로그인
"เลิกงานซะที"รักเอยกึ่งเดินกึ่งพาร่างลากขึ้นบันไดบ้านพัก พอถึงโต๊ะไม้ตรงลานระเบียงทางเชื่อม เขาก็ทิ้งตัวลงนอนราบลงไปทันทีอย่างหมดแรง งานวันแรกเล่นเอาเขาแทบร่วง สภาพมอมแมมเสียจนดูไม่ได้ พอช่วงเช้ามุ่งมั่นจะเป็นผู้ช่วยตัวอย่างของคุณเจ้าของไร่ใจภักดิ์ ตกบ่ายก็อยากจะถอนตัวเสียเดี๋ยวนั้น เมื่อผู้เป็นเจ้านายไปตรวจงานที่รีสอร์ต รักเอยก็มีหน้าที่เดินตามต้อย ๆ หูก็ฟังคุณเขาพูดไป มือก็ต้องจดตามว่างานคืบหน้าไปถึงไหน มีอะไรที่ต้องปรับปรุงหรือเพิ่มเติมอีกบ้างจบจากตรงนี้ก็ต้องวิ่งตามไปตรงนู้น ตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ผลไม้ตามโซนต่าง ๆ ต้นไหนพร้อมเก็บ ต้นไหนต้องบำรุงเพิ่มแถมยังต้องเรียนรู้วิธีการเก็บผลไม้แทบทุกสายพันธุ์ที่มีในไร่ เดี๋ยวก้มเดี๋ยวเงยจนหลังยอก หนักสุดก็ตอนเดินไปดูแปลงผักที่คนของไร่ปลูกเองเอาไว้ปรุงอาหาร ไม่รู้ไปสะดุดหินก้อนไหนเข้า เขาจึงล้มคะมำลงแปลงผักอย่างไม่ทันตั้งตัวส่วนคุณเจ้าของไร่ ก็หน้าตาตื่นปรี่เข้ามาทำท่าจะประคอง ไอ้เขาก็ดีใจ มีเจ้านายใจดีที่คอยเป็นห่วงทว่า'ลูกพ่อ เป็นไงบ้างเนี่ย?'รักเอยถึงกับลื่นล้มหน้าทิ่มไปอีกรอบ เพราะที่คุณปรินทร์ปรี่มาประคองน่ะไม่ใช่เขา แต่เป็นบรรด
ร่างบางบนเตียงใต้ผ้าห่มผืนหนาขยับตัวเปลี่ยนท่า สัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมาอีกครั้งจนรู้สึกตัว เปลือกตาสีอ่อนปรือเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้ของห้องพักชั่วคราวที่เพิ่งย้ายเข้ามาในวันนี้ ก่อนจะยกข้อมือดูนาฬิกาพบว่าเป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้วรักเอยหลับตาลงอีกรอบ นึกทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงพลบค่ำ ในระหว่างที่เขากำลังกินข้าวอยู่กับเจ้านายคนใหม่ สายตาเจ้ากรรมก็ดันไปเห็นอะไรบางอย่างข้าง ๆ พุ่มไม้แถวหน้าบ้านผู้หญิงผมยาวใส่ชุดกระโปรงสีขาวยืนโบกมือให้ยังคงเป็นภาพที่จำได้ดีติดตาเมื่อจำได้ทุกอย่าง ดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนกทว่าครั้งนี้กลับไม่ใช่เพดานห้องที่มองเห็น หากแต่มันคือใบหน้าขาวซีดของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยื่นหน้าเข้ามาหารักเอยที่กำลังนอนหงายอยู่ ใบหน้านั้นใกล้เสียจนผมยาว ๆ ละลงมาบนตัวเขา"ผี!!"เพียงเสี้ยววินาทีที่ได้เห็น รักเอยก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความอกสั่นขวัญผวา เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองได้อยู่ใกล้ชิดกับวิญญาณผีสาวนานนัก จึงค่อย ๆ ขยับออกไปข้างเตียงทีละนิดและทีละนิด จนกระทั่งตุ้บ!!"โอ๊ย!!"เสียงร้องดังขึ้นอีกครั้งจนลั่นห้อง รักเอยยกมือขึ้
