LOGIN“จีนัส...จีนัสตื่นหรือยังลูก”
“ค่ะคุณแม่ตื่นแล้วค่ะ...” จริงๆ แล้วไม่ได้นอนเลยต่างหาก
กันต์ศิตางค์ลุกจากโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความเหนื่อยล้า การเดินทางหลายชั่วโมงบวกกับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอทำให้เธอรู้สึกเบลอๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ยังถ่อสังขารไปเปิดประตูให้มารดาที่มาเคาะเรียกตั้งแต่เช้าตรู่
“ตายแล้ว...จีนัสทำซีดอย่างนี้ล่ะลูกเมื่อคืนยังดีๆ อยู่เลย” เมื่อประตูเปิดออกจิตนารีถึงกับต้องเอามือทาบอกยามเห็นใบหน้าซูบซีดของลูกสาวที่ก้าวเดินออกมา
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะจีนัสคงเหนื่อยตอนนั่งเครื่อง เวลาที่นี่กับที่เวนิสก็ไม่ตรงกัน ยังปรับตัวไม่ค่อยได้...อีกหน่อยคงชินไปเองค่ะ”
“อืม...งั้นพักเถอะลูกเดี๋ยวจะพานไม่สบายไปอีกคน แม่แค่จะมาตามไปตักบาตรด้วยกันเสียหน่อย แต่สภาพนี้คงไม่ไหว เดี๋ยวแม่จะให้คนเอาข้าวต้มร้อนๆ ขึ้นมาให้ก็แล้วกันนะ”
“ค่ะ...” หญิงสาวยิ้มฝืนให้มารดาในชุดดำสนิท ไม่บอกก็รู้ว่า จิตนารีคงกำลังตักบาตรทำบุญให้คนที่จากไป
ทำไมนะทุกคนถึงต้องพยายามให้เธอมีส่วนร่วมในงานศพครั้งนี้กันเหลือเกิน ทั้งๆ ที่รู้กันอยู่แก่ใจว่า ตัวเธอเองไม่ปรารถนาจะข้องเกี่ยวด้วยเลยแม้แต่น้อย ที่กลับมานี่...ก็แค่...ก็แค่คิดว่าต่อไปนี้จะไม่มีมารชีวิตมาอยู่ร่วมโลกกันอีกต่อไปเท่านั้นเอง
ร่างบางในชุดนอนทอดกายค่อยๆ นั่งลงบนเตียง เธอทอดถอนหายใจแล้วพานให้น้ำตาไหลหยาดลงเป็นทาง แม้จะเจ็บแค้นชิงชังมากมายแค่ไหน แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าการจากไปของฉัตรชฎาในครั้งนี้ทำให้เธอหดหู่เสียใจอย่างที่สุด นึกถึงเรื่องราวหนหลังครั้งยังรักกันกลมเกลียวก็ให้สะท้อนใจ
แม่สาวน้อยหน้าหวานเป็นน้องสาวที่แสนดีของเธอเสมอ แม้จะต่างมารดาและได้มาใช้ชีวิตร่วมกันตอนโตพอจะรู้ความได้กันแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความผูกพันที่มีบั่นทอนลงเลย ทั้งคู่เป็นพี่น้องสองสาวที่ใครๆ เห็นต่างก็ต้องอิจฉา
“พี่จีนัส...อย่าปีนขึ้นไปสิคะเดี๋ยวตกลงมาแม่ใหญ่ได้ตีซ้ำแน่” เด็กน้อยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ดึงชายเสื้อผู้เป็นพี่สาวที่กำลังทำท่าปีนขึ้นบนต้นมะม่วงซึ่งมีลูกดกอยู่เต็มต้น
