Masukเช้าวันถัดมา แสงแดดอุ่นยามสายลอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนบ่าว กลิ่นน้ำอบอ่อน ๆ ลอยเคล้ากับกลิ่นขนมไทยที่แม่พลอยทำไว้แต่เช้า
เมษานั่งกอดหมอนใบเล็กอยู่บนฟูก สวมผ้าถุงที่เกือบหลุด ข้างตัวมีสมุดกับดินสอที่แม่พลอยเตรียมไว้ให้ตามที่เธอขอ แต่สิ่งที่เธอจดไม่ใช่สูตรกับข้าวหรือบทกลอน
“สิ่งที่ควรรู้เพื่ออยู่รอดในยุคที่ไม่มีกูเกิ้ล”
แม่พลอยเดินเข้ามาพร้อมขันน้ำใบเล็ก “วันนี้ฉันจะสอนเธอนุ่งผ้าใหม่อีกทีนะ ไม่ใช่เดินแล้วชายหลุดเหมือนเมื่อวาน” “แล้วก็คำพูด อย่าเผลอพูดอะไรแปลก ๆ ต่อหน้าท่านขุนอีกนะ”
เมษายิ้มเจื่อน “ยอมแล้วจ้ะ วันนี้จะเป็นเด็กดีของเรือนไทย แบบเท่าที่ฉันจะทำได้”
ภารกิจที่ 1 นุ่งผ้าถุงแบบหน้านาง
แม่พลอยนั่งพับเพียบอย่างคล่องมือ มือซ้ายจับชายผ้า มือขวาพับจีบแนบต้นขาเมษาทำตามอย่างตั้งใจสุดฤทธิ์ แต่ทุกทีที่ลุกขึ้น ชายผ้าก็เบี้ยว บางทีก็หลุดลงมาตุงอยู่ตรงหน้าขาอย่างน่าอับอาย
“เอ่อ แม่พลอย มีเวอร์ชั่นสำเร็จรูปแบบซิปมั้ยอะ แบบที่ดึงปุ๊บแล้วจบเลย เหมือนกางเกงน่ะ เข้าใจป้ะ”
แม่พลอยเงยหน้าขึ้นมามองอย่างงง ๆ “ซิปอะไรอีกล่ะนั่น”
“ซิปไง ซิป ตัวล็อกผ้าที่รูดขึ้นลงปื๊ด ๆ ไม่ใช่เชือก ไม่ใช่กระดุม แต่รูดได้” เธอทำมือประกอบท่ารูดขึ้นลงอย่างเอาเรื่อง
แม่พลอยมองอยู่สักพัก แล้วก็หัวเราะ “ของประหลาดอีกแล้ว เธอนี่พูดเหมือนมาจากวังเวียงเมืองลับแล”
เมษาถอนหายใจแรง “เอาเถอะ จะให้ใช้กล้ามขาอุ้มผ้าไปก่อนก็ได้”
ว่าแล้วเธอก็ลุกขึ้นอีกครั้ง พยายามยกชายผ้าอย่างระมัดระวัง ทว่าพอลุกได้แค่สามก้าวเสียงฟึ่บก็ดังขึ้นเบา ๆ ตามด้วยชายผ้าข้างหนึ่งที่ค่อย ๆ คลายตัว
“แง๊งงงง” เธอกรีดร้องอย่างหงุดหงิด แล้วทิ้งตัวลงนั่งตึงกลางพื้นไม้เหมือนเด็กงอแง
แม่พลอยหัวเราะคิก หยิบผ้าขึ้นมาพับใหม่อย่างใจเย็น “ใจเย็นเถอะแม่เมษา ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยใช้เวลานานเป็นเดือนกว่าจะนุ่งผ้าได้คล่อง
เมษาหันมามองด้วยตาแดง ๆ แบบล้อเลียน “ก็ฉันเคยไม่เคยใส่ไงล่ะ”
“ถ้างั้นก็เลยต้องฝึก ฝึกแล้วก็ฝึก” แม่พลอยพูดเสียงนิ่ง แต่แววตานุ่มนวล “เพราะถ้าเธอเดินออกจากเรือนไปแล้วผ้าหลุดกลางตลาด อับอายขายขี้หน้าเอานะ”
เมษาสะดุ้ง ภาพผ้าถุงหลุดต่อหน้าคุณหลวงแวบเข้ามาในหัวแบบ HD ชัดระดับ 4K เธอสูดลมหายใจเข้าลึก “โอเค เพื่อความอยู่รอด เพื่อศักดิ์ศรี ฉันจะนุ่งมันให้ได้”
แม่พลอยมองหน้าเธอ แล้วยิ้มออกมา “ดีแล้วแม่หญิงผ้าถุงจะไม่หลุด”
