Accueil / โรแมนติก / โซ่ดอกรัก / นกน้อยคืนรัง ตอนที่ 1

Partager

นกน้อยคืนรัง ตอนที่ 1

last update Date de publication: 2026-01-07 20:15:56

4 ปีต่อมา

           ท่ามกลางแสงสีนีออนยามค่ำคืน ทุกความสว่างเพียงหลอกตาให้คิดว่ายามนี้ไม่มืดมิด แต่จริงๆ แล้วไม่มีช่องว่างตรงไหนเลยที่แสดงถึงแสงใดๆ จะเล็ดลอดเข้ามาส่องใจอันดำทมิฬดวงน้อยนี้ได้

สี่ปี...สี่ปี ที่ชีวิตของเธอจมดิ่งสู่เหวแห่งความทุกข์ หายใจเข้าออกแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความเจ็บปวดราวถูกเข็มแหลมคอยตามทิ่มแทง แผ่นดินนี้ที่เธอจากไป และไม่เคยคิดหวนกลับมาจนกระทั่งต้องมายืนเหยียบอีกครั้งเมื่อข่าวสารบางอย่างส่งไปถึง

การสูญเสีย...หรือเปล่าไม่แน่ใจ เรียกว่าแค่มีคนในบ้านที่เคยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันเสียชีวิต และศพถูกนำมาตั้งบำเพ็ญอยู่ ณ วัดที่เธอกำลังเดินทางไปถึงน่าจะเหมาะกว่า

           แท็กซี่จอดเทียบริมฟุตปาธบริเวณปากทางเข้าวัด คนขับรีบเปิดประตูและช่วยนำกระเป๋าท้ายรถออกมาวางให้ หญิงสาวหยิบแบงก์ในกระเป๋าสตางค์ออกมาจ่ายตามจำนวนที่มิเตอร์บอกก่อนจะจับกระเป๋าลากเดินเข้าสู่ตัวพุทธสถาน                 

  ท่ามกลางความโศกเศร้าบนศาลาสวดพระอภิธรรม ทุกคนหันมามองร่างระหงในชุดดำสนิทเป็นตาเดียวกัน เธอสวย...ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า หน้าผากโหนกนูนพอประมาณมาถึงคิ้วโก่งยาวได้รูป จมูกโด่งรับกับตากลมโตที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างลงตัว ปากบางจิ้มลิ้มราวกับจับวาด ผมยาวเป็นลอนยาวสยายจนถึงสะเอว เรือนร่างสมส่วนภายใต้ชุดแซกยาวคลุมเข่าสีดำแขนกุดขับผิวขาวๆ ให้นวลผ่องรับกับแสงนีออนที่สาดกระทบ เสริมให้เธอโดดเด่นอย่างไม่มีที่ติ

“จีนัส...จีนัสมาแล้วเหรอลูก” จิตนารีรีบลุกเดินเข้าไปหาบุตรสาวด้วยความดีใจ นานแค่ไหนแล้วนะที่สาวน้อยคนนี้จากอกแม่ไป หัวอกคนเป็นแม่แม้จะแสนรักแสนคิดถึงลูกไม่มีแม้สักนาทีจะอยากให้อยู่ห่างกาย แต่ในเมื่อต้องมาทนเห็นสภาพความเจ็บช้ำน้ำใจของลูกทุกๆ วันเธอเองก็พลอยอาดูรในชะตากรรมแสนรันทดนั้นไปด้วย จึงยินยอมให้บุตรสาวในใส้เพียงคนเดียวไปใช้ชีวิตยังต่างประเทศ

“คุณแม่...หนูคิดถึงคุณแม่จังเลย” กระเป๋าลากถูกปล่อยทิ้งข้างตัว มือน้อยอ้าแขนรับมารดาที่โผเข้ามากอดด้วยความคิดถึง หยดน้ำตาใสๆ รินหลั่งแสดงออกถึงความซาบซึ้งในสัมผัสแห่งอ้อมกอดนั้น

“มาทางนี้เถอะกระเป๋าเดี๋ยวให้เด็กเก็บให้ก็ได้ มานั่งกับแม่นะเดี๋ยวพระสวดเสร็จเราค่อยกลับบ้านกัน”

จิตนารีเช็ดน้ำตาทั้งของตัวเองและบุตรสาวก่อนจะจูงมือเดินนำหน้าไปนั่งยังโซฟารับรอง  ซึ่งตรงนั้นเธอเห็นแล้วว่ามีใครบางคนที่ไม่อยากเจอที่สุดในชีวิตนั่งอยู่ด้วย บนตักของเขามีเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มเป็นเด็กผู้หญิงผิวขาวผมดำขลับนั่งโยกตัวไปมาอย่างน่าเอ็นดู แต่ในสายตาเธอมันเป็นอะไรที่น่าเกลียดน่าขยะแขยงที่สุด                                                  

   เธอเกลียดสองคนนั่นทั้งพ่อ...ทั้งลูก                                     

  หญิงสาวเดินตามมารดาไปยังอีกฝั่งซึ่งอยู่คนละมุมกับที่ชายหนุ่มคนนั้นนั่ง เขาหันมามองแล้วยังมีหน้าส่งยิ้มบางๆ มาให้ กันต์ศิตางค์กลับเมินเฉย สีหน้าและแววตาของเธอเรียบสนิทไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาให้เห็น

 เธอทอดกายลงนั่งข้างๆ มารดาบนโซฟาตัวยาวที่สุดมองตรงไปยังโลงศพที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าซึ่งถูกประดับประดาด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม รวมถึงตรงที่ฉากรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตด้วย

