Masukท่ามกลางความเงียบสงัดในห้องทำงาน เสียงแอร์เบา ๆ ทำงานอย่างต่อเนื่อง ภูวินทร์นั่งก้มหน้ามองเอกสารในมือ แต่ใจของเขาลอยไกลออกไป
งานช่วงเช้าดำเนินไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เอกสารรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอีกเล็กน้อย
แต่สิ่งที่เขาคิดไม่หยุด คือภาพของภรรยาที่กำลังดูแลลูกคนเดียวกับบ้านอีกหลังที่เขารู้สึกว่าเธออาจเหนื่อยเกินไป
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา…นิ้วโป้งเลื่อนหาเบอร์ ในใจมีความเกรงใจอยู่นิด ๆ ที่จะรบกวนเวลาของน้องชายภรรยา
“หนุ่ยครับ…พี่ภูเองนะ พอจะว่างคุยสักครู่ไหมครับ” เสียงเอ่ยทักอย่างสุภาพและเกรงใจ
“สะดวกคุยครับพี่ภู สบายดีนะครับ” ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใสของหนุ่มวัยยี่สิบกว่า รู้สึกแปลกใจนิด ๆ ที่ได้รับสายจากพี่เขย
“คือว่า...พี่มีเรื่องอยากปรึกษากับหนุ่ยสักหน่อย ตอนนี้ น้องคินจะครบหนึ่งขวบแล้ว พี่เห็นว่านิจค่อนข้างเหนื่อยในการดูแลลูกคนเดียว แล้วก็ต้องรับผิดชอบดูแลบ้านด้วย พี่เลยคิดว่า...ถ้าหนุ่ยกับป้าสร้อยพอจะย้ายมาอยู่กับพวกเราได้ จะช่วยนิจได้มากทีเดียว ตอนนี้พี่ก็กำลังหาพี่เลี้ยงกับแม่บ้านมาช่วยอีกแรงหนึ่งด้วย” ภูวินทร์กล่าวด้วยความเกรงใจ
ภูวินทร์อธิบายเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและจริงใจ “ถ้านิจมีป้าสร้อยกับหนุ่ยอยู่ที่บ้านด้วย นิจจะได้ไม่เหงา มีคนคุยด้วย”
“ส่วนเรื่องพี่เลี้ยงกับแม่บ้าน พี่น่าจะเลือกได้ภายในวันสองวันนี้ ตอนนี้พี่ให้เลขาฯ ตรวจสอบประวัติอยู่” เขาพูดด้วยความตั้งใจ ไม่อยากให้ใครมองว่าเขา “ปล่อยภาระให้คนอื่น”
“เรื่องห้องพักนั้น ก็สบายใจได้เลย ตอนที่เราสร้างบ้าน พี่กับนิจมีคุยกันไว้แล้วว่าจะเผื่อห้องส่วนตัวให้ป้ากับหนุ่ยด้วย ตอนนั้น เราวางแผนอนาคตอยากให้ป้ากับหนุ่ยมาอยู่กับเราด้วยจริง ๆ”
ภูวินทร์พูดอย่างอบอุ่น ด้วยน้ำเสียงที่ตั้งใจแน่วแน่
หนุ่ยยิ้มกว้าง รู้สึกดีใจที่พี่เขยให้ความสำคัญและใส่ใจดูแลพี่สาวของเขา
“ผมขอปรึกษากับป้าก่อนนะครับ แล้วจะรีบให้คำตอบพี่…ผมแค่กังวลว่าป้าสร้อยจะห่วงบ้านสวน แล้วจะไม่ยอมย้ายครับ”
