Masukจันทร์รวีเหวี่ยงตุ๊กตาตัวโปรดลงกับพื้นอย่างแรง เสียงกระแทกดัง “ปัก!” ก้องอยู่ในห้องเช่าแคบ ๆ แววตาของเธอฉายชัดทั้งความหงุดหงิดและความเจ็บใจ
“เกือบแล้วเชียว...เกือบจะจับเจ้าเสี่ยอ้วนได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว!” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงแผ่วแต่แฝงความเกรี้ยวกราด
“เสียดายที่เมียมันรู้เรื่องเร็วกว่าที่คิด...ถ้าช้าอีกสักสองสามวัน ไอ้เสี่ยอ้วนนั่นเสร็จกูแน่”
หญิงสาวเดินวนไปมาด้วยท่าทางกระวนกระวาย ใจไม่เป็นสุข
แผนที่วางไว้เป็นเดือนพังไม่เป็นท่า เพราะมีใครบางคนในบริษัทปากไว แอบไปฟ้องยัยเถ้าแก่เนี้ยนั่นเสียก่อน
“ซวยจริง ๆ เชียว!” จันทร์รวีสบถออกมาพร้อมกับคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูเงาสะท้อนในหน้าจออย่างหัวเสีย แก้มข้างหนึ่งบวมปูดขึ้นจนเห็นได้ชัด เธอยกมือแตะเบา ๆ แล้วร้อง “โอ๊ย!” ด้วยความเจ็บ
“โดนนังหมูตอนนั่นตบซะหน้าบวมเลย ดั้งกูเพิ่งทำมาใหม่ยังไม่ทันเข้าที่ดีเลย!” เธอบ่นพึมพำกระปอดกระแปดพลางหมุนตัวไปมาหน้ากระจก
“ไม่รู้จะกระเทือนโดนข้างในรึเปล่า เดี๋ยวต้องโทรหาหมอให้ดูหน่อยซะแล้ว...แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!” เธอกดเบอร์คลินิกเสริมความงามเจ้าประจำทันที
น้ำเสียงที่เคยอ่อนหวานถูกแทนที่ด้วยความร้อนรน
“สวัสดีค่ะ...จะขอนัดหมออาร์ตด่วนหน่อยค่ะ ดั้งโดนกระแทกแรง...เอ่อ หมายถึงพอดีมีอุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะ”
เมื่อปลายสายตอบกลับว่า หมอจะว่างพรุ่งนี้ช่วงบ่าย จันทร์รวีก็ถอนหายใจแรง ๆ
“ให้มันได้อย่างนี้สิ...นอกจากจะโดนตบหน้าเยินแล้ว ยังต้องมานั่งรักษาหน้าอีก!”
เธอพึมพำเสียงหงุดหงิด ก่อนเดินไปหยิบแผ่นเจลเย็นจากตู้เย็นมาวางบนแก้มอย่างทะนุถนอม
ไม่ใช่เพราะกลัวเจ็บ...แต่กลัว “ความสวยจะเสียทรง” มากกว่า
ระหว่างที่จันทร์รวีกำลังประคบหน้า มืออีกข้างก็เลื่อนดูข่าวในโทรศัพท์ไปอย่างไร้จุดหมาย ทั้งข่าวบันเทิง ข่าวสังคม และข่าวธุรกิจ เธอเลื่อนผ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสายตาหยุดนิ่งอยู่ที่ภาพของชายคนหนึ่ง ภาพในบทความที่เธออ่านซ้ำมาแล้วหลายรอบตลอดหลายวันที่ผ่านมา ด้วยความสนใจที่ไม่อาจอธิบายได้
“ภูวินทร์ ชนะวุฒิเดช”
นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของบริษัทสตาร์ทอัพด้านไอที ที่เพิ่งติดอันดับ 1 ใน 10 บริษัทมาแรงประจำปี
“ผัวพี่นิจหล่อขึ้นนะ แถมยังดูมาดดีอีก...น่าสนใจจริง ๆ” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แววตาเป็นประกายวับด้วยความสนใจ จันทร์รวีเคยพบภูวินทร์มาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง ในวันแต่งงานของเขากับคะนึงนิจ
“แถมยังเป็นเจ้าของบริษัทที่กำลังไปได้สวยอีกต่างหาก” รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนมุมปาก ก่อนกลายเป็นรอยยิ้มเจือเลศนัย
“สาธุ...ขอให้พี่นิจช่วยพูดให้ได้งานในบริษัทผัวเธอด้วยเถอะ คราวนี้กูจะทำให้หลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลยคอยดู ขอให้มีโอกาสสักครั้งเถอะ” เธอพูดพลางหัวเราะหึในลำคอ
“หล่อ ๆ แบบนี้ หายากจะตาย สมัยนี้ เจอแต่พวกรวยแต่เขือ หล่อแต่กินไม่ได้ ส่วนพวกรวยจริงก็อ้วนพุงยุ้ย มีเมียมีลูกเป็นโขยง” เธอสบถพลางถอนหายใจ
“ไอ้เสี่ยเม้งที่เคยเลี้ยงกูก็ดันไปติดกลิ่นใหม่อีก...ทีนี้จะเอาเงินที่ไหนไปอัปหน้า อัปนม กระเป๋า L ก็เพิ่งออกคอลเล็กชั่นใหม่อีกต่างหาก เฮ้อ...”