กันต์ศิตางค์หยุดสายตาอยู่ที่รูปถ่ายใบนั้น วงหน้าของเจ้าหล่อนไม่เปลี่ยนไปเลยใบหน้ารูปไข่ผิวขาวเหมือนเธอ ดวงตากลมโตกว่านิดหน่อย ดูน่ารักน่าทะนุถนอม ในขณะที่เธอดูเป็นผู้ใหญ่แล้วทะมัดทะแมงกว่า ไม่แปลกเลยถ้าอะไรหลายๆ อย่างของคนในรูปกับเธอจะเหมือนกัน นั่นเพราะทั้งคู่มีสายเลือดที่ใช้ร่วมกันกึ่งหนึ่ง

ฉัตรชฎาหญิงสาวล่วงลับคือน้องสาวต่างมารดาของเธอนั่นเอง ทั้งคู่มีบิดาคนเดียวกัน กันต์ศิตางค์เป็นพี่สาวที่อายุห่างกันแค่สองปีถือกำเนิดจากภรรยาคนแรกที่ผ่านการแต่งงาน และจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องทุกประการ

ส่วนคนน้องถือกำเนิดมาจากความพลั้งเผลอที่ใครๆ ก็ไม่ต้องการ แต่ในที่สุดทุกคนต่างก็ทำใจยอมรับได้เมื่อเรื่องแดงขึ้นมา

ในยามนั้นไม่เคยมีใครรู้เห็นว่า ชนชาติหัวหน้าครอบครัวผู้เพียบพร้อมและแสนดี จะมีผู้หญิงคนอื่นแอบซ่อนไว้นอกจากภรรยาที่รู้จักกันในวงสังคมและเป็นที่ยอมรับอย่างจิตนารี จนกระทั่งเด็กหญิงตัวน้อยวัยเจ็ดขวบในตอนนั้นถูกหญิงชรานำมาให้ถึงบ้านพร้อมกับหลักฐานที่ระบุอย่างแน่ชัดว่าเธอคือบุตรสาวอีกคนของชนชาติ

ทุกคนในครอบครัวช็อก ทุกคนมีข้อกังขาสงสัยจนในที่สุดตัวต้นเหตุก็ออกมายอมรับว่าได้มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่เป็นลูกสาวของยายชราคนดังกล่าว

และฉัตรชฎาก็คือลูกสาวในไส้ของเขาอีกคนจริงๆ แต่ด้วยได้เลิกราขาดการติดต่อกันมานานหลายปี ส่งแค่เงินค่าเลี้ยงดูไปให้ เขาจึงไม่รู้ว่ามารดาของหนูน้อยผู้น่าสงสาร ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยโรคหัวใจ

และที่น่าสลดไปกว่านั้นคือเด็กหญิงฉัตรชฎาก็มีโรคประจำตัวที่ติดต่อมาจากแม่ของเธอตั้งแต่เกิดด้วย ผู้เป็นยายไม่มีปัญญาเลี้ยงเพราะวัยที่ล่วงเลยจนใกล้ถึงฝั่งอยู่รำไรจึงตัดสินใจนำมาให้ผู้เป็นพ่อรับผิดชอบเลี้ยงดูบ้าง

แม้ยากจะทำใจให้ยอมรับแต่ด้วยความน่ารักน่าชังบวกกับปมด้อยที่น่าสงสาร จิตนารีเองก็ใจอ่อนยอมรับฉัตรชฎาเป็นลูกสาวเพิ่มเข้ามาอีกคน กันต์ศิตางค์ในวัยเก้าขวบ ยังรู้ความไม่มากนักก็พลอยชื่นชมยินดีในสมาชิกใหม่จนทั้งคู่สนิทสนมจนแทบเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องคลานตามกันมาเลยทีเดียว

“จีนัส...ลูก”

“คุณพ่อ...” ชายวัยกลางคนในชุดดำสีหน้าหมองหม่นเรียกชื่อบุตรสาวคนโตอย่างยินดี วันแห่งความเศร้าที่บุตรสาวคนเล็กเสียชีวิตมีบางสิ่งที่พอจะเข้ามาทดแทนหัวใจห่อเหี่ยวให้ชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง

“พ่อคิดถึงหนูเหลือเกิน สบายดีไหมลูก”

ชนชาติรับทรุดนั่งบนโซฟาตัวยาวข้างๆ หญิงสาวโผเข้ากอดบิดาด้วยความคิดถึงอย่างล้นพ้นเช่นกัน ตั้งแต่เกิดมาการที่ต้องไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอห่างจากอ้อมอกของบุพการีห่างจากบ้านเกิดรวมถึงบุคคลที่รักและทุกอย่าง

ต้นเหตุทั้งหมดก็คือคนที่นอนอยู่ในโลงนั่น...น้องสาวของเธอเอง

“หนูสบายดีค่ะ คุณพ่อผอมไปเยอะนะคะ” หญิงสาวคลายอ้อมแขนแล้วใช้สายตาสำรวจความเปลี่ยนแปลงของบิดา ท่านดูแก่ลง ผมหงอกมีมากขึ้นจนแลเห็นชัดใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นตามวัย อาจเพราะเป็นผู้ชายดังนั้นการดูแลตัวเองจึงไม่ละเอียดอ่อนเหมือนผู้หญิง ดูอย่างมารดาของเธอสิยังสวยพริ้งอยู่เลยแม้จะเข้าสู่วัยกลางคนมาหลายปีแล้ว

“คนแก่แล้วก็อย่างนี้แหละ ว่าแต่...จีนัสกลับมาอยู่กับพ่อกับแม่ไม่กลับไปที่โน่นแล้วใช่ไหมลูก”

“เอ่อ...”

