เข้าสู่ระบบ“เอาน่าสู้ๆ อย่าลืมนะฝากอ่อยประธานบริษัทคนใหม่ให้เมย์ด้วย ฮ่าๆ” เมษายังเล่นมุขไม่เลิก ทั้งที่รู้ว่าเวียงพิงค์เป็นคนขี้อายพอสมควร
“มันง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ จะได้อ่อยเอาไว้เอง แต่หางตาเขาจะแลเราหรือเปล่า” “ฮั่นแน่แสดงว่าสนใจ อยากอ่อยเองใช่ไหมล่ะ ถ้าเขาโสดก็น่าสนใจนะ” “เลอะเทอะแล้วเมย์น่ะ เราเป็นใครเขาเป็นใคร คนระดับนั้นไม่มาคลุกคลี่กับพนักงานตัวเล็กๆ หรอกที่สำคัญผู้หญิงของเขา พิ้งค์ว่าต้องระดับดารานางแบบโน่น” “ไม่คิดว่าตัวเองจะเข้าตาบ้างเหรอ เตี้ยๆ อย่างนี้อาจจะตรงสเปค” เมษาแซวยิ้มๆ “ไม่จ้ะ เลิกคิดไปได้เลย เพ้อฝันมาก” เวียงพิงค์ปฏิเสธทันควัน “แหมอย่างน้อยคนเราก็มีสิทธิ์เพ้อฝันเพื่อความสุขของตัวเองเหมือนกันแหละน่า” “จ้า แม่คนเพ้อฝัน ตั้งใจขับรถไปเลย เดี๋ยวพิ้งค์จะไปทำงานสาย” เวียงพิงค์บอกและยิ้มบางๆ จากนั้นเมษาจึงได้ตั้งใจขับรถต่อไปจนกระทั่งถึงบริษัทอัญมณียักษ์ใหญ่ของเมืองไทย บริษัทดูใหญ่โต หรูหรา สูงหลายสิบชั้น ทางขึ้นคล้ายกับโรงแรมมีบอร์ดี้การ์ดเฝ้าหน้าทางขึ้นด้วย ส่วนประตูทางเข้าเป็นแบบกระจกบานยักษ์และผลักเข้าออกได้อย่างสบาย “ว้าว อลังการ เมย์ไม่ค่อยได้ขับผ่านบริษัทนี้เลยนะเนี่ย” เมษาเอ่ยขึ้นขณะที่ขับรถเข้าไปจอดตรงลานจอดรถหน้าบริษัทพอดี ก่อนจะเปิดประตูรถลงทางใครทางมัน “พิ้งค์ก็ไม่เคย เคยเห็นแต่ในนิตยสารที่เขาถ่ายรูปไปลงสัมภาษณ์น่ะ” เวียงพิงค์บอกอย่างทึ่งๆ เช่นกัน เพราะมันใหญ่โตจนไม่กล้าเข้าไป “ยิ่งใหญ่สมชื่อเลย แล้วท่านประธานสุดหล่อจะอยู่ชั้นไหนนะ” เมษาเอ่ยลอยๆ เพ้อๆ พลางแหงนหน้ามองขึ้นไปตามชั้นต่างๆ และคิดว่าระดับประธานบริษัทต้องอยู่ชั้นบนสุดแน่ๆ “เมย์จะกลับเลยหรือเปล่า หรือจะพาพิ้งค์ขึ้นไป” เวียงพิงค์ถาม เพราะยังตื่นเต้นอยู่ไม่กล้าขึ้นไปคนเดียว “ต้องพาพิ้งค์ขึ้นไปถึงจุดหมายก่อนสิจ้ะ เมื่อถึงตอนนั้นเมย์ก็จะได้กลับอย่างสบายใจไง” “ขอบใจจ้ะเพื่อน ที่อยู่กับพิ้งค์เสมอ ปะเข้าบริษัทกัน” เวียงพิงค์บอกและยื่นมือไปรั้งมือเพื่อนรักมากุมเอาไว้ ก่อนจะเดินเข้าไปในบริษัท โดยมีบอร์ดี้การ์ดเฝ้าด้านหน้าคอยเปิดประตูให้อย่างสุภาพ จากนั้นสองสาวจึงเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ทันที “สวัสดีค่ะ ดิฉันเวียงพิงค์ ขวัญคำ มาพบผู้จัดการฝ่ายบุคคลค่ะ” “คุณเวียงพิงค์ที่จะมาเซ็นสัญญาใช่ไหมคะ ผู้จัดการบอกเอาไว้เรียบร้อยเชิญเดินไปทางซ้ายมือเลยค่ะ ผู้จัดการอยู่ชั้นสอง” พนักงานประชาสัมพันธ์บอกพร้อมกับผายมือเชิญอย่างเป็นมิตร “ขอบคุณมากค่ะ” เวียงพิงค์บอกพร้อมกับยิ้มหวานเช่นกัน จากนั้นจึงได้จูงมือเมษาเดินเลี่ยงมาทางซ้ายมือของตัวเองเพื่อขึ้นบันได เมื่อมาถึงชั้นสองเวียงพิงค์ก็ตื่นตากับห้องทำงานของฝ่ายบุคคลเป็นอย่างมาก ทุกคนนั่งทำงานเป็นสัดส่วนโดยมีฉากสีฟ้ากั้นเอาไว้ เป็นโต๊ะทำงานของใครของมัน หนึ่งล็อคจะมีโต๊ะทำงานอยู่สองโต๊ะ และเมื่อเวียงพิงค์เดินเข้าไปเรื่อยๆ ทุกคนต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว และด้วยมารยาทที่ดี เธอยกมือไหว้ทุกคนเลยทีเดียว “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าห้องผู้จัดการฝ่ายบุคคลอยู่ห้องไหน” เวียงพิงค์ถามพนักงานคนหนึ่งอย่างสุภาพ “เดินตรงไปข้างหน้าเลยค่ะ ห้องกระจกนะคะ เอ่อไม่ทราบว่าใช่คนที่จะมาเซ็นสัญญาหรือเปล่าคะ” “เอ่อใช่ค่ะ” เวียงพิงค์ตอบแบบเขินอายเล็กน้อย “ยินดีด้วยอีกครั้งหนึ่งนะคะ เชิญเลยค่ะผู้จัดการรออยู่” พนักงานบอกอีกครั้ง “ขอบคุณค่ะ” จากนั้นเวียงพิงค์กับเมษาจึงเดินตรงไปด้านหน้าของตัวเอง ซึ่งมีห้องตรงหน้าและมีประตูกระจกสีขาวขุ่น พร้อมกับมีป้ายชื่อของผู้จัดการด้วย แต่แน่นอนว่าด่านแรกก่อนเข้าห้องผู้จัดการก็จะมีเลขานุการนั่งอยู่ “สวัสดีค่ะ ดิฉันเวียงพิงค์ มาขอพบผู้จัดการค่ะ” เวียงพิงค์ยกมือไหว้ “อ๋อ สวัสดีค่ะ เชิญเลยค่ะผู้จัดการรอคุณอยู่คนเดียวเลย” รออยู่คนเดียวแปลว่ามาสายหรือเปล่า ก็มาก่อนเวลาอยู่นะ เวียงพิงค์คิด “เอ่อ ฉันมาสายหรือเปล่าคะ หรือว่ามีคนอื่นๆ ด้วย” “เปล่าค่ะคุณไม่ได้มาสาย แต่วันนี้มีคุณคนเดียวที่ผู้จัดการมีธุระด้วยน่ะค่ะ” “เหรอคะ ฉันนึกว่าตัวเองมาสายแล้วทำให้รอเสียอีก” “ไม่หรอกค่ะเชิญเลย แต่รบกวนเพื่อนคุณเวียงพิงค์นั่งรอด้านนอกก่อนนะคะ” เลขาฯ หน้าห้องบอกอย่างสุภาพอีกครั้งเพราะงานนี้มันเป็นเรื่องของเวียงพิงค์คนเดียว “ได้ค่ะ พิ้งค์เข้าไปเลยเดี๋ยวเมย์รออยู่ด้านนอกนะ” “จ้ะ” เมื่อสองสาวตกลงกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เวียงพิงค์จึงเปิดประตูเข้าไปทันที ผู้จัดการสาวคนเมื่อวานนั่งรออยู่ก่อนแล้ว โดยหันหน้ามาที่ประตูทางเข้า “สวัสดีค่ะ ดิฉันเวียงพิงค์ ขวัญคำค่ะ” เวียงพิงค์แนะนำตัวและยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ คุณมาก่อนเวลาเสียอีก เชิญนั่งค่ะ” ผู้จัดการสาวบอกพลางผายมือเชิญให้เวียงพิงค์นั่งเก้าอี้ด้านหน้า “ดิฉันกลัวรถติดและกลัวมาสายน่ะค่ะ” เวียงพิงค์อธิบายก่อนจะนั่งลง “ดีแล้วค่ะ รักษาเวลาดีมาก และมันเป็นด่านแรกที่ท่านประธานจะชอบด้วย เพราะท่านซีเรียสเรื่องเวลา” “จริงเหรอคะ ท่าทางท่านจะดุมากนะคะ” “ตอนนี้ยังไม่มั่นใจว่าดุแค่ไหน เพราะท่านเพิ่งมารับตำแหน่งหมาดๆ เลย” “อ๋อค่ะ หวังว่าท่านคงไม่เรียกพนักงานตัวเล็กๆ อย่างดิฉัน เอ่อ” “ไม่ต้องกลัวหรอก ท่านไม่เรียก ท่านจะเรียกแต่ผู้จัดการขึ้นไปรับงานแล้วก็มากระจายให้พนักงานอีกครั้งหนึ่ง ท่านไม่มาคลุกคลีกับเราหรอก” “ค่อยโล่งอกค่ะ” “มาคุยกันเรื่องทำงานดีกว่า เออจริงสิ มีชื่อเล่นไหมจ้ะจะได้เรียกถูกแล้วก็เป็นกันเอง จะได้ไม่เกร็งไง” “ดิฉันชื่อพิ้งค์ค่ะ อายุยี่สิบเอ็ดปี” “ชื่อจริง คล้ายจะแสดงให้เห็นว่าเป็นคนภาคเหนือ แต่ชื่อเล่นน่ารักมาก” ผู้จัดการสาวเอ่ยทั้งที่ความจริงแล้วอ่านประวัติเวียงพิงค์เรียบร้อย “ใช่ค่ะพิ้งค์เป็นคนเชียงใหม่” “เป็นสัญลักษณ์ของสาวเหนือที่ ขาว สวย น่ารัก และตัวเล็ก พี่ชื่อโรสค่ะ หรือรสสุคนธ์ เรียกพี่โรสก็ได้” “พิ้งค์ไม่กล้าเรียกหรอกค่ะคุณเป็นผู้บริหาร ไม่กล้าเรียกชื่อเล่นเลย” “พนักงานที่นี่ก็เรียกว่าพี่โรสทั้งนั้นแหละจ้ะ เราอยู่กันแบบเป็นกันเอง เจ้ายศเจ้าอย่างแบ่งชั้นกันเกินไปลูกน้องจะอยู่ลำบาก” “ดีจังเลยค่ะ ลูกน้องทำงานด้วยจะได้ไม่เครียด ขอบคุณค่ะ” “จ้ะ มาว่ากันด้วยเรื่องสัญญากันดีกว่า จากนั้นพี่จะได้พาพิ้งค์ไปฝากเนื้อฝากตัวที่ฝ่ายออกแบบและฝ่ายการตลาด สองฝ่ายนี้ต้องทำงานร่วมกัน” พูดจบรสสุคนธ์ก็เปิดแฟ้มขนาดใหญ่สีเขียว ซึ่งเป็นแฟ้มสำหรับใช้เสนอเอกสารเซ็นนั่นเอง และเอกสารฉบับนี้เดินทางไปให้ท่านประธานเซ็นเป็นคนสุดท้ายก่อนที่จะลงมาที่ห้องทำงานนี้เอง “ลองอ่านรายละเอียดดูนะจ้ะ สงสัยข้อไหน” เมื่อรสสุคนธ์พูดจบเวียงพิงค์จึงก้มหน้าลงอ่านทันที “ส่วนเรื่องเงินเดือนให้ตามวุฒิปริญญาตรีนะจ้ะ แต่ตำแหน่งที่พิ้งค์กำลังจะได้ทำเนี่ย เงินเดือนขึ้นเร็วเพราะเราได้แสดงฝีมือบ่อยมาก ถ้าเจ้านายเห็นดีก็มีโอกาสได้เพิ่มเงินเดือนเรื่อยๆ” เมื่อรสสุคนธ์พูดจบเวียงพิงค์ก็เซ็นชื่อลงไปทันที