로그인เหตุการณ์พายุฝนได้ผ่านพ้นไปแล้ว ใครหลาย ๆ คนดูจะมีความสุขกับบรรยากาศเย็น ๆ ของฟ้าหลังฝนต้อนรับยามเช้าในวันนี้
เห็นทีก็จะมีเพียงใครคนหนึ่ง ซึ่งกำลังกลั้นสะอื้นในขณะที่มือก็พยายามกู้ซากเต็นท์ตัวเองเพื่อหาผู้รอดชีวิตด้านใน ย้อนไปเมื่อราว ๆ ห้านาทีก่อน รักเอยที่พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็รีบมุดออกจากเต็นท์ของปรินทร์ที่เขาอาศัยนอนหลับเมื่อคืน วิ่งตรงไปยังจุดที่เต็นท์ของเขาถูกพัดไป ช่างน่าเศร้าใจที่มันพังลงและขาดวิ่นเพราะถูกกิ่งไม้เกี่ยวเอาไว้ เขาพยายามหาประตูเต็นท์ เพื่อดูว่าโทรศัพท์กับกระเป๋าเงิน ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เขาหนีออกจากบ้านต่อไปได้นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ทว่ารื้อจนแทบชำแหละเต็นท์ออกมาก็ยังไม่เจอของสำคัญที่มองหา รักเอยทิ้งตัวนั่งกับพื้นหญ้าที่เปียกชุ่ม ทำท่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อด้วยความถอดใจ "มันคงตกน้ำแล้วโดนพัดไปไหนก็ไม่รู้แล้วมั้ง" ความจริงที่ออกมาจากปากของปรินทร์คล้ายจะขยี้ซ้ำจนเละเสียยิ่งกว่าสภาพครัวที่เขาเคยเข้าไปหัดทำอาหาร รักเอยเบะปากคว่ำ ลุกขึ้นหมายจะวิ่งลงทะเลสาบ แต่ช้ากว่าชายหนุ่มที่เอื้อมมือออกมาคว้าแขนของเขาเอาไว้ได้ทัน "จะไปไหน?" "จะไปหาในน้ำน่ะสิ เผื่อมันอาจจะตกอยู่แถวริม ๆ ก็ได้" ชายหนุ่มส่ายหน้า ดึงเบา ๆ ให้อีกฝ่ายเดินออกห่างจากริมน้ำ "เมื่อคืนพายุเข้า น้ำไหลเชี่ยวมาก ผมว่ามันคงโดนพัดไปไกลแล้ว" รักเอยคอตก หน้าเครียดขึ้นมาเมื่อไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนเดินทางต่ออีกสักพักอย่างที่วางแผนเอาไว้ ในตอนนี้แม้แต่เงินจะกลับบ้านก็ยังไม่มีสักบาท บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม บัตรประชาชน และเงินสดที่พกติดตัวก็หายไปพร้อมกับกระเป๋า โทรศัพท์ที่พอจะใช้ทำธุรกรรมทางการเงินได้ก็ไม่ทิ้งแม้แต่เคสไว้ให้ดูต่างหน้า ปรินทร์ที่เห็นท่าทางไม่สู้ดีของรักเอยก็อดเห็นใจไม่ได้ เขาล้วงเอาเครื่องมือสื่อสารของตัวเองออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะยื่นส่งให้คนที่กำลังก้มหน้าเขี่ยหญ้าอยู่ที่พื้นอย่างสิ้นหวัง "โทรให้ใครสักคนช่วยสิ" เมื่อเห็นว่ายังมีทางออกที่เขาลืมนึกถึง รักเอยก็เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ดวงตาคู่สวยที่สลดลงก่อนหน้านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นทอประกายอย่างมีความหวังขึ้นมาในทันที "ขอบคุณนะครับ!" มือขาวยื่นออกไปรับโทรศัพท์ของปรินทร์มา ก่อนจะลุกขึ้นเดินห่างออกไปพลางกดเบอร์ที่เขาจำได้ขึ้นใจ กดโทรออกแล้วรออยู่ครู่ใหญ่ ทว่าก็ยังไม่มีใครรับสายให้ใจชื้น "พรีม ไปไหนเนี่ย?" ที่พึ่งหนึ่งเดียวตอนนี้กลับไม่รับสาย แม้จะโทรซ้ำอยู่หลายรอบ หากแต่ก็ยังไร้ซึ่งการตอบรับใดกลับมา รักเอยจึงเปลี่ยนเป็นโทรเข้าไปยังเบอร์บ้านของเพื่อนสนิท รออยู่อีกชั่วอึดใจก็มีคนรับ เขายิ้มกว้างพลางกรอกเสียงลงไปพร้อมกับความหวัง "ฮัลโหลพรีม นี่เอยนะ!" 