LOGIN“ทำไมจีน...ทำไมถึงยอมแพ้อะไรง่ายๆ ทำไมไม่รู้จักอดทน”
ภาพทุกอิริยาบถในวัยเยาว์ผ่านช่วงเวลาต่างๆ ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ความทรงจำที่แน่นแฟ้นระหว่างพี่น้องฉายชัดราวเป็นเรื่องในปัจจุบัน แม้ตัวเองจะหนีไปไกลแสนไกล ถูกความเจ็บช้ำปิดตาบังใจแค่ไหนก็ไม่อาจลบความรู้สึกจริงๆ ที่มีออกไปได้เลย
ตลอดเวลาที่จากกันเธอทั้งคิดถึงทั้งเคืองแค้น ราวอกจะแตกเป็นเสี่ยง ทางออกหาไม่เจอ ทางจะเดินกลับก็ไม่มี
“จีนัส...จีนัส...เป็นอะไรรึเปล่า” เสียงห้าวทุ้มที่คุ้นเคยเรียกอยู่ด้านนอกโดยไม่ได้เคาะประตูทำให้หญิงสาวที่นอนเหม่อรีบใช้มือปาดเช็ดน้ำตา
“มีอะไร...” เธอตอบเสียงห้วนพลางนึกสงสัยทำไมเขามาเช้าขนาดนี้ หรือว่าไม่ได้ไปไหนเลยตั้งแต่เมื่อคืน และนอนค้างที่นี่กับเด็กนั่นด้วย
“คุณแม่บอกไม่สบายเป็นอะไรมากไหม...พี่เอายามาให้”
“ไม่กิน...หนักกว่านี้ยังไม่ตาย คุณเลิกยุ่งกับฉันซะทีฉันอยากอยู่คนเดียว...เข้าใจไหม!”
เสียงแผดตวาดลั่นดังมาจากด้านในของห้องนอน ชายหนุ่มถอนหายใจยาวๆ ด้วยความห่วงกังวล เขารีบไปยกโต๊ะตัวเล็กซึ่งใช้วางแจกันเพื่อตกแต่งตรงบันไดมาตั้งหน้าห้องหญิงสาว และนำอาหารกับยาวางไว้ให้
หวังว่าเธอคงจะออกมาทานมันเพราะคงไม่มีใครได้คอยดูแลใกล้ชิดนัก พอเสร็จจากตักบาตรหน้าบ้านตอนเช้าต่างก็ต้องพากันไปที่วัดเพื่อเตรียมงานต้อนรับแขกในตอนเย็นกันอีก เขาอยากจะลองชวนกันต์ศิตางค์ไปด้วย แต่เธอมาไม่สบายเสียก่อนอีกทั้ง...คงยากสักหน่อยที่จะพูดให้เธอยอมไปง่ายๆ
ศิลาภินมองประตูห้องอดีตคนรักอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปสมทบกับบุคคลด้านนอกที่รอตักบาตรและเตรียมของเพื่อใช้ในงานศพ มีเวลาอีกไม่นานแล้วที่ศพของฉัตรชฎาจะต้องถูกเผา เธอจะได้ไปอยู่ยังภพภูมิที่เหมาะสมและจากคนทางนี้ไปตลอดกาล
แต่หากยังไม่ได้รับการอโหสิกรรมให้อภัยจากพี่สาวคนเดียวของเธอแล้ว ไม่รู้ว่าดวงวิญญาณที่แสนอาภัพนั้นจะเป็นสุขได้อย่างไร
“อ้าวธีร์ลงมาแล้วเหรอ...จีนัสว่ายังไงบ้าง”
“ไม่ได้ว่าอะไรครับ...ผมวางอาหารกับยาไว้ให้แล้วเดี๋ยวคงลุกมากินเอง”
“คุณพ่อ...” คุ้มขวัญรีบไต่ลงจากการอุ้มของจิตนารีเดินหรามือเข้าหาบิดาทำราวกับห่างกันมาเป็นปี ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะตั้งแต่เกิดมาเด็กน้อยก็ได้รับการเอาใจใส่จากทั้งบิดามารดาและคนรอบข้างเป็นอย่างดี ในวันนี้เมื่อเด็กน้อยต้องขาดแม่จะรู้สึกเหว่ว้าย่อมหาที่พึ่งทางใจและเกาะติดแจไม่ยอมห่างอย่างที่เห็น
