LOGINสองหนุ่มสาวเดินตีคู่เข้ามาในศาลาวัดท่ามกลางสาวตาที่จับจ้องราวเป็นเรื่องแปลกประหลาด
แน่นอนทุกๆ คน ณ ที่นี้รู้ดีว่าทั้งคู่เป็นใครเคยเป็นอะไรกัน และความสัมพันธ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร เนื่องจากต่างก็เป็นเพื่อนบ้านที่สนิทชิดเชื้ออยู่ในละแวกเดียวกันทั้งนั้น
เรื่องราวแบบปากต่อปากต่างก็เล่าขานเป็นทอดๆ กันไปตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน พอเวลาผ่านไปต่างก็ลืมเลือนเรื่องเก่าๆ เพราะมีเรื่องใหม่เข้ามาไม่ได้ใส่ใจอะไรกันอีก
แต่เมื่อเห็นอดีตคู่รักมาพร้อมกันอย่างนี้ย่อมเป็นที่สนใจธรรมดา อีกทั้งคนเป็นน้องสาวซึ่งก็คือภรรยาของชายหนุ่ม ได้เสียชีวิตไปแล้วหมาดๆ ดูลาดเลาแล้วต่างก็คิดไปต่างๆ นานา ว่าถ่านไฟเก่าคงจะคุก็คราวนี้แหละ
“จีนัส...มาได้ยังไงลูก”
“หนูมาไหว้ศพตามมารยาทค่ะคุณแม่”
หญิงสาวตอบไม่ยี่หระ เหลือบมองร่างหนาที่คอยตามเป็นเงาเชิงตำหนิ ว่าเป็นการไม่สมควรแล้วที่จะมาติดแจกับเธอในที่สาธารณะแบบนี้ ศิลาภินก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองทำเกินหน้าที่ และเริ่มเป็นที่จับตามองจึงปลีกตัวไปอุ้มบุตรสาวจากตักของจิตนารี แล้วหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาสำหรับเจ้าภาพบ้าง
กันต์ศิตางค์ถอนหายใจยาวๆ เม้มริมฝีปากเข้าหากัน ราวพยายามข่มอารมณ์บางอย่างไม่ได้หลุดออกมา เธอยื่นกระเป๋าถือฝากไว้กับมารดาและเดินไปยังที่ตั้งโลงศพของน้องสาวต่างแม่
มือสองข้างกำเข้าหากันแน่น เหงื่อไหลซิกร่างกายของเธอเย็นชืดราวน้ำแข็ง หัวใจเต้นสั่นรู้สึกเหมือนลมพัดวูบอยู่รอบตัว เธอยืนจ้องรูปถ่ายหน้าศพที่ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สดสวยงาม
แต่...ความงามของดอกไม้หมองหม่นไปเลยยามมันอยู่คู่กับน้องสาวของเธอ
ฉัตรชฎาช่างงดงาม น่ารัก และสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ตอนมีชีวิตอยู่เธอก็ร่าเริงสดใสราวกุหลาบแรกแย้ม ไม่นึกเลยว่าพอได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง พี่สาวคนนี้จะได้เห็นแค่รูปหน้าศพและโลงที่บรรจุร่างเท่านั้น
อนิจจาชีวิตที่เปรียบเหมือนกันและกันครึ่งหนึ่งได้จากหายไปแล้ว
“จีน...” กันต์ศิตางค์เรียกชื่อน้องสาวเบาๆ พร้อมรับธูปที่เด็กรับใช้ส่งให้เธอพนมมือไหว้มองไปยังโลงศพสีขาวมุขซึ่งประดับลวดลายเส้นสีทองสวยงาม
ไม่มีใครรู้ว่าสายตาแดงก่ำนั้นจ้องมองสิ่งใดกันแน่ ไม่มีใครรู้ว่าใจของพี่สาวที่เคยถูกน้องสาวแท้ๆ ทรยศคิดอะไรอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังสื่อสารสิ่งใดกับน้องสาวผู้ล่วงลับจากใจ...ถึงใจ กันต์ศิตางค์พนมมืออยู่ครู่หนึ่งก็ก้มลงกราบและปักธูปลงในกระถาง เธอคลานเข่าถอยหลังและยืนขึ้นเมื่อพ้นจากเสื่อสำหรับรองนั่ง จ้องมองรูปถ่ายด้วยสายตานิ่งงันก่อนจะหันหลังกลับและเดินตรงไปยังบิดาและมารดา
