LOGIN“มื้อเย็นเสร็จแล้วนะคะ เชิญคุณทั้งสองคนที่ห้องอาหารค่ะ”
หลังจากใช้เวลาอย่างเพลิดเพลินอยู่ในห้องหนังสือ กิ่งแก้วก็เข้ามาแจ้งว่าถึงเวลามื้อเย็นแล้ว
พระนายปิดหนังสือลงด้วยความเสียดาย หลังจากที่นั่งอ่านมานานหลายชั่วโมง ล้วนแล้วมีแต่เรื่องน่าสนใจทั้งสิ้น จนแทบไม่อยากละสายตาจากตัวหนังสือไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว
พระนายตัดสินใจถ่ายหน้าปกของหนังสือเอาไว้ เผื่อจะสามารถไปหาซื้อมาอ่านได้จากพวกร้านหนังสือเก่าที่เขาเคยไป ก่อนที่จะเดินตามกิ่งแก้วและเอกรินทร์ไปที่ห้องอาหาร
“เชิญนั่งค่ะ...”
“ที่นี่เราไม่ได้รับประทานอาหารหรูหราอะไร คุณสองคนคงพอรับประทานได้นะครับ”
เอกรินทร์และพระนายมองไปยังเมนูอาหารเกือบสิบอย่างบนโต๊ะที่เจ้าบ้านบอกว่าเป็นเพียงมื้อธรรมดาไม่ได้พิเศษ หากแต่เต็มไปด้วยเมนูอาหารระดับภัตตาคารที่คาดคะเนคร่าว ๆ ว่ามื้อนี้คงไม่ต่ำกว่าหลักแสนบาท
“ได้ครับพวกผมกินได้ นี่มันมากเกินไปด้วยซ้ำ”
“ยินดีครับ ถือว่าเป็นการเลี้ยงฉลองที่เราได้ร่วมงานกัน”
ภาคินทร์ผายมือออกเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนจานสเต๊กของตัวเองมาทานโดยไม่สนใจอาหารบนโต๊ะเลยแม้แต่น้อย
พระนายเฝ้ามองด้วยความแปลกใจ แต่ก็อาจจะเป็นเพราะเขาชินชากับอาหารประเภทนี้อยู่แล้ว ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรคล้ายเมนูที่กินปกติในทุกวัน
“รสชาติอาหารถูกปากไหมคะ”
เพลงพรเอ่ยถามขึ้น
สองหนุ่มพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม สร้างความพอใจให้กับภาคินทร์เป็นอย่างมาก
“หกโมงแล้ว กิ่งแก้วไปพักผ่อนเถอะ ทางนี้ฉันจัดการเอง”
“ค่ะคุณเพลงพร”
“เดี๋ยวกิ่งแก้ว!!!”
เสียงของภาคินทร์เอ่ยเรียกชื่อแม่บ้าน นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ทำงานมาที่เธอได้ยินเจ้านายเรียกชื่อของเธอ
“คืนพรุ่งนี้ เพลงพรบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าต้องทำอย่างไร”
“ค่ะคุณท่าน”
“ดี...ไม่มีอะไรแล้วไปได้”
กิ่งแก้วเดินกลับออกมาที่บ้านพักของตัวเอง พรุ่งนี้จะเป็นวันหยุดของเธอ แต่เธอจะไม่สามารถอยู่ในบ้านได้ เธอจึงจำเป็นต้องหาที่สำรองที่จะให้เธอไปพักชั่วคราว อย่างน้อยก็หนึ่งวันเพื่อให้ผ่านพ้นวันหยุดของเธอไป
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจคำสั่งนักแต่เธอก็บอกตัวเองว่าอย่าไปสอดรู้สอดเห็นในสิ่งที่เจ้านายไม่อยากให้เห็น
“ดิฉันขอโทษที่ไม่ได้กำชับให้ดีเรื่องการที่จะพาพระนายมาหาคุณท่าน”
“ไม่เป็นไร เรายังพอมีเวลา พระนายมีความอยากรู้อยากเห็นตามประสามนุษย์ทั่วไป เราอาจจะไม่ต้องไปตามเขากลับมาหาเราเลยก็ได้”
ภาคินทร์มองไปยังท้ายรถตู้ที่เคลื่อนตัวออกไปเพื่อส่งเอกรินทร์และพระนายกลับบ้าน
สายลมเอื่อยค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นราวกับพายุใหญ่กำลังเคลื่อนตัวมา
หนังสือเล่มหนาที่ถูกอ่านทิ้งเอาไว้ในห้องหนังสือถูกลมพัดจนพลิกเปิดไปมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมาหยุดในหน้าสำคัญหน้าหนึ่งอันจารึกเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างแวมไพร์กับมนุษย์ เมื่อหลายพันปีก่อน...