“อืม...อย่างนั้นเหรอ แม่ชักเป็นห่วงนะเห็นเมื่อกี้ดูซีดเซียวมากน่าตกใจเชียว ไม่มีใครอยู่บ้านเสียด้วยเกิดเป็นอะไรมากกว่านั้นขึ้นมาจะทำยังไงล่ะเนี่ย”
“ให้ใครอยู่เป็นเพื่อนสักคนก็ได้คุณ ที่วัดเพื่อนบ้านก็ช่วยกันอยู่หลายคน ทางนี้ยังไงก็น่าเป็นห่วงกว่า”
ชนชาติเสริม สีหน้าเขาก็กังวลไม่น้อย เพิ่งจะเสียลูกสาวไปคนหนึ่งอีกคนก็มาไม่สบายเสียอีกใจคนเป็นพ่อเป็นแม่มีหรือจะไม่รู้สึกหดหู่ใจหาย
“ให้อ้ออยู่ก็แล้วกันนะ...อ้าวอ้อมาพอดีเดี๋ยวอยู่เป็นเพื่อนจีนัสหน่อยนะเขาไม่สบายเผื่ออาการหนักจะได้มีคนดูแลส่งข่าว”
“ค่ะคุณนารี...” ลูกสาวแม่ครัววัยยี่สิบตอนปลายยิ้มและรับปาก เธอเองไม่ค่อยอยากทำหน้าที่นี้เท่าไหร่หรอกแต่คงขัดไม่ได้ เธอสนิทสนมกับฉัตรชฎาแต่ทางด้านกันต์ศิตางค์ลูกสาวคนโตของบ้านนั้นแทบไม่รู้จักมักคุ้นเลยเพราะเมื่อสี่ปีที่แล้วก่อนที่กันต์ศิตางค์จะไปอยู่ยังต่างประเทศเธอยังไม่ได้มาเป็นผู้ช่วยมารดาที่บ้านหลังนี้เลย จึงรู้สึกไม่ค่อยสนิทใจเท่าไหร่
“อย่าไปขัดใจเขานะอ้อ...จีนัสเขาเป็นคนเอาแต่ใจยังไงก็คิดว่าช่วยดูและน้องนุ่งก็แล้วกันนะ”
นี่คือสิ่งมัดใจคนทั้งบ้าน ความเป็นกันเองไม่ถือตัวของทั้งสองสามีภรรยาประมุขของบ้านทำให้ทุกคนที่ทำงานด้วยรู้สึกสบายใจไม่อึดอัด แต่เหมือนทุกคนจะรับรู้ได้ว่าการกลับมาครั่งนี้ของเจ้านายอีกคนราวกับมีฝนฟ้าตั้งเค้าอึมครึมเพื่อรอเวลาพายุลูกใหญ่จะมาอย่างไรอย่างนั้น
“ไปกันเถอะธีร์...ย่าหยา”
“ครับ...” เมื่อตกลงกันเสร็จสรรพเรียบร้อยศิลาภินซึ่งเป็นสารถีของบ้านรีบเดินล่วงหน้าไปยังรถของตัวเองเพื่อพาทุกคนไปที่วัด ส่วนบรรดาแม่บ้านแม่ครัวและคนงานอื่นๆ ก็เก็บข้าวของที่ใช้ตักบาตรเสร็จแล้วไปไว้ในบ้าน พวกเขาขึ้นรถอีกคนโดยมีคนขับรถของบ้านพาตามไป
งานศพผ่านพ้นไปด้วยดีจนกระทั่งในคืนสุดท้าย ญาติผู้เสียชีวิตต่างโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปก่อนวัยอันสมควรของฉัตรชฎาโดยเฉพาะผู้เป็นบิดาและมารดาบุญธรรมดูจะอาดูรกับการไว้อาลัยครั้งสุดท้ายนี้ไม่น้อย อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าร่างของลูกสาวพวกเขาก็จะต้องถูกเผาตามประเพณี คงเหลือแต่เถ้ากระดูกไว้เพื่อทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กันต่อไปเท่านั้น
ชีวิตของหญิงสาวแม้จะไม่ลำบากยากเข็ญจนเกินไปแต่ก็นับว่าอาภัพอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยได้รับความสุขกายสบายใจที่แท้จริงสักครั้ง แม้วาระสุดท้ายยังต้องจากไปด้วยน้ำตาเพราะยังมีห่วงอยู่นั่นเอง