“หนูกลับล่ะนะคะ เดี๋ยวให้น้าพลไปส่งหนูด้วย” เธอขอกระเป๋าถือจากมารดาและบอกลารวดเดียว
แม้จะยังงงๆ กับเหตุการณ์อยู่แต่จิตนารีกับชนชาติก็ดีใจเป็นที่สุดที่เห็นลูกสาวคนโตมายืนอยู่ตรงนี้...ในวันนี้ วันสุดท้าย
“จีนัสไม่ฟังพระสวดหน่อยเหรอลูก คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของน้องแล้วนะ”
“แค่นี้น่าจะพอใจกันแล้วนะคะ อย่าให้หนูต้องทำอะไรที่ฝืนใจตัวเองไปมากกว่านี้เลยค่ะ หนูขอร้อง”
หญิงสาวบอกอย่างตรงไปตรงมาเธอรับกระเป๋ามาถือแล้วรีบหลบหน้าเดินไปยังที่จอดรถรถคนขับทันที และไม่หันหลังกลับมาดูบนศาลาอีกเลยว่าตอนนี้เธอได้กลายเป็นจุดเด่นของงานสักแค่ไหน
ศิลาภินนั้นมองร่างบางในชุดดำเดินไปจนลับตา เขาอยากจะไปส่งกลับด้วยตัวเองติดตรงที่ใกล้เวลาพระสวดแล้ว ในฐานะสามีของผู้ตายจะออกไปข้างนอกเวลานี้มันจึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง
ใครจะรู้ไหมว่าท่าทีแข็งกร้าวที่แสดงออกไปกับวาจามะนาวไม่มีน้ำนั้นเป็น เพียงกำแพงกั้นตัวเองจากความอ่อนแอเท่านั้น
ลับหลังคนทั้งศาลากันต์ศิตางค์ถึงกับปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น สมองเต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตผุดพรายขึ้นมาอย่างชัดเจน ทุกภาพทุกตอน ทุกช่วงเวลาแห่งความผูกพันของสองพี่น้องแน่นแฟ้นเหนือสิ่งใด
วันนี้...เธอกลับต้องอยู่ตามลำพัง โดยที่น้องสาวร่วมสายเลือดชิงหนีไปสบายเสียก่อนแล้ว ฉัตรชฎาทิ้งเธอไว้ให้เผชิญความทุกข์บนโลกใบนี้ต่อเพียงลำพัง ช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดแท้ๆ กลับไม่ยอมอยู่รับผิดชอบมันให้ถึงที่สุด
“จีน...จีนน้องพี่....” ย้ำเสียงสั่นเครือออกมาจากปากอย่างอาลัย คนสองคนที่เคยอยู่ด้วยกัน ผูกพันกันทั้งทางสายเลือด ความรู้สึกและหัวใจยามนี้ต้องมาจากกันอย่างไม่มีวันหวนกลับมันเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสเหลือเกิน
แม้ครั้งหนึ่งจะมีเรื่องบาดหมางอย่างไม่เคยคิดให้อภัยแต่เมื่ออีกคนหนึ่งไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว อีกคนที่เหลือย่อมสะเทือนใจ รู้สึกถึงความสูญเสียนั้นได้ถึงใจเป็นธรรมดา
คนขับรถเดินไล่หลังมาแล้วกันต์ศิตางค์จึงเปิดประตูด้านหลังเข้าไปนั่งในรถเพื่อกลบเกลื่อนอาการของตัวเอง
รถเคลื่อนตัวออกจากตัววัดหญิงสาวมองไปที่ศาลาตั้งศพจนลับตา ต้องจากันแล้วจริงๆ น้องพี่ จากกันอย่างไม่มีวันเจอ...ชั่วนิรันดร์
