LOGINสองปีต่อมา
ขวัญพิชชาเรียนจบแล้วตอนนี้เธอก็กลับมาที่บ้านถาวรและได้เข้าทำงานที่บริษัทของผู้เป็นพ่อ เพราะเธอคือผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วยเช่นกัน แต่เพราะไม่ได้มานานหลายปีใครต่อใครจึงจำเธอไม่ได้ บวกกับพนักงานบริษัทก็เข้าออกกันหลายสิบคนต่อปี ก็เลยไม่มีใครรู้จักกับเธอ
เข้ามาวันแรกก็โดนคนมองแบบแปลกๆ เธอเองก็พยายามที่จะไม่สนใจอะไร เพราะคนพวกนี้มันก็ทำได้แค่มองเท่านั้นแหละ
"นี่เธอเป็นเด็กใหม่ใช่ไหม ชื่ออะไร?"
"ทำไมต้องบอก"
"ที่นี่เขาอยู่กันแบบระบบพี่น้อง ใครมาก่อนก็ได้เป็นพี่ ใครมาทีหลังก็ได้เป็นน้อง และรุ่นน้องก็ต้องเคารพรุ่นพี่"
"......" เธอแสยะยิ้มหัวเราะอย่างแผ่วเบา ไม่ได้กลัวเลยสักนิดกลับกันนึกสมเพชเสียมากกว่า ทำไมต้องเคารพอะไรกันขนาดนั้นด้วย ในเมื่อมาทำงานต่างคนก็ต่างทำงานอยู่ดี ทำอย่างกับว่าเคารพรุ่นพี่แล้วจะทำให้หน้าที่การงานมันดีขึ้นอย่างนั้นแหละ มันก็แค่พวกคำพูดหลอกเด็กที่เอาไว้พูดเพื่อยกตัวเองให้ดูเหนือกว่า
"ที่พูดเนี่ยได้ยินไหม เอาบัตรประจำตัวพนักงานมาดูซิ!"
"ไม่มี"
"เอ๊ะ! นี่อย่ามากวนได้ป่ะ ไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ ทำงานที่นี่มันก็ต้องมีบัตรพนักงานอยู่แล้ว อย่ามาตอแหล เอามาให้ดูเดี๋ยวนี้!"
"ป้า! บอกว่าไม่มีก็คือไม่มี ป้าจะรั้นเอาอะไรเนี่ย ไม่มีก็คือไม่มีดิ"
"คิดจะแข็งข้อกับพวกฉันเหรอ บอกไว้ก่อนเลยนะว่าถ้าจะแข็งข้อน่ะอยู่ที่นี่ยาก"
"......" ขวัญพิชชากอดอกพร้อมกับเอนหลังพิงกับพนักพิงของเก้าอี้ มองดูคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว "พิศมัย อรทัย บงกช"
อ่านชื่อของคนสามคนที่เข้ามาทำตัวกร่างใส่เธอ
"ชื่อนี้กันใช่ไหม"
"???" ทั้งสามคนทำหน้างงไปตามๆ กัน
"อืม...จะได้จัดการถูก ไม่รู้ว่าพ่อของฉันเลี้ยงพนักงานกร่างๆ แบบนี้ไว้ได้ยังไง เสียสุขภาพจิตพนักงานคนอื่นๆ หมด!"
"พูดอะไรน่ะ"
"อยากรู้ใช่ไหมว่าฉันเป็นใคร ที่ฉันไม่มีบัตรพนักงานน่ะ เพราะฉันไม่ใช่พนักงาน แต่ฉันเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทนี้ และฉันก็เป็นลูกสาวคนเดียวของประธานบริษัทนี้ ขวัญพิชชา!"
"!!!"
ทุกคนรู้จักชื่อนี้เพราะชื่อนั้นติดอยู่บนบอร์ดของผู้ที่ถือหุ้นของบริษัทนี้ แต่ไม่มีรูปของเธอ จึงไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใคร
"อะ เอ่อคือ..."