เธอวางโทรศัพท์ลง มองเงาตัวเองในกระจก...แววตาที่มุ่งมั่นและเย็นชาในคราวเดียวกันฉายชัดออกมา
“ถ้าชีวิตมันจะพลิก...คราวนี้ต้องให้มันพลิกกลับมาเข้าข้างกูบ้างแล้วล่ะ”
...
วันนี้ภูวินทร์กลับถึงบ้านตั้งแต่บ่ายสอง ทำเอาคะนึงนิจเผลอทำตัวไม่ถูกไปชั่วครู่ เพราะปกติแล้วเขามักจะกลับถึงบ้านตอนเย็น หรือไม่ก็ค่ำไปเลย ด้วยภาระงานที่บริษัท
ภูวินทร์เอื้อมมือรับลูกชายจากอ้อมแขนของคะนึงนิจเพื่อช่วยอุ้ม เจ้าหมูน้อยช่วงนี้น้ำหนักเพิ่มเอา ๆ เนื้ออวบแน่น แก้มกลมน่าฟัด เขาก้มลงระดมหอมทั่วพวงแก้มจนเจ้าตัวเล็กหัวเราะคิกคักเสียงใส
“นิจครับ พี่คัดประวัติพี่เลี้ยงกับแม่บ้านมาให้นิจลองดูไว้หกคน นิจช่วยเลือกดูหน่อย แต่ละคนมีประวัติดี ไม่มีคดีติดตัว พี่ให้วิทยาตรวจสอบอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว เอกสารอยู่บนโต๊ะนั่นครับ”
ภูวินทร์พูดพร้อมส่งยิ้มอ่อนโยน เขาอุ้มลูกชายไว้แน่น ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“เดี๋ยวพี่ดูเจ้าหมูน้อยนี่เอง นิจไปดูเอกสารเถอะ ถ้าเลือกได้แล้ว พี่จะรีบทำสัญญาจ้าง จะได้ให้เขามาช่วยนิจเร็ว ๆ หน่อย เจ้าตัวเล็กนี่หนักขึ้นทุกวัน ขนาดอุ้มแป๊บเดียว พี่ยังเริ่มเมื่อยแขนเลย”
เขาพูดพลางแอบจิ้มแก้มกลมของลูกชายอย่างมันเขี้ยว
เจ้าหมูน้อยหัวเราะคิกคัก ยิ้มแป้นจนตาหยี เหมือนจะรู้ว่า “เจ้าหมูน้อย” ที่พ่อพูดถึงก็คือตัวเองนั่นแหละ
คะนึงนิจนั่งดูแฟ้มประวัติของผู้สมัครที่ภูวินทร์คัดมาให้ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
เธอใช้เวลาอ่านอย่างละเอียด ไล่ดูทีละแผ่น ทีละบรรทัด จนในที่สุดก็สามารถคัดออกมาได้สองคนที่ดูเหมาะสมที่สุด
คนแรกชื่อ “ฝน” เด็กสาวต่างจังหวัด จบเพียงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เพราะทางบ้านขัดสน พ่อแม่ทำอาชีพรับจ้างไม่มีเงินส่งเรียนต่อ ฝนตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำ เคยเป็นผู้ช่วยเลี้ยงเด็กในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง มีใบรับรองงานจากทางโรงเรียนซึ่งระบุชัดถึงความขยันและรับผิดชอบ นอกจากนี้ เมื่อภูวินทร์ให้เลขาฯ ตรวจสอบประวัติย้อนหลัง ก็ไม่พบช่วงเวลาว่างงานหรือพฤติกรรมที่น่าสงสัยเลย