ยามเช้าของบ้านหลังใหญ่ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติในหนึ่งสัปดาห์ต่อมา กันต์ศิตางค์ยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดโดยไม่ได้ทำงานอะไรเป็นหลักแหล่ง เธอช่วยมารดาทำบัญชีบ้างเป็นบางครั้งเพื่อเรียนรู้ที่จะก้าวขึ้นมาบริหารงานทั้งหมด มันไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบแต่ก็คลุกคลีมาแต่เล็กแต่น้อยย่อมไม่ใช่เรื่องยาก เด็กหญิงคุ้มขวัญตัวน้อยก็อยู่ที่บ้านเดียวกับเธอเช่นกัน มักจะหลบตามซอกตามมุมเพื่อแอบมองเธออยู่บ่อยครั้ง แต่หญิงสาวก็ไม่เคยชายตาสนใจไยดี
ด้านศิลาภินนั้นได้ยินชนชาติคุยกับจิตนารีว่า กลับไปบ้านในตัวเมืองเพื่อเคลียร์งานที่คั่งค้างอยู่ ชายหนุ่มมีบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในเป็นของตัวเอง แม้จะเป็นแค่บริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานไม่กี่คนแต่เขาก็บริหารมันได้ดีมีลูกค้าบอกต่อกันปากต่อปากจนมีงานไม่ขาดมือ
บางครั้งมัณฑนากรหนุ่มยังมีงานในต่างจังหวัดที่ต้องเดินทางไกลและไปอยู่เป็นแรมเดือนก็มี นับว่าธุรกิจของเขาค่อนข้างราบรื่นและมั่นคงขึ้นทุกวันๆ
“จีนัส...ไม่กินข้าวกินปลาเสียล่ะลูก อีกเดี๋ยวตามพ่อเขาเข้าไปในสวนนะ วันนี้มีลูกค้าประจำรายใหญ่มาดูสินค้าพ่อเขาอยากแนะนำให้รู้จักกันไว้ ต่อไปลูกจะได้ทำงานกับเขาได้สะดวก”
“หนูยังไม่หิวค่ะคุณแม่...งั้นเดี๋ยวหนูไปหาคุณพ่อเลยก็ได้ค่ะ” หญิงสาวบอกมารดาแต่สายตาขุ่นนั้นตวัดมองเด็กน้อยที่ถูกอุ้มไว้แนบอก คุ้มขวัญรีบกอดคอผู้เป็นยายแล้วซบหน้าบนบ่าเป็นการหลบเพราะค่อนข้างกลัวกับสายตาคู่นี้
“ดูทำเข้าย่าหยาตกใจหมด...”
“ทำอะไรคะยังไม่ได้จับมาฉีกอกซะหน่อย”
“จีนัส!! เรานี่ชักแรงขึ้นทุกวันแล้วนะกับเด็กก็ไม่เว้น” จิตนารีตำหนิบุตรสาว แต่ดูเจ้าหล่อนจะไม่ค่อยใส่ใจนัก กันต์ศิตางค์ยักไหล่แบะปากอย่างไม่แยแสก่อน จะเดินผ่านร่างมารดาเข้าไปเตรียมตัวในบ้านก่อนที่เธอจะต้องออกไปหาบิดาที่สวนผัก แดดยามบ่ายไม่ถือว่าร้อนจัด แถมที่แปลงผักบางชนิดยังมีสแลน (Slan) คลุมไว้ทั่วเพื่อป้องกันแสงแดดเผาทำลาย โดยเฉพาะที่ยังเป็นต้นกล้ายิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ
หญิงสาวในชุดกางเกงขายาวสีดำเสื้อยืดสีฟ้าสดคลุมทับด้วยเสื้อแขนยาวสีดำอีกที สวมถุงเท้าและรองเท้าบูตตามแบบฉบับคนทำงานในสวนเดินไปหากลุ่มคนที่มีบิดารวมอยู่ด้วย ผมยาวสยายของเธอถูกรวบและผูกเป็นหางม้าไว้ด้านหลังเผยใบหน้าสวยให้เด่นสง่าแม้ไม่มีเครื่องสำอางมาตกแต่งใดๆ
“คุณพ่อ...” กันต์ศิตางค์เอ่ยเรียกบิดา ที่อยู่ในชุดชาวสวนเต็มรูปแบบ มีหมวกปีกกว้างสวมไว้บนหัวด้วย ในมือก็ถือสินค้าซึ่งคือผัก คงเป็นการสาธิตอะไรบางอย่างให้ลูกค้าเหล่านั้นดู ไม่น่าเชื่อว่าจะมากันหลายคนด้วย หญิงสาวมองกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ชายทั้งหมดซึ่งหันมาทางเธอพร้อมๆ กันตามเสียงเรียกเมื่อครู่
“จีนัสมาแล้วเหรอ...นี่คุณอากรแล้วนี่ก็คุณกิตติธัชลูกชายส่วนอีกสองสามคนนั่นก็เป็นคนงานของคุณอากรเขาน่ะ รู้จักไว้สิลูกนี่ลูกค้าคนสำคัญของเราเลยนะ” ชนชาติยิ้ม รีบแนะนำผู้มาเยือนให้บุตรสาวได้รู้จัก