“จีนัสมันใจดำเหลือเกินนะคุณ...จะจุดธูปบอกให้อภัยน้องสักหน่อยยังทำไม่ได้ ตั้งแต่กลับบ้านมาก็วันแรกนั่นแหละที่มาวัดหลังจากนั้นไม่ยอมโผล่มาเลย” จิตนารีคุยกับสามีที่นั่งข้างๆ พร้อมกับยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา
“ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน...ผมรู้สึกว่าความผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผมนะนารี เพราะผมไม่มั่นคงกับคุณทำจีนเขาเกิดมา ผมทำให้แม่ของจีนเจ็บช้ำน้ำใจ...เรื่องมันกลับวนมาทำร้ายลูกเราทั้งสองคน จีนัสสูญเสียคนรักให้กับน้องสาวจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ส่วนจีนก็ต้องจมอยู่กับคำประณามว่าแย่งแฟนพี่สาว ต้องเสียใจจนถึงวาระสุดท้าย...”
ชนชาติลูบใบหน้าที่ล่วงเลยตามวัยหยาบๆ เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นบางครั้งเขาอาจจะโกรธอาจจะแสดงอาการโมโหออกไปบ้าง แต่ในจิตสำนึกๆ เขารู้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเวรกรรมที่เขาสร้างขึ้น และวนเวียนมาถึงบุตรสาวทั้งสองที่ต้องทนรับความทุกข์ทรมานทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ
“อย่าคิดมากเลยค่ะคุณ...เรื่องมันแล้วไปแล้วแก้ไขอะไรก็ไม่ได้จีนเขาจากไปแล้วก็ถือว่าเขาหมดทุกข์หมดโศกในภพนี้เสียนะคะ ส่วนเราก็คงยังมีเวรมีกรรมต้องอยู่ชดใช้กันต่อไป” จิตนารีซับน้ำตาอีกครั้งมองคู่ชีวิตที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความหมองเศร้าอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ต่างก็อยากให้คนตายจากไปโดยไม่ต้องมีห่วงกังวลเพื่อดวงวิญญาณของเธอจะได้ไปสู่สุคติไม่ต้องวนเวียนให้ต้องทุกข์ทรมานอีก
แต่จะทำอย่างไรได้เล่าในเมื่อเจ้าของเรื่องที่ทำให้ดวงวิญญาณนั้นกังวลไม่ยอมลดทิฐิเสียที ครั้นจะบังคับขู่เข็ญก็รู้ว่าเป็นการตอกย้ำความเจ็บช้ำที่เคยมีของกันต์ศิตางค์เข้าไปอีก ตอนนี้หนทางเท่ากับมืดไปทุกด้าน
“คุณพ่อ...คุณแม่...ผมฝากย่าหยาไว้สักครู่นะครับ”
“หือ...จะไปไหนเหรอธีร์” จิตนารีรับตัวหลานสาวที่ศิลาภินส่งให้มานั่งบนตัก พลางมองถามชายหนุ่มอย่างสงสัยเพราะโดยปกติ ตลอดเวลาตั้งแต่มีงานศพมา พ่อลูกคู่นี้เขาไม่ห่างกันเลยไม่ว่าผู้เป็นพ่อจะงานยุ่งมากมายแค่ไหนก็จะจับเจ้าตัวน้อยติดสอยห้อยตามอยู่เสมอ
“เอ่อ...ผมมีธุระจำเป็นมากๆ ต้องไปทำครับ แค่แป๊บเดียวเท่านั้นเดี๋ยวผมมานะครับ”
“จ้ะ...จ้ะ...” จิตนารีตอบรับอย่างงงๆ มองไล่หลังบุตรเขยที่เดินลิ่วๆ ไปขึ้นรถ
