Home / วาย / ใจภักดิ์รักเอย (นิยายวาย) / ตอนที่ 3 : ความสงบสุขที่ปลิวหายไปในสายฝน

Share

ตอนที่ 3 : ความสงบสุขที่ปลิวหายไปในสายฝน

last update publish date: 2026-09-24 02:44:31

กิจกรรมในไร่ใจภักดิ์ นอกจากจะมีลานตั้งแคมป์แล้ว ทางไร่ก็ยังเปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าไปถ่ายรูปในมุมต่าง ๆ ของไร่ได้อย่างอิสระ

รักเอยก็เป็นหนึ่งในคนที่สะพายกล้องเก็บภาพถ่ายยังจุดต่าง ๆ ที่เขาคิดว่าน่าสนใจเอาไว้ พื้นที่ของไร่แบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน มีทั้งสวนผลไม้เมืองหนาวและสวนดอกไม้หลากสายพันธุ์หลากสีสันทอดยาวไปไกล ดึงความสนใจผู้คนเสียจนแทบไม่มีที่ว่าง

ร่างบางจึงเดินเลี่ยงมาทางฝั่งผลไม้ ต้นของส้มสีทอง เป็นผลไม้ขึ้นชื่อประจำจังหวัดน่านตั้งเรียงรายเป็นแนวยาว แต่ละต้นก็แข่งกันออกผลส้มสีสดละลานตา

ตรงจุดนี้มีนัดท่องเที่ยวบางคนที่อยู่กระจายกันออกไป รักเอยจึงเดินทอดน่องเอื่อยไปตามแนวต้นส้ม เห็นผลไม้ลูกใหญ่ก็แอบเม้มปากนึกอยากจะกินไม่น้อย

เห็นทีว่าเดินเล่นเสร็จก็คงจะต้องแวะร้านค้าของไร่เพื่อมองหาส้มสีทองกลับไปกินที่เต็นท์สักสามสี่ลูก

ในระหว่างทางก็มีป้ายปักเอาไว้กับดินอยู่สองป้าย เขาโน้มตัวลงไปอ่าน ป้ายแรกบอกข้อมูลของผลไม้ที่เขาพอรู้อยู่บ้างแล้ว ส่วนอีกป้ายก็เป็นข้อความตัวโต ๆ ว่าห้ามจับ

แน่นอนว่ารักเอยไม่คิดจะแตะต้อง แม้ว่าส้มลูกใหญ่พวกนั้นมันจะยั่วให้เขาอยากกินมากแค่ไหนก็ตามที

ทว่าไม่ใช่นักท่องเที่ยวทุกคนที่คิดแบบเดียวกัน

เสียงพูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะดังมาจากจุดที่รักเอยอยู่ไม่ไกลเท่าไรนัก ดวงตาคู่สวยหันไปยังทางต้นเสียง เห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกำลังถ่ายรูปใกล้ต้นส้ม ผู้หญิงหนึ่งในกลุ่มนั้นที่กำลังโพสท่าถ่ายรูปดึงกิ่งต้นส้มที่กำลังออกผล ให้เข้ามาใกล้ใบหน้าของเธอ ส่วนผู้หญิงอีกสองคนก็นั่งย่อตัวลงแล้วจับกิ่งอีกคนละกิ่งให้ผลส้มโน้มเข้าไปใกล้ตัวเพื่อน ราวกับต้องการใช้เป็นพร็อพ ประกอบการถ่ายรูปโดยมีเสียงของตากล้องคอยกำกับอีกที

รักเอยขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก ก่อนที่เขาจะรวบรวมความกล้า ตัดสินใจเดินเข้าไปหาวัยรุ่นสี่คนนั้น แล้วเอ่ยเตือนอย่างสุภาพ

"ขอโทษนะครับ เราว่าอย่าจับเลยดีกว่าครับ พอดีเราเห็นป้ายเตือนอยู่ตรงนั้นน่ะครับ

เรียวนิ้วชี้ไปยังป้ายที่เขาเพิ่งหยุดอ่านเมื่อครู่ ก่อนที่สองสายตาจะเห็นว่าใกล้ ๆ จุดที่คนพวกนี้กำลังถ่ายรูปอยู่นั้นก็มีป้ายเตือนเช่นกัน

หากแต่แทนที่หนุ่มสาววัยรุ่นจะหยุดทำอย่างที่รักเอยห้าม พวกเขากลับมีสีหน้าไม่พอใจ เด็กสาวที่กำลังโพสท่าก็ปล่อยกิ่งไม้ในมืออย่างไม่เบาแรง จนผลส้มมันร่วงตกพื้น ทว่าเธอกลับไม่สนใจ เดินชนไหล่เขาออกไปพร้อมกับเพื่อนอีกสามคน

"น่ารำคาญ"

ถ้อยคำที่จงใจพูดให้รักเอยได้ยินยิ่งทำให้ร่างบางหมดความอดทน ในเมื่อเตือนดี ๆ แล้วแต่อีกฝ่ายกลับทำตัวเสียมารยาทใส่ เขาก็ไม่ขอทนอยู่เฉย ๆ กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปขวางหน้ากลุ่มคนพวกนั้นเอาไว้

"ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะครับ ที่นี่ไม่ใช่บ้านพวกคุณนะ ควรให้เกียรติสถานที่สิ"

เด็กสาวคนเดิมสบถใส่ รู้สึกโกรธและเสียหน้าขึ้นมา เมื่อคนอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ เริ่มหันมามองทางพวกเธอกันเป็นตาเดียว

"จะมายุ่งทำไมวะ?!" เธอสะบัดแขนของเพื่อนที่ออกมาจับเอาไว้ ก่อนจะเดินเข้าไปหาคู่กรณีแล้วผลักอย่างแรง จนคนตรงหน้าเซไปด้านหลัง "เป็นเจ้าของไร่หรือไง?!"

ทว่าก่อนที่รักเอยจะเสียการตั้งหลักแล้วล้มลงไปกองกับพื้น ก็มีอ้อมแขนแข็งแรงเข้ามารับเขาไว้จากด้านหลัง ไม่ทันที่ร่างบางจะได้หันกลับไปมองว่าเป็นใคร คนตัวสูงกว่าก็ขยับมายืนข้างหน้าพร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นหูที่แฝงด้วยความไม่สบอารมณ์อยู่ในที

"เขาไม่ใช่"

ปรินทร์มองอีกฝ่ายด้วยสายตาดุดัน เขาก้าวไปยืนประจันหน้ากับคนที่ก่อเรื่อง ก่อนจะพูดต่อเสียงเรียบ

"แต่ผมใช่...และถ้าหากมีลูกค้าคนไหนฝ่าฝืนกฎของไร่จนสร้างความเสียหายให้ไร่หรือสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ผมก็ขอเชิญออก ไม่มีข้อละเว้นทุกกรณี"

กลุ่มลูกค้าวัยรุ่นมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้โต้แย้งอะไร ชายหนุ่มเจ้าของไร่ใจภักดิ์ ก็แทรกขึ้นมาเสียงเข้ม

"ก่อนออกจากไร่ อย่าลืมไปจ่ายค่าปรับที่ทำส้มผมร่วงจากต้นด้วยล่ะ ไม่อย่างนั้นก็เจอกันที่โรงพักได้เลย"

"ขะ...ขอโทษค่ะ"

เด็กสาวอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบขยับมายกมือไหว้ปรินทร์ ก่อนจะพากันออกไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็ว รักเอยมองตามจนแผ่นหลังคนกลุ่มนั้นหายไป พอหันกลับมาก็เจอกับชายหนุ่มที่ยืนมองเขานิ่ง

"สุดยอดเลยครับคุณเจ้าของไร่"

รักเอยชูนิ้วโป้งให้อย่างชื่นชม ความน่ากลัวของคนตรงหน้ามีประโยชน์ก็ตอนนี้ พลางหมายมั่นไว้ในใจ ว่าคงจะต้องหัดทำหน้าเข้ม ๆ เสียงดุ ๆ แบบนั้นบ้าง

โดยที่ไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังจะโดนดุเป็นรายต่อไป

ก็คือตัวเขาเอง

"ทำไมไม่บอกพนักงานสักคนให้มาจัดการ?"

ปรินทร์ถามเสียงเรียบ ทำเอาคนที่กำลังพยายามปั้นหน้าดุเลียนแบบอยู่เมื่อครู่ หน้าเหวอขึ้นมาในทันใด

"ก็แถวนี้ไม่เห็นมีพนักงานเลยนี่" รักเอยแย้งกลับ หันซ้ายมองขวาก็ยังไม่เห็นใครนอกจากนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ

"เดินไปตามไม่ได้หรือไง?"

คำตอบนั้นดูจะไม่ค่อยถูกใจคุณเจ้าของไร่เท่าไรนัก เสียงที่เรียบนิ่งอยู่แล้วก็กดต่ำเสียจนน่ากลัว

"เดี๋ยวสิ เรามาช่วยห้ามนะ ทำไมต้องทำเสียงดุด้วย" รักเอยเชิดหน้า เถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ "คุณควรจะขอบคุณเราหรือเปล่า?"

ชายหนุ่มถอนหายใจ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้อีกครั้งจนคนตัวเล็กกว่าต้องก้าวถอยหลัง

"ถ้าหากคนพวกนั้นลงไม้ลงมือกับคุณขึ้นมาจะเป็นยังไง?" ขายาวก้าวตามไป ในขณะที่อีกฝ่ายก็ถอยหลังห่างหนี "ไม่ใช่ทุกคนที่จะเตือนด้วยคำพูดดี ๆ ได้หรอกนะ"

รักเอยเข้าใจในสิ่งที่ปรินทร์ต้องการจะพูด เพราะเมื่อครู่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแอบรู้สึกกลัวไม่น้อย เพราะอีกฝ่ายมีจำนวนคนที่มากกว่า แถมคนที่ดูเป็นหัวโจกก็เหมือนจะเอาเรื่องมากทีเดียว

สุดท้ายคนถูกต้อนให้ยอมจำนนก็ไม่อาจเถียงอะไรได้อีก เขาค่อย ๆ ช้อนตามองคนสูงกว่า เอ่ยปากยอมรับผิดเสียงเบา

"อือ เราขอโทษ"

"ไม่ต้องขอโทษ"

ทว่าปรินทร์กลับปรามเอาไว้ มือใหญ่วางลงบนศีรษะกลม พลางโน้มหน้าเข้าไปใกล้

"ผมแค่ไม่อยากให้มีเรื่องกันจนคุณต้องเจ็บตัว

"…"

"เข้าใจหรือเปล่า...เอย?"