พร้อมกับเปิดดูหลักฐานอื่นๆ ซึ่งเธอนำมาให้ตอนสมัครประกวด และทุกอย่างอยู่พร้อม เมื่อเสร็จเรียบร้อยเธอก็คืนเอกสารให้รสสุคนธ์ทันที “ยินดีต้อนรับพนักงานใหม่จ้า ทีนี้เราก็มาตกลงเรื่องเสื้อผ้าการแต่งตัวมาทำงาน ส่วนเรื่องเวลาพี่ได้บอกไปแล้วใช่ไหม อีกอย่างเจ้านายเราไม่ชอบให้ใส่กระโปรงสั้นหากเป็นเดรสหรือชุดแสกความยาวก็ได้ประมาณที่พิ้งค์ใส่มานี่พอดี เลยหัวเข่าขึ้นไปนิดหน่อย และเสื้อแขนในตัวได้ แต่ห้ามคอลึกเป็นอันขาด” “ดูเหมือนว่าท่านไม่ชอบให้แต่งตัวโป๊หรือเปล่าคะ” “ใช่จ้ะ มันก็ดีอย่างหนึ่งจะได้เป็นระเบียบ อ๋ออีกเรื่องคือท่านห้ามใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างทำงาน แต่ให้ใช้เครื่องสำนักงานได้ นอกเสียจากว่าท่านจะเป็นคนโทรเข้ามือถือเราเสียเอง และห้ามแต่งหน้าทาปากในห้องทำงานด้วย ห้ามพนักงานชายหญิงสวีทกันในเวลาทำงาน” “ค่ะพิ้งค์จะจำไว้” “กฎเหล็กมีเท่านี้ ต่อไปพี่จะพาพิ้งค์ไปหาผู้จัดการอีกสองฝ่ายที่พิ้งค์ต้องทำงานร่วมและประสานกัน ตามพี่มาเลย” พูดจบรสสุคนธ์ก็ลุกขึ้น จากนั้นเวียงพิงค์จึงได้เดินตามออกไปจากห้อง ขณะเดียวกันเมษาก็รออยู่หน้าห้องก่อนแล้วเช่นกันเพื่อรอให้เวียงพิงค์เซ็นสัญญาเสร็จ “เป็นไงบ้าง” เมษาถามด้วยความเป็นห่วง “ก็โอเคจ้ะ เดี๋ยวพิ้งค์ต้องไปแนะนำตัวกับผู้จัดการฝ่ายที่พิ้งค์จะทำงานด้วยน่ะ” “เหรอถ้าอย่างนั้นก็เริ่มทำงานเลยสิ งั้นเดี๋ยวเมย์ไม่ต้องรอใช่ไหม” “จ้ะ เมย์กลับได้เลย ขอบใจมาก ทุกอย่างเลย ไว้เราเจอกันนะจ๊ะ” “ได้จ้ะ ตั้งใจทำงานล่ะ สวัสดีผู้จัดการค่ะ” เมษายกมือไหว้รสสุคนธ์ “สวัสดีค่ะ” รสสุคนธ์รับไหว้ จากนั้นเมษาจึงลากลับและโบกมือลาเพื่อนอีกครั้ง ต่อมารสสุคนธ์จึงได้พาเวียงพิงค์ออกมาจากแผนกแล้วขึ้นลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้น 5 ทันที“อ๊ะ! ซี๊ดดดด อ่า คาเมล” ด้วยความเสียวซ่านทำให้เธอกดกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความคิดถึง ความปรารถนา และทะยานพุ่งสู่จดหมายที่ปลายขอบฟ้า ร่างบางกระตุกเกร็งและแอ่นสะโพกยกขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือมาจิกที่ตัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาเพื่อปลดปล่อยความทรมาน ผ่านไปชั่วครู่ร่างกายเริ่มผ่อนคลายล่องลอยราวกับอยู่กลางท้องฟ้า