"ทำไมล่ะ ถึงกับพูดกันไม่ออกเลยเหรอ อย่าไปกลัวสิ กร่างใส่ฉันอีก ขอโทษนะฉันไปเรียนอยู่ต่างประเทศตั้งนาน ฉันไม่เข้าใจระบบการทำงานของที่นี่สักเท่าไหร่ และฉันก็ไม่รู้ว่าต้องเคารพใคร"
เธอมองทั้งสามคนตั้งแต่หัวจรดเท้า และอ่านป้ายประจำตัวของพนักงานก็เห็นว่าเป็นเพียงพนักงานในแผนกเท่านั้น ไม่ใช่หัวหน้าแผนก หรือผู้จัดการ หรืออะไรที่มันมากกว่านั้น
"พวกเธอเป็นใครเป็นแค่พนักงานไม่ใช่เหรอ ทำไมฉันต้องเคารพแล้วทำไมคนอื่นๆ ต้องเคารพ เป็นแม่พวกเขาเหรอ?"
"!!!"
คำพูดของเธอนั้นตรงไปตรงมาคมกริบชนิดที่เอาซะสามคนนั้นถึงกับยืนเสียวสันหลังวาบเลยทีเดียว และคำพูดของเธอนั้นก็แทนใจพนักงานทุกคนที่โดนทำตัวกร่างใส่ไปหมดแล้วเช่นกัน
"หรือว่ามีใครในนี้ เป็นเมียน้อยพ่อของฉัน ก็เลยกล้าที่จะทำตัวกร่างใส่คนอื่น เพียงเพราะมีสิทธิ์ตรงนี้ หืม??"
"อะ เอ่อคือ..."
"บอกฉันมา ฉันจะได้จัดการทีเดียว ไม่ชอบอะไรที่มันครึ่งๆ กลางๆ จัดการไม่หมด"
"อรทัยค่ะ ฉันเคยเห็นอรทัยขึ้นรถไปกับท่านประธาน!"
"อีบงกช!"
"ใช่ค่ะ ฉันเป็นพยาน ฉันเองก็เห็นด้วย"
"โอ้ว! เริ่ดมาก Beyond expectations ชอบอะไรแบบนี้จัง กลัวความผิดกันจนต้องขายเพื่อนแล้วเหรอ แต่ก็ดี เพราะฉันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปสืบหาเอง"
"......"
"ครั้งก่อนฉันจับได้ว่าพ่อของฉันแอบกินเด็กในบริษัทตัวเอง ฉันก็จัดการมันจนไม่มีหน้ากลับมาทำงานอีกเลย คนเรานี่ก็แปลกนะ รู้ว่าเขามีครอบครัวแล้วแต่งงานแล้ว แต่ก็ยังจะเสนอตัวเข้ามา มันอดอยากถึงขั้นต้องกินของคนอื่นแล้วเหรอ หรือเพราะเงิน เห็นพ่อของฉันรวยสินะ ถึงยอมเป็นเมียน้อยโดยไม่สนว่าตัวเองจะอยู่ในสถานะไหน ภูมิใจไหม หืม?"
"......" เงียบ! ยืนเงียบกันหมดเลย ให้มันได้อย่างนี้สิ!
คงต้องรู้อยู่แล้วล่ะว่าพ่อของฉันแต่งงานมีครอบครัวแล้ว คนที่มาทำงานบริษัทจะต้องรู้ทุกคน นอกซะจากว่าจะทำเป็นปิดหูปิดตา ไม่รู้เรื่องอะไรแค่นั้นแหละ
"ภายในบ่ายวันนี้ ฉันให้เวลาพวกเธอเก็บข้าวของออกไปจากบริษัท และอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไม่อย่างนั้นฉันไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นแน่!"