ร่างบางไม่อาจหลบสายตาคู่คมของอีกฝ่าย เขาเม้มริมฝีปาก พลางพยักหน้ารับรู้ เพียงเสี้ยววิหนึ่งที่ร่างสูงยกยิ้ม ก่อนจะเดินผ่านเขาไป

ในขณะที่รักเอยยังคงยืนอยู่ที่เดิม พร้อมกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอก เมื่อถ้อยคำสุดท้ายที่อีกฝ่ายทิ้งท้ายเอาไว้แผ่วเบายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขาอย่างชัดเจน

'เก่งมาก'

• • •

ครั้นถึงเวลาช่วงเย็น รักเอยกลับมาเก็บของ ก่อนจะไปอาบน้ำยังห้องน้ำรวมที่ตั้งอยู่นอกลานกางเต็นท์ โชคดีที่คนไม่เยอะ เขาจึงใช้เวลาไม่นานและเดินกลับมายังที่พักของตัวเอง สองสายตาไม่วายเหลือบมองเต็นท์ข้าง ๆ คุณเจ้าของไร่ยังคงปักหลักทดสอบบริการใหม่ของไร่ตัวเองอยู่ที่นี่ เห็นเขากำลังนั่งทำอาหารอยู่ที่หน้าเต็นท์พร้อมกับอุปกรณ์ทำครัวครบชุด

รักเอยได้กลิ่นหอม ๆ ที่ลอยมาตามลมก็ท้องร้องขึ้นมาราวกับมีคนปล่อยคิว เขาลุกออกจากเก้าอี้สนาม คว้าเอากระเป๋าเงินเตรียมจะไปร้านค้า แต่ก็ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกเอาไว้

"เอย"

คนถูกเรียกหันไปตามเสียงพลางเลิกคิ้วมองเป็นเชิงคำถาม ก่อนที่ปรินทร์จะกวักมือเรียก ร่างบางจึงเดินเข้าไปหาด้วยความสงสัย

"มีอะไรเหรอ?"

"จะไปไหน?"

"ไปร้านค้าน่ะ อยากได้อะไรไหม?"

ปรินทร์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะพยักเพยิดหน้าไปทางเต็นท์ของเอย

"ไปเอาเก้าอี้แล้วมานั่งกินข้าวด้วยกัน"

ของฟรีกับกลิ่นหอม ๆ แถมมีพ่อครัวบริการเสิร์ฟถึงที่ มีหรือที่รักเอยจะปฏิเสธ เขาเก็บกระเป๋าเงินเข้าเต็นท์ตัวเอง ก่อนจะยกเก้าอี้ไปนั่งข้าง ๆ ปรินทร์ ด้านหน้าเป็นโต๊ะสนามที่มีอาหารหน้าตาหน้ากินอยู่สองสามอย่างวางเรียงกันเอาไว้

"เกรงใจจังเลยครับ"

พูดไปให้ดูมีมารยาทพอเป็นพิธี แม้ว่าดวงตาจะทอประกายระยิบระยับกับจานอาหารตรงหน้าจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่แล้วก็ตามที

ในขณะที่ปรินทร์หัวเราะเบา ๆ ตักเนื้อย่างหอมกรุ่นใส่จานว่างที่วางรออยู่

"น้ำลายจะหยดลงโต๊ะแล้ว"

รักเอยรีบปิดปากฉับ พลางเอี้ยวหน้าหันไปใช้มือเช็ดบริเวณปาก หากแต่ก็ไม่มีน้ำลายอย่างที่อีกฝ่ายว่า ก่อนจะหันกลับมาพร้อมปากคว่ำ

"แกล้งคนเป็นงานอดิเรกหรือไง?"

"งานหลักต่างหาก"

ชายหนุ่มตอบทันควันพร้อมกับรอยยิ้มยียวน จนรักเอยนึกหมั่นไส้ ไม่อยากจะอยู่กินด้วยแล้ว แต่พอทำท่าจะลุก ปรินทร์ก็เอื้อมมือมาจับแขนของเขาเอาไว้

"ไม่แกล้งแล้ว กินสิ"

รักเอยหรี่ตามองอย่างไม่ค่อยเชื่อ ส่วนปรินทร์ก็เลื่อนจานเนื้อย่างร้อน ๆ ส่งให้ กลิ่นหอมพร้อมเนื้อฉ่ำ ๆ ก็ยั่วยวนเสียจนคนหิวยอมนั่งลงที่เดิม ครู่หนึ่งใบหน้าบึ้งตึงก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มระรื่น ยามที่ได้ตักเนื้อที่ถูกหั่นเอาไว้เข้าปาก

"อร่อยไหม?"

คนถูกถามไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เพราะกำลังตั้งใจเคี้ยวเนื้อนุ่ม ๆ อยู่เต็มปาก รักเอยจึงพยักหน้าหงึกหงักพร้อมกับรอยยิ้มส่งให้แทน

"อร่อยก็กินเยอะ ๆ ผมเลี้ยง"

รักเอยกลืนเนื้อคำแรกลงคอ เลิกคิ้วพลางเอ่ยปากถามในขณะที่มือก็จับส้อมจิ้มชิ้นถัดไป

"ทำไมล่ะครับ?"

"เลี้ยงขอบคุณไง" ปรินทร์เอ่ยตอบโดยที่ไม่ได้มองหน้ารักเอย พลางเอากุ้งตัวใหญ่ลงย่างในตะแกรง "เรื่องเมื่อตอนกลางวัน แล้วก็อยากจะขอโทษด้วย"

"เรื่องอะไรครับ?"

ร่างสูงละสายตาจากกุ้งสดที่เริ่มเปลี่ยนสี มองสบตารักเอยด้วยแววตาที่อ่อนลง

"ที่เผลอทำเสียงดุ"

เนื้อในปากแทบไร้รสชาติเมื่อรักเอยเอาแต่ให้ความสนใจกับคนตรงหน้า ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนยังไงกันแน่ บทจะปากร้ายก็ทำเขาขุ่นเคือง พอจะมาใจดีใส่ เขาก็แทบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจไม่อยู่

รักเอยกำลังจะถูกเขาใช้ความหล่อหลอกล่ออีกแล้ว!

"ไม่เป็นไรหรอก" รักเอยกระแอมแก้เก้อ พลางผินหน้าหลบสายตาจากปรินทร์ "เรารู้ว่าคุณคงไม่อยากให้มีเรื่องกันในไร่ เราเองก็วู่วามเกินไป ไม่แจ้งพนักงานให้มาจัดการเอง"

ปรินทร์ไม่พูดอะไรต่อ เขาลอบระบายยิ้มบาง พลางตักกุ้งใส่จานอีกใบแล้วส่งให้ ในขณะที่ดวงตาคู่คมก็วางไว้กับเสี้ยวหน้าของรักเอยอย่างไม่รู้ตัว

"เอ้อ จริงสิ ที่ร้านค้ามีส้มขายไหม?" รักเอยหันไปถามเจ้าของไร่ เมื่อเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้ตั้งใจจะไปซื้อส้มมาไว้กินที่เต็นท์ "เห็นส้มในสวนคุณแล้วเราอยากกินมากเลย"

ชายหนุ่มไม่ได้ตอบ แต่กลับลุกออกไป รักเอยเห็นแว๊บ ๆ ว่าเขายกโทรศัพท์ขึ้นมา เหมือนกำลังจะโทรหาใครบางคน

จากนั้นไม่นาน ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาพร้อมกับกล่องพลาสติกขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เข้ามาทางพวกเขา

"นี่ครับ"

กล่องใบนั้นถูกส่งให้กับปรินทร์ เขาตบบ่าเด็กหนุ่มที่ช่วยเป็นธุระให้อยู่สองสามที ขณะที่รักเอยได้แต่มองด้วยความงุนงง

"ขอบคุณมากนะทอง กลับไปช่วยงานคุณหม่อมเถอะ"

ครั้นปรินทร์พูดจบ เด็กหนุ่มที่เขาเรียกว่าทองก็พยักหน้าพลางวิ่งออกไป ฝ่ายรักเอยก็มองตามกล่องใบนั้นที่ชายหนุ่มนำมันมาวางบนโต๊ะ แล้วเปิดฝาออก

"คุณ!"

รักเอยตาโต เมื่อมองเข้าไปในกล่องก็พบว่าคือเนื้อส้มอวบอิ่มฉ่ำน้ำที่ถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำพร้อมเอาเม็ดออกวางเรียงกันอย่างเรียบร้อย

"แช่ไว้ให้เย็น ๆ เลย"

ให้ตายสิ

ลูกรักพระเจ้าคนนี้ นอกจากจะใช้ความหน้าตาดีมาหลอกล่อแล้ว ยังเอาของกินมายั่วอีกต่างหาก

รักเอยจะไม่มีทางตกเป็นสาวกของคุณเจ้าของไร่คนนี้เด็ดขาด!