นั่นคือสิ่งที่เป็นเหตุผลทำให้ภาคินทร์มั่นใจว่าพระนายจะกลับมาอย่างแน่นอน
บ้านพระนาย / พระพาย
“อะ ไอ้นายนี่ค่าผ่อนบ้านเดือนนี้”
“พี่พาย ถ้าพี่ยังไม่มีก็เก็บไว้ใช้ก่อนก็ได้นะผมยังพอมีเงินอยู่”
“หยุด...พูดเหมือนสมเพชฉันเดี๋ยวนี้ ส่งอาหารก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้น ฉันเป็นพี่แกนะ ฉันจัดการชีวิตฉันเองได้”
“พี่ก็เป็นซะแบบนี้”
พระนายจำเป็นต้องเก็บเงินของพี่ชายใส่ลิ้นชักเพราะเบื่อที่จะทะเลาะด้วย
พระพายกับพระนายสูญเสียพ่อและแม่ไปเมื่อสามปีก่อนและทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันสองพี่น้องมาตลอด ด้วยความที่ญาติพี่น้องที่มีต่างก็กระจายแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตกันคนละทิศคนละทาง
บ้านหลังนี้ถูกซื้อในชื่อของเขาทั้งสองคนและตกลงกันว่าจะช่วยกันผ่อนคนละครึ่งทุกเดือน
แต่เพราะพี่ชายที่ตกงานมาได้สามเดือน และยึดอาชีพคนส่งอาหารแบบนี้พระนายจึงมีความเป็นห่วงกลัวว่าพี่จะลำบาก
แต่ดูเหมือนตัวพระพายเองก็ยังไม่อยากรับความช่วยเหลือของน้องชายตัวเองสักเท่าไร
“แล้วนี่แกทำอะไรอยู่”
“ผมกำลังหาหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ พอดีวันนี้ไปบ้านลูกค้าไปเจอหนังสือน่าสนใจ พออ่านแล้วมันสนุกดี อีกอย่างผมคิดว่าพี่เองก็น่าจะชอบ”
“หนังสือ...หนังสืออะไรวะ”
“ประวัติตระกูลอีแวนสัน”
“อีแวนสัน...ทำไมมันคุ้น ๆ เหมือนเคยได้ยินจากไหน...”
พระพายหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงนอนในห้องน้องชาย พยายามคิดว่าตัวเองเคยได้ยินนามสกุลนี้ที่ไหนมาก่อน
“อีแวนสัน ใช่ตระกูลที่เขาบอกว่าเป็นเชื้อสายแวมไพร์ไหม”
“อืมใช่ ตระกูลนั้นแหละ ผมก็อุตส่าห์ถ่ายรูปหน้าปกมากะจะเอามาหาจากในเน็ตว่าที่ไหนพอจะมีขาย แต่ไอ้รูปที่ถ่ายมาก็ดันเสียเฉย สงสัยรีบกดถ่ายไปหน่อย”
พระนายเปิดดูภาพถ่ายหนังสือจากในมือถือ ที่มีเพียงสีแดงคล้ายมีคนสาดไฟใส่กล้องมือถือ จนทำให้ไม่สามารถจับภาพของหนังสือเล่มนั้นได้
และหลังจากที่นั่งหาข้อมูลหนังสือจากใน Internet มาสักพักก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเจอหนังสือเล่มที่ตามหา
แต่เพราะเนื้อหาที่อ่านค้างไว้มันน่าสนใจจนทำให้เขาบอกตัวเองว่าคงต้องหาหนังสือเล่มนั้นให้เจอให้ได้