เหตุการณ์พายุฝนได้ผ่านพ้นไปแล้ว ใครหลาย ๆ คนดูจะมีความสุขกับบรรยากาศเย็น ๆ ของฟ้าหลังฝนต้อนรับยามเช้าในวันนี้ เห็นทีก็จะมีเพียงใครคนหนึ่ง ซึ่งกำลังกลั้นสะอื้นในขณะที่มือก็พยายามกู้ซากเต็นท์ตัวเองเพื่อหาผู้รอดชีวิตด้านในย้อนไปเมื่อราว ๆ ห้านาทีก่อน รักเอยที่พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็รีบมุดออกจากเต็นท์ของปรินทร์ที่เขาอาศัยนอนหลับเมื่อคืน วิ่งตรงไปยังจุดที่เต็นท์ของเขาถูกพัดไป ช่างน่าเศร้าใจที่มันพังลงและขาดวิ่นเพราะถูกกิ่งไม้เกี่ยวเอาไว้เขาพยายามหาประตูเต็นท์ เพื่อดูว่าโทรศัพท์กับกระเป๋าเงิน ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เขาหนีออกจากบ้านต่อไปได้นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ทว่ารื้อจนแทบชำแหละเต็นท์ออกมาก็ยังไม่เจอของสำคัญที่มองหา รักเอยทิ้งตัวนั่งกับพื้นหญ้าที่เปียกชุ่ม ทำท่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อด้วยความถอดใจ"มันคงตกน้ำแล้วโดนพัดไปไหนก็ไม่รู้แล้วมั้ง"ความจริงที่ออกมาจากปากของปรินทร์คล้ายจะขยี้ซ้ำจนเละเสียยิ่งกว่าสภาพครัวที่เขาเคยเข้าไปหัดทำอาหาร รักเอยเบะปากคว่ำ ลุกขึ้นหมายจะวิ่งลงทะเลสาบ แต่ช้ากว่าชายหนุ่มที่เอื้อมมือออกมาคว้าแขนของเขาเอาไว้ได้ทัน"จะไปไหน?""จะไปหาในน้ำน่ะสิ เผื่อมันอาจจะตกอยู่แถว
กิจกรรมในไร่ใจภักดิ์ นอกจากจะมีลานตั้งแคมป์แล้ว ทางไร่ก็ยังเปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าไปถ่ายรูปในมุมต่าง ๆ ของไร่ได้อย่างอิสระ รักเอยก็เป็นหนึ่งในคนที่สะพายกล้องเก็บภาพถ่ายยังจุดต่าง ๆ ที่เขาคิดว่าน่าสนใจเอาไว้ พื้นที่ของไร่แบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน มีทั้งสวนผลไม้เมืองหนาวและสวนดอกไม้หลากสายพันธุ์หลากสีสันทอดยาวไปไกล ดึงความสนใจผู้คนเสียจนแทบไม่มีที่ว่าง ร่างบางจึงเดินเลี่ยงมาทางฝั่งผลไม้ ต้นของส้มสีทอง เป็นผลไม้ขึ้นชื่อประจำจังหวัดน่านตั้งเรียงรายเป็นแนวยาว แต่ละต้นก็แข่งกันออกผลส้มสีสดละลานตา ตรงจุดนี้มีนัดท่องเที่ยวบางคนที่อยู่กระจายกันออกไป รักเอยจึงเดินทอดน่องเอื่อยไปตามแนวต้นส้ม เห็นผลไม้ลูกใหญ่ก็แอบเม้มปากนึกอยากจะกินไม่น้อย เห็นทีว่าเดินเล่นเสร็จก็คงจะต้องแวะร้านค้าของไร่เพื่อมองหาส้มสีทองกลับไปกินที่เต็นท์สักสามสี่ลูก ในระหว่างทางก็มีป้ายปักเอาไว้กับดินอยู่สองป้าย เขาโน้มตัวลงไปอ่าน ป้ายแรกบอกข้อมูลของผลไม้ที่เขาพอรู้อยู่บ้างแล้ว ส่วนอีกป้ายก็เป็นข้อความตัวโต ๆ ว่าห้ามจับ แน่นอนว่ารักเอยไม่คิดจะแตะต้อง แม้ว่าส้มลูกใหญ่พวกนั้นมันจะยั่วให้เขาอยากกินมากแค่ไหนก็ตามที ทว่า