ภูวินทร์พยักหน้ารับฟัง
“ถ้าเรื่องนั้น พี่คิดว่าจะให้คนขับรถพาป้ากับหนุ่ยกลับไปดูบ้านสวนทุก 2 สัปดาห์ หรือทุกเดือนก็ได้ จะได้ไม่ต้องกังวลมาก ไม่ต้องเหนื่อยเดินทางอีกด้วย ตอนนี้ น้องคินโตขึ้นทุกวัน พอเริ่มเดินได้ก็เริ่มซน นิจคงจะดีใจมากที่มีผู้ใหญ่อย่างป้าสร้อยคอยช่วยให้คำแนะนำอยู่ข้างตัว”
“ผมเข้าใจครับ ป้าสร้อยว่ายังไง ผมจะรีบบอกพี่ภูด่วน”
“ขอบใจมาก...อ้อ แล้วตอนนี้หนุ่ยกำลังจะขึ้นปี 4 แล้วใช่ไหม มีแผนเรื่องการฝึกงานยังไงบ้าง เผื่อพี่จะช่วยแนะนำให้ได้” ภูวินทร์เอ่ยถามด้วยความจริงใจ น้ำเสียงไม่เร่งเร้า แต่แสดงออกชัดเจนว่าเขาอยากช่วย
“ใช่ครับ ผมเลือกฝึกงานในเทอมแรกเลยครับ เผื่อว่าพอมีประสบการณ์การทำงานแล้ว ผมจะได้รู้ว่า ตัวเองยังขาดทักษะเรื่องอะไรบ้าง จะได้ลงเรียนเพิ่มตอนเทอมสอง” หนุ่ยตอบเรียบ ๆ แต่ในเสียงมีประกายตั้งใจ
“แล้วหนุ่ยอยากฝึกงานกับบริษัทแบบไหน พี่จะได้ลองดูว่าพอมีเส้นสายจะช่วยฝากฝังได้ไหม” ภูวินทร์พูดต่ออย่างใส่ใจ
“ผมอยากฝึกงานกับบริษัทคอนซัลท์ที่แนะนำเรื่องระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานครับ ผมชอบแนวนี้มากกว่า ได้ประสบการณ์หลายแบบ และได้พบผู้คนหลายหลากด้วยครับ” หนุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“ถ้าอย่างนั้น พี่พอจะมีรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของบริษัทแบบที่หนุ่ยต้องการ เดี๋ยวพี่จะลองติดต่อเขาดู” ภูวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและตั้งใจ
“หนุ่ยสะดวกส่งเรซูเม่กับทรานสคริปต์ล่าสุดมาให้พี่ทางอีเมลไหม พี่จะได้ส่งต่อให้รุ่นพี่คนนี้พิจารณาดู เผื่อถ้าเขาสนใจ หนุ่ยจะได้มีที่ฝึกงานเลย”
หนุ่ยยิ้มกว้างและรู้สึกปลื้มใจ
“ขอบคุณมากครับพี่ภู ผมจะรีบอัปเดตเรซูเม่และขอทรานสคริปต์กับทางมหาลัยวันพรุ่งนี้ครับ ถ้าได้แล้วจะรีบส่งให้พี่ด่วนเลยครับ”
“ได้ครับ งั้นพี่จะรอนะ” ภูวินทร์วางสายด้วยรอยยิ้ม ความดีใจเอ่อขึ้นในใจที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือน้องชายของภรรยาผู้มีนิสัยอ่อนโยนและน่าคบหา อีกทั้งมีบุญคุณช่วยคะนึงนิจและลูกในยามที่ลำบาก
...