อีกคนชื่อ “พร” อายุ 50 ปี หญิงใจดีใบหน้าสุภาพ เคยทำงานเป็นแม่ครัวในร้านอาหารหลายแห่ง หลังสามีเสียชีวิตและลูก ๆ ต่างแยกย้ายไปทำงาน เธอตัดสินใจสมัครเป็นแม่บ้านเพื่อแบ่งเบาภาระของลูก และอยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
คะนึงนิจยกแก้วน้ำขึ้นจิบเบา ๆ พลางทอดสายตามองเอกสารทั้งสองชุดอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอกกล่าวแก่ภูวินทร์ถึงการตัดสินใจของตนเอง
ภูวินทร์เลือกที่จะให้อิสระแก่ภรรยาอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจ เพราะลูกจ้างทั้งสองคนนี้จะต้องอยู่กับเธอตลอดทั้งวันในช่วงที่เขาไม่อยู่บ้าน และคนที่เขาคัดมาทั้งหมดก็ผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดจากเขาอีกชั้นหนึ่งแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าไว้ใจได้แน่นอน
เขาหวังว่า การมีคนมาช่วยดูแลทั้งบ้านและลูก จะทำให้คะนึงนิจได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยกับลูกน้อยที่ยิ่งโตก็ยิ่งซน อยากรู้อยากเห็นไม่รู้จบ และไม่ต้องวุ่นวายกับการดูแลบ้านที่หนักหน่วงทุกวัน
แม้ที่ผ่านมาเขาจะเคยจ้างแม่บ้านชั่วคราวมาช่วยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เหมือนกับการมีแม่บ้านประจำที่อยู่กับบ้านและเข้าใจจังหวะชีวิตของครอบครัวจริง ๆ
เขาเพียงหวังว่า อย่างน้อยที่สุด คะนึงนิจจะได้หายเหนื่อย และมีรอยยิ้มกลับมาสดใสเหมือนเดิม
...
คะนึงนิจรีบกดรับสายทันทีที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นได้เพียงกริ๊งแรก โชคดีที่เป็นช่วงเวลาที่ภาคินทร์เพิ่งหลับกลางวันพอดี ไม่อย่างนั้นอาจจะกลายเป็นเรื่องยาวเลยทีเดียว
เพียงแค่ได้ยินเสียงของหนุ่ย น้องชายเพียงคนเดียวของเธอ...หัวใจของคะนึงนิจก็อุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด เธอรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปยังช่วงชีวิตที่ยังมีน้องชายอยู่ข้าง ๆ ช่วงเวลาที่เสียงหัวเราะของเขาเคยทำให้บ้านทั้งหลังมีชีวิตชีวา
มันผ่านมานานเหลือเกิน...