• • •

หลังจากที่อาหารเย็นถูกฟาดเสียเรียบ ตบท้ายด้วยส้มหวาน ๆ อีกจนเต็มท้อง รักเอยก็ขอตัวไปนอน แผ่พุงในเต็นท์ เพราะด้วยอากาศที่เย็นสบาย จึงทำให้เขาผล็อยหลับไปอย่างไม่ยากเย็นนักแม้จะเพิ่งหัวค่ำ

ฝ่ายปรินทร์ที่เพิ่งไปตรวจความเรียบร้อยโดยรอบมาเสร็จ เห็นเต็นท์ของเอยไม่เปิดไฟ ก็เดาเอาว่าคงจะเข้านอนแล้ว เขาจึงถือวิสาสะ เดินไปเปิดไฟหน้าเต็นท์เอาไว้ให้ เผื่อเจ้าตัวอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำ จะได้ไม่เดินชนโต๊ะชนเก้าอี้ให้หน้าคะมำ

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ปรินทร์ก็กลับเข้าเต็นท์ตัวเอง เตรียมพักผ่อนเก็บแรงไว้สำหรับในวันพรุ่งนี้ เพราะมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำในฐานะเจ้าของไร่ใจภักดิ์

จนกระทั่งตกกลางดึก ชายหนุ่มที่กำลังนอนหลับอยู่ก็จำต้องลืมตาตื่นขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงดังบางอย่างกระทบเต็นท์ เมื่อเปิดประตูออกไปดู ก็พบว่าด้านนอกฝนตกหนักจนแทบมองไม่เห็นด้านนอก สองสายตาตวัดมองยังเต็นท์ข้าง ๆ แทบจะทันที เก้าอี้สนามที่มีน้ำหนักเบาก็คล้ายจะปลิวอยู่รอมร่อ ส่วนตัวเต็นท์ไม่ต้องพูดถึง ตรงหลังคามันพับลงมาจนเขาตกใจ

"เอย!"

ปรินทร์ตะโกนเรียกคนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยความตระหนก แต่จนแล้วจนรอด เรียกอย่างไรก็ไร้ซึ่งวี่แววการตอบกลับ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจออกจากเต็นท์ เดินฝ่าพายุฝนเข้าไปหาคนที่อยู่ด้านใน ก่อนจะรูดซิปประตูชั้นแรกจากด้านนอก พยายามมองเข้าไปก็เห็นว่ารักเอยกำลังนอนขดตัวอยู่ตรงกลาง

"เอย!! ตื่นเร็ว!"

ร่างบางยังไม่ขยับ ปรินทร์จึงเปิดประตูเต็นท์ตาข่ายชั้นที่สอง ก่อนจะเอื้อมมือไปเขย่าขาของรักเอยจนคนที่นอนหลับอยู่สะดุ้ง

"เอย!"

รักเอยงัวเงียพลางพยุงตัวลุกขึ้น เห็นปรินทร์อยู่หน้าเต็นท์ก็สงสัย แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไร สัมผัสชื้นแฉะที่มือก็ทำเขาตกใจ

"ทำไมน้ำเข้ามาในเต็นท์เราอะ?!"

"ฝนมันตกน่ะสิ เต็นท์คุณมันไม่กันน้ำ มาอยู่เต็นท์ผมก่อน"

ปรินทร์เร่งเร้าเสียงดัง เพราะต้องแข่งกับเสียงฝนที่เซ็งแซ่ รักเอยที่ไม่มีเวลาได้คิดอะไร ก็รวบกระเป๋าเป้แล้วออกจากเต็นท์ตัวเองเดินเร็ว ๆ หลบเข้าไปในเต็นท์ของอีกฝ่ายทันที

"หลับลึกขนาดนี้เลยหรือไง?"

ขนาดในเต็นท์ของปรินทร์ค่อนข้างใหญ่พอสมควร รักเอยเข้ามาได้ก็ถูกอีกฝ่ายบ่นใส่ เขาได้แต่มึนงงเพราะสมองยังไม่ประมวลผลดี

"เอ้า ผ้าขนหนู ยังไม่ได้ใช้ เอาไปเช็ดผมก่อน เดี๋ยวจะเป็นหวัด"

รักเอยรับเอาผ้าสีขาวสะอาดมาไว้พร้อมกับขอบคุณเสียงเบา ก่อนที่เขาจะเช็ดผมพลางเหลือบมองหลังคาเต็นท์ที่เม็ดฝนกระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัวก็อดหวั่นใจไม่ได้

"ไม่ต้องกังวลหรอก เต็นท์ผมกันน้ำ แข็งแรง มันไม่ถล่มลงมาเหมือนเต็นท์คุณหรอก"

"ทีหลังก็ซื้อเต็นท์ดี ๆ มาไว้ให้เช่าสิ"

ได้ทีก็บ่นคืนบ้าง ทำเอาปรินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ส่วนมากเขาก็เอาเต็นท์กันมาเองทั้งนั้นนั่นละ ที่ให้เช่านี่ก็เผื่อคนแบบคุณไง"

"คนแบบผมนี่ยังไง?" รักเอยย้อนถาม กอดอกมองปรินทร์อย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก

"ก็มือใหม่แบบคุณนี่ไง"

คนโดนปรามาสสะบัดหน้าหนี ตั้งใจจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ทว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอทั้งโทรศัพท์และกระเป๋าตังค์ รักเอยหน้าตาตื่นแทบจะทันที พลางนึกทบทวนก่อนจะเข้านอน เขาไม่ได้เก็บของลงกระเป๋าเป้ จึงคิดว่ามันคงอยู่ในเต็นท์

พอคิดได้ดังนั้นก็เตรียมจะออกไปข้างนอก แต่กลับโดนปรินทร์คว้าแขนเอาไว้

"จะไปไหน?"