ภูวินทร์รู้สึกโล่งใจขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเห็นหนทางที่จะแบ่งเบาภาระของภรรยาที่เขารัก คะนึงนิจเสียสละมาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลาออกจากงานที่กำลังเติบโต การเป็นแม่บ้านที่ดูแลบ้านและเลี้ยงลูกอย่างดี ทำให้เขาสามารถทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และเวลาให้กับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพที่เริ่มมาตั้งแต่ 5 ปีก่อนอย่างเต็มที่
วันนี้...บริษัทของเขาเติบโตมั่นคงขึ้น ประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมา สายสัมพันธ์ในวงการที่ลึกซึ้งขึ้น ช่วยให้เขาขยายกิจการได้มากขึ้นกว่าเดิม
เขายังถือหุ้นใหญ่ 40% ในบริษัท ในขณะที่หุ้นที่เหลือเป็นของผู้ถือหุ้นอีกสามคน ได้แก่ ภารดี น้องสาวของเขา ธเนศน้องเขยของเขา และวุฒิ เพื่อนสนิทตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ทั้งสามคนนี้ ต่างถือหุ้นคนละ 20%
การจัดโครงสร้างแบบนี้ ทำให้เขาควบคุมทิศทางบริษัทได้ดี ในขณะเดียวกันก็ได้ใช้ความไว้ใจและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้เป็นประโยชน์
แต่เขาก็รู้ดี...ว่าในความไว้ใจนั้น ย่อมมีช่องโหว่แฝงซ่อนอยู่เรื่อย ๆ หากเขาคาดการณ์ไม่ผิด เขาคงต้องวางแผนป้องกันการโดนหักหลังไว้ล่วงหน้า
ภูวินทร์ลุกขึ้นยืน มองออกไปยังวิวเบื้องหลังโต๊ะทำงาน สายตาเหม่อมองผ่านกระจกบานใหญ่ แสงแดดยามบ่ายสะท้อนแผ่วเบาบนกระจกใส...แต่ภายในอกกลับเย็นชา ไร้ซึ่งความอ่อนโยนที่เคยมี
“ถ้าไม่ระวัง คนที่ไว้ใจที่สุดอาจกลายเป็นคนที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดที่สุดสักวัน” ภูวินทร์พูดเบา ๆ กับตัวเอง
เขาลดสายตาลงมองเอกสารบนโต๊ะอีกครั้ง
สายสัมพันธ์และหุ้นส่วนทางธุรกิจอาจเป็นโอกาส แต่ก็อาจเป็นกับดักได้ด้วยเช่นกัน
ภูวินทร์รู้ว่าไม่ง่ายที่จะไว้ใจใครแบบไม่ตั้งมาตรการ เขาคิดถึงการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่รัดกุม ตั้งเงื่อนไขสัญญา เงื่อนไขการถอนหุ้น / การโอนหุ้น / ข้อตกลงเรื่องสิทธิในการตรวจสอบบัญชี / เวลาในการประชุมผู้ถือหุ้น / ความโปร่งใสของการเงินบริษัท เพราะการเติบโตที่ดี ไม่ได้วัดแค่ยอดกำไรหรือการขยายกิจการ แต่ยังวัดที่ “ความมั่นคงของอำนาจ” ในการควบคุมบริษัท
…
คะนึงนิจยืนยิ้มพร้อมยื่นมือออกมาโดยสายตาคอยจับจ้องลูกชายตัวน้อยที่กำลังเขย่งเดินมาหาเธออย่างตั้งใจ
ตอนนี้ “ภาคินทร์” หรือ “น้องคินของแม่” ก้าวหน้าขึ้นมาก หลังจากเริ่มยืนได้ เขาก็ตั้งใจฝึกเดิน…บางครั้งเดินเขย่งช้า ๆ บางทีก็เดินเร็วเกินไปจนเกิดอาการเซ
เขาทำให้เธอถึงกับหายใจไม่ทั่วท้องในบางครั้ง เพราะกลัวลูกจะหกล้มหัวฟาดพื้น
แต่สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจ...และชื่นใจในเวลาเดียวกัน คือ แม้เขาจะล้มบ้าง แต่ก็กลับลุกขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
แม้จะเจ็บนิด ๆ ก้นกระแทกพื้น แต่ไม่ร้องไห้ ไม่งอแง…มีแค่แววตาเล็ก ๆ ที่ดูเจ็บเล็กน้อย แล้วก็ยิ้มให้แม่