“ไปไหนของเขานี่ก็ใกล้พระสวดแล้วนะคะ คืนสุดท้ายแล้วด้วย”
“คงธุระสำคัญจริงๆ น่ะคุณเจ้าตัวเขาก็บอกแล้วนี่” สองตายายหันเหความสนใจมาที่หลานสาวคนโปรด ไม่ได้ระแวงสงสัยธุระของศิลาภินอีก หากรู้ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มคิดจะทำนั้นคืออะไรทั้งคู่คงตกใจอยู่ไม่ใช่น้อย
ปัง! “เปิดประตู!! จีนัส!! ฉันบอกให้เธอเปิดประตูเดี๋ยวนี้”
เสียงเคาะรัวหลายครั้ง จนประตูห้องเธอแทบพังพร้อมกับเสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความโมโห ทำให้กันต์ศิตางค์ที่อยู่บนที่นอนใช้ผ้าห่มคลุมโปงมิดชิดปิดหูปิดตาทำเหมือนไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่เสียงนั้นมันดังลั่นจนห้องแทบถล่มอยู่รำไร
“จีนัส!! ถ้าเธอไม่เปิดฉันพังเข้าไปแน่! เปิด!”
ปัง ปัง ปัง ศิลาภินยังคงโหมทุบประตูทั้งเรียกให้หญิงสาวในห้องออกมาพบเขา มันนานพอแล้วที่กันต์ศิตางค์ได้ใช้ความเอาแต่ใจของตัวเอง ถึงเวลาที่เธอต้องออกมาทำตามความต้องการของคนอื่นบ้าง
และมันก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสอะไรเลย แค่ไปจุดธูปหน้าศพน้องสาวตัวเองแล้วบอกให้อภัยอโหสิกรรมต่อดวงวิญญาณอาภัพเท่านั้น ทุกอย่างก็จบทุกคนก็ได้ไม่พลอยห่วงกังวลไปด้วย
“...” เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับ กันต์ศิตางค์กำลังเปิดสงครามเย็นกับเขาอยู่ ใช่ว่าอยากใช้วิธีรุนแรงบังคับกัน แต่ตลอดเวลาสองสามวันที่ผ่านมาทั้งเขาและทุกคนพยายามพูดดีด้วยก็แล้วกล่อมก็แล้ว ขอร้องก็แล้วให้หญิงสาวยอมไปไหว้ศพน้องสาวสักครั้ง
แต่ดูเหมือนมันจะไร้ผล...
และคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่ศพของฉัตรชฎาจะตั้งสวดพระอภิธรรมเพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่สุคติภพ เมื่อถึงวันพรุ่งนี้ร่างของเธอก็จะถูกเผากลายเป็นผงธุลี ไม่มีทางคืนสภาพเป็นฉัตรชฎาได้อีกแล้ว
กริ๊ก! “จีนัส!” เสียงประตูถูกปลดล๊อกพร้อมๆ กับฝีท้าวหนักๆ เดินย่ำเข้ามาในห้องและผ้าห่มผืนโตที่คลุมร่างเธอไว้ก็ถูกดึงออกไป กันต์ศิตางค์ลืมตาโพลงมองบุรุษที่เรียกชื่อเธอซึ่งยืนเท้าสะเอวถมึงทึงอยู่ตรงหน้า เธอรีบผลุนผลันลุกนั่งด้วยความโมโหที่ถูกละเมิดสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว “คุณมีสิทธิ์อะไรเข้ามาในนี้...ออกไปนะ!!”
“สิทธิ์เหรอ...พี่มีแน่สิทธิ์ที่เข้ามาได้อย่าบอกนะว่าเธอลืมไปแล้ว...”
“เลว...ฉันบอกให้ออกไปไงเล่าออกไปสิ...เข้ามาทำไม...โอ๊ย!!!”