เสียงหายใจหอบพร่ากระชั้นด้วยความเหนื่อย คาเมรอนยังคงอ้อยอิ่งจูบซับความหวานกระทั่งพอใจ แล้วจึงขยับกายขึ้นไปหาพร้อมกับจูบที่ริมฝีปากบางอย่างปลอบโยนอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปรั้งผ้าห่มที่อยู่ปลายเท้าขึ้นมาคลุมให้ แล้วยิ้มหวานพลางเอื้อมมือขึ้นเสยผมที่เลื่อนมาปิดใบหน้าออกให้อย่างอ่อนโยน แต่เวียงพิงค์แปลกใจไม่น้อยที่เขายอมทำตามคำขอร้องของเธอ “ทำไมคุณถึงได้ยอม ทั้งที่เมื่อก่อน...” เธอถามอย่างแปลกใจ“เมื่อก่อนผมไม่ยอมใช่ไหม จะเอาให้ได้ใช่หรือเปล่า ก็ตอนนี้ร่างกายคุณไม่โอเคจะให้ผมบังคับเหรอ คุณจะไม่เกลียดผมมากกว่านี้หรือยังไง” เขากระซิบบอกเสียงนุ่มแล้วก้มหน้าจูบที่หน้าผากเนียนเบาๆ แต่เนิ่นนานจนไม่อยากจะละจากกันเลยทีเดียว“ผมรักคุณ” เขากระซิบเบาๆ อีกครั้งทว่าหลั
เท่านั้นยังไม่พอมือหนาซุกซนของเขาลูบเข้ามาจนถึงเรียวขาด้านใน ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสกับเนินสวาทอวบนุ่ม แต่เขากลับต้องชะงักเพราะมันเกลี้ยงเกลาสะอาดจน... “พระเจ้า” เขาครางออกมาเบาๆ ด้วยความตื่นเต้นพลางลูบไล้ฝ่ามือลงบนเนินสวาทช้าๆ พร้อมกับบดเบียดนิ้วแกร่งกับช่อกุหลาบนุ่มๆ อย่างเอาใจ สร้างความเสียวซ่านให้กับหญิงสาวจนแทบคลั่ง เพราะไม่ได้อยู่ใกล้เขามานาน “อื้อ! ไม่ได้ค่ะ ไม่เอา” เธอเริ่มห้ามปรามอีกครั้งพร้อมกับผลักมือของเขาออก “ทำไมไม่ได้ ผม... ผมเอ่อ” เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกขัดใจชอบกล แต่ไม่ได้หงุดหงิดอะไรเพียงแต่ร่างกายของเขากำลังต้องการเท่านั้นเอง “พิ้งค์เพิ่งคลอด คุณเข้าใจไหมคะ คุณหมอเย็บไหมละลาย ถ้าละลายแล้วก็ใช่ว่าคุณจะ...” เธอบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “อืม! ผัวเมียอยู่ด้วยกันมันก็ต้องการจะให้ทำยังไงครับจ๋า หืม” ให้ตายสิเขาโมเมคิดว่าเธอใจอ่อนแล้วสิท่า “ไม่ต้องทำ ปล่อยพิ้งค์” พอเธอพูดจบเท่านั้นแหละเขาก็ตวัดเธอเข้าไปกอด “ไม่ทำไม่ได้ คุณหมอสั่ง” คนบ้ามาอ้างอิงคำสั่งหมอ หมอไม่ได้สั่งให้มีอะไรกันเสียหน่อย เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว เธอคิดพลางมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง “หมอไม่ได้สั่งแบบนี