ในใจของคะนึงนิจ...เธออยากร้องไห้ด้วยความห่วงใย แต่ก็อยากหัวเราะด้วยความสุขที่เห็นเขาพร้อมจะลุกขึ้นอีกครั้ง
“มาเร็วจ้ะลูก...มาหาแม่นี่” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมยื่นมือไปรับตัวเขาเมื่อเดินมาถึงระยะที่เธอเอื้อมมือถึง
คะนึงนิจเล่นกับลูกชายต่อจนกระทั่งรถของภูวินทร์แล่นเข้ามาในบ้าน
ชายหนุ่มก้าวมาหาเธอกับลูกที่กำลังเล่นกันอยู่ที่สนามหญ้า เขาปลดกระดุมแขนเสื้อ พับขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้มลงคุยกับลูกชายที่แหงนหน้าส่งยิ้มให้พ่อ
“เดี๋ยวพี่ดูน้องคินต่อให้นะ วันนี้เราออกไปกินข้าวข้างนอกกันไหม นิจจะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำอาหาร”
ภูวินทร์พูดพลางจับมือเล็ก ๆ ของลูกทั้งสองข้าง จูงเดินไปข้างหน้า แล้วหันไปมองภรรยาที่กำลังยืนมองลูกอยู่ไม่ไกล
“นิจเตรียมกับข้าวไว้แล้วค่ะ แค่เอาไปอุ่นก็ทานได้แล้ว วันนี้วันสิ้นเดือน คนน่าจะเยอะค่ะ ออกมาใช้เงินกัน”
“อืม...ถ้าอย่างนั้น นิจไปทำอาหารเถอะ พี่จะเล่นกับน้องคินรอแล้วกัน ฝากเก็บกระเป๋าให้พี่ด้วย”
ชายหนุ่มยื่นกระเป๋าเอกสารให้ภรรยา
“ได้ค่ะ แม่ไปทำอาหารให้หนูก่อนนะคะ”
คะนึงนิจหยิกแก้มกลมของลูกชายเบา ๆ ก่อนเดินเข้าบ้าน
ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ของภูวินทร์ก็ดังขึ้น เขาจูงมือลูกชายไปพร้อมกับรับสาย
“ครับ หนุ่ย ป้าสร้อยตอบตกลงแล้ว ขอบใจมากสำหรับข่าวดี วันไหนป้ากับหนุ่ยจะย้ายมา เดี๋ยวพี่ส่งรถไปรับ จะได้ขนของสะดวก ฝากขอบคุณป้าสร้อยด้วยนะ”
เขาวางสายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนโน้มตัวพูดกับลูกชาย
“น้องคินจะมียายสร้อยกับน้าหนุ่ยมาอยู่บ้านของเราด้วยกันแล้วนะครับ ป้าสร้อยทำอาหารอร่อยมาก สงสัยพ่อต้องเปลี่ยนชื่อคินเป็นเจ้าลูกหมูแล้วล่ะ”
ชายหนุ่มหยอกลูกเสียงอ่อน เด็กน้อยยังไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยิ้มตาหยีตอบกลับ
ระหว่างมื้อเย็น ภูวินทร์เล่าเรื่องที่ป้าสร้อยและหนุ่ยตกลงจะย้ายมาอยู่ด้วยกันให้คะนึงนิจฟัง
“จริงเหรอคะ” คะนึงนิจเงยหน้าขึ้นถามด้วยแววตาเบิกกว้าง ความดีใจเอ่อขึ้นในอก เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าภูวินทร์จะเป็นฝ่ายชวนญาติทั้งสองของเธอเอง
ชาติที่แล้ว เขาแทบไม่เคยใส่ใจญาติของเธอเลยด้วยซ้ำ
“จริงสิ พี่นัดกับหนุ่ยไว้แล้ว ถ้าป้าสร้อยเตรียมของเสร็จ พี่จะให้รถไปรับ นิจจัดห้องให้พวกเขาด้วยนะ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวนิจจะเรียกใช้บริการแม่บ้านมาช่วยทำความสะอาดห้อง” เธอตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“ยายสร้อยกับน้าหนุ่ยจะย้ายมาอยู่กับพวกเราแล้วนะคะ น้องคิน หนูจำยายได้ไหม”
“อื้อ” เด็กน้อยเอ่ยสั้น ๆ พร้อมรอยยิ้มไร้เดียงสา แม้ไม่เข้าใจความหมายที่แม่พูด แต่ก็ส่งเสียงออกมาอย่างซื่อ ๆ
คะนึงนิจก้มลงหอมแก้มลูกฟอดใหญ่ วันนี้เป็นวันที่เธอได้รับข่าวดีจริง ๆ เธอทานข้าวต่อด้วยความสุขใจ