“เอาเถอะๆ สองพ่อลูกเรื่องนั้นค่อยคุยกันดีกว่านะคะ จีนัสกลับมาเหนื่อยๆ กินข้าวกินปลามาหรือยังลูกเดี๋ยวแม่จะให้คนจัดมาให้”

“ไม่ดีกว่าค่ะ...หนูไม่หิว”

“คุณยายขา...” เสียงน้อยๆ อ้อแอ้ดังแทรกการสนทนาของครอบครัว ทั้งหมดหันไปมอง

และกันต์ศิตางค์ก็ต้องหันหน้าเมินไปทางอื่นเพราะไม่อยากมองไม่อยากเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กตรงหน้าแม้สักเสี้ยววินาที

“ย่าหยา...มีอะไรคะลูก ง่วงแล้วเหรอ”                                          

 “น้องหยาจะหาแม่” จิตนารีถึงกับกลืนก้อนสะอื้นลงคอกับคำตอบของหลานสาว เด็กหญิงคุ้มขวัญหรือน้องย่าหยาอายุได้เสียงสามขวบเศษก็ต้องมาเสียมารดาไปอย่างไม่มีวันกลับ และด้วยความเป็นเด็กยังไม่ประสาเธอไม่รู้เลยว่านับต่อจากนี้ไปมารดาที่กำลังเรียกหาจะไม่หวนคืนมาอีกแล้ว

“เอ่อ...นี่ก็ดึกมากแล้ว น้องย่าหยาไปนอนได้แล้วนะลูก เด็กๆ นอนดึกไม่ดีรู้ไหม” ด้วยไม่รู้จะหาคำพูดใดมาปลอบหลานตัวน้อยจิตนารีจึงเลี่ยงไปเรื่องอื่นเสีย แต่หลานสาวของนางก็ยังคงทำหน้ามุ่ยคล้ายจะร้องไห้อยู่เช่นเดิม

“น้องหยานอนไม่หลับค่ะ คุณแม่ไม่กอด...” แน่นอนใครๆ ก็รู้ว่าฉัตรชฎารักและห่วงบุตรสาวมากแค่ไหน ตั้งแต่เด็กน้อยลืมตาดูโลกจนกระทั่งเธอมาล้มป่วยและจากไปด้วยโรคประจำตัว สองแม่ลูกแทบไม่เคยอยู่ห่างกันเลยก็ว่าได้

“โถ...ลูกเอ๊ย...มานอนกับยายก็แล้วกันนะเดี๋ยวยายกอดเองว่าแต่พ่อเราเขาหายไปไหนล่ะเนี่ยเมื่อกี้เห็นยังนั่งอยู่เลย”

“คุณพ่อไปห้องน้ำค่ะ” คุ้มขวัญตอบ แล้วปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนตักผู้เป็นยายอย่างคุ้นเคย จิตนารีเองก็ไม่ได้ปฏิเสธรีบสวมกอดร่างน้อยด้วยความเอ็นดูและสงสาร สายตาพลางชำเลืองไปยังกันต์ศิตางค์ที่ผินหน้าไปอีกทางอย่างอ่อนใจ

“จีนัส...จะไม่ทักหลานมันสักคำเหรอลูก เด็กคนนี้ชื่อน้องย่าหยา...ย่าหยาคะยกมือไหว้ป้าเขาก่อนนะลูก ป้าจีนัสเป็นพี่สาวของแม่เราไง”

“พอเถอะค่ะคุณแม่...หนูไม่อยากรู้จักและไม่อยากนับญาติกับใครทั้งนั้น” เด็กหญิงที่กำลังยกมือไหว้มองตาปริบๆ กับคำพูดของผู้หญิงที่คุณยายของเธอแนะนำ คุ้มขวัญลดมืออย่างหงอยๆ เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่ทำท่าทางคล้ายไม่พอใจเธอจึงสวมกอดคอจิตนารีแล้วซบหน้าหลบบนบ่าอุ่นๆ     “จีนัส จีนก็ไม่อยู่แล้วนะลูกให้ทุกอย่างมันจบเถอะ อีกอย่างย่าหยาก็เป็นแค่เด็กเขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยหรอก”

“ใช่ค่ะ...เด็กไม่รู้เรื่อง แต่เด็กคนนี้มันเกิดมาจากความเลวความไร้จิตสำนึกของคนสองคน คุณแม่อย่าพยายามให้หนูญาติดีด้วยเลยนะคะ ที่กลับมานี่ก็เพราะรู้ว่าใครบางคนมันถูกกรรมตามสนองไปหนูก็แค่มาดูให้เห็นกับตาเท่านั้นล่ะค่ะว่าเวรกรรมมันมีจริง”

“จีนัส!” จิตนารีปรามบุตรสาวเสียงไม่เบานัก ทั้งชนชาติที่นั่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วยก็ได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจกับทุกๆ อย่าง

ไม่มีใครโทษกันต์ศิตางค์เธอมีสิทธิ์โกรธเธอมีสิทธิ์แค้น ต่างก็หวังว่าเวลาช่วงที่หญิงสาวไปใช้ชีวิตไกลบ้าน และการจากไปของฉัตรชฎาจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น

 แต่เปล่าเลย ท่าทีของกันต์ศิตางค์ยังไม่เปลี่ยนไปจากสี่ปีก่อนสักนิด สีหน้าและแววตาของเธอยังคงเต็มไปด้วยความเจ็บแค้นชิงชัง