ตอนที่ 58“พระพายได้ยินผมหรือเปล่า”ภาคินทร์ค่อย ๆ ประคองพระพายนอนลงบนเตียง แล้วก้มลงกระซิบข้างหูของพระพายเบา ๆไม่นานเขาก็รู้สึกตัว“คุณภาคินทร์ ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”“ผมเป็นคนพาคุณมาเอง เกือบไปแล้วนะรู้หรือเปล่า”“เกือบอะไรเหรอครับ ผมจำได้ว่าตอนแรกผมอยู่ที่โรงพยาบาลกับเมฆ... แล้วหลังจากนั้น”พระพายพยายามนึกเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลในตอนที่เขาคิดว่าตัวเองยังพอมีสติ แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก“แล้วพระนาย...”“น้องชายคุณจะไม่เป็นอะไร แต่เห็นทีเราคงต้องมาจัดการเรื่องของคุณสองคนกันใหม่”“หมายความว่ายังไงครับ”“คนสุดท้ายที่คุณอยู่ด้วยคือใคร คุณจำได้หรือเปล่า”“ก็ไอ้เมฆไงครับ”“คุณชอบศึกษาเรื่องแวมไพร์มากใช่ไหม คุณรู้จักตระกูลอีแวนสัน แล้วคุณเคยได้ยินเรื่องของตระกูลที่เป็นคู่แข่งของอีแวนสันหรือเปล่า”ภาคินทร์ถามกลับอย่างใจเย็น ถึงอย่างไรวันนี้พระพายก็ต้องรู้เรื่องของเพื่อนสนิทตัวเอง“หมายถึงตระกูลโรเจอร์เหรอครับ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเมฆ”“คุณลองปะติดปะต่อดูสิพระพาย คุณไม่ใช่คนโง่”“คุณภาคินทร์กำลังจะบอกผมว่าเมฆคือแวมไพร์ของตระกูลโรเจอร์เหรอครับ”เพียงแค่คิดขึ้นมาก็ชักจะเริ่มกลืนน้ำลายลงคอลำบากเต
ตอนที่ 57“คุณเมฆาหยุดเดี๋ยวนี้นะ คิดจะทำอะไร”“แกนี่มันจมูกไวเหมือนนะ แล้วทำไมมาคนเดียวล่ะ เจ้านายแกไปไหน...”“ฉันมาเจรจากับคุณดี ๆ ปล่อยตัวคุณพระพายมาให้เรา แล้วฉันจะถือเสียว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”“ยโสเหมือนเจ้านายไม่มีผิด พระพายเป็นของฉันทำไมฉันต้องคืนให้เจ้านายแกด้วย”พระพายถูกมัดติดกับเก้าอี้อย่างแน่นหนาและยังไม่ได้สติ ส่วนเมฆา ในเวลานี้ไม่เหลือเค้าโครงเพื่อนที่แสนดีอีกต่อไป“คุณก็ทราบดีว่าพระพายไม่ใช่ของคุณ พระพายสมสู่กับคุณท่านแล้ว คุณจะมาครอบครองเขาไม่ได้”“แล้วใครบอกแกว่าฉันจะครอบครองมัน ฉันอุตส่าห์อดทนปกป้อง ดูแลมันมาจากแวมไพร์ตนอื่นมานานหลายปี แต่สุดท้ายมันกลับมอบทั้งเลือดอันบริสุทธิ์และพรหมจรรย์ให้เจ้านายของแก ก็ดีฉันจะได้ตัดสินใจอะไร ๆ ให้มันง่ายขึ้น”ปลายเล็บเกลี่ยลงไปที่แก้มเนียนของพระพายก่อนจะปรากฏเป็นรอยแผลเล็ก ๆ ที่มีเลือดไหลซึมออกมาเมฆาแลบลิ้นเพื่อลิ้มรสอันหอมหวานจากปลายนิ้วของตัวเอง“คุณท่านไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นแน่ ๆ”“แล้วภาคินทร์มันจะทำอะไรได้ เพราะหลังจากที่ฉันดื่มเลือดของพระพายในคืนนี้แล้ว แม้แต่ร่างกายของพระพายก็คงจะไม่เหลือซากกลับไปหาภาคินทร์”เสียงขู่ค