"เป็นแค่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์อะไร คนที่สามารถไล่พวกเราออกได้ก็คือประธานบริษัทคนเดียวเท่านั้น" ผู้หญิงที่ชื่ออรทัยพูดขึ้นมา
"รู้ไหมว่าที่ฉันไล่พวกเธอออกไม่ใช่ว่าเธอเป็นเมียน้อย เพราะเรื่องนั้นน่ะฉันไม่ทำอะไรหรอกฉันเข้าใจพวกสัตว์เซลล์เดียว แต่ที่ฉันไล่พวกเธอออก เป็นเพราะนิสัยกร่างๆ ของพวกเธอต่างหาก ทีนี้เข้าใจแล้วหรือยัง?"
ทั้งสามคนมองหน้ากันเมื่อฉันพูดออกมาอย่างนั้น การที่พ่อฉันไปมีเมียน้อยมีผู้หญิงคนอื่น มันเป็นเรื่องที่ดูปกติไปแล้วสำหรับฉัน ถึงการมาเจอแบบนี้มันจะเป็นเรื่องน่าตกใจก็เถอะ
ฉันไม่ได้สนใจหรอก ว่าใครจะเป็นเมียน้อยพ่อของฉันบ้าง ฉันไม่ได้อยากยุ่งด้วยขนาดนั้นแล้ว ตราบใดที่ผู้หญิงพวกนั้นไม่มายุ่งกับฉันหรือแม่
"จะให้เรื่องนี้รู้ถึงหูพ่อของฉันก็ได้นะ แต่ฉันก็ไม่รับปาก ว่าทุกอย่างมันจะจบลงแค่นี้ ฉันไม่ใช่คนใจดี ไม่ใช่คนใจเย็น ที่จะรอหรือให้อภัยใครง่ายๆ"
"เออ! ออกก็ได้วะ ก็ไม่ได้อยากอยู่นักหรอก ไอ้บริษัทเฮงซวยนี่น่ะ!"
สามคนนั้นเดินกระฟัดกระเฟียดออกไป ท่าทางดูไม่พอใจเอามากๆ ส่วนฉันก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาแรงๆ มาทำงานวันแรกก็เจอดีซะแล้ว
นี่ถือว่าเป็นการรับน้องเหรอ? แปลกดีนะ ต่างประเทศไม่เห็นมีอะไรแบบนี้เลย
"คุณพิชา.."
"พอๆ หยุด Stop ฉันไม่อยากฟัง ไม่อยากอะไรทั้งนั้น อย่าเพิ่งมากวนใจตอนนี้"
"ขอบคุณมากๆ นะคะ คุณพิชา สุดยอดไปเลยค่ะ"
"ไม่ต้องชมฉันหรอก ฉันไม่ใช่คนใจดี พวกเธอเองก็กลับไปทำงานได้แล้ว ฉันไม่ชอบพวกยืนจับกลุ่มแล้วสอด..เรื่องชาวบ้าน"
"ค่ะๆๆๆ"
เวลาต่อมาพิชาท้องใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ตามช่วงเวลา ณ ตอนนี้ก็เจ็ดเดือนได้แล้วล่ะ เธอได้ลูกชายด้วยล่ะนะตอนนี้เธอไม่ได้ออกไปทำงานเพราะท้องใหญ่มากแล้ว เลยต้องยกงานให้หิรัญเป็นคนดูแลก่อน ส่วนเธอก็อยู่ที่บ้านพร้อมกับแม่ของเธอที่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันแล้ว เพราะหย่าขาดจากพ่อของเธอเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้เองก็กินเวลาไม่น้อยเหมือนกันเลยนะ กว่าทุกอย่างจะจบลงได้น่ะตอนนี้เธอไม่ได้โกรธ เกลียดใครแล้วล่ะ เพราะเลือกที่จะปล่อยวางแล้ว เธอไม่อยากแบกมันเอาไว้ สุดท้ายแล้วก็มีแค่เธอที่ต้องเจ็บเรื่องเมียน้อย เธอเองก็ไม่ได้ชอบอะไรหรอก แต่ปล่อยวางเพราะตอนนี้พ่อของเธอก็เป็นคนนอกครอบครัวไปแล้ว ส่วนเรื่องครอบครัวเธอเองเธอจะดูแลให้ดีที่สุดจะไม่ให้ประวัติมันซ้ำรอยอย่างแน่นอน.........."