ภารกิจนุ่งผ้าให้รอดของเมษายังไม่จบง่าย ๆ แต่เช้านี้ เธอก็ได้เรียนรู้ก้าวเล็ก ๆ ก้าวหนึ่งในโลกที่เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าหลุดเข้ามาได้อย่างไร
ภารกิจที่ 2 ภาษาสุภาพ มารยาทหญิงไทย
สายวันเดียวกัน หลังจากต่อสู้กับผ้าถุงมาตั้งแต่เช้า เมษาก็นั่งอยู่บนตั่งหน้าชาน หันไปมองแม่พลอยที่กำลังตั้งอกตั้งใจพับเสื้อผ้า แล้วก็เอ่ยขึ้นเสียงใส ๆ
“แม่พลอย ฉันว่าฉันควรเรียนรู้เรื่องการพูดของคนที่นี่ด้วยเนอะ เดี๋ยวพูดอะไรออกไปอีก ท่านขุนจะหาว่าฉันเสียสติ”
แม่พลอยหันมามองอย่างไม่ค่อยไว้ใจ “ไหนลองดูซิ”
เมษาพยักหน้าอย่างมั่นใจ ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง มือประสานวางตัก แล้วยกเสียงให้แหลมหวานแบบที่เห็นในละครย้อนยุค
“ขอประทานโทษเจ้าค่ะท่านขุน หม่อมฉันมิได้ตั้งใจโอหัง เพียงแต่หม่อมฉันจำชื่อยาว ๆ ของท่านขุนมิได้”
แม่พลอยชะงัก แล้วหลุดหัวเราะพรืด “นี่แม่เมษา นั่นมันภาษาโบราณตั้งแต่ยุคสมัยอยุธยาแล้วกระมัง เดี๋ยวนี้ไม่มีใครพูดกันแล้ว”
เมษาทำหน้าเหวอ “เอ้า ก็ฉันคิดว่ายิ่งโบราณ ยิ่งต้องสุภาพจัดจ้านไง”
แม่พลอยยิ้ม พลางส่ายหน้า “พูดสุภาพก็ใช่ แต่ภาษามันโบราณไป นี่มันยุครัตนโกสินทร์แล้วนะ”
“ยุครัตนโกสินทร์หรือ” เมษาพึมพำเบา ๆ
แม่พลอยเริ่มสอนให้เมษาใช้คำง่าย ๆ แต่สุภาพแบบที่หญิงไทยทั่วไปในยุคนั้นพูดกัน
“แล้วถ้าอยากจะพูดว่า ขอบคุณค่ะ ต้องพูดยังไงให้สุภาพแบบแม่หญิงรัตนโกสินทร์” เมษาถามพลางจดใส่สมุด
“ก็พูดขอบคุณค่ะก็ได้ หรือถ้าพูดกับผู้หลักผู้ใหญ่ก็ ขอบพระคุณเจ้าค่ะ แบบนั้นไง” แม่พลอยตอบเรียบ ๆ
เมษาพยักหน้าหงึก ก่อนจะทำมือเป็นรูปหัวใจ แล้วพูดเสียงอ้อน “ขอบพระคุณเจ้าค่ะแม่พลอยที่น่ารักที่สุดในยุครัตนโกสินทร์”
แม่พลอยกลอกตา “เธอนี่ ทำไมถึงทะลึ่งทะเล้นเกินงามแบบนี้นะ”
บ่ายวันนั้น ขุนเทวัญเดินผ่านหน้าชาน เมษาที่นั่งตากลมอยู่บนตั่งรีบเด้งตัวลุกขึ้นทันที มือแตะที่หัวเข่าแล้วโน้มตัวก้มเล็กน้อยตามแบบที่แม่พลอยสอนมา น้ำเสียงพยายามให้หวานแบบละครพีเรียดที่เคยดู
“กราบสวัสดีเจ้าค่ะท่านขุน เอ่อ ท่านขุนอะไรนะ ชื่อยาว ๆ ขอโทษที หม่อมฉัน เอ่อ ดิฉันจำมิได้เลยเจ้าค่ะ”เธอเงยหน้าขึ้น ยิ้มแห้ง ๆ
ขุนเทวัญชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเรียบ ๆ ด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน “จะเรียกฉันแบบไหนก็แล้วแต่เธอ”