“เวรกรรมมันไม่มีจริงหรอกจีนัส...ถ้ามีจริงจีนคงไม่ต้องเผชิญชะตากรรมแบบนี้ อีกอย่างเธอจะโกรธจะเกลียดอะไรขนาดไหนก็ขอให้มาลงที่พี่นะอย่าพาลกับเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่...อีกอย่างจีนก็ไปสบายแล้วอย่าทำให้ดวงวิญญาณของเขาต้องเป็นทุกข์จนไม่มีวันไปผุดไปเกิดเลยนะ”

ชายหนุ่มผู้มาใหม่ยื่นมือส่งให้เด็กน้อยที่นั่งบนตักจิตนารีและอุ้มขึ้นมาไว้กับตัวขณะพูด

เขาค่อนข้างไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ยินตอนเดินเข้ามาตรงนี้พอดี สองสามีภรรยารีบลุกตามบุตรสาวที่ยืนเผชิญหน้าจ้องเขม็งกับศิลาภินบุตรเขย

 ดวงตาคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวของเขาแดงก่ำ อัดแน่นเต็มไปด้วยความเสียใจ น้อยใจ และเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด

 “เข้าข้างกันจังเลยรักกันลมหายใจสุดท้ายเลยนะคะ...แล้วทำไมไม่ตายตามกันไปให้หมดๆ เลยล่ะ”

“จีนัส!” ชายหนุ่มกัดกรามแน่นเมื่อถูกดูหมิ่น เขารึเฝ้าคิดถึงเฝ้าห่วงเธอเป็นปีๆ แต่พอได้พบหน้ากลับกลายมองเขาด้วยสายตาขยะแขยงเต็มทีซ้ำวาจาที่เอ่ยออกมาก็หยาบคายเสียจนผิดวิสัยของเธอคนเดิมนัก

“หนูกลับบ้านก่อนดีกว่าค่ะคุณแม่คุณพ่อ...อยู่ที่นี่รู้สึกเหม็นอับอบอวลเหมือนจะอ้วก” พูดจบกันต์ศิตางค์ก็สะบัดตัวหยิบกระเป๋าถือใบย่อมเดินจากไป ปล่อยบิดาและมารดารับหน้ากับแขกเหรื่อที่กำลังหันมองให้ความสนใจเรื่องที่เกิดขึ้น

“ผมฝากทางนี้ด้วยนะครับ...จะพาย่าหยาไปนอนก่อน คุณพ่อคุณแม่พอไหวไหม”

“อ๋อ...จ้ะๆ” ทั้งคู่รับปากแล้วบุตรเขยซึ่งเป็นสามีของฉัตรชฎาผู้ตาย ก็อุ้มหลานตัวน้อย ที่กำลังอยู่ในอาการตื่นกลัว จากเหตุการณ์ปะทะคารมย่อมๆ เมื่อสักครู่เดินออกไปบ้าง

สองสามีภรรยาถอนหายใจยาวๆ ทิ้งร่างนั่งลงบนโซฟาอีกครั้งอย่างเหนื่อยอ่อน การกลับมาของบุตรสาวสุดที่รักในครั้งนี้ทุกคนคงอยู่กันอย่างไม่สงบเท่าไหร่เสียแล้ว

นึกย้อนไปถึงเรื่องในอดีตทั้งคู่ก็รู้ว่ามันยากจะให้กันต์ศิตางค์ยอมรับอะไรง่ายๆ ในตอนนั้นที่เกิดเรื่องใหม่ๆ หญิงสาวถึงกับต้องพาตัวเองซัดเซพเนจรไปอยู่เสียที่อื่นเพราะทำใจไม่ได้ที่น้องสาวร่วมบิดาเกิดมาตั้งครรภ์กับแฟนหนุ่มที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยกัน      

 ในตอนนั้นใช่ว่าทั้งคู่จะพอใจและคิดจะญาติดีกับฉัตรชฎาและศิลาภินถึงแม้ฝ่ายหญิงจะเป็นลูกคนหนึ่งก็ตามทีเมื่อทำสิ่งที่ผิดมหันต์จะมาให้อภัยกันง่ายๆ คงเป็นไปไม่ได้

งานแต่งงานถูกจัดขึ้นตามกำหนดการเช่นเดิม คงเปลี่ยนแต่ตัวเจ้าสาวเท่านั้นซึ่งเป็นที่รู้กันของคนคุ้นเคยในครอบครัว สร้างความเสียชื่อเสียงให้ไม่น้อยแต่พอเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เริ่มซาและจางหายไปตามวาระ

แต่ที่ไม่เคยลางเลือนและเหมือนเดิมราวกับวินาทีนั้นยังตามหลอกหลอนอยู่ร่ำไปคงเป็นหัวใจของกันต์ศิตางค์นั่นเอง

หญิงสาวผู้บอบช้ำหอบเอาหัวใจที่บาดเจ็บ ไปพำนักยังต่างประเทศทันทีที่เรื่องแดงว่าน้องสาวของเธอ กำลังตั้งท้องลูกของแฟนหนุ่ม และไม่เคยกลับมาอีกเลยตลอดสี่ปี เพียงแต่ส่งข่าวคราวผ่านทางมารดากลับมาบ้างเท่านั้นเอง

 เมื่อการแต่งงานผ่านไป ช่วงแรกๆ ฉัตรชฎาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในบ้านที่เธอเคยอยู่ด้วยซ้ำไป แต่ด้วยความพยายามอยากจะให้ผู้ใหญ่ให้อภัย เธอจึงแสดงความจริงใจทุกๆ อย่าง แสดงให้รู้ว่าเธอสำนึกผิดในเรื่องที่ทำลงไปจริงๆ นานเข้า มีหรือผู้เป็นพ่อและแม่บุญธรรมจะทนได้เมื่อเห็นลูกสาวที่เลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อย หอบท้องที่โตขึ้นทุกวันมาคอยยืนรอพบหน้าทุกเช้าเย็นจึง ใจอ่อนและยอมให้ฉัตรชฎากราบขอขมา                         