"โทรศัพท์กับกระเป๋าตังค์เราอยู่ในเต็นท์อะ"

"เอาไว้ก่อน อยู่ในเต็นท์ไม่น่าเป็นอะไรหรอก"

ถ้าน้ำไม่ซึมเข้าเยอะ ปรินทร์ก็ขอคิดในแง่ดีเอาไว้ว่ามันจะยังปลอดภัย

"แต่ถ้าเต็นท์ปลิวล่ะ?"

รักเอยถามหน้าเครียด เพราะดูจากลมที่แรงขนาดนี้แล้ว เขาก็อดกังวลไม่ได้ว่าเต็นท์หลังน้อยของเขามันจะต้านแรงพายุฝนไม่ไหว

"ไม่ต้องห่วงหรอก มีสมอบกยึดเอาไว้แล้วนี่ มันไม่ปลิวง่าย ๆ หรอก" ปรินทร์พูดอย่างใจเย็น ในขณะที่รักเอยขมวดคิ้วมุ่น ถามกลับด้วยความสงสัย

"สมอบกคืออะไรเหรอครับ?"

ชายหนุ่มชะงักมือที่กำลังถือผ้าเช็ดผมพลางหันกลับไปมองรักเอยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนที่เขาจะเปิดประตูเต็นท์โผล่หน้าออกไปมองเต็นท์ของรักเอย โดยมีเจ้าของเต็นท์โผล่หน้าตามไปชะโงกมองติด ๆ

ทว่าเต็นท์ของเอย...มันไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว

พวกเขาทั้งคู่หันกลับมามองหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่เสียงของปรินทร์จะดังแทรกเสียงฝนขึ้นมาเป็นประโยคสั้น ๆ ที่ทำรักเอยแทบอยากจะร้องไห้

"ซวยแล้วเอย"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ใจภักดิ์รักเอย (นิยายวาย)   ตอนที่ 6 : ความเหนื่อยล้าที่ได้รับการเยียวยา

    "เลิกงานซะที"รักเอยกึ่งเดินกึ่งพาร่างลากขึ้นบันไดบ้านพัก พอถึงโต๊ะไม้ตรงลานระเบียงทางเชื่อม เขาก็ทิ้งตัวลงนอนราบลงไปทันทีอย่างหมดแรง งานวันแรกเล่นเอาเขาแทบร่วง สภาพมอมแมมเสียจนดูไม่ได้ พอช่วงเช้ามุ่งมั่นจะเป็นผู้ช่วยตัวอย่างของคุณเจ้าของไร่ใจภักดิ์ ตกบ่ายก็อยากจะถอนตัวเสียเดี๋ยวนั้น เมื่อผู้เป็นเจ้านายไปตรวจงานที่รีสอร์ต รักเอยก็มีหน้าที่เดินตามต้อย ๆ หูก็ฟังคุณเขาพูดไป มือก็ต้องจดตามว่างานคืบหน้าไปถึงไหน มีอะไรที่ต้องปรับปรุงหรือเพิ่มเติมอีกบ้างจบจากตรงนี้ก็ต้องวิ่งตามไปตรงนู้น ตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ผลไม้ตามโซนต่าง ๆ ต้นไหนพร้อมเก็บ ต้นไหนต้องบำรุงเพิ่มแถมยังต้องเรียนรู้วิธีการเก็บผลไม้แทบทุกสายพันธุ์ที่มีในไร่ เดี๋ยวก้มเดี๋ยวเงยจนหลังยอก หนักสุดก็ตอนเดินไปดูแปลงผักที่คนของไร่ปลูกเองเอาไว้ปรุงอาหาร ไม่รู้ไปสะดุดหินก้อนไหนเข้า เขาจึงล้มคะมำลงแปลงผักอย่างไม่ทันตั้งตัวส่วนคุณเจ้าของไร่ ก็หน้าตาตื่นปรี่เข้ามาทำท่าจะประคอง ไอ้เขาก็ดีใจ มีเจ้านายใจดีที่คอยเป็นห่วงทว่า'ลูกพ่อ เป็นไงบ้างเนี่ย?'รักเอยถึงกับลื่นล้มหน้าทิ่มไปอีกรอบ เพราะที่คุณปรินทร์ปรี่มาประคองน่ะไม่ใช่เขา แต่เป็นบรรด