“ไปแต่งตัวซะ...เดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มขยับเข้าไปคว้าแขนที่ยื่นออกมาและบิดกลับเข้าหาเจ้าตัวจนเธอร้องเสียงลั่นด้วยความเจ็บ
“แต่งตัว...ไปไหนปล่อยสิ โอ๊ย!!! เจ็บ!!”
“เจ็บก็ฟังแล้วก็ทำตามที่พี่บอกจีนัสอย่าให้พี่ต้องใช้ความรุนแรงมากกว่านี้ ไปแต่งตัวพี่จะพาเราไปไหว้ศพของจีน” ศิลาภินจ้องดวงหน้าหวานเขม็ง ยังไงเสียเวลานี้เขาก็จะไม่ยอมเธออีกแล้ว
“คุณ...กล้าดียังไงมาบังคับให้ฉันทำเรื่องที่ไม่อยากทำ รักกันนักหวงกันหนาก็ไปอยู่ด้วยกันไปไหว้กันเองสิมายุ่งอะไรกับฉันด้วย” หญิงสาวน้ำตาคลอเบ้ารู้สึกเจ็บจี๊ดในหัวอกขึ้นมาทันที ที่แท้เขาทำทุกอย่างก็เพื่อฉัตรชฎา แม้แต่วินาทีสุดท้ายเขาก็ยังเลือกทำเพื่อให้เธอคนนั้นสบายใจ
“ไป หรือ ไม่ ไป...”
“ไม่!! อื้อ!” ก่อนประโยคถัดไปจะถูกพ่นออกมาจีบปากบางกลับถูกฉกปิดเสียก่อนแล้ว ศิลาภินไล่มือไปจับไหล่มนทั้งสองข้างของหญิงสาวและลากเข้าหาตัวในขณะที่เขาเองก็ทรุดนั่งลงบนที่นอนนุ่มเพื่อรั้งร่างบางให้อยู่ในอ้อมกอดได้ถนัดถนี่
กันต์ศิตางค์ชาวาบไปถึงขั้วหัวใจไม่นึกสักนิดว่าเขาจะทำถึงขนาดนี้ สมองของเธอมึนงง สับสนและยังจับต้นชนไปลายไม่ถูก
“อื้อ...”
“นิ่งไว้...นิ่งๆ” เมื่อหญิงสาวในอ้อมกอดเริ่มขัดขืนนิดๆ ศิลาภินจึงละริมฝีปากออกจูบซับตรงเปลือกปากสาวคล้ายปลอบขวัญก่อนจะทาบทับบนกลีบปากสีสดนั้นอีกครั้ง ฉกชิมความหอมหวานที่รอคอยมาแสนนานอย่างสมใจ ก่อนจะรุกไล่พรมจูบทั่วดวงหน้าหยอกเอินอย่างคุ้นเคยแม้จะร้างรามานานปี
“นี่...ปล่อย!!” สติเริ่มกลับมาอีกครั้งหลังจากหลงมนต์สะกดแห่งรสจูบนั้นอยู่พักใหญ่ กันต์ศิตางค์รวบรวมกำลังทั้งหมดผลักร่างหนาให้ออกจากตัวแต่ไร้ผล ดูเหมือนเขารู้ทันเสียก่อนจึงรัดเธอไว้แน่นยิ่งขึ้น หญิงสาวน้ำตาเอ่อไหลออกจากเบ้ากับความพ่ายแพ้ที่ถูกเขาบังคับขืนหัวใจ
“ทีนี้จะยอมไปรึยัง...ถ้าไม่ยอมไปงานศพเธอก็ต้องยอมพี่...ว่าไงจะเลือกอย่างไหน”
ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บแปลบทันทีที่ได้เห็นน้ำตานั้น แต่ก็ทำเป็นไม่ยี่หระเขาต้องไม่ใจอ่อนเด็ดขาดยังไงวันนี้ก็ต้องลากกันต์ศิตางค์ไปที่วัดให้ได้ เขาได้ทีขู่ซ้ำทั้งยังจับความรู้สึกลนลานของคนในอ้อมกอดได้เป็นอย่างดี
แต่ใช่ว่ามีแต่เธอเสียเมื่อไหร่ล่ะที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเขาก็เช่นกัน แทบจะยั้งอารมณ์เมื่อครู่ไม่อยู่ด้วยซ้ำถ้าหากเธอไม่ผลักตัวเขาออกจนได้สติและได้เห็นว่าเธอกำลังร้องไห้ มีหวังคงเลยเถิดไปกว่านี้แน่
“ปล่อยก่อน...”