 ตลอดเวลานับตั้งแต่ตอนคลอดน้องคุ้มขวัญ ฉัตรชฎาก็ได้ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านโดยศิลาภินนั้นก็ไม่ได้ย้ายตามเข้ามาด้วย เพียงแต่แวะเวียนมาเยี่ยมลูกเมียทุกวันเท่านั้น                                               

 ทั้งคู่ให้เหตุผลถึงสาเหตุที่แยกกันอยู่ว่า เป็นการพิสูจน์ความจริงใจว่าไม่ได้คิดจะพรากชายหนุ่มมาจากกันต์ศิตางค์ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความรับผิดชอบเท่านั้น

และในที่สุดก็สามารถชนะใจของทุกคนได้เป็นที่รักและยอมรับของคนในครอบครัวเหมือนเดิม

แต่อนิจจาวาสนาของคุณแม่ยังสาวช่างน้อยนัก ได้เชยชมจนลูกน้อยอายุได้สามขวบเศษ ก็ต้องมาจากไปด้วยโรคประจำตัวที่เป็นมาตั้งแต่เกิด นั่นคือโรคหัวใจ...

 จากการวินิจฉัยของแพทย์การที่ฉัตรชฎาด่วนจากไปก่อนวันอันสมควรอย่างนี้ เพราะจิตใจอยู่ในสภาวะย่ำแย่ซึ่งเป็นผลร้ายโดยตรงกับโรคที่เธอเป็น สะสมนานปีเข้าจึงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้และต้องจากไปชั่วนิรันดร์ในที่สุด

“คืนนี้ย่าหยานอนกับพ่อนะครับ”

“น้องหยาจะหาแม่...” หนูน้อยรัดกอดร่างใหญ่ของเขาที่กำลังขับรถด้วยความไร้เดียงสา ศิลาภินสะอึกจุกอกไปชั่วขณะ

 คุ้มขวัญยังเด็กนักยังไม่อาจเข้าใจถึงการสูญเสียนั้น แต่เด็กน้อยก็รู้ว่าตลอดเวลาสามวันที่ผ่านมา แม่ของเธอไม่ได้อยู่เคียงข้างเหมือนอย่างเคย ความหวังของเธอคืออีกหน่อย...แม่ก็คงกลับมา

“แม่จีนเขาไม่อยู่กับเราแล้วลูก...ย่าหยาเข้มแข็งนะคะ พ่อสัญญาว่าจะดูแลลูกแทนแม่เขาเอง”

“แม่ไปไหน...น้องหยาหาจะแม่” คุ้มขวัญแหงนมองหน้าบิดาสุดที่รักอย่างเศร้าสร้อย

“แม่...แม่เขาไปสวรรค์จ้ะ คงอีกนานกว่าจะกลับ...แม่เขาไปทำงานนะย่าหยา” การโกหกเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แต่วินาทีนี้จะให้เขาตัดรอนจิตใจบริสุทธิ์ดวงน้อย โดยการอธิบายถึงสิ่งที่เธอเพียรถามครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ดูจะโหดร้ายทารุณเกินไป

“น้องหยาเห็นรูปแม่...”

“หือ...รูปแม่ก็มีตั้งหลายใบนี่จ๊ะ ย่าหยาเห็นที่ไหน”

“ที่ที่เรามาเมื่อกี้ไงคะ ย่าหยาเห็นรูปใหญ่เลยมีดอกไม้เต็มเลยด้วย”

ศิลาภินนึกขึ้นได้ทันทีว่าเป็นที่ศาลาวัด รูปที่หนูน้อยเห็นก็คือรูปหน้าศพนั่นเอง แต่ด้วยความเยาว์วัยเธอจึงเอ่ยชื่อเรียกออกมาไม่ถูก

“เอ่อ...ที่นั่น...คือ...จริงๆ แล้วเราทุกคนก็ต้องมีวันหนึ่งที่จะต้องเอารูปไปไว้ตรงนั้น...ไม่มีใครหนีพ้นหรอกจ้ะ” 

ชายหนุ่มพยายามอธิบายให้บุตรสาวฟัง ดูเหมือนทำให้เธอยิ่งจะสงสัย

           “ทำไมคะ...”

           “สักวันหนึ่งเมื่อลูกโตกว่านี้ลูกก็จะรู้ทุกอย่าง ตอนนี้ลูกยังเด็กอยู่มากบางสิ่งบางอย่างพ่ออธิบายยังไงแต่ลูกยังไม่เคยเจอไม่เคยเห็นกับตาฟังยังไงก็ไม่เข้าใจหรอก...รู้ไหมคะ”

           “ค่ะ...แล้วอีกนานไหมคะกว่าแม่จะกลับ” แม้ไม่ร้องไห้โยเยเพราะมีคนคอยเอาใจใส่ดูและตลอด แต่ทุกคนก็รู้ว่าเด็กน้อยนั้นจิตใจจดจ่ออยู่กับการกลับมาของมารดาเธอทุกวัน แม้จะช่วยกันหลอกล่อเพียงใดแต่คุ้มขวัญก็หลงลืมไปชั่วขณะเท่านั้น พอนึกขึ้นได้เธอก็ถามหาแต่ฉัตรชฎาอยู่เสมอ         