ในชาติที่แล้ว เขาจากไปตั้งแต่อายุเพียงยี่สิบห้าปี ทิ้งความทรงจำความเศร้าเสียใจถาโถมในใจเธอ และวันนี้ การได้ยินเสียงของเขาอีกครั้งในโลกใหม่นี้...ก็เหมือนโชคชะตากำลังมอบของขวัญชิ้นล้ำค่าให้เธออีกครั้ง
“พี่นิจคร้าบบบบบ~ กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า”
เสียงของหนุ่ยดังสดใสปลายสาย
“ไม่ยุ่งเลยจ้ะ น้องคินเพิ่งหลับไปพอดี มีเวลาคุยกันยาว ๆ เลย” คะนึงนิจตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะถามต่อรัว ๆ อย่างคนคิดถึง
“หนุ่ยล่ะ เป็นยังไงบ้าง ช่วงนี้เรียนหนักมากไหม ได้กินข้าวครบทุกมื้อหรือเปล่า แล้วอากาศช่วงนี้ฝนตกบ่อย อย่าลืมพกร่มนะ ถ้าเห็นฝนตั้งเค้าอย่าเดินตากฝนเด็ดขาดนะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”
หนุ่ยหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เสียงหัวเราะสดใสจนคะนึงนิจพลอยยิ้มตาม
“โหย พี่นิจครับ ถามรัวเป็นเพลงแร็ปอย่างนี้ ผมตอบแทบไม่ทันเลย” หนุ่ยหัวเราะเสียงสดใส “ผมเพิ่งสอบไฟนอลเสร็จเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ ช่วงนี้ปิดเทอม จะมีเวลาว่าง ๆ สักเดือนหนึ่ง กะว่าจะเล่นกับน้องคินให้หนำใจหลังย้ายเข้าไปอยู่ด้วย”
คะนึงนิจหัวเราะตามเบา ๆ เสียงของเธออบอุ่นจนปลายสายรู้สึกได้ แต่ในความอบอุ่นนั้นกลับแฝงไว้ด้วยร่องรอยของความคิดถึงที่ลึกเกินคำพูด
เธอลืมไปชั่วขณะ ว่านี่คือเสียงของน้องชายที่...ในอีกชาติหนึ่ง เธอไม่มีโอกาสได้ยินอีกแล้ว
หัวใจของเธอแผ่วสั่นเล็กน้อยเมื่อความทรงจำผุดขึ้นมา ความเสียใจที่ฝังอยู่ในใจเสมอ คือการจากไปของหนุ่ยที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนเธอไม่ทันตั้งตัว
เธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะพบหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย
หากวันนั้นเธอรู้ล่วงหน้า...เธอคงทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตน้องชายไว้
เสียงของหนุ่ยในปลายสายยังคงฟังดูร่าเริงเหมือนเดิม
แต่สำหรับคะนึงนิจ...ทุกถ้อยคำ ทุกเสียงหัวเราะ กลับกลายเป็นสิ่งมีค่าที่เธออยากจดจำไว้ให้ยาวนานที่สุด
“พี่ภูบอกแล้วใช่ไหมครับว่าป้าสร้อยกับผมจะย้ายไปอยู่ด้วย” เสียงของหนุ่ยฟังดูสดใสแต่แฝงความตื่นเต้นอยู่ในที
“ผมคุยกับป้าตั้งนานแน่ะ กว่าจะกล่อมให้ป้าเห็นด้วย หมดน้ำลายไปเป็นปี๊บ ๆ เลย”
คะนึงนิจหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงกึ่งบ่นกึ่งอารมณ์ดีของน้องชาย
“ผมลืมบอกพี่ภูไปครับว่า ป้าสร้อยมีข้อแม้นิดหน่อยว่า...ถ้าน้องคินเข้าเรียนประถมแล้ว อาจจะขอกลับไปอยู่บ้านสวนเหมือนเดิมอีกทีหนึ่ง” เขาพูดเสียงเรียบขึ้นในตอนท้าย ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แต่ป้าบอกว่า เรื่องนั้นไว้ค่อยคุยกันอีกทีตอนถึงเวลา”
คะนึงนิจรับฟังเรื่องที่หนุ่ยเล่าด้วยความสบายใจ
เมื่อคืนหลังจากทราบข่าวจากภูวินทร์ หญิงสาวก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เพราะภูวินทร์เป็นฝ่ายโทรไปขอให้ป้าสร้อยกับน้องชายย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน
ในชาติก่อน...เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
ภูวินทร์มัวแต่วุ่นอยู่กับงานสารพัด ส่วนเธอก็ทุ่มเทอยู่กับการดูแลลูกและพยายามทำหน้าที่ภรรยาและแม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