'สวัสดีค่ะคุณเอย คุณพรีมไม่อยู่บ้านค่ะ' ทว่าเสียงที่ตอบกลับมานั้นไม่ใช่พิมมาดาอย่างที่เขาต้องการ หากแต่เป็นแม่บ้านที่คุ้นเคยกันดี "แล้วพรีมไปไหนเหรอครับ? เอยโทรไปก็ไม่รับเลย" 'คุณพรีมไปปฏิบัติธรรมกับคุณก้องค่ะ ส่วนโทรศัพท์เห็นว่าไม่ได้เอาไปนะคะ เพราะป้าได้ยินคุณก้องบอกว่าอยากจะให้คุณพรีมตั้งใจฝึกสมาธิจริง ๆ จัง ๆ น่ะค่ะ' ร่างบางแทบจะทรุดตัวลงกับพื้นหญ้าอีกรอบ เมื่อความหวังสุดท้ายดันไปปฏิบัติธรรม รักเอยอยากจะกรีดร้องให้ก้องไปทั่วทั้งไร่ แต่ก็ทำได้เพียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วถามอีกครั้ง "ไม่ทราบว่าพรีมจะกลับเมื่อไหร่เหรอครับ?" 'ยังไม่มีกำหนดกลับนะคะ' จากแสงแห่งความหวังที่ริบหรี่อยู่แล้ว พอได้ยินคำตอบนั้นมันก็ดับวูบลงในทันที รักเอยกล่าวขอบคุณคุณป้าแม่บ้านเสียงสั่น เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวก็ไม่อยู่ ครั้นจะโทรกลับไปหาที่บ้านก็คงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นไม่พ้นโดนตามตัวกลับไปแน่ ๆ คุณนักท่องเที่ยวผู้อับโชคหันกลับไปหาปรินทร์ พลางเดินช้า ๆ อย่างคนหมดแรงเอาโทรศัพท์ไปคืนเขา ท่าทางที่สิ้นหวังหนักกว่าเก่าทำให้ชายหนุ่มเดาสถานการณ์ได้ไม่ยาก เขารับโทรศัพท์คืนโดยที่ไม่ได้ถามอะไร ที่สุดจึงหยิบยื่นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ในฐานะของเจ้าของไร่ให้แทน "ถ้าคุณอยากกลับบ้าน เดี๋ยวผมจะพาไปส่งที่สนามบินแล้วกัน ส่วนค่าตั๋วผมจะออกให้ก่อนเอง" รักเอยถอนหายใจ พลางส่ายหน้า ก่อนจะคัดค้านขึ้นมาเสียงสั่น "ไม่เอาหรอก" "ทำไม?" ปรินทร์ขมวดคิ้ว ถามกลับด้วยความสงสัย "เราไม่อยากกลับบ้าน" "มีปัญหาหรือไง ให้ผมช่วยพูดให้ไหม?" "เรากลับตอนนี้ไม่ได้จริง ๆ" ร่างบางยิ่งส่ายหน้าหนักจนผมปลิว ก่อนจะช้อนตามองปรินทร์อย่างต้องการอ้อนวอน "เราขอยืมเงินคุณก่อนได้ไหม? เดี๋ยวยังไงเราเอามาคืนให้" "ไม่ได้" แน่นอนว่าชายหนุ่มปฏิเสธ แทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นทำเอารักเอยรู้สึกถึงความสิ้นหวังอย่างถ่องแท้ เขากระพริบตาปริบ ๆ เอื้อมมือไปจับชายเสื้อของปรินทร์เอาไว้พลางขอร้องอีกครั้ง เพราะในยามนี้คนตรงหน้าดูจะเป็นที่พึ่งเดียวของเขาแล้วจริง ๆ "เราไม่โกงคุณหรอก ไม่เชื่อเช็กประวัติเราได้เลย เดี๋ยวเอามาคืนจริง ๆ นะ" ทว่าร่างสูงกลับดึงชายเสื้อตัวเองออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะถามกลับเสียงเรียบ "ถ้ามันลำบากขนาดนั้นทำไมไม่ยอมกลับบ้าน?" คนถูกถามชะงักไปครู่ใหญ่ พลางหลุบสายตามองมือตัวเองที่กุมกันเอาไว้ เอ่ยตอบเสียงเบาโดยเลี่ยงที่จะพูดความจริงออกไป "เราขอโทษ เราไม่รู้จะบอกคุณยังไง" รักเอยเงยหน้าอีกครั้ง ส่งสายตาขอความน่าเห็นใจจากปรินทร์อย่างสุดชีวิต "แต่เรายังกลับไม่ได้จริง ๆ เพราะงั้นให้เรายืมเงินเถอะนะ เราจะเอามาคืนให้จริง ๆ" เมื่อเห็นว่ายังไงอีกฝ่ายก็จะยืนกรานไม่กลับบ้าน ปรินทร์ก็ไม่อาจบังคับฝืนใจได้ สุดท้ายทางเลือกเดียวที่จะทำให้รักเอยสามารถอยู่ที่นี่ต่อไปได้ ตอนนี้ก็คงมีแค่… "งั้นมาทำงานที่นี่ชั่วคราวไหมล่ะ?" "?" "แลกกับเงินไง...