  “อีกไม่นานหรอกค่ะ...พ่อรับรองว่าย่าหยาจะต้องได้แม่มานอนกอดทุกคืนแน่ๆ” จริงๆ แล้วคำตอบนี้มันผุดขึ้นเมื่อใบหน้าของใครบางคนลอยเข้ามาในห้วงคำนึงของเขา ย่าหยาน้อยไม่อาจรู้เลยว่าบิดากำลังคิดอะไรอยู่ เธอยิ้มอย่างดีใจกับคำตอบว่าอีกไม่นาน…

           เสียงรถที่แล่นเข้ามาในบ้านทำให้หญิงสาวที่กำลังเดินออกจากห้องน้ำชะงักฝีเท้า เธอมองไปยังนาฬิกาตรงฝาผนังเวลาเพิ่งจะสองทุ่มกว่าๆ เท่านั้น ทำไมบิดาและมารดาของเธอถึงได้กลับมาเสียแล้วล่ะ ก็ไหนบอกว่าจะรอฟังสวดพระอภิธรรมเสียก่อนแล้วค่อยกลับ หรือมีใครเกิดไม่สบายขึ้นมาอย่างกะทันหันหรือเปล่าถึงได้กลับมาก่อนเวลาอย่างนี้

           ผ้าขนหนูสีชมพูอ่อนถูกยกขึ้นเช็ดขยี้ผมที่เปียกน้ำ และเดินออกไปจากห้องหวังจะออกไปพบบุพการี

กันต์ศิตางค์เดินลงบันไดด้วยชุดคลุมอาบน้ำและมีผ้าขนหนูรวบผมเอาไว้ลวกๆ บ้านทั้งหลังยังคงเงียบสนิทไม่มีใครอยู่นอกจากเธอ ทุกคนแม้แต่แม่บ้านหรือคนขับรถที่เพิ่งมาส่งต่างไปอยู่ช่วยในงานศพที่วัด ไฟหลายดวงเปิดสว่างให้บ้านดูไม่น่ากลัวนักแม้ต้องอยู่เพียงลำพัง

           “นี่คุณ...เข้ามาได้ยังไงเนี่ย” เสียงแหลมปรี๊ดจากขั้นบันไดเรียกให้ชายหนุ่มที่อุ้มบุตรสาวไว้แนบอกแหงนหน้าขึ้นไปมอง

           “พี่พาย่าหยามานอน...ย่าหยาง่วงแล้ว” ศิลาภินตอบเสียงเรียบใช้สรรพนามแทนตัวเหมือนเดิมหลังจากที่ไม่ได้ใช้มันมานานแล้ว เขาหลบสายตาจากร่างงามในชุดล่อแหลม แสงไฟที่สว่างโร่ทำให้สามารถเห็นเธออย่างชัดเจน                        

  “จะนอนก็ไปนอนที่อื่นสิ พากันมาที่นี่ทำไม”

           “ย่าหยาอยู่ที่นี่...จะให้พี่พาไปไหนล่ะ”

           “หมายความว่ายังไง...เด็กนั่น...”

           “พี่จะพาย่าหยาไปนอนก่อน...สงสัยอะไรเราค่อยมาคุยกันทีหลัง ย่าหยาน่าสงสารมากพอแล้ว อย่าให้ต้องมารับรู้เรื่องอะไรที่สะเทือนใจเข้าไปอีกเลย พี่เป็นห่วงลูก”

ชายหนุ่มค่อนข้างไม่พอใจกับคำเรียกขานบุตรสาวที่ออกมาจากปากของกันต์ศิตางค์ เขารู้ว่าหากคุยกันต่อหญิงสาวจะต้องโยงเรื่องในอดีตมารื้อฟื้นและหนีไม่พ้นต้องพาดพิงถึงเด็กน้อยด้วยแน่ๆ จึงตอบเลี่ยงและอุ้มลูกสาวเดินขึ้นบันได สวนทางกับเธอไปยังห้องนอน

           ‘พี่เป็นห่วงลูก’ มันคือคำเดียวที่สะท้อนก้องอยู่ในหู แม้เจ้าของคำพูดจะเดินสวนขึ้นไปด้านบนและหายลับเข้าห้องอีกห้องนานแล้ว เด็กคนนั้นสินะ เป็นเพราะเด็กคนนั้นที่พรากเขาไปจากเธอ ดูศิลาภินจะรักและเอาใจใส่ลูกของเขามาก สังเกตได้จากที่เห็นตั้งแต่ในวัด เขาไม่ยอมอยู่ห่างกันเลย

 แม้ฉัตรชฎาจะจากไปแล้วแต่น้องสาวต่างมารดาของเธอก็ยังทิ้งหอกแหลมๆ ไว้ค่อยแทงทิ่มไม่ยอมให้เธออยู่อย่างเป็นสุข

ทำไมนะ...หรือเธอเคยไปสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจอะไรให้ ฉัตรชฎาถึงจองล้างจองผลาญไม่ยอมเลิกรา แม้ตัวเองได้ลาโลกไปแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยให้เธออยู่อย่างสงบสุขได้                                                                 

    ช่วงเวลาสี่ปี เธอหนี...หนีหัวใจ หนีไปจากความทรมานเพราะถูกหักหลัง แต่จวบจนวันนี้ความรู้สึกต่างๆ มันกลับไม่เคยบรรเทาลงเลยแม้แต่นิดเดียว ยังเจ็บปวด ยังทุกข์ทน ยังทรมานราวกับจมอยู่ ณ เวลานั้นตลอดเวลา มีใครไหมเข้าใจความรู้สึกนี้ มีใครไหมแยแสหัวใจที่บอบช้ำของเธอเลยแม้แต่น้อย