“ถ้าจีนไม่พูด...พี่ไม่พูดใครจะไปรู้ น่า...นิดเดียวพี่ขึ้นไม่สูงหรอกจีนอยู่ข้างล่างไปคอยรับได้เลย”
“ไม่เอาจีนกลัวพี่จีนัสตก...ให้จีนขึ้นเองดีกว่านะจีนตัวเล็กไม่ตกง่ายๆ หรอก” ฉัตรชฎาในวัยเยาว์ยังดึงชายเสื้อพี่สาวหยิกๆ ไม่ยอมให้ขึ้นต่อ
“ไม่ได้เธอยังเด็กอยู่ แถมไม่เคยขึ้นต้นไม้อีกมีหวังลงมาไม่เป็นท่าแน่จีน” ทั้งคู่ยื้อยึดกันอยู่พักหนึ่งในที่สุดผู้เป็นน้องสาวก็ต้องยอมแต่โดยดีแม้จะเป็นห่วงสักแค่ไหน เธอถอยหลังออกไปสองสามก้าวเพื่อรอรับมะม่วงสุกที่พี่สาวกำลังโยนลงมาให้ “ดีๆ นะจีน...อย่าให้ลงพื้นนะเดี๋ยวช้ำหมด”
“ค่ะพี่จีนัส...” และแล้วกิจกรรมสุดเสี่ยงกับการโดนตีก็ดำเนินต่อไปโดยทั้งคู่สามารถเก็บลูกมะม่วงได้พอประมาณ กันต์ศิตางค์จึงทำท่าจะปีนลงจากต้น หนูน้อยวันสิบเอ็ดขวบค่อยๆ ใช้มือจับกิ่งไม้ไว้ก้าวเท้าลงจากกิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งหนึ่งแล้วไล่ไต่ลงมาอย่างระมัดระวัง
แต่ด้วยความรีบร้อนหนูน้อยจึงไม่รู้เลยว่ามือกำลังไปจับโดนรังเล็กๆ ของมดแดงเข้าให้แล้ว อาจเป็นเพราะมันไม่ได้ใหญ่นักเธอจึงไม่ได้สังเกตเห็นตั้งแต่แรกที่ปีนขึ้น
“กรี๊ด/ว๊าย...พี่จีนัสระวังค่ะ” ฉัตรชฎารีบวิ่งเข้าไปดูพี่สาวที่นั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่ตรงโคนไม้ สีหน้าพี่สาวของเธอบิดเบี้ยวเหยเกบ่งบอกถึงความเจ็บปวดรุนแรง
“พี่จีนัสเป็นไงบ้างคะ เจ็บมากไหม”
“อูย...เจ็บสิจีน แต่ไม่เป็นไรหรอกพอทนได้รีบกลับกันดีกว่าป่านนี้คุณแม่คงคอยแล้วล่ะ”
“ค่ะๆ เดี๋ยวจีนช่วยพยุงนะคะ...ว้าย!! พี่จีนัสแขนเลือดออกเต็มเลยค่ะ” ฉัตรชฎาที่เข้าไปช่วยพยุงกรีดร้องใบหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นตรงด้านหลังต้นแขนของพี่สาวมีรอยถลอกเป็นทางยาวและยังมีเลือดไหลซิบออกมาอีกด้วย
“ว้าย...ว่าแล้วทำไมเจ็บจัง แสบด้วยทำไงดีจีนโดนแม่ดุแน่” กันต์ศิตางค์ก็เช่นกันเริ่มสำนึกผิดขึ้นมาทันทีว่าไม่น่าเล่นซนจนได้เรื่องเลย เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเจ็บแล้วจะต้องมาโดนทำโทษอีกไม่คุ้มเลยจริงๆ
“โอ๊ะ...โอ๊ย!!” กันต์ศิตางค์ที่พยายามลุกยืนโดยมีน้องสาวประคองร้องโอดครวญขึ้นอีกครั้งและต้องนั่งลงไปอย่างเดิมเนื่องจากตรงข้อเท้าของเธอมันเจ็บแปลบทันทีที่ขยับ
“พี่จีนัสเป็นอะไรคะ”
“ซวยแล้วจีน...พี่เจ็บข้อเท้าเท้าแพลงแน่เลย”
“ทำไงดีคะ...พี่จีนัสต้องรีบไปหาหมอนะทั้งเจ็บเท้าทั้งเป็นแผลแบบนี้อันตรายแน่ๆ จีนกลัว...” ฉัตรชฎาเริ่มใจไม่ดีและทำท่าเหมือนจะร้องไห้ออกมาในขณะที่พี่สาวของเธอก็พยายามที่จะพยุงตัวเองให้ยืนแต่ทุกครั้งที่ขยับตรงข้อเท้าก็เจ็บร้าวจนไม่สามารถยืนขึ้นได้ดั่งใจ
แผลตรงด้านหลังแขนขาวๆ ก็เริ่มเจ็บจากที่เมื่อครู่ชาจนแทบไม่มีความรู้สึก สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างปรึกษาด้วยความกังวล
“จีนจะไปตามคนมาช่วยนะคะ พี่จีนัสรอจีนที่นี่นะ”
“ไม่เอา...พี่กลัว...จีนอย่าทิ้งพี่นะนี่ก็จะมืดแล้วด้วยเราอยู่ติดกำแพงหลังบ้านเลยนะมันน่ากลัวจะตาย”
กันต์ศิตางค์ดึงน้องสาวเขย่าพลางปฏิเสธ บ้านของพวกเธอเป็นสไตล์เรือนไทยประยุกต์ เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นตั้งอยู่บนเนื้อที่ห้าไร่ ท่ามกลางธรรมชาติที่สุขสงบของบรรยากาศแบบชานเมือง
เลยรั้วบ้านด้านนอกออกไปคือสวนผักปลอดสารพิษที่ปลูกไว้กินและขายเป็นรายได้ของครอบครัว แปลงผักยาวสุดลูกหูลูกตาที่บิดาและมารดามักจะพาไปศึกษาวิธีการตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้เพื่อรับช่วงต่อกิจการนี้ต่อไป แต่...สวนผักมันไม่สนุกเลย ร้อน แถมยังเหนื่อยอีกต่างหาก
ที่นี่สิ...ถึงจะสนุก...
ตรงที่พวกเธอยืนอยู่เป็นพื้นที่ภายในรั้วบ้านเป็นสวนเล็กๆ ที่ปลูกผลหมากรากไม้หลายชนิดรวมกันเพื่อให้คนในบ้านได้เก็บกินโดยไม่ต้องไปซื้อหายามถึงช่วงฤดูนั้นๆ สองพี่น้องได้รับคำสั่งห้ามมาบริเวณนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาดเพราะห่างจากตัวบ้านพอสมควร
และผู้ใหญ่ก็กลัวสัตว์จำพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอจะทำร้ายเอาด้วย แต่ทั้งคู่ก็มักแอบหนีมาเที่ยววิ่งเล่นเก็บผลไม้ต่างๆ กินกันบ่อยครั้ง เพราะมันร่มรื่นและกว้างขวางพอที่จะเล่นอะไรก็ได้ตามใจชอบ เผลอตาคนในบ้านทีไรเป็นต้องแอบพากันมาบ่อยๆ
“งั้นจีนพยุงนะ...เราไปพร้อมกันเลย”
“อืม...พี่ก็จะพยายาม เร็วเถอะเย็นมากแล้ว” สองพี่น้องรีบพยุงคลอกันเดินเขยกออกจากบริเวณนั้น กว่าจะถึงบ้านก็กินเวลากว่าครึ่งชั่วโมง ต้องค่อยๆ เดินไปบ้าง นั่งพักไปบ้าง เพราะคนหนึ่งเจ็บและอีกคนก็ตัวเล็กเกินกว่าจะหอบหิ้วพี่สาวให้เดินฉิวไปได้