ตอนที่ 56เธอรู้ว่าภาคินทร์กระวนกระวายใจมากแค่ไหนหากแต่สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน“คุณวางทุกอย่างไว้เดี๋ยวผมจัดการเอง ส่วนคุณรีบออกไปช่วยพระพาย อย่าให้เขาเป็นอันตรายเด็ดขาด”“คุณท่านแน่ใจเหรอคะ”“ผมทำมันมาเป็นร้อย ๆ ปี แค่นี้ทำไมผมถึงจะไม่แน่ใจ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือพระพายต่างหาก”“ค่ะคุณท่าน ดิฉันจะรีบตามไปช่วยคุณพระพายให้เร็วที่สุด”เพลงพรวางถุงเลือดสำรองไว้ให้ภาคินทร์ ส่วนตัวเธอก็รีบออกจากคฤหาสน์ไปในทันที โชคไม่เข้าข้างเธอเพราะรถที่ซื้อเอาไว้จะมาถึงในอีกสองวัน เธอจึงจำเป็นต้องหารถสักคันที่พอจะพาเธอเดินทางไปตามตัวพระพายได้“อ้าว คุณคะมาทำอะไรแถวนี้ รถยังซ่อมไม่เสร็จเหรอคะ”“ฉันไม่มีเวลามาคุยกับคุณ”“คนอุตส่าห์ถามดี ๆ จะไปที่ไหนล่ะ ฉันไปส่งคุณได้นะ”มีจันทร์ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาพอดีเห็นว่าเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาเลยกล่าวทักทาย แต่ดูท่าทางตัวของอีกฝ่ายจะไม่อยากสนทนากับเธอสักเท่าไร“ว่าไงคะ ดูท่าทางรีบร้อนไม่ต้องเล่นตัวก็ได้ค่ะ ฉันไม่คิดเงิน จะไปที่ไหนก็บอก”“ต่อให้คุณคิดฉันก็มีปัญญาจ่าย คุณช่วยขับไปตามที่ฉันบอกทีได้ไหม แบบด่วนที่สุดฉันรีบ”“ได้ค่ะ งั้นขึ้นมาเลย”ทางเลือก
ตอนที่ 55“ไอ้พายทางนี้”“เออมึง นายมันเป็นบ้างวะ”“อยู่ในห้องฉุกเฉิน แล้วนี่มึงมายังไง”“คุณภาคินทร์ให้คนมาส่ง”เมฆามองไปด้านหลังเห็นชายชุดดำสองคนยืนเฝ้าพระพายอยู่ ภาคินทร์คงระวังตัวเอาไว้อยู่แล้ว เพราะเขารู้ดีว่าวันนี้อันตรายมากขนาดไหน แต่ที่ยอมให้ออกมาก็คงเพราะเห็นแก่พระพายที่เป็นห่วงน้องชายตัวเอง“หมอเข้าไปนานหรือยัง ปกตินายมันแข็งแรงมากนะ ทำไมจู่ ๆ ถึงมาป่วยหนักได้”“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน จริง ๆ มันป่วยมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ หาหมอกินยาแล้วแต่ไม่ดีขึ้น จู่ ๆ วันนี้ก็มาทรุดอีก โชคดีกูแวะไปหามันที่บ้าน”เมฆาแสดงสีหน้าเป็นห่วง เขาเองรู้จักพระพายมานานหลายปี สองพี่น้องรักกันมาก เขาถึงได้มั่นใจว่าพระพายจะไม่มีทางปล่อยพระนายอยู่ที่โรงพยาบาลตามลำพังแน่นอน“มึงใจเย็น ๆ ก่อน มานั่งพักมา หมอเข้าไปสักพักแล้วเดี๋ยวก็คงออกมา”เมฆาพาพระพายมานั่งพักที่เก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน โดยทุกการกระทำของทั้งคู่อยู่ในสายตาคนของภาคินทร์ตลอดเวลา“แล้วนี่คุณภาคินทร์เขาต้องส่งคนมาเฝ้ามึงขนาดนี้เลยเหรอวะ แค่มาโรงพยาบาล”“อืม ก็นิดหน่อย”“อย่างกับหนังมาเฟีย กูนึกว่ามึงเป็นผู้ร้ายหนีคดีซะอีก”“มึงก็เวอร์”“เอ้าก็ดูดิ จู
