลวดลายโบราณงดงามน่าประหลาด มันวาวระยับในแสงตะเกียง เงาสะท้อนนั้นเหมือนจะลึกกว่าที่ควรจะเป็น
“ที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่” เมษาเอ่ยเสียงเบา ราวกับไม่ต้องการให้คำถามทะลุออกไปนอกห้อง
แม่พลอยยังคงพับผ้าไปอย่างไม่เร่งรีบ “เรือนคุณหลวง บ้านของท่านขุนเทวัญ แต่ฉันเคยบอกเธอไปแล้วเมื่อเช้านะ”
เมษาเม้มริมฝีปากแน่น เธอรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบเบา ๆ
ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีรถ ไม่มีตึกสูง ไม่มีแม้แต่ป้ายโฆษณานี่มันไม่ใช่ปีสองพันยี่สิบห้า แล้วก็ไม่ใช่กองถ่าย ไม่ใช่เซ็ตพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่โลกจำลอง
“มันคือ...อดีตใช่ไหม” คำตอบนั้นไม่มีใครตอบ
แม้แต่แม่พลอยที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็เพียงแค่หันมายิ้มบาง ๆ เหมือนไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเมษากำลังเผชิญอะไรอยู่
เมษาก้มหน้าลงเล็กน้อย ริมฝีปากยกยิ้มจาง ๆ แบบคนกำลังฝืนให้ตัวเองรับได้ “ถ้าฉันไม่ได้อยู่ในโลกของฉัน ก็คงต้องเรียนรู้จะอยู่ในโลกของคนอื่นให้ได้สินะ”
เธอกระชับผ้าห่มผืนบางขึ้นเล็กน้อย แสงตะเกียงยังไหวระริกเหมือนใจที่ยังไม่มั่นคง แต่คืนนี้ เมษาจะนอนที่นี่ ในยุคที่ไม่รู้ว่าเธอมาได้ยังไง กับความจริงที่เริ่มชัดขึ้นทุกนาทีว่า
เธอไม่ได้หลงทางในกองละคร แต่หลงยุคมาและอาจไม่มีใครตัดบทคัตให้เธออีกแล้ว
กลางดึกคืนนั้น ลมพัดผ่านหน้าต่างเรือน เสียงพื้นเรือนแกรกกรากเบา ๆ คล้ายเสียงบางอย่างที่กระซิบจากอดีต ขุนเทวัญนอนนิ่งอยู่บนฟูก ห่มผ้าผืนบาง แสงจากตะเกียงหัวเตียงไหวระริก เขาเข้าสู่นิทราอย่างเงียบงัน ก่อนจะเข้าสู่ความฝัน ที่เหมือนจริงจนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกคนในฝันเขายืนอยู่กลางเรือนไทยไม้สักหลังหนึ่ง ท่ามกลางแสงแดดอ่อนปลายรุ่ง เสียงระฆังวัดดังแว่วจากที่ไกล กลิ่นอบเชยและน้ำอบลอยมาแตะจมูกและตรงหน้าของเขาคือหญิงสาวผู้หนึ่ง สวมสไบเฉียงสีขาวนวล ผ้านุ่งสีแดงเลือดนก จีบหน้านางละเอียด เธอยิ้มพลางใช้มือบางแตะไหล่เขาเบา ๆ แววตาคู่นั้นทั้งคุ้นเคย ทั้งเศร้าและอ่อนหวานปนกัน“ท่านมาช้าอีกแล้ว” เสียงเธอเบาดุจสายลมที่กระซิบข้างหู“แต่ข้ากลับมาแล้ว” เขาพูดเสียงแผ่วตอบกลับทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใคร แม้ว่าจะเจอเธอมาหลายคราในห้วงนิทรา หัวใจแน่นตื้อเหมือนเคยพูดประโยคนี้มานับพันครั้ง“เราจะไม่พรากจากกันอีกใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยเขาคว้ามือเธอไว้ แต่แสงอาทิตย์กลับสว่างวาบ ภาพนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ขุนเทวัญสะดุ้งตื่นในเช้ามืด เหงื่อซึมเล็กน้อยบนหน้าผาก แม้อากาศจะเย็นเขาลุกนั่งนิ่ง สบตากับความเงียบในห้อง เสี