จะได้ยังไม่ต้องกลับบ้าน แล้วก็ได้เงินมาใช้ด้วย" • • • "ที่นี่คือบ้านของผมเอง คุณก็มาพักที่นี่ชั่วคราวแล้วกัน" เบื้องหน้ารักเอยคือบ้านไม้ที่ตั้งแยกกันสามหลัง โดยมีระเบียงกว้างด้านหน้าเป็นทางเชื่อมบ้านทั้งสามหลังเอาไว้ ตัวบ้านยกสูงจากพื้นเล็กน้อย มีบันไดด้านข้างที่อยู่ริมสุดให้เดินขึ้นไป บริเวณรอบ ๆ รายล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ให้ความร่มรื่นและกลมกลืนกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว จนรักเอยต้องทึ่งกับความสวยงามแบบเรียบง่ายที่ซ่อนอยู่ท้ายไร่ "น่าอยู่ขนาดนี้เราไม่ไปนอนเต็นท์หรอก" ปรินทร์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินนำขึ้นไปบนตัวบ้าน ที่นี่เป็นบ้านเก่าของเขาและพ่อกับแม่ที่เคยอาศัยอยู่ตอนเด็ก ๆ ก่อนหน้านี้มันทรุดโทรมลงมาก พอเขาได้กลับมาอยู่อีกครั้งก็ทำการปรับปรุงใหม่ โดยหลาย ๆ อย่างก็ยังคงลักษณะเดิมไว้เพื่อให้บรรยากาศใกล้เคียงกับบ้านเก่าในความทรงจำให้ได้มากที่สุด "ตามสบายนะ" สิ้นเสียงทุ้ม ร่างบางก็วางกระเป๋าเป้กับเก้าอี้ไม้ตัวยาวที่ติดกับราวระเบียง ก่อนจะเดินไปสำรวจมุมนั้นมุมนี้ด้วยความสนอกสนใจ จนกระทั่ง "แต่เกรงใจกันหน่อยก็ดี" รักเอยหยุดชะงักฝีเท้าพลางรีบพาตัวเองกลับมายืนหน้าชายหนุ่มอีกครั้งอย่างสงบเสงี่ยม ก่อนที่ปรินทร์จะกระตุกยิ้มมุมปากพลางเอ่ยทวนข้อตกลงระหว่างเขากับลูกจ้างชั่วคราวอีกครั้ง "งานของคุณคือเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของผม รายละเอียดงานต่าง ๆ จะบอกในวันพรุ่งนี้อีกที กำหนดระยะเวลาคือสามเดือน ที่พักฟรี อาหารฟรีทุกมื้อ อยากกินอะไรนอกเหนือจากที่ผมเตรียมไว้ให้ ก็ไปซื้อเอาที่ร้านค้าของไร่ ลงชื่อผมไว้แล้วกัน ข้อเสนอนี้น่าจะทำให้คุณมีเงินมากพอที่จะยืดเวลาหนีออกจากบ้านไปได้อีกนานนะ" คุณนักเขียนที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอาชีพกระทันหันพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น เขาตอบรับข้อเสนอนี้ในทันทีที่อีกฝ่ายพูดขึ้นมา แม้ว่าจะผิดแผนไปจากตอนแรกคือออกเดินทางไปเรื่อย ๆจนกว่าจะทำใจเรื่องงานแต่งงานกับผู้ชายแปลกหน้าที่แม่หามาให้ได้ ทว่าการได้ปักหลักอยู่ที่นี่อีกสักพักก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องซมซานกลับไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขาไม่ต้องการ "อื้อ จะทำอย่างเต็มที่ครับ!" "อย่ามาร้องกลับบ้านทีหลังแล้วกัน" ปรินทร์แค่นหัวเราะ คำสบประมาทจากเขาทำเอารักเอยแอบยู่หน้าใส่อยู่ลับหลังเงียบ ๆ อย่างไม่อาจทำอะไรได้ ในเมื่อคนคนนี้จะมาเป็นเจ้านายของเขาตลอดสามเดือนที่อยู่ที่นี่ ท่องไว้ เพื่อเงิน เพื่อเงิน "มากันแล้วหรือคะ?" เสียงจากผู้มาใหม่เรียกให้คนทั้งคู่หันไปมอง เป็นหญิงสูงวัยที่เดินขึ้นบ้านมา พร้อมกับเด็กหนุ่มคนเดิมที่ถือกล่องส้มเอามาให้ปรินทร์ที่เต็นท์เมื่อวาน ร่างบางยกมือไหว้ทักทายผู้ใหญ่ตรงหน้า ก่อนที่ชายหนุ่มเจ้าของบ้านจะเป็นคนแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายได้รู้จักกัน "คุณหม่อมครับ นี่รักเอย ผู้ช่วยคนใหม่ของผมครับ" คุณหม่อมที่ปรินทร์เรียกแย้มรอยยิ้ม ก่อนจะเดินเข้าไปหารักเอยพลางจับมือของเขาเอาไว้แผ่วเบา "ไร่ใจภักดิ์ยินดีต้อนรับนะคะคุณเอย" รักเอยระบายยิ้มกว้าง หลังจากที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนที่ปรินทร์จะแนะนำให้ผู้ช่วยคนใหม่ได้รู้จักกับหญิงสูงวัยตรงหน้า "เอย นี่คุณหม่อม เป็นแม่บ้านเก่าแก่ของที่นี่ คอยดูแลเรื่องในบ้านทุกอย่าง ขาดเหลืออะไรก็บอกคุณหม่อมได้เลย" "อื้อ หลังจากนี้เอยต้องฝากตัวด้วยนะครับ" คุณหม่อมยังคงยิ้มไม่คลาย เธอทอดมองรักเอยด้วยแววตาที่เปี่ยมความเอ็นดู ก่อนที่หลานชายของเธอจะโผล่หน้ามาจากด้านหลัง ยืนยิ้มโชว์ฟันขาว รอให้ปรินทร์ได้แนะนำเขา "ส่วนนี่ทอง หลานคุณหม่อม คอยช่วยงานคุณหม่อมในบ้านแล้วก็งานในไร่" รักเอยโบกมือเบา ๆ ทักทายหนุ่มรุ่นน้องที่เพิ่งได้รู้จัก "สวัสดีครับ คงมีเรื่องรบกวนทองเยอะเลย ยังไงก็ฝากตัวด้วยนะ" "ไว้ใจได้เลยครับ!" ขันทองยืดอก คล้ายอวดภูมิตัวเองอยู่กลาย ๆ "เรื่องในไร่มีอะไรถามทองได้เลยครับ ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ไอ้ทองรู้ทุกเรื่องเลย" "เรื่องที่จะโดนฉันตัดค่าขนมที่แอบอู้งานไปเล่นเกมนี่รู้ด้วยไหม?" ปรินทร์แกล้งดุด้วยความหมั่นไส้ ทำเอาเด็กหนุ่มที่หน้าระรื่นอยู่เมื่อครู่ต้องหุบยิ้มฉับ ค่อย ๆ เขยิบตัวลงไปหลบอยู่หลังผู้เป็นยายหวังให้ช่วยปกป้อง ในขณะที่รักเอยหัวเราะร่วน ความกังวลในทีแรกหายไปจนหมดสิ้นเมื่อได้รู้จักความน่ารักของผู้คนที่นี่ "คุณหม่อมพาเอยไปที่ห้องพักทีนะครับ ใช้ห้องเก่าผมได้เลยครับ" "รับทราบค่ะคุณปรินทร์" หญิงสูงวัยรับคำผู้เป็นนาย ก่อนจะเดินนำเอยขึ้นไปยังบ้านหลังตรงกลาง ที่ยกพื้นสูงจากทางเชื่อมขึ้นไปอีก ตอนนี้ที่ลานกว้างหน้าบ้านพักจึงเหลือเพียงปรินทร์กับขันทองแค่สองคนเท่านั้น ชายหนุ่มรอจนแน่ใจแล้วว่าบานประตูบ้านพักของเอยปิดลง เขาก็เดินเข้าไปใกล้น้องชายคนสนิท พลางโน้มตัวลงไปกระซิบเสียงเบา "ทอง ฉันมีเรื่องให้ทำหน่อย" • • • หลังจากที่จัดการเรื่องที่พักเรียบร้อย รักเอยก็ได้อภิสิทธิ์พักผ่อนหนึ่งวันก่อนเริ่มงานพรุ่งนี้ แน่นอนว่าเขาเลือกที่จะนอนอยู่เฉย ๆ บนเตียงนุ่ม ๆ ทั้งวัน ด้วยความเหนื่อยล้าจากเมื่อคืนที่กังวลเรื่องเต็นท์จนนอนหลับไม่ค่อยสนิท