“คุณหนีผมมาทำไม ทิ้งผมมาทำไม ที่สำคัญไม่บอกผมสักคำว่าท้อง” “พิ้งค์ไม่ได้มีค่ากับคุณ เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะคุณรังแกพิ้งค์ ลูกเกิดมาเพราะคุณไม่ได้ตั้งใจ และคิดเหรอว่าคุณจะรับผิดชอบ” เธอบอกพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งริน “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่รับผิดชอบ ผมเป็นคนนะ และคนๆ นี้ก็รักคุณ ไม่ได้ดูดายเมื่อรู้ว่าคุณมาที่นี่”“หึ ไม่ได้ดูดายอย่างนั้นเหรอคะ คุณไม่ได้สนใจพิ้งค์ด้วยซ้ำ”“โรงพยาบาลที่ราคาถูกผิดปกติ แท็กซี่เจ้าประจำของคุณ และค่าใช้จ่ายในบ้านที่แม่คุณอาจจะหยิบยื่นให้ สงสัยหรือเปล่า” ให้ตายสิอย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือเขา เธอคิดและได้แต่ร้องไห้“ผมอยากมาหาคุณเหลือเกินพิ้งค์ แต่เพราะผมโง่ถึงรอคอยอะไรบ้าๆ จนทำให้คุณโกรธผมขนาดนี้ แต่เชื่อเถอะว่าผมไม่เคยอยู่ห่างคุณกับลูกเลย” “คุณเป็นคน... เป็นฝีมือคุณ” “เป็นฝีมือผม ใช่ ผมอยากดูแลคุณอยากรับผิดชอบ แต่เพราะรู้ว่าคุณเกลียดผมมาก หากคุณรู้ก็กลัวว่าคุณไม่รับ ขอโทษนะครับได้ไหม” เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบด้วยความรู้สึกหลากหลาย บอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร“ให้โอกาสผมได้ไหม เริ่มต้นกันใหม่นะครับ”“พิ้งค์เป็นแค่... พิ้งค์ไม่มีค่าอะไร” เธอยังคงคิดว่าตัวเองต่ำต้อ
“แต่คุณน่ะทะลึ่ง ไปไหนก็ไปพิ้งค์ง่วง จะนอนแล้วไม่ต้องมากวนด้วย” พอพูดจบเธอก็คลานขึ้นเตียงทันทีแล้วแสร้งทำเป็นหลับ คาเมรอนจึงออกมาจากห้อง เพื่อจะเข้าครัวทำอาหารที่หมอแนะนำ นั่นคือแกงเลี่ยงเพียงอย่างเดียวก่อน แม้ว่าจะทำไม่เป็นก็ตาม แต่อ่านวิธีทำแล้วเข้าใจ ทุกอย่างก็ง่ายในทันที เมื่อลงมือทำเขาก็ยิ้มอย่างมีความสุข ถึงแม้เวียงพิงค์จะต่อต้าน แต่การทะเลาะกันนิดหน่อยเหมือนเป็นสัญญาณดี เพราะอย่างน้อยเวียงพิงค์ไม่ได้ขับไล่ไสสงเขาอย่างหนักหน่วง เหมือนวันแรกที่มาเหยียบที่นี่จ “หวังว่าคงจะทานได้นะครับ” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ เพราะไม่มั่นใจว่ามันจะอร่อยเพียงใด แต่แกงเลี่ยงก็มีแต่ผัก ทานได้หรือไม่ได้ก็ต้องทาน พอทำเสร็จแล้วจึงตักใส่ถ้วยขนาดพอดีไม่ใหญ่มาก เพื่อให้เวียงพิงค์ได้ซดน้ำอุ่นๆ เขาคงไม่รอให้เธอพักผ่อนก่อนหรอก เพราะมั่นใจว่าเธอยังไม่หลับ จึงได้นำแกงเลียงขึ้นไปให้เพราะอยากนำเสนอมาก เขาชิมเองก็โอเค หากเธอรับประทานเข้าไปแล้วน่าจะอร่อยแน่ๆ เขาคิดพลางเดินขึ้นไปบนบ้าน แต่เธอไม่ได้อยู่ในห้องจังหวะเดียวกันนั้น เวียงพิงค์ออกมาจากห้องน้ำพอดีและแทบจะร้องกรี้ด ด้วยความตกใจเพราะเธอใส่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจาก
“พิ้งค์พยายามจะเชื่อ แต่เชื่อไม่ลง อย่าพูดให้เหนื่อยเลยค่ะและออกไปพิ้งค์ อยากอยู่คนเดียว” เธอออกปากไล่อีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจออกไปจากห้องด้วยอาการคอตก พยายามที่จะไม่ท้อแท้กับกิริยาหรือคำพูด ที่เธอพูดเสียดแทงหัวใจ เพราะเขารู้ตัวดีและจำได้ว่าเคยพูดให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจมาแล้วอย่างไม่น่าให้อภัย “แค่สองวันก็จะทนไม่ได้แล้วเหรอเรา ทีทำร้ายเขาเต็มๆ หนึ่งอาทิตย์ ทิ้งให้อุ้มท้องคนเดียวจนคลอดอีก เขายังทนได้ หึ เอาเลยพิ้งค์อยากจะลงโทษผมให้สาแก่ใจ ให้เจ็บปวดเจียนตายก็เอา” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ และไม่ได้คิดที่จะยอมแพ้เพียงแต่อยากสงบจิตใจเท่านั้นเองขณะเดียวกันมะเหมี่ยวซื้อของเสร็จก็รีบกลับมาทันที พร้อมทั้งขอตัวกลับบ้านเพราะเที่ยงแล้ว เนื่องจากว่าคาเมรอนให้ทำงานเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่เวียงพิงค์ต้องถามเหตุผลกันเสียหน่อยว่าทำไมถึงกลับก่อนเวลาสองวันแล้ว“มีอะไรบอกพี่ตรงๆ ก็ได้นะเหมี่ยว ที่บ้านมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” เวียงพิงค์ถามด้วยความเป็นห่วง แต่มะเหมี่ยวอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบ“คือเหมี่ยว ไม่มีปัญหาอะไรกับที่บ้านหรอกค่ะ แต่แบบว่าพี่พิ้งค์มีคุณเขาดูแลแล้ว เหมี่ยวเลยอยากจะดูแลพี่พิ้งค์ช่วงเช้าครึ่งวันน่ะค่ะ” “
“ก็ได้ครับ” ว่าแล้วเขาก็ค้นหาเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวเพื่อจะเข้าไปอาบน้ำ ชำระร่างกายภายในห้องนอนนี่เอง ซึ่งเขาใช้เวลาไม่นานนัก ระหว่างนี้มะเหมี่ยวก็ทำอาหารเช้าสำหรับเวียงพิงค์และคาเมรอน เสร็จแล้วเธอก็ขึ้นมาหาเวียงพิงค์ทันที“พี่พิ้งค์สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะคุณ...” มะเหมี่ยวทักทายทั้งสองคนพลางยกมือไหว้“เมื่อวานไปทำธุระครึ่งวันทำไมไม่บอกพี่ล่ะ” เวียงพิงค์ตำหนิเล็กน้อยทว่ามะเหมี่ยวกลับปรายตามองคาเมรอนแทน“คือหนู มันด่วนมากน่ะค่ะเลยไม่ทันได้บอก