พักบ้างสิลูกพิชา วันๆ นั่งดูแต่แท็ปเล็ตงาน เดี๋ยวก็เวียนหัวหรอก" ผู้เป็นแม่พูดขึ้น พร้อมกับวางจานผลไม้ที่เตรียมมาให้ลงตรงหน้าของเธอ"แค่นี้เองค่ะคุณแม่ สบายมาก แค่นั่งแล้วเอานิ้วจิ้มเอง""เรานี่มันดื้อจริงๆ เลยนะ คอยดูเถอะ ลูกมันจะดื้อตาม""คุณแม่อ่า""กินผลไม้สิ แม่ปอกมาให้""ขอบคุณค่ะ คุณแม่เองก็เหมือนกันนะคะ พักบ้าง ไม่ต้องคอยทำ
สองวันถัดมา"อ้วก อ้วก อ้วก""พ่อครับมาหรือยัง พี่พิชาเหมือนจะไม่ไหวเลย"( พ่อกำลังรีบขับรถครับ คุณคอยดูพี่พิชาไว้ก่อนนะ เดี๋ยวพ่อก็ถึงแล้ว )"ครับพ่อ"วันนี้เป็นวันหยุดก็จริง แต่หิรัญมีงานด่วนก็เลยออกไปแต่เช้า แต่แล้วก็ต้องรีบกลับเพราะลูกชายโทรหาพร้อมกับบอกว่าพิชาไม่สบาย เธอกำลังโก่งคออ้วกอยู่ในห้องน้ำไม่ยอมออกมาซักที สภาพร่างกายก็ดูเหมือนว่าจะแย่แล้วด้วย หิรัญก็เลยต้องเลื่อนงานและรีบกลับอย่างเร่งดวนเพราะเป็นห่วงภรรยาจนกระทั่งเขากลับมาถึงบ้าน"คุณครับ!""พี่พิชาอยู่ในห้องครับ ออกมาแล้ว แต่นอนหลับอยู่ครับ""ครับ"หิรัญรีบเข้าไปหาภรรยาในห้องทันที เห็นเธอกำลังนอนขดอยู่บนเตียง อาการดูไม่สู้ดีเท่าไหร่ด้วย"พิชาครับ คุณไหวไหม?""อือ คุณหิรัญ..." เธอปรือตามองอย่างงงๆ คิดว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่าที่ได้เห็นเขา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ เพราะเขากำลังประคองเธอขึ้นมาบนอก"ไปหาหมอกันนะครับ""อือ...ฉันไม่มีแรง""คุณเป็นอะไรไปครับ""ไม่รู้สิคะ จู่ๆ ก็อ้วกแต่เช้าเลย หมดแรงยังไงก็ไม่รู้ด้วย""หรือว่าคุณจะท้องครับ""ท้อง?" เป็นการตกใจที่เสียงแผ่วมากๆ เพราะเธอหมดแรงแล้วจริงๆ"นั่นสิครับ อาการคุณมันฟ้อง ผ
หลายเดือนต่อมาพอเสร็จสิ้นงานแต่งทั้งสองก็ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันอย่างถาวร กลายเป็นสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พิชาไม่ได้ทำหน้าที่แม่บ้าน เพราะเธอเองก็มีงานที่ต้องทำ ไหนจะร้านอาหารที่เพิ่งจะเปิดตัวได้ไม่นานเธอเองก็ต้องคอยแวะเวียนเข้าไปดูแลแต่ในครอบครัวก็ไม่ได้แย่อะไร ทุกคนรักกันดีไม่ได้มีปัญหา เจ้าคุณก็เป็นเด็กดีมาก ไม่มีเรื่องอะไรมาให้ต้องหนักใจเลยร้านอาหารขวัญพิชชา"คุณพิชาครับ มีคนมาหาครับ""ใครคะ?""