พอโล่งใจขึ้นมาก็ตาปรือในทันใด ไหนจะถูกเตียงดูดกับอากาศเย็น ๆ ช่วยขับกล่อม สุดท้ายก็ผล็อยหลับยาวไปทั้งวัน รักเอยถูกปลุกขึ้นมาในช่วงเย็น เพื่อกินข้าวที่คุณหม่อมเป็นคนจัดเตรียมเอาไว้ให้ ร่างบางเดินลงจากบ้านพักมา ก็เห็นใต้ถุนบ้านพักหลังข้าง ๆ มีปรินทร์นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารอยู่ก่อนแล้ว มื้อเย็นในวันนี้ล้วนเป็นอาหารเหนือทั้งสิ้น รักเอยตื่นตาตื่นใจกับอาหารมากมายตรงหน้า พลันท้องก็ร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจผู้ร่วมโต๊ะที่นั่งหน้าเข้มอยู่ฝั่งตรงกันข้าม "แหะ น่ากินจังเลยครับ" "ไม่รู้จะถูกปากหรือเปล่านะคะ" จานข้าวสวยร้อน ๆ ถูกยกวางตรงหน้าของรักเอยโดยคุณหม่อม เขายกมือไหว้ขอบคุณผู้ใหญ่อย่างนอบน้อม เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากคนสูงวัยได้เป็นอย่างดี "ต้องถูกปากอยู่แล้วครับ แค่หน้าตาก็เอาไปเลยครับหนึ่งร้อยแต้ม" "ดูสิ คำพูดคำจาน่ารักน่าชังเสียจริง" คุณหม่อมยิ้มไม่หยุด ในขณะที่รักเอยก็ยิ้มแฉ่งแข่งกัน แม้แต่คุณปรินทร์ของคุณหม่อมก็ยังอดไม่ได้ที่จะลอบยิ้มตามอยู่เงียบ ๆ "งั้นป้าขอตัวไปจัดการในครัวต่อก่อนนะคะ วันนี้เจ้าทองมันมาช่วย เละเทะวุ่นวายไปหมดเลยค่ะ" "ได้ครับ เสร็จแล้วก็กลับไปพักผ่อนนะครับคุณหม่อม เริ่มมืดแล้ว" ปรินทร์ทิ้งท้าย ก่อนที่คุณหม่อมจะเดินออกไป "ว่าแต่คุณพักอยู่หลังนี้เหรอ?" ในระหว่างที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่ที่ข้างกระพุ้งแก้ม รักเอยที่เงยหน้ามองขึ้นข้างบนก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ เมื่อตอนนี้พวกเขานั่งอยู่ใต้ถุนบ้านพักอีกหลัง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าบ้านพักหลังกลางของรักเอยอยู่พอสมควร "ใช่ บ้านเก่าพ่อกับแม่ผมเอง ส่วนที่คุณพักอยู่ก็เป็นห้องเก่าของผม หลังถัดไปจากคุณที่อยู่ริมสุดก็เป็นห้องพักแขก แต่ปล่อยว่างมานานแล้ว" ชายหนุ่มอธิบาย ในขณะที่อีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างตั้งใจฟัง พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณ พลันขนแขนก็ลุกชันขึ้นมา เมื่อสมองเผลอพิเรนท์จินตนาการอะไรไม่เข้าท่า ตอนกลางวันก็ดูสวยอยู่หรอก แต่พอฟ้าเริ่มมืด ที่นี่ก็ดูวังเวงไม่น้อย คล้ายจะรู้ทันความคิด ปรินทร์อาศัยจังหวะที่อีกคนเผลอ แอบขยับเข้าไปใกล้ ยื่นหน้าไปหาพร้อมกับกระซิบเสียงเย็น "ที่นี่น่ะ...ผีดุนะ" รักเอยสะดุ้ง ผงะตัวออกห่างจากชายหนุ่มหน้าตาตื่น ก่อนที่หัวคิ้วจะขมวดมุ่น เมื่อคนช่างแกล้งหัวเราะออกมาด้วยความสะใจที่ทำให้เขาผวาได้ "ทำหน้าแบบนั้นทำไม กลัวผีเหรอ?" ปรินทร์ถามแฝงความปรามาส ฝ่ายรักเอยก็สะบัดหน้าหนีอย่างเสียฟอร์ม "ไม่กลัวสักหน่อย ผีสำหรับรักเอยก็ไม่ต่างจากแมวเหมียวตัวเล็ก....