“สวัสดีค่ะ...เอ่อคุณลุงสวัสดีค่ะคุณกิตติธัช” เธอยกมือไหว้ผู้อาวุโสที่ดูจะมีอายุมากกว่าบิดา และบุตรชายของเขาที่ดูแล้วคงแก่กว่าเธอไม่กี่ปีและยิ้มให้เหล่าคนงามตามมารยาท และทั้งก็ยิ้มรับอย่างเป็นมิตร
“ไหว้พระเถอะหนู...อืม...คุณชาติเนี่ยโชคดีนะครับมีลูกสาวสวยทั้งสองคนเลย เสียดายที่หนูจีนจากไปเสียแล้วน่าใจหายอยู่เหมือนกันนะครับ”
“ครับ...จีนเขาไปสบายแล้ว พวกเรายังคิดถึงเขาตลอดยังไงก็ไม่มีวันลืมกันลงหรอกครับ” ชนชาติสีหน้าเศร้าทันทีเมื่อเอ่ยถึงบุตรสาวคนเล็กผู้ล่วงลับ ก่อนที่ทั้งหมดจะหันมาสนใจการสนทนาเกี่ยวกับธุรกิจอีกครั้ง
โดยกันต์ศิตางค์นั้นเริ่มรู้สึกว่าถูกจับจ้องโดยสายตาจากชายหนุ่มชื่อกิตติธัชอย่างน่าอึดอัดเลยทีเดียว
หลังจากติดตามบิดาฟังไปเรื่อยเปื่อยเธอถึงได้รู้ว่าที่แท้นายอากรกับบุตรชายเป็นเจ้าของโรงงานแปลรูปสินค้าจำพวกผักและผลไม้ พวกเขาจึงสั่งสินค้าจากทางบิดาของเธอครั้งละมากๆ เพื่อนำไปแพ็คเป็นผลิตภัณฑ์ในนามบริษัทอีกที
ก็ถือได้ว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ได้จริงๆ เกือบสองชั่วโมงกว่าการมาตรวจดูคุณภาพของผักสดชนิดต่างๆ จะผ่านลุล่วงไปด้วยดี
“เยี่ยมมากครับปลอดสารพิษจริงๆ แถมดูแลกันดี จนผลผลิตออกมาสวยอย่างนี้ผักในสวนของคุณชาติถึงได้ขายดีไม่เคยเหลือค้างอย่างเจ้าอื่นเขา” อากรกล่าวอย่างชื่นชมในความเอาใจใส่ของเจ้าของไม่ขาดปากขนาดทั้งหมดเดินทางกลับ
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เราไม่ได้จ้างคนนอกมาดูแลมีแต่พวกชาวบ้านคนกันเองทั้งนั้นเลยสนิทใจจะช่วยงานกันเต็มที่ ผลงานมันก็เลยออกมาดีครับ ส่วนเรื่องปลอดสารพิษผมรับประกันได้เลยผมถูกปลูกฝังเรื่องนี้มาตั้งแต่เล็กแต่น้อยว่าเมื่อเราหากินกับธรรมชาติเราก็ต้องดูแลรับผิดชอบธรรมชาติมันด้วยจะได้พึ่งพากันไปอีกนานๆ” ชนชาติกล่าวไปยิ้มไปอย่างภาคภูมิใจ
“อ่ะ...ถึงรถคุณซะทีผมกับลูกสาวส่งแค่นี้นะครับ น่าเสียดายที่พวกคุณไม่ว่างกันไม่งั้นได้นั่งทานมื้อเย็นกันซักมื้อ”
“เอาไว้วันหลังก็ได้ครับคุณชาติ เรายังต้องร่วมทำธุรกิจด้วยกันอีกนานเชียวล่ะ”
“ครับๆ ฮ่าๆ” สองหนุ่มใหญ่หัวเราะร่วน ด้วยคุยกันถูกคอมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คงมีแต่กิตติธัชที่แอบจ้องสาวเจ้าไม่ยอมวางตา
“เอ่อ...ผมลาล่ะครับคุณน้า...ผมกลับก่อนนะครับคุณจีนัสหวังว่าเราคงมีโอกาสได้เจอกันอีกนะครับ”
“ค่ะ...สวัสดีค่ะ” กันต์ศิตางค์เพียงยิ้มรับและกล่าวลาทั้งหมดในทีเดียวกัน เมื่อลูกค้าคนสำคัญพากันกลับไปแล้วสองพ่อลูกก็เดินเคียงข้างกันมุ่งหน้ากลับบ้าน นี่ก็ใกล้ถึงมื้อเย็นของครอบครัวแล้ว
“คุณลุงอากรนี่ดูท่าทางอัธยาศัยดีนะคะ คุยกับคุณพ่อถูกคอเชียว”