ภูวินทร์มองเห็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของภรรยาเป็นระยะ บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารดูอบอุ่นกว่าที่เคย หญิงสาวเล่าเรื่องราวทะเล้น ๆ ของลูกชายให้ฟังอย่างอารมณ์ดี ขณะที่ชายหนุ่มตั้งใจฟังทุกคำด้วยความพอใจ
แก้วเดินกลับเข้ามาในวงสนทนาหลังจากเข้าห้องน้ำ เสียงหัวเราะและบรรยากาศอบอุ่นยังคงคละคลุ้งอยู่รอบโต๊ะ หนุ่ยนั่งอยู่ข้างที่นั่งของเธอ หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ทั้งที่หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะนั่งลงตามเดิมอย่างสงบเสงี่ยม“คุยอะไรกันอยู่คะ?” แก้วเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นทุกคนดูอารมณ์ดี“ภูกับนิจจะมีลูกสาวน่ะสิ พวกเราเลยดีใจกันใหญ่เลย” แม่ของแก้วพูดขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม“ว้าว ดีจังเลยค่ะ น้องคินจะมีน้องสาวแล้ว!” แก้วหันไปทางเด็กน้อยที่นั่งบนตักของภูวินทร์ เด็กชายกำลังจดจ่ออยู่กับรถของเล่นคันเล็กในมือ“คินจะมีน้องสาว...รักน้อง!”เสียงใส ๆ ของภาคินทร์ทำให้ทุกคนหัวเราะเบา ๆ เด็กน้อยยื่นมือไปลูบท้องของแม่อย่างทะนุถนอมคะนึงนิจลูบหัวลูกชายอย่างเอ็นดู ความอบอุ่นเอ่อท้นอยู่ในหัวใจของเธอ เธอดีใจเหลือเกิน ที่ในชาตินี้ ลูกสาวของเธอกลับมาหาอีกครั้ง ลูกสาวที่เธอเคยคิดถึงและโหยหามาตลอดเวลาในชาติก่อนภาพความทรงจำเมื่อวานแวบเข้ามาในความคิด วันที่เธอไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล“ยินดีด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่...ลูกในท้องเป็นผู้หญิงค่ะ”เสียงของคุณหมอคนเดิมที่เคยดูแลเธอตอนตั้งครรภ์ภาคินทร์เอ่ยด้ว
หญิงสาวในชุดคลุมท้องสีขาว จูงมือเด็กชายวัยสามขวบเดินเล่นอย่างช้า ๆ บนสนามหญ้าหน้าบ้าน อากาศยามเช้าเริ่มเย็นลง เป็นสัญญาณของฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือนคะนึงนิจเงยหน้ามองท้องฟ้า แสงแดดยามสายเริ่มทอแรงขึ้นตามกาลเวลา“น้องคินคะ เราขึ้นบ้านกันเถอะ เดี๋ยววันนี้เราจะไปดูโรงเรียนของลูกกันนะคะ”เสียงของหญิงสาวอ่อนโยนและชัดเจน เอ่ยช้า ๆ อย่างใจเย็นกับลูกชายตัวน้อย ที่ตอนนี้เริ่มเข้าใจประโยคซับซ้อนยาว ๆ ของผู้ใหญ่ได้มากขึ้นแล้ว“คินจะไปโรงเรียน”เสียงเล็ก ๆ ของภาคินทร์เอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น เด็กชายพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาใสแจ๋วเต็มไปด้วยความคาดหวัง ก่อนจะก้าวเท้าเล็ก ๆ เดินตามมือแม่ขึ้นไปยังตัวบ้านอย่างว่าง่าย“พี่กำลังจะลงไปตามพอดีเลย”เสียงทุ้มของชายหนุ่มดังขึ้นจากบันได ภูวินทร์ในชุดลำลองสีน้ำเงินเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะก้มลงอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอกอย่างอ่อนโยน“นิจต้องเตรียมอะไรเพิ่มเติมอีกไหม เดี๋ยวพี่เล่นกับลูกต่อให้”“มีเอกสารโรงเรียนกับสมุดสุขภาพของโรงพยาบาลที่นิจวางไว้ในห้องนอนค่ะ แล้วก็...ขอขึ้นไปเปลี่ยนชุดนิดนึง อยากใส่กางเกง จะได้เดินสะดวกขึ้นค่ะ”ภูวินทร์พยักหน้าเบา ๆ “เดี๋ยวพี่พานิจขึ้นไปเองดีกว่