น่ารักหรอก" เสียงของร่างบางขาดห้วง เมื่อสายตาหันไปสบเข้ากับใครบางคนที่ยืนอยู่สนามหญ้าข้างล่างใกล้ ๆ กับพุ่มไม้ท่ามกลางความมืด รักเอยยกมือขยี้ตา ทว่ากลับเห็นร่างผอมบางในชุดกระโปรงสีขาวนั้นยืนอยู่ที่เดิม ผมเผ้ายาวถึงเอวปิดบังค่อนใบหน้า ก่อนที่มือของผู้หญิงคนนั้นจะยกขึ้นโบกไปมาช้า ๆ หลังจากนั้นรักเอยคนที่มองผีเป็นเหมือนแมวเหมียวตัวน้อย ก็สลบคอพับคาโต๊ะอาหาร ทำเอาปรินทร์เบิกตากว้าง ลุกพรวดจากเก้าอี้ขึ้นมาหาคนที่เป็นลมไปด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "เอย!!""เลิกงานซะที"รักเอยกึ่งเดินกึ่งพาร่างลากขึ้นบันไดบ้านพัก พอถึงโต๊ะไม้ตรงลานระเบียงทางเชื่อม เขาก็ทิ้งตัวลงนอนราบลงไปทันทีอย่างหมดแรง งานวันแรกเล่นเอาเขาแทบร่วง สภาพมอมแมมเสียจนดูไม่ได้ พอช่วงเช้ามุ่งมั่นจะเป็นผู้ช่วยตัวอย่างของคุณเจ้าของไร่ใจภักดิ์ ตกบ่ายก็อยากจะถอนตัวเสียเดี๋ยวนั้น เมื่อผู้เป็นเจ้านายไปตรวจงานที่รีสอร์ต รักเอยก็มีหน้าที่เดินตามต้อย ๆ หูก็ฟังคุณเขาพูดไป มือก็ต้องจดตามว่างานคืบหน้าไปถึงไหน มีอะไรที่ต้องปรับปรุงหรือเพิ่มเติมอีกบ้างจบจากตรงนี้ก็ต้องวิ่งตามไปตรงนู้น ตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ผลไม้ตามโซนต่าง ๆ ต้นไหนพร้อมเก็บ ต้นไหนต้องบำรุงเพิ่มแถมยังต้องเรียนรู้วิธีการเก็บผลไม้แทบทุกสายพันธุ์ที่มีในไร่ เดี๋ยวก้มเดี๋ยวเงยจนหลังยอก หนักสุดก็ตอนเดินไปดูแปลงผักที่คนของไร่ปลูกเองเอาไว้ปรุงอาหาร ไม่รู้ไปสะดุดหินก้อนไหนเข้า เขาจึงล้มคะมำลงแปลงผักอย่างไม่ทันตั้งตัวส่วนคุณเจ้าของไร่ ก็หน้าตาตื่นปรี่เข้ามาทำท่าจะประคอง ไอ้เขาก็ดีใจ มีเจ้านายใจดีที่คอยเป็นห่วงทว่า'ลูกพ่อ เป็นไงบ้างเนี่ย?'รักเอยถึงกับลื่นล้มหน้าทิ่มไปอีกรอบ เพราะที่คุณปรินทร์ปรี่มาประคองน่ะไม่ใช่เขา แต่เป็นบรรด
ร่างบางบนเตียงใต้ผ้าห่มผืนหนาขยับตัวเปลี่ยนท่า สัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมาอีกครั้งจนรู้สึกตัว เปลือกตาสีอ่อนปรือเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้ของห้องพักชั่วคราวที่เพิ่งย้ายเข้ามาในวันนี้ ก่อนจะยกข้อมือดูนาฬิกาพบว่าเป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้วรักเอยหลับตาลงอีกรอบ นึกทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงพลบค่ำ ในระหว่างที่เขากำลังกินข้าวอยู่กับเจ้านายคนใหม่ สายตาเจ้ากรรมก็ดันไปเห็นอะไรบางอย่างข้าง ๆ พุ่มไม้แถวหน้าบ้านผู้หญิงผมยาวใส่ชุดกระโปรงสีขาวยืนโบกมือให้ยังคงเป็นภาพที่จำได้ดีติดตาเมื่อจำได้ทุกอย่าง ดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนกทว่าครั้งนี้กลับไม่ใช่เพดานห้องที่มองเห็น หากแต่มันคือใบหน้าขาวซีดของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยื่นหน้าเข้ามาหารักเอยที่กำลังนอนหงายอยู่ ใบหน้านั้นใกล้เสียจนผมยาว ๆ ละลงมาบนตัวเขา"ผี!!"เพียงเสี้ยววินาทีที่ได้เห็น รักเอยก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความอกสั่นขวัญผวา เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองได้อยู่ใกล้ชิดกับวิญญาณผีสาวนานนัก จึงค่อย ๆ ขยับออกไปข้างเตียงทีละนิดและทีละนิด จนกระทั่งตุ้บ!!"โอ๊ย!!"เสียงร้องดังขึ้นอีกครั้งจนลั่นห้อง รักเอยยกมือขึ้