บ้านอชิรกานต์แตกตื่นกันแต่เช้า เมื่อคุณหญิงกชมณไม่พบลูกชายหัวแก้วหัวแหวนบนห้อง ทว่าสิ่งที่เหลือไว้แทนตัวคนที่หายไป กลับเป็นกระดาษแผ่นเดียว ที่เขียนข้อความบอกเอาไว้ด้วยลายมือที่เธอจำได้อย่างดี 'นัดกินข้าวคงต้องเลื่อนก่อนนะครับ พอดีมีงานด่วนเข้ามา เอยเลยต้องรีบไปทำงานต่างจังหวัด ยังไม่กำหนดวันกลับครับ' รักเอย กชมณรู้ได้ในทันทีว่าลูกชายของเธอกำลังโกหก งานด่วนขนาดไหนกันที่ไม่บอกไม่กล่าวแม่ล่วงหน้า ไม่ใช่เพราะว่าอยากจะหนีนัดสำคัญหรืออย่างไร คุณผู้หญิงของบ้านหน้าบึ้งจนเกิดรอยยับย่น ก่อนจะกดเบอร์โทรหารักเอย ทว่ากลับไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ ให้ใจชื้น เมื่อจนใจไม่รู้จะทำยังไง กชมณจึงเลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ต่อสายไปยังเพื่อนสนิททันที เพื่อหารือกันเรื่องนัดกินข้าวของสองครอบครัวที่อาจจะต้องยกเลิกกระทันหัน "ดา นัดวันพรุ่งนี้ฉันคงต้องขอเลื่อนก่อนนะ" 'ทำไมล่ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าบัว?' น้ำเสียงปลายสายดูจะตกใจไม่น้อย ที่จู่ ๆ แผนการที่วางกันเอาไว้มานานระหว่างแม่ ๆ เป็นอันต้องยกเลิก ฝ่ายกชมณก็ลอบถอนหายใจ จำต้องโกหกเพื่อนรักไปอย่างที่รักเอยบอกเอาไว้ในจดหมาย "เอยต้องไปทำงานต่างจังหวัดน่ะ งาน
"ถึงแล้วไอ้หนู" คนถูกเรียกสะดุ้งพร้อมกับลืมตาตื่น หลังจากเผลอหลับไปในระหว่างกำลังเดินทางเข้าที่พัก ด้วยรถสองแถวที่จอดรอรับผู้โดยสารหน้าสนามบิน สองสายตากวาดมองรอบ ๆ พบว่ารถจอดอยู่ระหว่างทางแยก สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ คาดว่าน่าจะออกห่างจากตัวเมืองมาพอสมควร "ค่ารถเท่าไรครับ?" คุณลุงคนขับโบกไม้โบกมือ เขาช่วยยกกระเป๋าของผู้โดยสารคนสุดท้ายลงจากรถพลางปฏิเสธด้วยความเป็นกันเอง "โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก ทางผ่านบ้านลุงพอดี" รักเอยระบายยิ้ม ยกมือไหว้ขอบคุณอย่างนอบน้อม ก่อนที่คุณลุงจะบอกทางที่เขาต้องเดินเท้าเข้าไปเองอีกประมาณสองร้อยเมตร จากนั้นรถโดยสารก็เคลื่อนตัวแยกออกไปอีกทาง ร่างบางยกนาฬิกาข้อมือดูเวลา เห็นว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะใกล้มืด เขายกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง เดินตามถนนลูกรังเข้าไปยังสถานที่ที่จะใช้พักผ่อนในค่ำคืนนี้ ตามคำแนะนำของคุณป้าคนหนึ่งที่บังเอิญได้นั่งคุยกันในร้านกาแฟใกล้ ๆ สนามบิน 'ไร่ใจภักดิ์' ไร่ผลไม้เมืองหนาวขนาดใหญ่ ที่ถูกปรับปรุงให้เป็นลานกางเต็นท์และสร้างรีสอร์ตสำหรับนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจใกล้ชิดกับธรรมชาติในจังหวัดน่าน บรรยากาศของฤดูกาลปลายฝน