“ฮะๆ ก็ธรรมดาคนทำงานกันมาพักใหญ่ๆ แล้วน่ะลูก คุณอากรเขานิสัยดี ไม่เอาเปรียบคน ลูกชายเขาก็เจริญรอยตามพ่อเขานะ”
“เหรอคะ”
“หืม...ดูลูกสาวพ่อเหมือนไม่ค่อยชอบคุณกิตติธัช มีอะไรหรือเปล่าหรือชังขี้หน้าที่เขาแอบมอง”
“คุณพ่อรู้...” หญิงสาวมองหน้าบิดาอย่างค้นหา เธอไม่รู้เลยว่ามีคนอื่นแอบสังเกตอยู่ด้วยนอกจากตัวเธอเอง ก็เห็นตลอดเวลาบิดาของเธอก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะรับรู้อะไรนอกจากจะคุยกับเพื่อนร่วมธุรกิจ
“แหม...พ่อน่ะแก่ปูนนี้แล้วนะจีนัส แถมมีลูกสาวสวยก็ต้องจับตาดูเป็นพิเศษล่ะว่า ใครมันมาเกาะมาแกะลูกสาวพ่อบ้าง”
“คุณพ่อนี่ร้ายเหมือนกันนะคะ เห็นเฉยๆ แบบนี้ร้ายเงียบนะเนี่ย”
“ฮะๆ แน่นอนๆ พ่อเห็นลูกทำหน้าบูดทุกทีเวลาเขามอง ไม่ชอบหน้าเขาเหรอลูก ถ้านึกกลัวล่ะก็ไม่ต้องกลัวหรอกคุณกิตติธัชเขาเป็นคนดี ไว้ใจได้” ชนชาติบอกกับบุตรสาว
“เอ...ยังไงคะเนี่ยรู้สึกเหมือนถูกหลอกให้มาดูตัวเลยเนี่ย” กันต์ศิตางค์ทำตาเหล่เจ่าเล่ห์ใส่บิดา จากคำพูดนั้นมันตหงิดๆ เหมือนชายหนุ่มคนดังกล่าวถูกตาต้องใจเอาเสียเหลือเกิน
“เปล่า...สำหรับพ่องานก็คืองาน เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว คู่ครองของลูกๆ
ก็ต้องเป็นคนเลือกเองเพราะจะต้องอยู่กันไปชั่วชีวิต ให้คนอื่นเลือกให้น่ะมันไม่ดีหรอก พ่อแค่เห็นลูกทำเหมือนไม่ค่อยชอบคุณกิตติธัชเขา เลยบอกไว้เผื่อจะคิดว่าเขาเป็นคนไม่ดี”
ชนชาติกล่าว เขาเป็นพ่อที่ดีของลูกๆ เสมอแม้จะเคยเป็นสามีทำผิดร้ายแรงมาก่อน บทเรียนชีวิตที่ผ่านมาบอกให้เขารู้ว่าควรใช้ความระมัดระวังตัวเองอยู่ทุกลมหายใจ หากพลาดพลั้งแล้วใครก็ไม่มีสิทธิ์ไปแก้ไขมันได้
“ขอบคุณค่ะพ่อ...หนูคิดว่าคงอยู่กับพ่อกับแม่ดีกว่าค่ะ”
“ไม่เอาน่าจีนัสอย่าปิดกั้นตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเรากลับไปแก้ไขไม่ได้เรา อยู่ให้มีความสุขกับปัจจุบันดีกว่านะลูก ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามชะตาลิขิตอย่าไปฝืน จะไปผูกมัดตัวเองให้จมอยู่กับอดีตทำไม หืม...”
“ค่ะ...หนูดีใจค่ะที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ” กันต์ศิตางค์โผกอดบิดาที่เดินเคียงข้างด้วยความซาบซึ้ง ไม่ว่าจะมีปัญหามากมายซักแค่ไหน บุพการีของเธอทั้งสองก็ยินดีให้ความช่วยเหลือและเคารพการตัดสินใจของเธอเสมอ อาจมีบางครั้งที่ตักเตือนว่ากล่าวแนะนำรั้งให้ชีวิตที่หันเหกลับมาเดินในเส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง
สองพ่อลูกเดินกอดกันไปคุยกันไปจนกระทั่งถึงบ้าน ภายในใจของทั้งคู่ที่ไม่ได้เอ่ยออกมาต่างคิดถึงใครคนหนึ่ งซึ่งเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ร่วมกันอย่างมีความสุขมาก่อน
สามคนพ่อลูกที่ใครๆ ได้เห็นเป็นต้องอิจฉา...
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