เมษากะพริบตาปริบ ๆ “โอเค งั้นถ้าฉันจะเรียกคุณว่าคุณพี่ขุนเทวัญ พอไหวมั้ยคะ ฟังดูหล่อ น่าค้นหา เหมือนพระเอกแนวพีเรียดเลย”
ขุนเทวัญปรายตามองเล็กน้อย “ไม่ใช่ชื่อเล่น แต่ถ้าเธอสะดวกจะเรียกเช่นนั้น ฉันก็ไม่ว่า”
“แล้วคุณมีชื่อเล่นไหมอะ” เมษาถามเสียงอ่อยเหมือนแอบหวัง
“ไม่มี” ขุนเทวัญพูดนิ่ง
เมษาเลิกคิ้วนิด ๆ แล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ “ถ้างั้นขอเรียกว่าคุณพี่ขุนเทวัญละกันนะคะ หวังว่าท่านขุนจะไม่ถือสา”
ขุนเทวัญไม่ได้ตอบทันที แต่มุมปากกระตุกขึ้นน้อย ๆ “แล้วแต่เธอเถิด แม่เมษา คนสติสตังไม่สมประกอบแบบเธอ ฉันไม่ถือสาหรอก” เขากล่าวเรียบ ๆ แล้วก้าวเท้าเดินต่อไป
เมษายืนมองแผ่นหลังตรง ๆ ของเขาจนลับมุมเรือน ก่อนจะยิ้มคนเดียวเหมือนเพิ่งทำภารกิจสำเร็จ
“คุณพี่ขุนเทวัญ อร๊าย เรียกแบบนี้ดูใกล้ชิดสนิทสนมไม่เบา ท่านขุนหน้านิ่ง”
แม่พลอยรีบสะกิดแขน “นี่เธอทำไมไปลามปามท่านขุนแบบนั้นล่ะ มันไม่งาม”
“ไม่งามอะไร เธอไม่เห็นเหรอว่าท่านขุนแอบยิ้มเวลาที่ฉันเรียกว่าคุณพี่ขุน”
“แต่มันไม่เหมาะสม เราเป็นบ่าว ท่านเป็นนาย”
“บ่าวอะไร ฉันไม่ได้เป็นคนของบ้านนี้นะ”
“เออ ก็จริง สรุปแล้วฉันเองก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเธอเป็นใครมาจากไหน ดูหน้าตาก็ไม่เหมือนคนสยาม ผิวก็ขาวซีด ปากก็แดง ตาก็โต แล้วดูสิผมเธอนี่สวยเงางามมากเลย ถ้าบอกว่าเป็นลูกเจ้าขุนมูลนาย ฉันก็เชื่อนะ”
เมษาเม้มปากพลางคิดในใจ ก็แหงสิ ฉันไม่ใช่คนยุคนี้สมัยนี้ ยุคของเธอต้องหล่อสวยสไตล์เกาหลีพิมพ์นิยม
ค่ำวันนั้น เมษานั่งเขียนบันทึกลงในกระดาษด้วยดินสอ ข้อความชัดเจน
"วันที่สองของชีวิตในยุคไม่มีสัญญาณ ฉันยังไม่รู้ว่าฉันมาทำไม แต่ตอนนี้ ฉันจะไม่พยายามหนี ฉันจะเรียนรู้ และอยู่ให้ได้ ถึงจะไม่มีเน็ต แต่ถ้ามีคนหล่อใส่โจงกระเบนเดินไปเดินมาในเรือนแบบนี้ทุกวัน ก็พอไหวอยู่นะ"
กลางดึกคืนนั้น ลมพัดผ่านหน้าต่างเรือน เสียงพื้นเรือนแกรกกรากเบา ๆ คล้ายเสียงบางอย่างที่กระซิบจากอดีต ขุนเทวัญนอนนิ่งอยู่บนฟูก ห่มผ้าผืนบาง แสงจากตะเกียงหัวเตียงไหวระริก เขาเข้าสู่นิทราอย่างเงียบงัน ก่อนจะเข้าสู่ความฝัน ที่เหมือนจริงจนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกคนในฝันเขายืนอยู่กลางเรือนไทยไม้สักหลังหนึ่ง ท่ามกลางแสงแดดอ่อนปลายรุ่ง เสียงระฆังวัดดังแว่วจากที่ไกล กลิ่นอบเชยและน้ำอบลอยมาแตะจมูกและตรงหน้าของเขาคือหญิงสาวผู้หนึ่ง สวมสไบเฉียงสีขาวนวล ผ้านุ่งสีแดงเลือดนก จีบหน้านางละเอียด