แต่ฝากบอกผ่านสามีพี่พิ้งค์แล้วนะคะ” สามีอย่างนั้นหรือ ใครสั่งใครสอนให้พูด หรือว่าเขาบอกเอง เวียงพิงค์คิดอย่างไม่พอใจก่อนจะหันมามองมาคาเมรอนที่ยืนอยู่ปลายเตียง“เหมี่ยวเขาก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรน่ะครับ” “คุณเสี้ยมคนของพิ้งค์มากกว่า” “ผมเปล่า กับข้าวเสร็จหรือยัง เอาขึ้นมาให้พี่พิ้งค์ไป แล้วเดี๋ยวจะได้พาพี่พิ้งค์ไปหาหมอ” “พิ้งค์ไม่ได้บอกว่าจะไปนะคะ” การที่เธอไม่ตอบนั่นแหละว่าตกลงแล้ว เขาคิด“ไปเอากับข้าวขึ้นมานะ” คาเมรอนไม่ได้พูดกับเวียงพิงค์แต่หันไปสั่งมะเหมี่ยวแทน“ได้ค่ะคุณ” มะเหมี่ยวรับคำเสร็จก็ออกไปจากห้องทันที ปล่อยให้ทั้งสองได้อยู่ตามลำพังอีกครั้ง“ค
“พรุ่งนี้เราไปหาหมอกันนะ” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอบอุ่นพลางกอดเธอเอาไว้ให้แน่นกว่าเดิม จนกระทั่งเวลาผ่านไปนับชั่วโมง เวียงพิงค์หยุดสั่นแล้วและคิดว่าอาจจะหลับสนิท แต่คาเมรอนไม่ได้หลับด้วย ตลอดเวลาที่กอดเวียงพิงค์เอาไว้ มันทำให้รู้สึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาตลอดหลายเดือน พยายามบอกตัวเองไม่ได้ว่าคิ
“อย่ามาโกหกดีกว่าครับ เอาเป็นว่าผมนอนข้างนอกก็ได้ แต่คุณต้องเปิดประตูทิ้งเอาไว้ ผมจะได้เห็น” “นี่บ้านฉันคุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งอีกแล้ว” เธอว่า และเขาไม่ได้สั่ง แต่เป็นห่วงต่างหาก“ผมไม่ได้สั่งแต่ขอร้อง ผมเป็นห่วงคุณนะครับพิ้งค์ ไม่ได้คิดที่เข้าไปข้างในเสียหน่อย” “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ นอนหน้าห้อง” เธออน
ช่วงเวลาผ่านไปจนถึงเที่ยง เมื่อมะเหมี่ยวทำงานบ้านเสร็จเรียบร้อย ก็รีบไปทำกับข้าวเอาไว้ให้เวียงพิงค์และคาเมรอน พอทำอาหารเสร็จแล้วจึงรีบกลับ โดยที่คาเมรอนให้เงินพิเศษเพราะให้กลับก่อนครึ่งวัน “อย่าบอกพิ้งค์นะว่าผมให้ค่าขนมน่ะ ไม่งั้นโดนด่าแน่ๆ เลย” เขากลายเป็นขี้ขลาดกลัวเมียไปเลยสินะ“ค่ะ ขอบคุณนะคะ
“ไม่ได้เป็นอะไร ถ้าเขาหิวก็ให้ไปหากินเอง ไม่ต้องเอาขึ้นมาประเคน เรารับค่าจ้างจากพี่ ไม่ได้รับจากคนอื่น” ปากเธอว่าให้มะเหมี่ยวแต่แอบเหน็บมาถึงคาเมรอนหวังว่าจะรู้ตัว“ขอโทษค่ะ เดี๋ยวเหมี่ยวเอาไปวางไว้บนโต๊ะ” มะเหมี่ยวบอกอีกครั้ง เวียงพิงค์จึงพยักหน้าเท่านั้น “เหมี่ยวขอตัวนะคะเดี๋ยวเหมี่ยวจะเก็บเสื้อ







