Masukบ่ายวันต่อมาในเรือนใหญ่ ขุนเทวัญนั่งพินิจเอกสารอยู่ในศาลาเล็กหน้าบ้าน แสงแดดลอดผ่านต้นพิกุลเป็นลายเงาบนโต๊ะไม้ เสียงฝีเท้าของแม่พลอยกับเสียงบ่นของใครบางคนก็ดังมาพร้อมกัน
“แม่พลอย นี่เธอแน่ใจเหรอว่าผ้าถุงมันต้องรัดแน่นขนาดนี้อะ ฉันว่าฉันกำลังจะขาดอากาศหายใจตายไปซะก่อน”
แม่พลอยหัวเราะคิก “อดทนหน่อยน่า กระโดกกระเดกแบบเธอ ต้องรัดแน่น ๆ เดี๋ยวผ้าผ่อนไปหลุดเอาต่อหน้าพวกคุณท่าน จะอายเอา”
ขุนเทวัญเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวผู้ที่กำลังหมุนตัวเองดูชุดผ้าถุงสีสดราวกับนางแบบเดินแฟชั่นโชว์เขาถอนหายใจเบา ๆ
“แม่เมษา” เสียงนิ่ง เรียบ แต่ดักสติเธอให้หยุดหมุนในพริบตา “ฉันเห็นเธอสวมชุดของคนในเรือนแล้ว ยังแลดูพิลึกอยู่มาก”
เมษาหันมายิ้มแห้ง ๆ “ก็ฉันพยายามแล้วนี่คะคุณพี่ขุน แต่ยังไงมันก็ใส่ไม่สบายอยู่ดี ขอกลับไปใส่ชุดแบบที่ฉันเคยใส่มาตอนวันแรกได้ไหม”
“ชุดแปลกประหลาดแบบนั้น มันจะไปหาซื้อได้ที่ไหนกันล่ะ” เขาหันไปทางแม่พลอย “เอาเงินนี่ไป พาแม่เมษาไปเลือกซื้อผ้าเสียที ให้ได้ชุดที่เหมาะกับหญิงไทย อย่าให้ต้องใส่สิ่งแปลกประหลาดอีก บอกให้ไอ้เฟื่องขับรถไปส่ง”
แม่พลอยรับคำทันที “ได้เลยเจ้าค่ะท่านขุน”
เมษายกมือไหว้แบบลวก ๆ พลางพูดกลั้วหัวเราะ“ขอบพระคุณค่ะคุณพี่ขุน หล่อใจดีมีเปย์ให้น้องเมษาด้วยใช่ไหมคะ”
ขุนเทวัญชะงักเล็กน้อย “ฉันก็แค่เพียงไม่อยากให้คนในเรือนมองว่า มีคนจริตไม่ปกติอยู่ที่เรือน เธอก็ไปเลือกเอาชุดแบบที่สวมใส่สบายก็แล้วกัน ที่ตลาดน่าจะมีให้เลือกเยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดแบบบ่าวในเรือน เพราะเธอไม่ใช่บ่าว”
“โอ๊ย...ฉันเหมือนเป็นนางเอกโบราณที่มีคนขับรถส่งตลาดอะพลอย” เมษาพูดขึ้นทันทีที่รถยนต์สีดำขลับของเรือนขุนเทวัญจอดสนิทตรงริมทางตลาด
เฟื่อง ชายหนุ่มผู้ขับรถหน้าขรึมแต่ใจดี เปิดประตูให้แม่เมษากับแม่พลอยอย่างเงียบ ๆ
“ฉันจะจอดรอที่ท้ายตลาดนะแม่พลอย”
แม่พลอยพยักหน้ารับ เมษาก้าวลงจากรถ ทันทีที่ก้าวเท้าสู่ทางเดินไม้ของตลาด สายตาเมษาก็กวาดไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าตอนเดินเข้าห้าง
“โอ้โห นี่มัน จตุจักรเวอร์ชันย้อนยุคชัด ๆ” กลิ่นดอกไม้สด กลิ่นน้ำอบ กลิ่นแป้งร่ำลอยคละคลุ้ง ร้านรวงสองข้างทางเรียงรายเป็นแถวไม้เตี้ย ๆ หลังคามุงจาก บ้างก็ใช้ผ้าใบผืนใหญ่ขึงกันแดด