เสียงฝนยังคงพรำลงไม่หยุด ใต้ชายคาศาลาเล็ก ๆ เมษายืนใกล้ขุนเทวัญจนได้กลิ่นไอของผ้าที่ชื้นด้วยฝนและกลิ่นกายของท่านขุนคลุ้งจาง ๆ ขุนเทวัญยังคงถือผ้าคาดเอวผืนยาวที่ใช้บังฝนให้เมษาไว้ในมือ ปลายผ้ายังเปียกอยู่บ้าง แต่มุมหนึ่งแห้งเมษาหันมามองเขา เห็นใบหน้าของขุนเทวัญมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามขมับ แก้ม และปลายคาง“คุณพี่ขุนเปียกหมดเลย” เมษาพูดเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมาหยิบปลายผ้าคาดเอวจากมือเขา ขุนเทวัญชะงักมอง ยังไม่ทันเอ่ยห้าม เมษาก็ยกผ้าผืนนั้นขึ้นอย่างเบามือ แล้วค่อย ๆ เช็ดหยดน้ำที่ข้างแก้มของเขา ขยับเลื่อนไปที่ขมับ และหน้าผากที่มีหยดน้ำเกาะพราว“อยู่เฉย ๆ สิคะจะเช็ดให้” เมษาว่าพลางยิ้มละไมขุนเทวัญยืนนิ่งเหมือนถูกมนตร์สะกด ใบหน้าเขานิ่งแต่หูเริ่มแดง แล้วแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่ปลายนิ้วของเมษาแตะลงเบา ๆ ตรงข้างสันกราม“คุณพี่ขุนหน้าแดงอีกแล้ว” เมษาเอียงคอถาม ยิ้มแบบคนรู้ทันขุนเทวัญเบือนหน้าหลบ “เธอนี่ ชอบพูดจาน่าเอามืออุดปากเสียจริง”“คุณพี่ขุนเนี่ยเป็นผู้ชายที่เรียบร๊อย เรียบร้อยนะคะ โดนแซวแค่นี่ถึงกับเขิน แต่ก็น่ารักนะเนี่ย” เมษายักคิ้วขุนเทวัญถึงกับไอออกมาในลำคอ “แม่เมษา พูดจาไม่งามเลย
ในเช้าของวันที่แสงแดดอ่อน เสียงนกเอี้ยงร้องแว่วจากยอดมะม่วง แม่พลอยจัดผมให้เมษาอยู่หน้าห้องเรือนในด้วยสีหน้าเคร่งครัด เพราะว่าพระยาภูบดินทร์ บิดาของขุนเทวัญกลับมาจากราชการที่หัวเมืองเหนือ และทราบว่าที่เรือนมีหญิงหลงทางมาอยู่อาศัย จึงอยากพบกับเมษา“ฟังให้ดีนะ เธออย่าเผลอพูดอะไรแปลกหูเหมือนที่ชอบพูดกับฉันต่อหน้าคุณท่านนะ”“จ้า จะเรียบร้อยแบบกุลสตรีศรีรัตนโกสินทร์เลยแม่พลอย” เมษาเบะปากใส่กระจกบนเรือนใหญ่ พระยาภูบดินทร์นั่งอยู่ที่ตั่งกลางเรือน เสื้อแพรสีเทาเงินตัดกับผ้าพับอย่างเรียบ เส้นผมขาวแซมข้างหู แต่ดวงตายังคมและนิ่ง ข้าง ๆ กันคือคุณหญิงจันทร์วาด ที่กำลังจิบชาด้วยท่าทางของหญิงชั้นสูงเมษาเดินเข้ามาด้วยอาการกึ่งประหม่า แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ“กราบสวัสดีค่ะ คุณท่าน คุณหญิง แล้วก็คุณพี่ขุน เอ๊ย ท่านขุนเทวัญค่ะ” มือยกพนมแสนเรียบร้อย แต่เสียงสั่นปลายประโยคคุณหญิงหรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดปลายซิ่น “ขอให้ความเรียบร้อยนั้นอย่าได้หมดอายุภายในห้านาทีเถอะ”พระยาภูบดินทร์หัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินบ่อยในเรือนนี้“เธอคือแม่เมษาหรือ ดูท่าทางแปลกจากคนบ้านนี้เมืองนี้ยิ่งนัก
เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ฝรั่งดังกระหึ่มขณะแล่นไปตามถนนลูกรังในพระนคร เมษานั่งเบียดแม่พลอยอยู่เบาะหลัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่าน มองซ้ายขวาไม่หยุดส่วนขุนเทวัญนั่งอยู่เบาะด้านหน้าโดยมีเฟื่องเป็นคนขับรถ รถยนต์สีดำสนิทเงางาม ประทุนเปิดรับลมเย็นบาง ๆ ของช่วงสายวันนั้น“เพิ่งเคยนั่งรถโบราณย้อนยุคครั้งแรก” เมษาตะโกนฝ่าลม“รถโบราณอะไรกันแม่เมษา คันนี้เพิ่งนำเข้ามาจากอังกฤษเลยนะ” ขุนเทวัญพูดโดยไม่หันกลับมามอง“จริงด้วย นี่เรามาอยู่ในยุครัตนโกสินทร์นี่” เมษาบอกกับตัวเองก่อนที่จะหันไปมองทิวทัศน์รอบข้างของพระนครยุครัตนโกสินทร์รถยนต์แล่นมาหยุดที่หน้ากรมพระคลังสินค้า ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมผสมไทย-ตะวันตก ตัวอาคารสองชั้นทาสีขาวครีม มีบานหน้าต่างโค้งประดับไม้ฉลุลายทอง เสาเรียงรายรับชายคายาว หน้ากรมมีธงชาติสยามปลิวไสว เมษานั่งอ้าปากค้างอยู่เบาะหลัง“โอ้โห นี่หรือคือกรมพระคลังสินค้าของจริง มันทั้งสวยและดูขลังมาก”ขุนเทวัญหันมามองด้วยสีหน้าขรึมแต่แววตาขำ “ดูเธอจะไม่เคยเข้ามากลางพระนครสินะ”เขาก้าวลงจากรถแล้วหันมาทางแม่เมษาและแม่พลอย“ฉันต้องเข้าไปสะสางราชการภายในไม่นานนัก พวกเธอรออยู่แถวนี้ก่อน”“เจ้าค่ะ” แม่