เธอยิ้มพลางใช้มือบางแตะไหล่เขาเบา ๆ แววตาคู่นั้นทั้งคุ้นเคย ทั้งเศร้าและอ่อนหวานปนกัน“ท่านมาช้าอีกแล้ว” เสียงเธอเบาดุจสายลมที่กระซิบข้างหู“แต่ข้ากลับมาแล้ว” เขาพูดเสียงแผ่วตอบกลับทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใคร แม้ว่าจะเจอเธอมาหลายคราในห้วงนิทรา หัวใจแน่นตื้อเหมือนเคยพูดประโยคนี้มานับพันครั้ง“เราจะไม่พรากจากกันอีกใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยเขาคว้ามือเธอไว้ แต่แสงอาทิตย์กลับสว่างวาบ ภาพนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ขุนเทวัญสะดุ้งตื่นในเช้ามืด เหงื่อซึมเล็กน้อยบนหน้าผาก แม้อากาศจะเย็นเขาลุกนั่งนิ่ง สบตากับความเงียบในห้อง เสี
เสียงฝนยังคงพรำลงไม่หยุด ใต้ชายคาศาลาเล็ก ๆ เมษายืนใกล้ขุนเทวัญจนได้กลิ่นไอของผ้าที่ชื้นด้วยฝนและกลิ่นกายของท่านขุนคลุ้งจาง ๆ ขุนเทวัญยังคงถือผ้าคาดเอวผืนยาวที่ใช้บังฝนให้เมษาไว้ในมือ ปลายผ้ายังเปียกอยู่บ้าง แต่มุมหนึ่งแห้งเมษาหันมามองเขา เห็นใบหน้าของขุนเทวัญมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามขมับ แก้ม และปลายคาง“คุณพี่ขุนเปียกหมดเลย” เมษาพูดเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมาหยิบปลายผ้าคาดเอวจากมือเขา ขุนเทวัญชะงักมอง ยังไม่ทันเอ่ยห้าม เมษาก็ยกผ้าผืนนั้นขึ้นอย่างเบามือ แล้วค่อย ๆ เช็ดหยดน้ำที่ข้างแก้มของเขา ขยับเลื่อนไปที่ขมับ และหน้าผากที่มีหยดน้ำเกาะพราว“อยู่เฉย ๆ สิคะจะเช็ดให้” เมษาว่าพลางยิ้มละไมขุนเทวัญยืนนิ่งเหมือนถูกมนตร์สะกด ใบหน้าเขานิ่งแต่หูเริ่มแดง แล้วแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่ปลายนิ้วของเมษาแตะลงเบา ๆ ตรงข้างสันกราม“คุณพี่ขุนหน้าแดงอีกแล้ว” เมษาเอียงคอถาม ยิ้มแบบคนรู้ทันขุนเทวัญเบือนหน้าหลบ “เธอนี่ ชอบพูดจาน่าเอามืออุดปากเสียจริง”“คุณพี่ขุนเนี่ยเป็นผู้ชายที่เรียบร๊อย เรียบร้อยนะคะ โดนแซวแค่นี่ถึงกับเขิน แต่ก็น่ารักนะเนี่ย” เมษายักคิ้วขุนเทวัญถึงกับไอออกมาในลำคอ “แม่เมษา พูดจาไม่งามเลย
ในเช้าของวันที่แสงแดดอ่อน เสียงนกเอี้ยงร้องแว่วจากยอดมะม่วง แม่พลอยจัดผมให้เมษาอยู่หน้าห้องเรือนในด้วยสีหน้าเคร่งครัด เพราะว่าพระยาภูบดินทร์ บิดาของขุนเทวัญกลับมาจากราชการที่หัวเมืองเหนือ และทราบว่าที่เรือนมีหญิงหลงทางมาอยู่อาศัย จึงอยากพบกับเมษา“ฟังให้ดีนะ เธออย่าเผลอพูดอะไรแปลกหูเหมือนที่ชอบพูดกับฉันต่อหน้าคุณท่านนะ”“จ้า