แม่ค้าสวมโจงกระเบน นั่งพับเพียบเรียงผ้าอย่างเป็นระเบียบ บางร้านมีผ้าซิ่นห้อยพาดราวไม้เรียงกันตามเฉดสี ไล่จากโทนพาสเทลไปจนถึงสีสดฉูดฉาด
“เธอไม่เคยมาตลาดหรือ” แม่พลอยถามพลางเดินนำ
“ตลาดน่ะเคย แต่ไม่เคยมาตลาดแบบย้อนยุคแบบนี้” เมษาหมุนตัวดูรอบด้าน เห็นคนแบกหาบของบนบ่าด้วยไม้คาน ชายหนุ่มใส่โจงกระเบนลากเกวียนผักผ่านหน้าเธอไปช้า ๆ
“นี่มันซีนเปิดเรื่องของซีรีส์พีเรียดดี ๆ เลยนะแม่พลอย”
แม่พลอยขำ “พูดจาอะไรไม่รู้ความ หากจะเอาผ้าไหม ก็อยู่ซ้ายมือ ส่วนร้านที่ตัดเย็บดี ๆ ข้างในตลาดโน่น”
เมษาเดินดูผ้าอย่างเพลิดเพลิน มือลูบผ้าไหมลายไทยแบบยกดอกตาเป็นประกาย แล้วก็สะดุดตากับผ้าพับสีเขียวมะนาวเจ็บจี๊ด
“เอ๊ะ อันนี้แซ่บอยู่นะพลอย สีนี้ถ้าเอาไปใส่ในงานวัด น่าจะเด่นแบบหลุดจากพรมแดงเลยป่ะ”
แม่พลอยหันมามอง “ถ้าเธออยากให้คนทั้งตลาดเหลียวหลัง ก็เลือกไปเถอะ เธอเป็นคนสวมนี่”
ท้ายที่สุดเมษาได้ชุดมาสามสี่ชุด เป็นเสื้อทรงแขนกระบอกพอดีตัว กับซิ่นสองผืน สุดท้ายแล้วผู้หญิงยุคนนี้ก็ยังต้องใส่ซิ่นอยู่ดีสินะ เมษาถอนหายใจที่ไม่มีกระโปรงหรือกางเกงให้เลือกซื้อ
แดดบ่ายคล้อยลงเล็กน้อย เมษากลับมาถึงเรือนพร้อมผ้าพับใหม่ที่ได้จากตลาด เธอรีบวิ่งเข้าเรือนบ่าวไปเปลี่ยนชุดทันทีด้วยความตื่นเต้น ในห้องไม้เงียบสงบ แม่พลอยช่วยนุ่งผ้าให้ด้วยความคุ้นมือ ครั้งนี้เป็นผ้าซิ่นไหมเนื้อนุ่มสีเขียวหยกอ่อนพับจีบหน้าแค่เบา ๆ ไม่แน่นมาก ทำให้เธอเดินสะดวกกว่าครั้งก่อน
“โอ๊ย นี่แหละค่ะ ชีวิตที่คู่ควร สวยแต่ไม่ทรมาน”
เสื้อแขนกระบอกสีงาช้าง ตัดทรงเข้ารูปพอดีตัว กระดุมมุกเล็ก ๆ เรียงตรงกลาง ดูละมุนแต่สง่า
เมษาหมุนตัวหน้ากระจกไม้บานต่ำ ริมฝีปากแต้มยิ้มอย่างพอใจ
“เมษาคนสวย มาแล้วจ้า”
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากหน้าชาน ขุนเทวัญเดินเข้ามาอย่างเงียบขรึมตามนิสัย แต่ทันทีที่สายตาเขาหยุดที่ร่างของหญิงสาวตรงหน้า แล้วเขาก็เผลอชะงักไปเสี้ยววินาที
ดวงตาคมจ้องมองอย่างประเมิน ไม่ใช่เพราะชุดนั้นไม่เหมาะสม แต่เพราะมันเหมาะสมเกินจนกลายเป็นคำว่าสวย เสื้อแขนกระบอกสีเรียบตัดกับผิวขาวนวล ผ้าซิ่นสีอ่อนทาบกับช่วงสะโพกพอดี
หญิงสาวผู้เคยสวมชุดประหลาดตะโกนหาไวไฟ ตอนนี้กลับดูสงบ เรียบร้อย และงามอย่างน่าประหลาด เสื้อเข้ารูปเผยให้เห็นส่วนเว้าโค้ง ผ้าซิ่นแนบเนื้อจนขับสะโพกให้เด่นชัดไปตามทรวดทรงที่บึ้มบั้มไม่น้อยของเธอ
เมษายิ้มหวาน เมื่อเห็นสายตาเขานิ่งนานเกินไป