ตอนที่ 54เช่นนั้นเขาก็คงไม่จำเป็นต้องทนยอมดูเฉย ๆ อีกต่อไป“อีกไม่นานจะถึงคืนพระจันทร์เต็มดวงที่จะเวียนบรรจบมาอีกครั้ง เราจะไปพาตัวพระพายออกมาจากที่นั่น”“แล้วนายท่านจะทำยังไงครับ ผมว่าวันนั้นทางคนของอีแวนสันก็คงจะเตรียมรับมือเอาไว้แน่ ๆ”“ภาคินทร์มันแค่ห่วงว่าจะกันพระพายออกจากแวมไพร์ตัวอื่นได้ยังไง แต่อย่าลืมสิว่าฉันไม่ใช่แวมไพร์ที่พระพายรู้จักเพราะฉันเป็นเพื่อนสนิทของเขากับน้องชายเขาต่างหาก”ผงเครื่องดื่มที่เมฆาอ้างว่าซื้อมาจากเมืองจีน และอยากให้พระนายลองดื่มดูจะช่วยให้หลับสบายขึ้น ด้วยช่วงนี้เห็นเพื่อนรักทำงานจนดึกดื่นจึงนึกเป็นห่วงพระนายไม่รอช้าทันทีที่กลับมาบ้าน น้ำอุ่นในกาน้ำถูกเทใส่แก้วตามด้วยผงชาสีดำในคราวแรกที่เทลงไปสีน้ำดูน่ากลัวจนเขาไม่กล้ายกขึ้นดื่มแต่ด้วยกลิ่นหอมรัญจวนชวนให้อยากลิ้มลอง เขาจึงจิบมันเพียงเล็กน้อยและพบว่ารสชาติของมันแตกต่างจากภาพลักษณ์โดยสิ้นเชิง“สงสัยบ้านเขาจะชอบกินอะไรแบบนี้ แต่ก็อร่อยดีเหมือนกัน”พระนายยกดื่มเสียจนหมดแก้วก่อนจะอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนในเวลานี้แอร์ที่ถูกเปิดไว้ก็ไม่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกเย็นเลยสักนิดพระนายนอนเหงื่อไหลเต็มใบหน้า กลิ้งไปมา
ตอนที่ 53วันต่อมา พระนายโทร.มาในตอนบ่ายบอกว่า ช่วงเย็นอยากแวะมากินข้าวด้วย พระพายพยายามปฏิเสธแต่สุดท้ายก็จนมุมจำต้องยอมให้น้องชายมาหา“แกจะมาอะไรบ่อย ๆ วะไอ้นาย นี่มันบ้านคุณภาคินทร์เขานะ ยังไงก็เกรงใจเขาหน่อย”“ก็เขาเป็นคนบอกเองว่าอยากจะมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ”“เขาก็พูดตามมารยาทแล้วนี่ไอ้เมฆก็อีกคน ไม่ห้ามมันหน่อยวะ”“ขี้เกียจห้าม อีกอย่างบ้านนี้ก็เลี้ยงอาหารดีจะตาย กูจะพลาดได้ไง”และตลอดทั้งสัปดาห์พระนายกับเมฆาก็มาฝากท้องที่คฤหาสน์ของอีแวนสันแบบวันเว้นวัน โดยที่คนหนักใจดูเหมือนว่าจะเป็นพระพายเสียมากกว่าส่วนเจ้าของบ้านอย่างภาคินทร์ก็ดูไม่ได้ยี่หระกับความวุ่นวายของทั้งสองคน เพียงแต่เขาจับตาดูเมฆาเอาไว้เป็นพิเศษซึ่งจนถึงตอนนี้เมฆาก็ยังดูปกติดี ยังไม่ได้มีท่าทีใด ๆ“คุณภาคินทร์ไม่น่าไปบอกไอ้นายว่าให้มันมาที่นี่ได้ตามต้องการเลยครับ ดูสิ อีกนิดมันก็แทบจะขนข้าวของเข้ามาอยู่ด้วยแล้วนะครับ”“แต่มันก็ช่วยให้คุณรู้สึกเบื่อน้อยลงไม่ใช่หรือไง”“แต่ผมเกรงใจ”“บ้านผมก็เหมือนบ้านคุณ คุณต้อนรับคนของคุณได้ตามสบายแค่อย่าให้เขามาวุ่นวายในสิ่งที่มันไม่สมควรก็พอ”“นั่นแหละครับที่ผมกังวล