และชาติที่แล้วนั้น เต็มไปด้วยเรื่องราวอันขมขื่น
เธอสูญเสียน้องชายไป หลังจากหย่าขาดกับภูวินทร์ได้เพียงสามปี หนุ่ยถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม และคดีไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ เพราะเขากลายเป็นผู้กระทำผิดในข้อหาเป็นชู้และบุกรุกบ้านคนอื่น
ไม่กี่ปีต่อมา ป้าสร้อยก็ล้มป่วยลงด้วยโรคร้าย กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง ก็เข้าสู่ระยะสุดท้ายที่ไม่อาจรักษาได้อีกแล้ว
เธอติดค้างน้ำใจของคนทั้งสองนี้มากเหลือเกิน
หนุ่ยคือกำลังสำคัญที่คอยช่วยเหลือเรื่องเงินทองในวันที่เธอเริ่มต้นต่อสู้กลับมาทำงานอีกครั้ง
ส่วนป้าสร้อย...ก็เป็นเหมือนร่มเงาที่คอยเลี้ยงดูน้องคิน อย่างใกล้ชิด ทำให้เธอมีแรงใจและเวลาพอจะยืนหยัดต่อสู้ในเส้นทางอาชีพได้อย่างเต็มที่
เมื่อสูญเสียคนทั้งสองในเวลาไล่เลี่ยกัน...ชีวิตของเธอแทบจะพังทลายลงอีกครั้ง หากไม่นับรวมการหย่าร้างกับภูวินทร์แล้ว เหตุการณ์นี้คือบาดแผลที่หนักหนาที่สุดในชีวิตของเธอ
แก้วเดินกลับเข้ามาในวงสนทนาหลังจากเข้าห้องน้ำ เสียงหัวเราะและบรรยากาศอบอุ่นยังคงคละคลุ้งอยู่รอบโต๊ะ หนุ่ยนั่งอยู่ข้างที่นั่งของเธอ หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ทั้งที่หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะนั่งลงตามเดิมอย่างสงบเสงี่ยม“คุยอะไรกันอยู่คะ?” แก้วเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นทุกคนดูอารมณ์ดี“ภูกับนิจจะมีลูกสาวน่ะสิ พวกเราเลยดีใจกันใหญ่เลย” แม่ของแก้วพูดขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม“ว้าว ดีจังเลยค่ะ น้องคินจะมีน้องสาวแล้ว!” แก้วหันไปทางเด็กน้อยที่นั่งบนตักของภูวินทร์ เด็กชายกำลังจดจ่ออยู่กับรถของเล่นคันเล็กในมือ“คินจะมีน้องสาว...รักน้อง!”เสียงใส ๆ ของภาคินทร์ทำให้ทุกคนหัวเราะเบา ๆ เด็กน้อยยื่นมือไปลูบท้องของแม่อย่างทะนุถนอมคะนึงนิจลูบหัวลูกชายอย่างเอ็นดู ความอบอุ่นเอ่อท้นอยู่ในหัวใจของเธอ เธอดีใจเหลือเกิน ที่ในชาตินี้ ลูกสาวของเธอกลับมาหาอีกครั้ง ลูกสาวที่เธอเคยคิดถึงและโหยหามาตลอดเวลาในชาติก่อนภาพความทรงจำเมื่อวานแวบเข้ามาในความคิด วันที่เธอไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล“ยินดีด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่...ลูกในท้องเป็นผู้หญิงค่ะ”เสียงของคุณหมอคนเดิมที่เคยดูแลเธอตอนตั้งครรภ์ภาคินทร์เอ่ยด้ว
หญิงสาวในชุดคลุมท้องสีขาว จูงมือเด็กชายวัยสามขวบเดินเล่นอย่างช้า ๆ บนสนามหญ้าหน้าบ้าน อากาศยามเช้าเริ่มเย็นลง เป็นสัญญาณของฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือนคะนึงนิจเงยหน้ามองท้องฟ้า แสงแดดยามสายเริ่มทอแรงขึ้นตามกาลเวลา“น้องคินคะ เราขึ้นบ้านกันเถอะ เดี๋ยววันนี้เราจะไปดูโรงเรียนของลูกกันนะคะ”เสียงของหญิงสาวอ่อนโยนและชัดเจน เอ่ยช้า ๆ อย่างใจเย็นกับลูกชายตัวน้อย ที่ตอนนี้เริ่มเข้าใจประโยคซับซ้อนยาว ๆ ของผู้ใหญ่ได้มากขึ้นแล้ว“คินจะไปโรงเรียน”เสียงเล็ก ๆ ของภาคินทร์เอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น เด็กชายพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาใสแจ๋วเต็มไปด้วยความคาดหวัง ก่อนจะก้าวเท้าเล็ก ๆ เดินตามมือแม่ขึ้นไปยังตัวบ้านอย่างว่าง่าย“พี่กำลังจะลงไปตามพอดีเลย”เสียงทุ้มของชายหนุ่มดังขึ้นจากบันได ภูวินทร์ในชุดลำลองสีน้ำเงินเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะก้มลงอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอกอย่างอ่อนโยน“นิจต้องเตรียมอะไรเพิ่มเติมอีกไหม เดี๋ยวพี่เล่นกับลูกต่อให้”“มีเอกสารโรงเรียนกับสมุดสุขภาพของโรงพยาบาลที่นิจวางไว้ในห้องนอนค่ะ แล้วก็...ขอขึ้นไปเปลี่ยนชุดนิดนึง อยากใส่กางเกง จะได้เดินสะดวกขึ้นค่ะ”ภูวินทร์พยักหน้าเบา ๆ “เดี๋ยวพี่พานิจขึ้นไปเองดีกว่