“คุณเทวัญคะ มองแบบนี้นี่ คิดอะไรกับฉันหรือเปล่าน๊า”
ขุนเทวัญกระพริบตา ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย แววตาวูบหนึ่งหลบไป “ฉันเพียงเห็นว่าเธอดูดีขึ้นกว่าเมื่อวาน หมายถึงดูเป็นผู้เป็นคน”
เมษายักคิ้ว “จริงอ๊ะเปล่า ไม่ได้แอบคิดอะไรนะ”
ขุนเทวัญทำทีเป็นเหลือบมองไปทางอื่น แต่ปลายหูแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“หากเธอพอใจในชุดแล้ว ก็ควรเตรียมตัวเรียนรู้มารยาทอื่นในเรือนต่อไป”
“โอ๊ย ท่านขุนเก๊กเก่ง แต่เขินก็บอกว่าเขินเหอะ”
ขุนเทวัญไม่พูดต่อ เดินหนีขึ้นชานเรือนไปเงียบ ๆ เมษาหัวเราะเบา ๆ มือหนึ่งยกชายผ้าซิ่นขึ้นนิดอย่างนุ่มนวล
“เมษาสวยใช่มั้ยล่ะคุณพี่ขุนเจ้าขา”
หลังจากขุนเทวัญเดินหนีขึ้นชานไปอย่างเงียบ ๆ เมษายังยืนอมยิ้มกับตัวเองอยู่ตรงนั้น เธอยกมือขึ้นแตะแขนเสื้อเบา ๆ เนื้อผ้าไหมลื่นเย็น แต่กลับรู้สึกร้อนวาบอย่างไรก็ไม่รู้
สายลมเย็นยามบ่ายพัดผ่านพาเอากลิ่นน้ำอบที่แม่พลอยแอบประแป้งให้เธอก่อนออกจากห้องลอยตามติดเธอไปด้วย
ขุนเทวัญที่เดินขึ้นชานถึงกับหยุดเล็กน้อย หันหน้าไปทางสวน ไม่ใช่เพราะอยากชมดอกไม้ แต่เพราะกลิ่นหอมบางอย่างที่ติดอยู่ในอากาศ กลิ่นที่ไม่ใช่ดอกพิกุล ไม่ใช่กลิ่นดอกมะลิ แต่มันทำให้ใจเขาหวิวเล็ก ๆ อย่างบอกไม่ถูก
เขาหลุบตาลง แล้วสูดลมหายใจเข้าเงียบ ๆ “หญิงผู้นี้ มีบางสิ่งแปลกไปจากใครอื่นจริง ๆ”
และในมุมล่างของเรือนเมษายังคงยิ้ม ก่อนจะกระซิบกับตัวเองเบา ๆ “เขามองฉันแบบนี้ อย่าเผลอมาตกหลุมฉันเข้าจริง ๆ ก็แล้วกันนะ ท่านขุนสุดหล่อซิกแพ็กแน่น”
กลางดึกคืนนั้น ลมพัดผ่านหน้าต่างเรือน เสียงพื้นเรือนแกรกกรากเบา ๆ คล้ายเสียงบางอย่างที่กระซิบจากอดีต ขุนเทวัญนอนนิ่งอยู่บนฟูก ห่มผ้าผืนบาง แสงจากตะเกียงหัวเตียงไหวระริก เขาเข้าสู่นิทราอย่างเงียบงัน ก่อนจะเข้าสู่ความฝัน ที่เหมือนจริงจนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกคนในฝันเขายืนอยู่กลางเรือนไทยไม้สักหลังหนึ่ง ท่ามกลางแสงแดดอ่อนปลายรุ่ง เสียงระฆังวัดดังแว่วจากที่ไกล กลิ่นอบเชยและน้ำอบลอยมาแตะจมูกและตรงหน้าของเขาคือหญิงสาวผู้หนึ่ง สวมสไบเฉียงสีขาวนวล ผ้านุ่งสีแดงเลือดนก จีบหน้านางละเอียด เธอยิ้มพลางใช้มือบางแตะไหล่เขาเบา ๆ แววตาคู่นั้นทั้งคุ้นเคย ทั้งเศร้าและอ่อนหวานปนกัน“ท่านมาช้าอีกแล้ว” เสียงเธอเบาดุจสายลมที่กระซิบข้างหู“แต่ข้ากลับมาแล้ว” เขาพูดเสียงแผ่วตอบกลับทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใคร แม้ว่าจะเจอเธอมาหลายคราในห้วงนิทรา หัวใจแน่นตื้อเหมือนเคยพูดประโยคนี้มานับพันครั้ง“เราจะไม่พรากจากกันอีกใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยเขาคว้ามือเธอไว้ แต่แสงอาทิตย์กลับสว่างวาบ ภาพนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ขุนเทวัญสะดุ้งตื่นในเช้ามืด เหงื่อซึมเล็กน้อยบนหน้าผาก แม้อากาศจะเย็นเขาลุกนั่งนิ่ง สบตากับความเงียบในห้อง เสี
เสียงฝนยังคงพรำลงไม่หยุด ใต้ชายคาศาลาเล็ก ๆ เมษายืนใกล้ขุนเทวัญจนได้กลิ่นไอของผ้าที่ชื้นด้วยฝนและกลิ่นกายของท่านขุนคลุ้งจาง ๆ ขุนเทวัญยังคงถือผ้าคาดเอวผืนยาวที่ใช้บังฝนให้เมษาไว้ในมือ ปลายผ้ายังเปียกอยู่บ้าง แต่มุมหนึ่งแห้งเมษาหันมามองเขา เห็นใบหน้าของขุนเทวัญมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามขมับ แก้ม และปลายคาง“คุณพี่ขุนเปียกหมดเลย” เมษาพูดเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมาหยิบปลายผ้าคาดเอวจากมือเขา ขุนเทวัญชะงักมอง ยังไม่ทันเอ่ยห้าม เมษาก็ยกผ้าผืนนั้นขึ้นอย่างเบามือ แล้วค่อย ๆ เช็ดหยดน้ำที่ข้างแก้มของเขา ขยับเลื่อนไปที่ขมับ และหน้าผากที่มีหยดน้ำเกาะพราว“อยู่เฉย ๆ สิคะจะเช็ดให้” เมษาว่าพลางยิ้มละไมขุนเทวัญยืนนิ่งเหมือนถูกมนตร์สะกด ใบหน้าเขานิ่งแต่หูเริ่มแดง แล้วแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่ปลายนิ้วของเมษาแตะลงเบา ๆ ตรงข้างสันกราม“คุณพี่ขุนหน้าแดงอีกแล้ว” เมษาเอียงคอถาม ยิ้มแบบคนรู้ทันขุนเทวัญเบือนหน้าหลบ “เธอนี่ ชอบพูดจาน่าเอามืออุดปากเสียจริง”“คุณพี่ขุนเนี่ยเป็นผู้ชายที่เรียบร๊อย เรียบร้อยนะคะ โดนแซวแค่นี่ถึงกับเขิน แต่ก็น่ารักนะเนี่ย” เมษายักคิ้วขุนเทวัญถึงกับไอออกมาในลำคอ “แม่เมษา พูดจาไม่งามเลย
ในเช้าของวันที่แสงแดดอ่อน เสียงนกเอี้ยงร้องแว่วจากยอดมะม่วง แม่พลอยจัดผมให้เมษาอยู่หน้าห้องเรือนในด้วยสีหน้าเคร่งครัด เพราะว่าพระยาภูบดินทร์ บิดาของขุนเทวัญกลับมาจากราชการที่หัวเมืองเหนือ และทราบว่าที่เรือนมีหญิงหลงทางมาอยู่อาศัย จึงอยากพบกับเมษา“ฟังให้ดีนะ เธออย่าเผลอพูดอะไรแปลกหูเหมือนที่ชอบพูดกับฉันต่อหน้าคุณท่านนะ”“จ้า จะเรียบร้อยแบบกุลสตรีศรีรัตนโกสินทร์เลยแม่พลอย” เมษาเบะปากใส่กระจกบนเรือนใหญ่ พระยาภูบดินทร์นั่งอยู่ที่ตั่งกลางเรือน