เหตุการณ์พายุฝนได้ผ่านพ้นไปแล้ว ใครหลาย ๆ คนดูจะมีความสุขกับบรรยากาศเย็น ๆ ของฟ้าหลังฝนต้อนรับยามเช้าในวันนี้ เห็นทีก็จะมีเพียงใครคนหนึ่ง ซึ่งกำลังกลั้นสะอื้นในขณะที่มือก็พยายามกู้ซากเต็นท์ตัวเองเพื่อหาผู้รอดชีวิตด้านในย้อนไปเมื่อราว ๆ ห้านาทีก่อน รักเอยที่พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็รีบมุดออกจากเต็นท์ของปรินทร์ที่เขาอาศัยนอนหลับเมื่อคืน วิ่งตรงไปยังจุดที่เต็นท์ของเขาถูกพัดไป ช่างน่าเศร้าใจที่มันพังลงและขาดวิ่นเพราะถูกกิ่งไม้เกี่ยวเอาไว้เขาพยายามหาประตูเต็นท์ เพื่อดูว่าโทรศัพท์กับกระเป๋าเงิน ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เขาหนีออกจากบ้านต่อไปได้นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ทว่ารื้อจนแทบชำแหละเต็นท์ออกมาก็ยังไม่เจอของสำคัญที่มองหา รักเอยทิ้งตัวนั่งกับพื้นหญ้าที่เปียกชุ่ม ทำท่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อด้วยความถอดใจ"มันคงตกน้ำแล้วโดนพัดไปไหนก็ไม่รู้แล้วมั้ง"ความจริงที่ออกมาจากปากของปรินทร์คล้ายจะขยี้ซ้ำจนเละเสียยิ่งกว่าสภาพครัวที่เขาเคยเข้าไปหัดทำอาหาร รักเอยเบะปากคว่ำ ลุกขึ้นหมายจะวิ่งลงทะเลสาบ แต่ช้ากว่าชายหนุ่มที่เอื้อมมือออกมาคว้าแขนของเขาเอาไว้ได้ทัน"จะไปไหน?""จะไปหาในน้ำน่ะสิ เผื่อมันอาจจะตกอยู่แถว
กิจกรรมในไร่ใจภักดิ์ นอกจากจะมีลานตั้งแคมป์แล้ว ทางไร่ก็ยังเปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าไปถ่ายรูปในมุมต่าง ๆ ของไร่ได้อย่างอิสระ รักเอยก็เป็นหนึ่งในคนที่สะพายกล้องเก็บภาพถ่ายยังจุดต่าง ๆ ที่เขาคิดว่าน่าสนใจเอาไว้ พื้นที่ของไร่แบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน มีทั้งสวนผลไม้เมืองหนาวและสวนดอกไม้หลากสายพันธุ์หลากสีสันทอดยาวไปไกล ดึงความสนใจผู้คนเสียจนแทบไม่มีที่ว่าง ร่างบางจึงเดินเลี่ยงมาทางฝั่งผลไม้ ต้นของส้มสีทอง เป็นผลไม้ขึ้นชื่อประจำจังหวัดน่านตั้งเรียงรายเป็นแนวยาว แต่ละต้นก็แข่งกันออกผลส้มสีสดละลานตา ตรงจุดนี้มีนัดท่องเที่ยวบางคนที่อยู่กระจายกันออกไป รักเอยจึงเดินทอดน่องเอื่อยไปตามแนวต้นส้ม เห็นผลไม้ลูกใหญ่ก็แอบเม้มปากนึกอยากจะกินไม่น้อย เห็นทีว่าเดินเล่นเสร็จก็คงจะต้องแวะร้านค้าของไร่เพื่อมองหาส้มสีทองกลับไปกินที่เต็นท์สักสามสี่ลูก ในระหว่างทางก็มีป้ายปักเอาไว้กับดินอยู่สองป้าย เขาโน้มตัวลงไปอ่าน ป้ายแรกบอกข้อมูลของผลไม้ที่เขาพอรู้อยู่บ้างแล้ว ส่วนอีกป้ายก็เป็นข้อความตัวโต ๆ ว่าห้ามจับ แน่นอนว่ารักเอยไม่คิดจะแตะต้อง แม้ว่าส้มลูกใหญ่พวกนั้นมันจะยั่วให้เขาอยากกินมากแค่ไหนก็ตามที ทว่า