“พี่ถามว่าเธอ...จะไปหรือไม่ไป...หืม...” ใบหน้าคมสันโน้มเข้ามาความหอมหวานอีกครั้ง ปากก็ขู่เธอแต่ใจนั้นกลับเต้นสั่น ศิลาภินอยากให้หญิงสาวรีบตอบรับให้โดยเร็วที่สุดก่อนที่เขาจะยั้งตัวเองไม่อยู่และเธอจะไม่มีโอกาสได้เลือกอีก
“ป่ะ...ไป...” ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่เป่ากระทบใบหน้ามีอิทธิพลต่อจิตใจเธอเหลือเกิน ยิ่งได้อยู่ในอ้อมแขนนี้อีกครั้งมันราวกับวันเวลาย้อนกลับไปถึงตอนที่ยังไม่เกิดเรื่อง
แค่ได้สัมผัส...แค่ได้แตะต้องนี่เธอถึงกับลืมเลือนความบาดหมางที่แสนเจ็บปวดไปชั่วขณะเลยหรือ หญิงสาวถอนหายใจและแหงนหน้ามองเพดานเพื่อกลืนน้ำตา
“ปล่อยสิ...ฉันจะได้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”
“อย่าตุกติกนะจีนัส...พี่เอาจริง เราได้รำลึกความหลังกันพักใหญ่แน่ถ้าเธอไม่ได้ไปที่วัดคืนนี้”
ศิลาภินข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเบาหวิวตรงริมกกหูขาวสะอาด ทำให้หญิงสาวรีบผลักเขาออกก่อนตัวเองจะกระโดดลงจากเตียงไปเปิดตู้เสื้อผ้าและคว้าเอาชุดดำวิ่งเข้าห้องน้ำไป
รอเวลาไม่นานนักสาวเจ้าในชุดเดรสสีดำสนิท ก็ออกมาจากห้องน้ำให้เขาได้ยลโฉม กันต์ศิตางค์สวยจริงๆ ก่อนนี้หญิงสาวตรงหน้าเขาว่าสวยไม่มีที่ติแล้ว กลับมาอีกครั้งสี่ปีให้หลังเธอกลับสวยขึ้นอีกเป็นกอง
ผิวขาวปานหยวกขับกับชุดสีดำเข้มแขนกุด ที่รัดช่วงทรวงอกจนถึงเอวแล้วปล่อยบานเป็นกระโปรงยาวถึงเข่า รูปร่างสะโอดสะองได้รูปไปกว่าเมื่อก่อนนั่น อาจเป็นเพราะร่างกายของเธอได้พัฒนากระชับเป็นรูปเป็นร่างยิ่งขึ้นตามอายุนั่นเอง มันเพิ่มความน่ากอดน่าลูบไล้เท่าทวีคูณเลยทีเดียว
“จะไปกันได้ยังล่ะ...เมื่อกี้เห็นรีบทำท่าจะเป็นจะตาย”
“อ๋อ...ไปสิ...” เพราะมัวแต่ยืนตะลึงงันจึงไม่รู้ตัวเลยว่าเทพธิดาชุดดำของเขาได้เดินไปรอที่ประตูห้องตั้งนานแล้ว ศิลาภินลุกจากที่นอนอย่างเก้อๆ เดินตามหลังหญิงสาวที่ยังมีอาการกระฟัดกระเฟียดอย่างยิ้มๆ พลางคิดในใจว่าถ้ารู้ว่าใช้ไม้นี้แล้วได้ผลคงใช้ไปนานแล้วล่ะ
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