เมื่อถึงบ้านทุกคนต่างตกใจหน้าตาตื่น ที่เห็นสองพี่น้องออกมาจากด้านหลังตัวบ้านในสภาพมอมแมม เปื้อนดินเปื้อนทรายไปทั้งตัว แถมอีกคนยังเจ็บถึงขึ้นต้องหิ้วปีกกันกลับมา วีรกรรมในครั้งขึ้นต้นมะม่วงนั้นจบลงด้วยการทั้งคู่ถูกทำโทษหลังจากอาการบาดเจ็บของเธอหายดีแล้ว
ฉัตรชฎา...ออกรับแทนทั้งหมดด้วยเหตุผลว่า ‘พี่เจ็บมากแล้ว’ โดยการบอกกับทุกคนว่าเธออยากกินมะม่วงเลยชวนพี่สาวไปเก็บ แต่เพราะตัวเล็กกว่าพี่สาวต้องเป็นคนปีนขึ้นไปเก็บให้ และขอรับโทษเพียงผู้เดียว ส่วนกันต์ศิตางค์เองก็ออกตัวแย้งเช่นกัน
ทั้งคู่ต่างคิดรับความผิดทั้งหมดเอาไว้เองจนบิดาและมารดาต้องยอมยกโทษให้ เพราะเห็นแก่ความรักและความสามัคคีของสองพี่น้อง
และหลังจากนั้นก็มีเรื่องราวซึ่งถูกเก็บเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจของเธออีกครั้งหนึ่ง เมื่อเธอหนีออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เพื่อเป็นการสละโสด เพราะทางบ้านไม่อนุญาตด้วยเป็นความเชื่อของคนสมัยก่อนว่า หญิงหรือชายที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน ควรจะระมัดระวังตัวให้มากๆ ไม่ควรออกไปไหน มาไหนโดยพลการไม่เช่นนั้นจะเกิดเหตุร้ายขึ้น
แต่ด้วยความคึกคะนอง และแรงยุจากเพื่อนฝูงเธอก็หาทางออกจากบ้านจนได้โดยความช่วยเหลือจากฉัตรชฎา ซึ่งเป็นคนเดียวในบ้านที่รับรู้ คืนนั้นเธอดื่มจนเมามาก ถึงขนาดเพื่อนๆ ต้องหามพากันไปเปิดโรงแรมนอนกว่าจะได้สติกลับมาถึงบ้านก็ปาเข้าไปเช้าเสียแล้ว และพบว่าทั้งบิดามารดากำลังรอสำเร็จโทษเธออยู่อย่างพร้อมหน้า
หญิงสาวไม่เคยนึกฝันว่าแค่การหนีออกไปเที่ยวจะเกิดเรื่องราวใหญ่โต นำความเป็นห่วงกังวลใจมากมายให้คนในครอบครัวขนาดไหน จิตนารีนั้นถึงขนาดเป็นลมเพราะความเครียด และอดหลับอดนอนทั้งคืน ฉัตรชฎาก็มีบาดแผลเต็มตัวไปหมด เนื่องจากเป็นห่วงว่าพี่สาวจะถูกว่ากล่าว จึงขี่จักรยานออกไปตามหาจนเกิดอุบัติเหตุล้มลุกคลุกคลาน ส่วนชนชาติก็โมโหหน้าดำหน้าแดงถึงขั้นจะตีให้หลาบจำ แต่ศิลาภินก็ออกรับแทนว่าเขาไม่ดีเองที่ไม่อยู่ดูแล ถ้าจะทำโทษกันเขาก็ขอยอมรับแทนเธอเอง
หลังจากเหตุการณ์วันนั้นหญิงสาวก็ให้สัญญากับทุกคนว่าจะไม่ทำตัวเหลวไหลให้ใครต้องเป็นห่วงจนเดือดเนื้อร้อนใจตามๆ กันอีก แต่หลังนั้นไม่นาน ทุกอย่าง...ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้วจนถึงปัจจุบัน
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