จะเรียบร้อยแบบกุลสตรีศรีรัตนโกสินทร์เลยแม่พลอย” เมษาเบะปากใส่กระจกบนเรือนใหญ่ พระยาภูบดินทร์นั่งอยู่ที่ตั่งกลางเรือน เสื้อแพรสีเทาเงินตัดกับผ้าพับอย่างเรียบ เส้นผมขาวแซมข้างหู แต่ดวงตายังคมและนิ่ง ข้าง ๆ กันคือคุณหญิงจันทร์วาด ที่กำลังจิบชาด้วยท่าทางของหญิงชั้นสูงเมษาเดินเข้ามาด้วยอาการกึ่งประหม่า แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ“กราบสวัสดีค่ะ คุณท่าน คุณหญิง แล้วก็คุณพี่ขุน เอ๊ย ท่านขุนเทวัญค่ะ” มือยกพนมแสนเรียบร้อย แต่เสียงสั่นปลายประโยคคุณหญิงหรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดปลายซิ่น “ขอให้ความเรียบร้อยนั้นอย่าได้หมดอายุภายในห้านาทีเถอะ”พระยาภูบดินทร์หัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินบ่อยในเรือนนี้“เธอคือแม่เมษาหรือ ดูท่าทางแปลกจากคนบ้านนี้เมืองนี้ยิ่งนัก
เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ฝรั่งดังกระหึ่มขณะแล่นไปตามถนนลูกรังในพระนคร เมษานั่งเบียดแม่พลอยอยู่เบาะหลัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่าน มองซ้ายขวาไม่หยุดส่วนขุนเทวัญนั่งอยู่เบาะด้านหน้าโดยมีเฟื่องเป็นคนขับรถ รถยนต์สีดำสนิทเงางาม ประทุนเปิดรับลมเย็นบาง ๆ ของช่วงสายวันนั้น“เพิ่งเคยนั่งรถโบราณย้อนยุคครั้งแรก” เมษาตะโกนฝ่าลม“รถโบราณอะไรกันแม่เมษา คันนี้เพิ่งนำเข้ามาจากอังกฤษเลยนะ” ขุนเทวัญพูดโดยไม่หันกลับมามอง“จริงด้วย นี่เรามาอยู่ในยุครัตนโกสินทร์นี่” เมษาบอกกับตัวเองก่อนที่จะหันไปมองทิวทัศน์รอบข้างของพระนครยุครัตนโกสินทร์รถยนต์แล่นมาหยุดที่หน้ากรมพระคลังสินค้า ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมผสมไทย-ตะวันตก ตัวอาคารสองชั้นทาสีขาวครีม มีบานหน้าต่างโค้งประดับไม้ฉลุลายทอง เสาเรียงรายรับชายคายาว หน้ากรมมีธงชาติสยามปลิวไสว เมษานั่งอ้าปากค้างอยู่เบาะหลัง“โอ้โห นี่หรือคือกรมพระคลังสินค้าของจริง มันทั้งสวยและดูขลังมาก”ขุนเทวัญหันมามองด้วยสีหน้าขรึมแต่แววตาขำ “ดูเธอจะไม่เคยเข้ามากลางพระนครสินะ”เขาก้าวลงจากรถแล้วหันมาทางแม่เมษาและแม่พลอย“ฉันต้องเข้าไปสะสางราชการภายในไม่นานนัก พวกเธอรออยู่แถวนี้ก่อน”“เจ้าค่ะ” แม่