ในห้องผู้ป่วยรวมของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แสงไฟนวลซีดส่องสลัวอยู่เหนือเตียงคนไข้หลายเตียง เสียงเครื่องช่วยหายใจและเสียงฝีเท้าเจ้าหน้าที่ดังแผ่วเบาเป็นระยะบนเตียงมุมห้อง หญิงสาวร่างผอมซีดผู้มีใบหน้าเสียโฉมครึ่งหนึ่งนอนกระสับกระส่ายอยู่ใต้ผ้าห่มสีเทาเก่า เธอพลิกตัวไปมา ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาแดงเรื่อเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง“ภูวินทร์...เขาเป็นของฉัน...” เธอพึมพำเสียงพร่า “…นังนิจ แกแย่งผัวฉันไป...”จันทร์รวีเหม่อมองเพดานเหมือนหลงอยู่ในภวังค์ เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นคือความจริงหรือความฝัน ตั้งแต่วันที่เธอขับรถพุ่งชน ภูวินทร์ ภาพฝันเดิมก็หลอกหลอนเธอทุกคืน ฝันว่าเธอได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านใหญ่หรูหรา มีภูวินทร์อยู่เคียงข้าง และมีลูกชายตัวน้อยเรียกเธอว่า “แม่”ความฝันนั้นงดงามจนเธอเริ่มเชื่อว่ามันคือความจริง เธอต่างหากที่เป็นภรรยาของภูวินทร์ เป็นเจ้าของชีวิตและครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ของคะนึงนิจ“เขาเป็นของฉัน เขาต้องเป็นของฉันคนเดียว” จันทร์รวีเริ่มตะโกนซ้ำ ๆ ก่อนเสียงกรีดร้องจะดังลั่นทั่วห้อง ผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ ตื่นตกใจร้องเรียกพยาบาลกันระงมเจ้าหน้าที่รีบกรูเข้ามาควบคุมตัวเธอ จันทร์รวีย
คะนึงนิจเช็ดมือและแขนของชายหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงอย่างแผ่วเบา เขายังไม่ฟื้นเลย...แม้เวลาจะผ่านไปถึงสามวันแล้ว นับจากที่ถูกย้ายออกมาจากห้องไอซียูหลังจากอุบัติเหตุในเย็นวันนั้น รถพยาบาลนำตัวภูวินทร์ส่งถึงโรงพยาบาลในเวลาไม่นาน แพทย์ฉุกเฉินรีบพาเขาเข้าห้องผ่าตัดทันที ชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกซี่โครงหักหนึ่งซี่ ขาขวาหัก และที่ร้ายแรงที่สุดคืออาการเลือดคั่งในสมองการผ่าตัดใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าคุณหมอจะออกมาแจ้งผล คะนึงนิจนั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดแทบไม่ได้ไปไหนเลย เมื่อการผ่าตัดผ่านพ้นไปได้อย่างปลอดภัย ภูวินทร์ถูกย้ายเข้าห้องไอซียู เพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องนานถึงหนึ่งสัปดาห์จากนั้น เขาจึงถูกย้ายมาพักฟื้นในห้องผู้ป่วยทั่วไป ทว่า...เขากลับยังไม่รู้สึกตัวเลยจนถึงตอนนี้คะนึงนิจเฝ้าอยู่ข้างเตียงแทบตลอดเวลา ไม่ยอมกลับบ้านเลยแม้แต่วันเดียว หนุ่ยกับป้าสร้อยจะผลัดกันมาเยี่ยมในช่วงเช้า โดยจะพาภาคินทร์มาด้วย เด็กน้อยเรียกร้องหาพ่อกับแม่ทุกวันทุกครั้งที่ลูกชายเข้ามาในห้อง เขาจะนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างเตียง จับมือพ่อไว้แน่นด้วยแววตาเศร้าสร้อยเกินวัย แล้วเอ่ยเสียงเบา ๆ ว่า“พ่อ..