เสื้อแพรสีเทาเงินตัดกับผ้าพับอย่างเรียบ เส้นผมขาวแซมข้างหู แต่ดวงตายังคมและนิ่ง ข้าง ๆ กันคือคุณหญิงจันทร์วาด ที่กำลังจิบชาด้วยท่าทางของหญิงชั้นสูงเมษาเดินเข้ามาด้วยอาการกึ่งประหม่า แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ“กราบสวัสดีค่ะ คุณท่าน คุณหญิง แล้วก็คุณพี่ขุน เอ๊ย ท่านขุนเทวัญค่ะ” มือยกพนมแสนเรียบร้อย แต่เสียงสั่นปลายประโยคคุณหญิงหรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดปลายซิ่น “ขอให้ความเรียบร้อยนั้นอย่าได้หมดอายุภายในห้านาทีเถอะ”พระยาภูบดินทร์หัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินบ่อยในเรือนนี้“เธอคือแม่เมษาหรือ ดูท่าทางแปลกจากคนบ้านนี้เมืองนี้ยิ่งนัก
เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ฝรั่งดังกระหึ่มขณะแล่นไปตามถนนลูกรังในพระนคร เมษานั่งเบียดแม่พลอยอยู่เบาะหลัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่าน มองซ้ายขวาไม่หยุดส่วนขุนเทวัญนั่งอยู่เบาะด้านหน้าโดยมีเฟื่องเป็นคนขับรถ รถยนต์สีดำสนิทเงางาม ประทุนเปิดรับลมเย็นบาง ๆ ของช่วงสายวันนั้น“เพิ่งเคยนั่งรถโบราณย้อนยุคครั้งแรก” เมษาตะโกนฝ่าลม“รถโบราณอะไรกันแม่เมษา คันนี้เพิ่งนำเข้ามาจากอังกฤษเลยนะ” ขุนเทวัญพูดโดยไม่หันกลับมามอง“จริงด้วย นี่เรามาอยู่ในยุครัตนโกสินทร์นี่” เมษาบอกกับตัวเองก่อนที่จะหันไปมองทิวทัศน์รอบข้างของพระนครยุครัตนโกสินทร์รถยนต์แล่นมาหยุดที่หน้ากรมพระคลังสินค้า ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมผสมไทย-ตะวันตก ตัวอาคารสองชั้นทาสีขาวครีม มีบานหน้าต่างโค้งประดับไม้ฉลุลายทอง เสาเรียงรายรับชายคายาว หน้ากรมมีธงชาติสยามปลิวไสว เมษานั่งอ้าปากค้างอยู่เบาะหลัง“โอ้โห นี่หรือคือกรมพระคลังสินค้าของจริง มันทั้งสวยและดูขลังมาก”ขุนเทวัญหันมามองด้วยสีหน้าขรึมแต่แววตาขำ “ดูเธอจะไม่เคยเข้ามากลางพระนครสินะ”เขาก้าวลงจากรถแล้วหันมาทางแม่เมษาและแม่พลอย“ฉันต้องเข้าไปสะสางราชการภายในไม่นานนัก พวกเธอรออยู่แถวนี้ก่อน”“เจ้าค่ะ” แม่