  • ใจภักดิ์รักเอย (นิยายวาย)   ตอนที่ 5 : คุณปรินทร์กับผู้ชายคนแรกของเขา

    ร่างบางบนเตียงใต้ผ้าห่มผืนหนาขยับตัวเปลี่ยนท่า สัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมาอีกครั้งจนรู้สึกตัว เปลือกตาสีอ่อนปรือเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้ของห้องพักชั่วคราวที่เพิ่งย้ายเข้ามาในวันนี้ ก่อนจะยกข้อมือดูนาฬิกาพบว่าเป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้วรักเอยหลับตาลงอีกรอบ นึกทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงพลบค่ำ ในระหว่างที่เขากำลังกินข้าวอยู่กับเจ้านายคนใหม่ สายตาเจ้ากรรมก็ดันไปเห็นอะไรบางอย่างข้าง ๆ พุ่มไม้แถวหน้าบ้านผู้หญิงผมยาวใส่ชุดกระโปรงสีขาวยืนโบกมือให้ยังคงเป็นภาพที่จำได้ดีติดตาเมื่อจำได้ทุกอย่าง ดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนกทว่าครั้งนี้กลับไม่ใช่เพดานห้องที่มองเห็น หากแต่มันคือใบหน้าขาวซีดของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยื่นหน้าเข้ามาหารักเอยที่กำลังนอนหงายอยู่ ใบหน้านั้นใกล้เสียจนผมยาว ๆ ละลงมาบนตัวเขา"ผี!!"เพียงเสี้ยววินาทีที่ได้เห็น รักเอยก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความอกสั่นขวัญผวา เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองได้อยู่ใกล้ชิดกับวิญญาณผีสาวนานนัก จึงค่อย ๆ ขยับออกไปข้างเตียงทีละนิดและทีละนิด จนกระทั่งตุ้บ!!"โอ๊ย!!"เสียงร้องดังขึ้นอีกครั้งจนลั่นห้อง รักเอยยกมือขึ้

  • ใจภักดิ์รักเอย (นิยายวาย)   ตอนที่ 4 : พนักงานใหม่ผู้อับโชค

    เหตุการณ์พายุฝนได้ผ่านพ้นไปแล้ว ใครหลาย ๆ คนดูจะมีความสุขกับบรรยากาศเย็น ๆ ของฟ้าหลังฝนต้อนรับยามเช้าในวันนี้ เห็นทีก็จะมีเพียงใครคนหนึ่ง ซึ่งกำลังกลั้นสะอื้นในขณะที่มือก็พยายามกู้ซากเต็นท์ตัวเองเพื่อหาผู้รอดชีวิตด้านในย้อนไปเมื่อราว ๆ ห้านาทีก่อน รักเอยที่พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็รีบมุดออกจากเต็นท์ของปรินทร์ที่เขาอาศัยนอนหลับเมื่อคืน วิ่งตรงไปยังจุดที่เต็นท์ของเขาถูกพัดไป ช่างน่าเศร้าใจที่มันพังลงและขาดวิ่นเพราะถูกกิ่งไม้เกี่ยวเอาไว้เขาพยายามหาประตูเต็นท์ เพื่อดูว่าโทรศัพท์กับกระเป๋าเงิน ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เขาหนีออกจากบ้านต่อไปได้นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ทว่ารื้อจนแทบชำแหละเต็นท์ออกมาก็ยังไม่เจอของสำคัญที่มองหา รักเอยทิ้งตัวนั่งกับพื้นหญ้าที่เปียกชุ่ม ทำท่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อด้วยความถอดใจ"มันคงตกน้ำแล้วโดนพัดไปไหนก็ไม่รู้แล้วมั้ง"ความจริงที่ออกมาจากปากของปรินทร์คล้ายจะขยี้ซ้ำจนเละเสียยิ่งกว่าสภาพครัวที่เขาเคยเข้าไปหัดทำอาหาร รักเอยเบะปากคว่ำ ลุกขึ้นหมายจะวิ่งลงทะเลสาบ แต่ช้ากว่าชายหนุ่มที่เอื้อมมือออกมาคว้าแขนของเขาเอาไว้ได้ทัน"จะไปไหน?""จะไปหาในน้ำน่ะสิ เผื่อมันอาจจะตกอยู่แถว

  • ใจภักดิ์รักเอย (นิยายวาย)   ตอนที่ 3 : ความสงบสุขที่ปลิวหายไปในสายฝน

    กิจกรรมในไร่ใจภักดิ์ นอกจากจะมีลานตั้งแคมป์แล้ว ทางไร่ก็ยังเปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าไปถ่ายรูปในมุมต่าง ๆ ของไร่ได้อย่างอิสระ รักเอยก็เป็นหนึ่งในคนที่สะพายกล้องเก็บภาพถ่ายยังจุดต่าง ๆ ที่เขาคิดว่าน่าสนใจเอาไว้ พื้นที่ของไร่แบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน มีทั้งสวนผลไม้เมืองหนาวและสวนดอกไม้หลากสายพันธุ์หลากสีสันทอดยาวไปไกล ดึงความสนใจผู้คนเสียจนแทบไม่มีที่ว่าง ร่างบางจึงเดินเลี่ยงมาทางฝั่งผลไม้ ต้นของส้มสีทอง เป็นผลไม้ขึ้นชื่อประจำจังหวัดน่านตั้งเรียงรายเป็นแนวยาว แต่ละต้นก็แข่งกันออกผลส้มสีสดละลานตา ตรงจุดนี้มีนัดท่องเที่ยวบางคนที่อยู่กระจายกันออกไป รักเอยจึงเดินทอดน่องเอื่อยไปตามแนวต้นส้ม เห็นผลไม้ลูกใหญ่ก็แอบเม้มปากนึกอยากจะกินไม่น้อย เห็นทีว่าเดินเล่นเสร็จก็คงจะต้องแวะร้านค้าของไร่เพื่อมองหาส้มสีทองกลับไปกินที่เต็นท์สักสามสี่ลูก ในระหว่างทางก็มีป้ายปักเอาไว้กับดินอยู่สองป้าย เขาโน้มตัวลงไปอ่าน ป้ายแรกบอกข้อมูลของผลไม้ที่เขาพอรู้อยู่บ้างแล้ว ส่วนอีกป้ายก็เป็นข้อความตัวโต ๆ ว่าห้ามจับ แน่นอนว่ารักเอยไม่คิดจะแตะต้อง แม้ว่าส้มลูกใหญ่พวกนั้นมันจะยั่วให้เขาอยากกินมากแค่ไหนก็ตามที ทว่า