ในห้องผู้ป่วยรวมของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แสงไฟนวลซีดส่องสลัวอยู่เหนือเตียงคนไข้หลายเตียง เสียงเครื่องช่วยหายใจและเสียงฝีเท้าเจ้าหน้าที่ดังแผ่วเบาเป็นระยะบนเตียงมุมห้อง หญิงสาวร่างผอมซีดผู้มีใบหน้าเสียโฉมครึ่งหนึ่งนอนกระสับกระส่ายอยู่ใต้ผ้าห่มสีเทาเก่า เธอพลิกตัวไปมา ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาแดงเรื่อเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง“ภูวินทร์...เขาเป็นของฉัน...” เธอพึมพำเสียงพร่า “…นังนิจ แกแย่งผัวฉันไป...”จันทร์รวีเหม่อมองเพดานเหมือนหลงอยู่ในภวังค์ เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นคือความจริงหรือความฝัน ตั้งแต่วันที่เธอขับรถพุ่งชน ภูวินทร์ ภาพฝันเดิมก็หลอกหลอนเธอทุกคืน ฝันว่าเธอได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านใหญ่หรูหรา มีภูวินทร์อยู่เคียงข้าง และมีลูกชายตัวน้อยเรียกเธอว่า “แม่”ความฝันนั้นงดงามจนเธอเริ่มเชื่อว่ามันคือความจริง เธอต่างหากที่เป็นภรรยาของภูวินทร์ เป็นเจ้าของชีวิตและครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ของคะนึงนิจ“เขาเป็นของฉัน เขาต้องเป็นของฉันคนเดียว” จันทร์รวีเริ่มตะโกนซ้ำ ๆ ก่อนเสียงกรีดร้องจะดังลั่นทั่วห้อง ผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ ตื่นตกใจร้องเรียกพยาบาลกันระงมเจ้าหน้าที่รีบกรูเข้ามาควบคุมตัวเธอ จันทร์รวีย
คะนึงนิจเช็ดมือและแขนของชายหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงอย่างแผ่วเบา เขายังไม่ฟื้นเลย...แม้เวลาจะผ่านไปถึงสามวันแล้ว นับจากที่ถูกย้ายออกมาจากห้องไอซียูหลังจากอุบัติเหตุในเย็นวันนั้น รถพยาบาลนำตัวภูวินทร์ส่งถึงโรงพยาบาลในเวลาไม่นาน แพทย์ฉุกเฉินรีบพาเขาเข้าห้องผ่าตัดทันที ชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกซี่โครงหักหนึ่งซี่ ขาขวาหัก และที่ร้ายแรงที่สุดคืออาการเลือดคั่งในสมองการผ่าตัดใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าคุณหมอจะออกมาแจ้งผล คะนึงนิจนั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดแทบไม่ได้ไปไหนเลย เมื่อการผ่าตัดผ่านพ้นไปได้อย่างปลอดภัย ภูวินทร์ถูกย้ายเข้าห้องไอซียู เพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องนานถึงหนึ่งสัปดาห์จากนั้น เขาจึงถูกย้ายมาพักฟื้นในห้องผู้ป่วยทั่วไป ทว่า...เขากลับยังไม่รู้สึกตัวเลยจนถึงตอนนี้คะนึงนิจเฝ้าอยู่ข้างเตียงแทบตลอดเวลา ไม่ยอมกลับบ้านเลยแม้แต่วันเดียว หนุ่ยกับป้าสร้อยจะผลัดกันมาเยี่ยมในช่วงเช้า โดยจะพาภาคินทร์มาด้วย เด็กน้อยเรียกร้องหาพ่อกับแม่ทุกวันทุกครั้งที่ลูกชายเข้ามาในห้อง เขาจะนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างเตียง จับมือพ่อไว้แน่นด้วยแววตาเศร้าสร้อยเกินวัย แล้วเอ่ยเสียงเบา ๆ ว่า“พ่อ..