ในคืนนั้น สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเรือนไม้ เสียงจั๊กจั่นยังดังเป็นจังหวะ กล่อมให้บรรยากาศยามค่ำในพระนครเงียบสงัดยิ่งขึ้นเมษานอนอยู่บนฟูกบาง ๆ ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ไหวระริก เสียงลมหายใจเธอสม่ำเสมอก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป และเข้าสู่ห้วงนิทราเธอฝัน แต่มันทั้งชัดเจนและพร่าเบลอในเวลาเดียวกัน ในฝันนั้นเมษายืนอยู่กลางลานกว้าง รอบตัวเป็นสวนไม้สูงเรียงรายเหมือนเขาวงกต กลิ่นกำยานหอมจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผืนฟ้าเป็นสีแดงใกล้โพล้เพล้ แต่ไม่มีแดด ไม่มีเงา เหมือนเป็นโลกอีกมิติหนึ่งเธอก้มมองตัวเองพบว่าตนเองไม่ได้สวมเสื้อแขนกระบอกหรือผ้าซิ่นแบบทุกวัน แต่เป็นสไบเฉียงสีขาวนวล เนื้อผ้าบางเบา และผ้านุ่งแบบจีบหน้านางสีแดงเข้ม ลวดลายละเอียดประณีตแบบหญิงในสมัยอยุธยา ซึ่งไม่เคยมีใครในยุครัตนโกสินทร์แต่งเช่นนั้นเธอก้าวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เท้าเปล่าสัมผัสพื้นดินอ่อนนุ่มและเย็นจับใจ เมษารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเดินผ่านตรงนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เสียงที่ทุ้มนุ่ม และอบอุ่นอย่างประหลาด“เจ้ามาแล้วหรือ”เมษาหันขวับ ชายหนุ่มในชุดโจงกระเบนสีดำ สวมเสื้อห่มแพร ผ้าโพกหัวบาง ๆ ดวงตาคมคู่นั้
แดดสายสะท้อนลงบนหลังคามุงจาก กระทบผิวน้ำตลาดปากคลองจนเงาวาว แม่ค้าเขียงหมูเสียงดังแข่งกับเจ้าของร้านขนมฝอยทอง เสียงตะโกนเรียกลูกค้าเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณท่ามกลางความวุ่นวาย เมษาเดินมาในลุคสายช้อปย้อนยุค ผ้าซิ่นลายแดงสดเกือบสะท้อนแสงแดด เสื้อแขนกระบอกพับผิดเล็กน้อย ข้างหนึ่งไหล่ตก ข้างหนึ่งตั้งสง่า มือหนึ่งหิ้วขนมต้ม อีกมือถือทองหยอดมากินเล่น“ว้าว ตลาดนี่คือสวรรค์ของสายกิน นี่ถ้ามีชาไข่มุกให้กินด้วยละก็ ฟินสุด ๆ”แม่พลอยที่เดินตามแทบเอามือปิดหน้าผาก “อย่าพูดอะไรเพี้ยน ๆ ออกมาอีกเลยแม่เมษา แค่นี้คนก็มองกันทั้งตลาดแล้ว”“ก็มองคนสวยไง ไม่เห็นแปลก หรือเธอว่าฉันไม่สวยหรือไงแม่พลอย”“เออ ไอ้สวยน่ะก็สวย แต่แปลกก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน”เมษากรอกตามองบน “จะถือว่าเป็นคำชมแล้วกันนะ”ที่หัวตลาด เสียงวุ่นวายของพ่อค้าแม่ขายยังครึกครื้น แต่ทันทีที่แม่หญิงรำเพยปรากฏกายเดินนวยนาดอย่างงามสง่า ตลาดทั้งแถบก็เหมือนชะงักอารมณ์หนึ่งผ้าไหมสีชมพูทองจับจีบประณีต เสื้อห่มสไบกลิ่นน้ำอบโชยอ่อน ๆเมษาที่เพิ่งหันมาเห็น พึมพำกับแม่พลอยเบา ๆ “นั่นแม่หญิงรำเพยนี่”แม่พลอยพยักหน้า “ใช่ แม่หญิงรำเพย คู่หมายของท่านขุนเทวัญ”“คู