  • ใจภักดิ์รักเอย (นิยายวาย)   ตอนที่ 2 : เจ้าของไร่ใจภักดิ์

    บ้านอชิรกานต์แตกตื่นกันแต่เช้า เมื่อคุณหญิงกชมณไม่พบลูกชายหัวแก้วหัวแหวนบนห้อง ทว่าสิ่งที่เหลือไว้แทนตัวคนที่หายไป กลับเป็นกระดาษแผ่นเดียว ที่เขียนข้อความบอกเอาไว้ด้วยลายมือที่เธอจำได้อย่างดี 'นัดกินข้าวคงต้องเลื่อนก่อนนะครับ พอดีมีงานด่วนเข้ามา เอยเลยต้องรีบไปทำงานต่างจังหวัด ยังไม่กำหนดวันกลับครับ' รักเอย กชมณรู้ได้ในทันทีว่าลูกชายของเธอกำลังโกหก งานด่วนขนาดไหนกันที่ไม่บอกไม่กล่าวแม่ล่วงหน้า ไม่ใช่เพราะว่าอยากจะหนีนัดสำคัญหรืออย่างไร คุณผู้หญิงของบ้านหน้าบึ้งจนเกิดรอยยับย่น ก่อนจะกดเบอร์โทรหารักเอย ทว่ากลับไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ ให้ใจชื้น เมื่อจนใจไม่รู้จะทำยังไง กชมณจึงเลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ต่อสายไปยังเพื่อนสนิททันที เพื่อหารือกันเรื่องนัดกินข้าวของสองครอบครัวที่อาจจะต้องยกเลิกกระทันหัน "ดา นัดวันพรุ่งนี้ฉันคงต้องขอเลื่อนก่อนนะ" 'ทำไมล่ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าบัว?' น้ำเสียงปลายสายดูจะตกใจไม่น้อย ที่จู่ ๆ แผนการที่วางกันเอาไว้มานานระหว่างแม่ ๆ เป็นอันต้องยกเลิก ฝ่ายกชมณก็ลอบถอนหายใจ จำต้องโกหกเพื่อนรักไปอย่างที่รักเอยบอกเอาไว้ในจดหมาย "เอยต้องไปทำงานต่างจังหวัดน่ะ งาน

  • ใจภักดิ์รักเอย (นิยายวาย)   ตอนที่ 1 : หนีออกจากบ้าน

    "ถึงแล้วไอ้หนู" คนถูกเรียกสะดุ้งพร้อมกับลืมตาตื่น หลังจากเผลอหลับไปในระหว่างกำลังเดินทางเข้าที่พัก ด้วยรถสองแถวที่จอดรอรับผู้โดยสารหน้าสนามบิน สองสายตากวาดมองรอบ ๆ พบว่ารถจอดอยู่ระหว่างทางแยก สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ คาดว่าน่าจะออกห่างจากตัวเมืองมาพอสมควร "ค่ารถเท่าไรครับ?" คุณลุงคนขับโบกไม้โบกมือ เขาช่วยยกกระเป๋าของผู้โดยสารคนสุดท้ายลงจากรถพลางปฏิเสธด้วยความเป็นกันเอง "โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก ทางผ่านบ้านลุงพอดี" รักเอยระบายยิ้ม ยกมือไหว้ขอบคุณอย่างนอบน้อม ก่อนที่คุณลุงจะบอกทางที่เขาต้องเดินเท้าเข้าไปเองอีกประมาณสองร้อยเมตร จากนั้นรถโดยสารก็เคลื่อนตัวแยกออกไปอีกทาง ร่างบางยกนาฬิกาข้อมือดูเวลา เห็นว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะใกล้มืด เขายกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง เดินตามถนนลูกรังเข้าไปยังสถานที่ที่จะใช้พักผ่อนในค่ำคืนนี้ ตามคำแนะนำของคุณป้าคนหนึ่งที่บังเอิญได้นั่งคุยกันในร้านกาแฟใกล้ ๆ สนามบิน 'ไร่ใจภักดิ์' ไร่ผลไม้เมืองหนาวขนาดใหญ่ ที่ถูกปรับปรุงให้เป็นลานกางเต็นท์และสร้างรีสอร์ตสำหรับนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจใกล้ชิดกับธรรมชาติในจังหวัดน่าน บรรยากาศของฤดูกาลปลายฝน

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status