           กันต์ศิตางค์ปาดน้ำตาที่คลอเบ้าและเริ่มจะปริ่มไหลออก รีบหันหลังจ้ำเดินขึ้นด้านบนและมุ่งเข้าห้องของตัวเองบ้าง ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือถูกนะที่กลับมา เธอก็แค่คิดถึงโหยหาบ้านเกิด อยากอยู่ในอ้อมกอดบิดามารดาเหมือนที่เคยอยู่ตั้งแต่เล็กแต่น้อย

ไม่มีใครรู้หรอกว่าการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในต่างบ้านต่างเมืองมันเหว่ว้าขนาดไหน โดยเฉพาะกับคนที่มีแผลใจช้ำหนักอย่างเธอ บอกได้คำเดียวเลยว่า....ทรมานเหลือเกิน

           ก๊อก ก๊อก ก๊อก “จีนัส...เปิดประตูให้พี่หน่อย”

เสียงจากด้านนอกตรงประตูเรียกร่างที่ฟุบอยู่บนที่นอนพยุงค่อยๆ พยุงตัวลุกนั่ง นี่เธอร้องไห้จนเผลอหลับไปเลยหรือ

           “จีนัส...จีนัส...เปิดประตูหน่อย เป็นอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มเรียกซ้ำเมื่อการตอบรับคือความที่เงียบผิดปกติ

           “มีอะไร...” กันต์ศิตางค์ร้องถามโดยไม่ยอมเปิดประตูให้

           “พี่มีเรื่องจะคุยด้วย...ไม่นาน”

           “ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ...อีกอย่างฉันก็เหนื่อยมากอยากนอนแล้ว” คำตอบห้วนๆ ย้อนกลับอย่างไม่ใส่ใจ แม้ความอยากรู้อยากเห็นจะมีอยู่เต็มอกในหลายๆ เรื่องแต่การเปิดประตูพบเขาในยามวิกาลและตามลำพังอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอสมควรทำเลย อีกอย่างก็ได้เห็นหน้าพูดคุยกับเขาก็ยังเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากอยู่                                                       

             “พี่รู้ว่าเธอไม่อยากเห็นหน้าพี่ ไม่อยากคุยกับพี่...แต่พี่มีเรื่องสำคัญจริงๆ จะพูดด้วยถ้ารอช้ามันจะสายเกินไป และเธอเองนั่นแหละที่จะเสียใจไปตลอดชีวิต”

           “งั้นก็พูดมาเลยสิ...ไม่เปิดประตูก็คุยได้ฉันฟังรู้เรื่อง รีบพูดแล้วก็รีบไปซะฉันจะได้นอนซะที”

           “โอเค...พี่ยอมเธอคุยตรงนี้ก็ได้ ไม่มีอะไรมากหรอกแค่มันเป็นเรื่องสำคัญที่เธอมีโอกาสทำในช่วงเวลาสี่วันนี้เท่านั้น ไม่มีใครบังคับหรอกจีนัสขึ้นอยู่กับว่า เธอจะตัดเรื่องในอดีต และพร้อมจะให้อภัยคนที่เขาจากไปแล้วได้แค่ไหนเท่านั้น”

           “พูดมาเลยดีกว่าไม่ต้องพิรี้พิไร...ฉันบอกแล้วไงว่าง่วง...อยากนอน” หญิงสาวเริ่มหงุดหงิดเมื่อเขาไม่ยอมเข้าเรื่องเสียที แถมยังพูดพาดพิงถึงใครบางคนที่จากไปชั่วนิรันดร์ให้ได้ยินอีกแล้ว

นี่ชีวิตเขาจะไม่มีวันลืมฉัตรชฎาเลยแม้สักวินาทีเลยหรือไร รู้ทั้งรู้ว่าได้ร่วมกันมอบความเจ็บปวดให้เธอหนักหนาสาหัสแค่ไหน ยังจะมาพรรณนาถึงให้เธอฟังอีกหรือ

           “อีกสี่วันศพจีนก็จะถูกเผาแล้ว...พี่อยากให้เธอไปจุดธูปอโหสิกรรมให้จีน...”

           “ไม่จำเป็น...ฉันอโหสิกรรมให้ไปตั้งนานแล้ว นี่หรือเรื่องที่บอกว่าถ้าฉันไม่ทำแล้วจะเสียใจไปตลอดชีวิต เสียใจด้วยนะคุณศิลาภินคุณคิดผิดแล้วมันเป็นเรื่องที่น่ายินดีต่างหาก”                                                           

    หญิงสาวบอกข้ามผนังประตูด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ในส่วนลึกของหัวใจกันต์ศิตางค์ยอมรับแต่โดยดีว่ารู้สึกเสียใจ เศร้าและหดหู่กับการจากไปของน้องสาวต่างมารดาเหลือเกินแต่เธอก็เก็บมันเอาไว้สุดหัวใจเช่นกัน

จำได้ว่าตั้งแต่เล็กจนโตเธอผูกพันกันมาก รักกันมากแทบจะไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่ามีสายเลือดร่วมกันเพียงครึ่งเดียว ดูแลและเอาใจใส่กันเหมือนพี่น้องที่คลานตามกันมา แต่แล้วทุกอย่างก็มีพังทลายลงอย่างไม่เหลือแม้เศษซากความรู้สึกดีๆ คงมีแต่ความบาดหมางที่กินใจไปจนวันตราบวันสิ้นลม

           “จากวันนั้นจนกระทั่งวันที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เรื่องเดียวที่จีนรู้สึกติดค้างมาตลอดคือเรื่องของเธอนะจีนัส จีนอยากขอโทษอยากให้เธอให้อภัยและกลับมาเหมือนเดิม...จีนรอเพื่ออยากเห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย รอจนรอไม่ไหวและจากไปทั้งน้ำตา...จนวินาทีสุดท้ายจีนก็ยังเรียกหาเธอ...”