คะนึงนิจเปิดประตูห้องทำงานของภูวินทร์เบา ๆ แสงในห้องสลัวจนแทบมองไม่เห็น เธอมองเห็นร่างของชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ภาพความอ่อนล้าในแววตาเขาแวบขึ้นมาในใจของเธอแม้เขาจะยิ้มแย้มทักทายลูกน้อยที่ยืนรออยู่หน้าบ้านอย่างอารมณ์ดี แต่คะนึงนิจรู้ดีว่าเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นมีบางอย่างซ่อนอยู่ ตลอดมื้อเย็น เขาแทบไม่ได้พูดอะไร มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่แฝงความเหม่อลอยและเงียบงันที่ดูผิดปกติ“ทำไมไม่เปิดไฟห้องล่ะคะ?” เธอเอ่ยขึ้น พลางก้าวเข้าไปเปิดสวิตช์จนห้องสว่างจ้าแสงไฟทำให้ภูวินทร์หยีตาเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองภรรยา แววตานั้นเต็มไปด้วยความเศร้าและความเหนื่อยล้าอย่างคนที่กำลังแบกรับบางสิ่งไว้เงียบ ๆเมื่อคะนึงนิจเดินเข้าใกล้ เขาโผเข้ากอดเอวเธอแน่น ซบหน้าลงกับลำตัวของเธออย่างหมดเรี่ยวแรงหญิงสาวยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อ สัมผัสเช่นนี้ เธอไม่ได้รับมานานจนแทบจำไม่ได้“ขอพี่กอดนิจ...สักครู่เถอะ” เสียงของภูวินทร์แผ่วเบา แฝงแววเว้าวอน เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนซบหน้ากลับลงอีกครั้งแน่นขึ้นกว่าเดิมคะนึงนิจยืนนิ่ง มองเส้นผมหยักศกของเขาที่เหมือนกับผมของลูกชายเธอซบอยู่ที่ตัวเธอ เธอทำตัวไม่ถูก แต่เ
เช้านี้อากาศสดใส แดดอ่อน ๆ ยามสายทอดลงบนสนามหญ้าหน้าบ้านชายหนุ่มเดินจูงมือลูกน้อยออกมาเดินเล่นในสวนหลังมื้อเช้าอย่างสบายใจ วันนี้เขาไม่มีธุระเร่งด่วนที่บริษัท เดิมทีตั้งใจจะพักทั้งวันอยู่กับลูกให้เต็มที่แต่ไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์จาก ภารดี น้องสาวแท้ ๆ ก็ดังขึ้น เธอแจ้งว่ามีเรื่องด่วนและขอให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงบ่าย เขาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนหลังวางสาย ภูวินทร์สั่งให้วิทยาเตรียมเอกสารและจัดการประชุมไว้ในช่วงบ่าย เขาจึงมีเวลาเล่นกับลูกช่วงเช้า ก่อนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เขาคาดไว้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นภูวินทร์จับมือลูกชายตัวน้อยที่สวมเสื้อยืดลายการ์ตูนตัวโปรดกับกางเกงขาสั้นสีแดง ใบหน้าเล็กสดใสอาบแสงแดดยามเช้า ดูน่ารักน่าเอ็นดู เด็กน้อยเงยหน้ามองพ่อ คอยฟังทุกถ้อยคำที่เขาพูด ก่อนจะเลียนเสียงหรือส่งยิ้มตอบกลับอย่างไร้เดียงสา ราวกับเข้าใจทุกอย่างทั้งคู่เดินช้า ๆ รอบแปลงดอกไม้ พลางช่วยกันตัดดอกกุหลาบที่กำลังบานสะพรั่ง เขาสอนลูกให้ระวังหนาม ค่อย ๆ เด็ดออกทีละอันจนเหลือแต่ช่อดอกที่สวยสะอาด“น้องคินเอาดอกไม้ไปให้คุณแม่ซิครับ” ภูวินทร์พูดพลางยื่นกุหลาบสีแดงให้ลูกน้อย เด็กชายพยักหน