ในคืนนั้น สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเรือนไม้ เสียงจั๊กจั่นยังดังเป็นจังหวะ กล่อมให้บรรยากาศยามค่ำในพระนครเงียบสงัดยิ่งขึ้นเมษานอนอยู่บนฟูกบาง ๆ ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ไหวระริก เสียงลมหายใจเธอสม่ำเสมอก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป และเข้าสู่ห้วงนิทราเธอฝัน แต่มันทั้งชัดเจนและพร่าเบลอในเวลาเดียวกัน ในฝันนั้นเมษายืนอยู่กลางลานกว้าง รอบตัวเป็นสวนไม้สูงเรียงรายเหมือนเขาวงกต กลิ่นกำยานหอมจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผืนฟ้าเป็นสีแดงใกล้โพล้เพล้ แต่ไม่มีแดด ไม่มีเงา เหมือนเป็นโลกอีกมิติหนึ่งเธอก้มมองตัวเองพบว่าตนเองไม่ได้สวมเสื้อแขนกระบอกหรือผ้าซิ่นแบบทุกวัน แต่เป็นสไบเฉียงสีขาวนวล เนื้อผ้าบางเบา และผ้านุ่งแบบจีบหน้านางสีแดงเข้ม ลวดลายละเอียดประณีตแบบหญิงในสมัยอยุธยา ซึ่งไม่เคยมีใครในยุครัตนโกสินทร์แต่งเช่นนั้นเธอก้าวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เท้าเปล่าสัมผัสพื้นดินอ่อนนุ่มและเย็นจับใจ เมษารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเดินผ่านตรงนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เสียงที่ทุ้มนุ่ม และอบอุ่นอย่างประหลาด“เจ้ามาแล้วหรือ”เมษาหันขวับ ชายหนุ่มในชุดโจงกระเบนสีดำ สวมเสื้อห่มแพร ผ้าโพกหัวบาง ๆ ดวงตาคมคู่นั้
แดดสายสะท้อนลงบนหลังคามุงจาก กระทบผิวน้ำตลาดปากคลองจนเงาวาว แม่ค้าเขียงหมูเสียงดังแข่งกับเจ้าของร้านขนมฝอยทอง เสียงตะโกนเรียกลูกค้าเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณท่ามกลางความวุ่นวาย เมษาเดินมาในลุคสายช้อปย้อนยุค ผ้าซิ่นลายแดงสดเกือบสะท้อนแสงแดด เสื้อแขนกระบอกพับผิดเล็กน้อย ข้างหนึ่งไหล่ตก ข้างหนึ่งตั้งสง่า มือหนึ่งหิ้วขนมต้ม อีกมือถือทองหยอดมากินเล่น“ว้าว ตลาดนี่คือสวรรค์ของสายกิน นี่ถ้ามีชาไข่มุกให้กินด้วยละก็ ฟินสุด ๆ”แม่พลอยที่เดินตามแทบเอามือปิดหน้าผาก “อย่าพูดอะไรเพี้ยน ๆ ออกมาอีกเลยแม่เมษา แค่นี้คนก็มองกันทั้งตลาดแล้ว”“ก็มองคนสวยไง ไม่เห็นแปลก หรือเธอว่าฉันไม่สวยหรือไงแม่พลอย”“เออ ไอ้สวยน่ะก็สวย แต่แปลกก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน”เมษากรอกตามองบน “จะถือว่าเป็นคำชมแล้วกันนะ”ที่หัวตลาด เสียงวุ่นวายของพ่อค้าแม่ขายยังครึกครื้น แต่ทันทีที่แม่หญิงรำเพยปรากฏกายเดินนวยนาดอย่างงามสง่า ตลาดทั้งแถบก็เหมือนชะงักอารมณ์หนึ่งผ้าไหมสีชมพูทองจับจีบประณีต เสื้อห่มสไบกลิ่นน้ำอบโชยอ่อน ๆเมษาที่เพิ่งหันมาเห็น พึมพำกับแม่พลอยเบา ๆ “นั่นแม่หญิงรำเพยนี่”แม่พลอยพยักหน้า “ใช่ แม่หญิงรำเพย คู่หมายของท่านขุนเทวัญ”“คู