ในคืนนั้น สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเรือนไม้ เสียงจั๊กจั่นยังดังเป็นจังหวะ กล่อมให้บรรยากาศยามค่ำในพระนครเงียบสงัดยิ่งขึ้นเมษานอนอยู่บนฟูกบาง ๆ ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ไหวระริก เสียงลมหายใจเธอสม่ำเสมอก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป และเข้าสู่ห้วงนิทราเธอฝัน แต่มันทั้งชัดเจนและพร่าเบลอในเวลาเดียวกัน ในฝันนั้นเมษายืนอยู่กลางลานกว้าง รอบตัวเป็นสวนไม้สูงเรียงรายเหมือนเขาวงกต กลิ่นกำยานหอมจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผืนฟ้าเป็นสีแดงใกล้โพล้เพล้ แต่ไม่มีแดด ไม่มีเงา เหมือนเป็นโลกอีกมิติหนึ่งเธอก้มมองตัวเองพบว่าตนเองไม่ได้สวมเสื้อแขนกระบอกหรือผ้าซิ่นแบบทุกวัน แต่เป็นสไบเฉียงสีขาวนวล เนื้อผ้าบางเบา และผ้านุ่งแบบจีบหน้านางสีแดงเข้ม ลวดลายละเอียดประณีตแบบหญิงในสมัยอยุธยา ซึ่งไม่เคยมีใครในยุครัตนโกสินทร์แต่งเช่นนั้นเธอก้าวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เท้าเปล่าสัมผัสพื้นดินอ่อนนุ่มและเย็นจับใจ เมษารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเดินผ่านตรงนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เสียงที่ทุ้มนุ่ม และอบอุ่นอย่างประหลาด“เจ้ามาแล้วหรือ”เมษาหันขวับ ชายหนุ่มในชุดโจงกระเบนสีดำ สวมเสื้อห่มแพร ผ้าโพกหัวบาง ๆ ดวงตาคมคู่นั้
แดดสายสะท้อนลงบนหลังคามุงจาก กระทบผิวน้ำตลาดปากคลองจนเงาวาว แม่ค้าเขียงหมูเสียงดังแข่งกับเจ้าของร้านขนมฝอยทอง เสียงตะโกนเรียกลูกค้าเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณท่ามกลางความวุ่นวาย เมษาเดินมาในลุคสายช้อปย้อนยุค ผ้าซิ่นลายแดงสดเกือบสะท้อนแสงแดด เสื้อแขนกระบอกพับผิดเล็กน้อย ข้างหนึ่งไหล่ตก ข้างหนึ่งตั้งสง่า มือหนึ่งหิ้วขนมต้ม อีกมือถือทองหยอดมากินเล่น“ว้าว ตลาดนี่คือสวรรค์ของสายกิน นี่ถ้ามีชาไข่มุกให้กินด้วยละก็ ฟินสุด ๆ”แม่พลอยที่เดินตามแทบเอามือปิดหน้าผาก “อย่าพูดอะไรเพี้ยน ๆ ออกมาอีกเลยแม่เมษา แค่นี้คนก็มองกันทั้งตลาดแล้ว”“ก็มองคนสวยไง ไม่เห็นแปลก หรือเธอว่าฉันไม่สวยหรือไงแม่พลอย”“เออ ไอ้สวยน่ะก็สวย แต่แปลกก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน”เมษากรอกตามองบน “จะถือว่าเป็นคำชมแล้วกันนะ”ที่หัวตลาด เสียงวุ่นวายของพ่อค้าแม่ขายยังครึกครื้น แต่ทันทีที่แม่หญิงรำเพยปรากฏกายเดินนวยนาดอย่างงามสง่า ตลาดทั้งแถบก็เหมือนชะงักอารมณ์หนึ่งผ้าไหมสีชมพูทองจับจีบประณีต เสื้อห่มสไบกลิ่นน้ำอบโชยอ่อน ๆเมษาที่เพิ่งหันมาเห็น พึมพำกับแม่พลอยเบา ๆ “นั่นแม่หญิงรำเพยนี่”แม่พลอยพยักหน้า “ใช่ แม่หญิงรำเพย คู่หมายของท่านขุนเทวัญ”“คู