บ้านอชิรกานต์แตกตื่นกันแต่เช้า เมื่อคุณหญิงกชมณไม่พบลูกชายหัวแก้วหัวแหวนบนห้อง ทว่าสิ่งที่เหลือไว้แทนตัวคนที่หายไป กลับเป็นกระดาษแผ่นเดียว ที่เขียนข้อความบอกเอาไว้ด้วยลายมือที่เธอจำได้อย่างดี 'นัดกินข้าวคงต้องเลื่อนก่อนนะครับ พอดีมีงานด่วนเข้ามา เอยเลยต้องรีบไปทำงานต่างจังหวัด ยังไม่กำหนดวันกลับครับ' รักเอย กชมณรู้ได้ในทันทีว่าลูกชายของเธอกำลังโกหก งานด่วนขนาดไหนกันที่ไม่บอกไม่กล่าวแม่ล่วงหน้า ไม่ใช่เพราะว่าอยากจะหนีนัดสำคัญหรืออย่างไร คุณผู้หญิงของบ้านหน้าบึ้งจนเกิดรอยยับย่น ก่อนจะกดเบอร์โทรหารักเอย ทว่ากลับไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ ให้ใจชื้น เมื่อจนใจไม่รู้จะทำยังไง กชมณจึงเลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ต่อสายไปยังเพื่อนสนิททันที เพื่อหารือกันเรื่องนัดกินข้าวของสองครอบครัวที่อาจจะต้องยกเลิกกระทันหัน "ดา นัดวันพรุ่งนี้ฉันคงต้องขอเลื่อนก่อนนะ" 'ทำไมล่ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าบัว?' น้ำเสียงปลายสายดูจะตกใจไม่น้อย ที่จู่ ๆ แผนการที่วางกันเอาไว้มานานระหว่างแม่ ๆ เป็นอันต้องยกเลิก ฝ่ายกชมณก็ลอบถอนหายใจ จำต้องโกหกเพื่อนรักไปอย่างที่รักเอยบอกเอาไว้ในจดหมาย "เอยต้องไปทำงานต่างจังหวัดน่ะ งาน
"ถึงแล้วไอ้หนู" คนถูกเรียกสะดุ้งพร้อมกับลืมตาตื่น หลังจากเผลอหลับไปในระหว่างกำลังเดินทางเข้าที่พัก ด้วยรถสองแถวที่จอดรอรับผู้โดยสารหน้าสนามบิน สองสายตากวาดมองรอบ ๆ พบว่ารถจอดอยู่ระหว่างทางแยก สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ คาดว่าน่าจะออกห่างจากตัวเมืองมาพอสมควร "ค่ารถเท่าไรครับ?" คุณลุงคนขับโบกไม้โบกมือ เขาช่วยยกกระเป๋าของผู้โดยสารคนสุดท้ายลงจากรถพลางปฏิเสธด้วยความเป็นกันเอง "โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก ทางผ่านบ้านลุงพอดี" รักเอยระบายยิ้ม ยกมือไหว้ขอบคุณอย่างนอบน้อม ก่อนที่คุณลุงจะบอกทางที่เขาต้องเดินเท้าเข้าไปเองอีกประมาณสองร้อยเมตร จากนั้นรถโดยสารก็เคลื่อนตัวแยกออกไปอีกทาง ร่างบางยกนาฬิกาข้อมือดูเวลา เห็นว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะใกล้มืด เขายกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง เดินตามถนนลูกรังเข้าไปยังสถานที่ที่จะใช้พักผ่อนในค่ำคืนนี้ ตามคำแนะนำของคุณป้าคนหนึ่งที่บังเอิญได้นั่งคุยกันในร้านกาแฟใกล้ ๆ สนามบิน 'ไร่ใจภักดิ์' ไร่ผลไม้เมืองหนาวขนาดใหญ่ ที่ถูกปรับปรุงให้เป็นลานกางเต็นท์และสร้างรีสอร์ตสำหรับนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจใกล้ชิดกับธรรมชาติในจังหวัดน่าน บรรยากาศของฤดูกาลปลายฝน
![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