น้ำเสียงเริ่มอ่อนลงอย่างเจ็บแค้นตอนท้ายประโยค นั่นสร้างความเจ็บจุกให้คนฟังได้ไม่น้อย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเธอไม่ได้เป็นคนก่อ

           “ขอบอกอีกครั้งว่าฉันอโหสิกรรมให้ไปนานแล้ว และทุกอย่างสำหรับฉัน มันจบไปตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อนอย่ามาขอร้องให้ฉันทำอะไรที่ไม่อยากทำ อย่าบังคับให้ฉันลืมเรื่องทุกอย่างเหมือนคนมักง่ายที่ทนเจ็บครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่รู้จักจำ...ฉันทำไม่ได้ ออ...ฉันจะนอนแล้ว”

 สิ้นเสียงหวานๆ ชายหนุ่มยังได้ยินเสียงฝีเท้าเดินจากไปและค่อยๆ เบาลง เป็นคำตอบให้เขาได้เป็นอย่างดีว่าคงต้องผิดหวังกลับไป ใช่จะไม่รู้ ใช่จะไม่รู้สึกทุอย่างที่เกิดขึ้น แต่เขาก็แก้ไขอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องช่วยพิสูจน์ความจริง

รักสามเส้าครั้งเมื่อสี่ปีก่อนจบลงด้วยความทุกข์ และไม่มีใครเคยได้สัมผัสกับคำว่าความสุขอีกเลยนับแต่นั้นมา กันต์ศิตางค์จะรู้บ้างไหมว่าคนที่เจ็บปวดไม่ได้มีเพียงเธอ และเธอ...ไม่ใช่คนที่ทุกข์ทรมานที่สุด

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • โซ่ดอกรัก    เส้นขนานที่ต้องมาบรรจบ ตอนที่ 1

    อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด

  • โซ่ดอกรัก    รักหรือไร ใยโหดร้าย ตอนที่ 4

    ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร

  • โซ่ดอกรัก    รักหรือไร ใยโหดร้าย ตอนที่ 3

    ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว

  • โซ่ดอกรัก    รักหรือไร ใยโหดร้าย ตอนที่ 2

    รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ

  • โซ่ดอกรัก    รักหรือไร ใยโหดร้าย ตอนที่ 1

    เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้

  • โซ่ดอกรัก    การตัดสินของหัวใจ ตอนที่ 5

    เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี

  • โซ่ดอกรัก    การตัดสินของหัวใจ ตอนที่ 4

    คืนนั้นทั้งคืนความสับสนคืบคลานเข้ามาเยือน เสียจนกว่าจะข่มตาหลับลงได้ก็เกือบจะเช้าเข้าไปแล้ว กันต์ศิตางค์ตื่นขึ้นมาด้วยความหม่นหมองใจ แต่ก็ยังพยายามทำตัวให้เป็นปกติเพื่อคนในบ้านจะได้ไม่เกิดความสงสัย แค่เรื่องที่ศิลาภินมาหาเมื่อวานกับที่เธอต้องหลบลี้หนีหน้ากลับมาค่ำมืดดึกดื่นก็ทำให้บิดาและมารดาคลางแค

  • โซ่ดอกรัก    การตัดสินของหัวใจ ตอนที่ 3

    กันต์ศิตางค์กลับมาถึงบ้านเกือบๆ จะสี่ทุ่มเข้าไปแล้วทั้งบิดาและมารดาของเธอต่างนั่งคอยด้วยความเป็นห่วงถึงแม้จะโทร.ติดต่อกันตลอดก็ตาม รถของเธอยังถูกจอดทิ้งไว้ยังร้านให้บริการเช่าที่จอด ซึ่งกิตติธัชจะให้คนงานของเขาเอามาคืนในวันรุ่งขึ้น หญิงสาวพาร่างที่โรยแรงกับจิตใจที่ช้ำหนักขึ้นไปยังห้องส่วนตัวทันที

  • โซ่ดอกรัก    การตัดสินของหัวใจ ตอนที่ 2

    ชายหนุ่มคอยกันต์ศิตางค์อยู่นานพอสมควรก็ถูกทางโครงการที่เชียงใหม่ตามตัว ลูกน้องของเขาที่อยู่ทางโน้นไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ เพราะรายละเอียดต่างๆ ของการตกแต่งเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องรับผิดชอบทั้งหมด ณัฐวุฒิแค่เพียงคอยช่วยเหลือในเรื่องทั่วๆ ไปเท่านั้น เมื่อหัวเรี่ยวหัวแรงไม่อยู่งานที่กำลังดำเนินการก็ต

  • โซ่ดอกรัก    การตัดสินของหัวใจ ตอนที่ 1

    เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายดังเรียกให้เจ้าของรีบหยิบสมอลทอร์คมาเหน็บเสียบที่หูเพื่อสนทนา คนที่โทร.มาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นกิตติธัชนั่นเอง“พี่พัฒ...มีอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามปลายสายทันที จำได้ว่าวันนี้เขามีธุระออกไปทำงานนอกพื้นที่และเธอกับเขาก็ไม่ได้มีนัดอะไรกันด้วย จริงๆ ช่วงนี้กิตติธัชค่อนข้างล

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status