คะนึงนิจเปิดประตูห้องทำงานของภูวินทร์เบา ๆ แสงในห้องสลัวจนแทบมองไม่เห็น เธอมองเห็นร่างของชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ภาพความอ่อนล้าในแววตาเขาแวบขึ้นมาในใจของเธอแม้เขาจะยิ้มแย้มทักทายลูกน้อยที่ยืนรออยู่หน้าบ้านอย่างอารมณ์ดี แต่คะนึงนิจรู้ดีว่าเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นมีบางอย่างซ่อนอยู่ ตลอดมื้อเย็น เขาแทบไม่ได้พูดอะไร มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่แฝงความเหม่อลอยและเงียบงันที่ดูผิดปกติ“ทำไมไม่เปิดไฟห้องล่ะคะ?” เธอเอ่ยขึ้น พลางก้าวเข้าไปเปิดสวิตช์จนห้องสว่างจ้าแสงไฟทำให้ภูวินทร์หยีตาเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองภรรยา แววตานั้นเต็มไปด้วยความเศร้าและความเหนื่อยล้าอย่างคนที่กำลังแบกรับบางสิ่งไว้เงียบ ๆเมื่อคะนึงนิจเดินเข้าใกล้ เขาโผเข้ากอดเอวเธอแน่น ซบหน้าลงกับลำตัวของเธออย่างหมดเรี่ยวแรงหญิงสาวยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อ สัมผัสเช่นนี้ เธอไม่ได้รับมานานจนแทบจำไม่ได้“ขอพี่กอดนิจ...สักครู่เถอะ” เสียงของภูวินทร์แผ่วเบา แฝงแววเว้าวอน เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนซบหน้ากลับลงอีกครั้งแน่นขึ้นกว่าเดิมคะนึงนิจยืนนิ่ง มองเส้นผมหยักศกของเขาที่เหมือนกับผมของลูกชายเธอซบอยู่ที่ตัวเธอ เธอทำตัวไม่ถูก แต่เ
เช้านี้อากาศสดใส แดดอ่อน ๆ ยามสายทอดลงบนสนามหญ้าหน้าบ้านชายหนุ่มเดินจูงมือลูกน้อยออกมาเดินเล่นในสวนหลังมื้อเช้าอย่างสบายใจ วันนี้เขาไม่มีธุระเร่งด่วนที่บริษัท เดิมทีตั้งใจจะพักทั้งวันอยู่กับลูกให้เต็มที่แต่ไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์จาก ภารดี น้องสาวแท้ ๆ ก็ดังขึ้น เธอแจ้งว่ามีเรื่องด่วนและขอให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงบ่าย เขาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนหลังวางสาย ภูวินทร์สั่งให้วิทยาเตรียมเอกสารและจัดการประชุมไว้ในช่วงบ่าย เขาจึงมีเวลาเล่นกับลูกช่วงเช้า ก่อนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เขาคาดไว้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นภูวินทร์จับมือลูกชายตัวน้อยที่สวมเสื้อยืดลายการ์ตูนตัวโปรดกับกางเกงขาสั้นสีแดง ใบหน้าเล็กสดใสอาบแสงแดดยามเช้า ดูน่ารักน่าเอ็นดู เด็กน้อยเงยหน้ามองพ่อ คอยฟังทุกถ้อยคำที่เขาพูด ก่อนจะเลียนเสียงหรือส่งยิ้มตอบกลับอย่างไร้เดียงสา ราวกับเข้าใจทุกอย่างทั้งคู่เดินช้า ๆ รอบแปลงดอกไม้ พลางช่วยกันตัดดอกกุหลาบที่กำลังบานสะพรั่ง เขาสอนลูกให้ระวังหนาม ค่อย ๆ เด็ดออกทีละอันจนเหลือแต่ช่อดอกที่สวยสะอาด“น้องคินเอาดอกไม้ไปให้คุณแม่ซิครับ” ภูวินทร์พูดพลางยื่นกุหลาบสีแดงให้ลูกน้อย เด็กชายพยักหน