ผมเองก็ไม่ทราบครับ แต่เป็นเด็ก""......" พอได้ยินอย่างนั้นเธอก็รีบเดินออกไปทันที เพราะเธอรู้ว่าใครมา แต่เธอไม่คิดว่าเจ้าคุณจะมาที่นี่ในเวลาแบบนี้และนี่ก็เป็นครั้งแรกด้วยที่เจ้าตัวมา ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า"เจ้าคุณมีอะไรหรือเปล่า?""ไม่มีครับพอดีผมเลิกเรียน โทรหาพ่อแล้วแต่พ่อติดประชุม พ่อบอกให้มาที่ร้านของพี่พิชาก่อน""อ๋อ มานั่งลงก่อนสิเดี๋ยวพี่หาอะไรให้กิน แล้วกลับพร้อมกับพี่ก็ได้ไม่ต้องรอพ่อเรามารับหรอก จะได้ไม่ต้องวนไปวนมา""ครับ"เพราะร้านอาหารมันเพิ่งจะเปิดตัว อะไรๆ มันจึงค่อนข้างจะวุ่นวายด้วย แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไรขนาดนั้น เพราะเธอมีทุกอย่างพร้อมแล้ว"นี่ค
"แต่งงานกับผมนะครับพิชา""!!!!" ฉันยืนอึ้งตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ฉันกำลังถูกเขาขอแต่งงานงั้นเหรอ มันเรื่องจริงใช่ไหม ฉันไม่ได้ฝันไปใช่หรือเปล่า เรื่องแต่งงานมันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากนะสำหรับฉัน"คิดอะไรอยู่ครับ ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ""ฉะ ฉันไม่คิดไม่ฝันว่ามันจะเป็นเรื่องจริง คือฉัน..." ให้ตายสิ ฉันพูดอะไรไม่ออกเลย ตื่นเต้นจนมือสั่นไปหมด เพิ่งเคยตื่นเต้นแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยด้วย"แต่งงานกับผมนะครับ ให้ผมได้ดูแลคุณในฐานะสามีที่ถูกต้องตามกฎหมาย""ตะ ตกลงค่ะ ฉันตกลง" ฉันรีบตอบออกไป เพราะกลัวว่าตัวเองจะมัวแต่ยืนอึ้งไม่ได้ตอบกลับเขาแหวนถูกสวมเข้ามาในนิ้วของฉัน เคยเห็นเหมือนกันนะการขอแต่งงานแบบนี้น่ะ แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้เจอกับตัวเอง ดูเหมือนว่าเขาจะเตรียมการเรื่องพวกนี้มาหมดแล้ว และฉันก็ไม่รู้เรื่องมาก่อนเลยด้วย"นี่คุณชวนฉันมาเที่ยวที่นี่ เพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยเหรอคะ?""ครับ""......""แต่เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับเจ้าคุณนะครับ เขาเป็นคนวางแผนให้ผมเอง""หืม..." ฉันมองไปที่เจ้าคุณ"เจ้าคุณอยากให้ผมขอคุณแต่งงาน ก็เลยช่วยจัดการเรื่องงานตรงนี้ให้ วางแผนให้""ขอบคุณนะครับเจ้าคุณ"
เวลาต่อมาหลังจากที่ผ่านเรื่องวุ่นวายมาเราสองคนก็กลับมาเริ่มต้นกันใหม่ มันเป็นฉันเองแหละที่ไม่มีความเชื่อใจในตัวของเขา ฉันผิดเองที่เอาแต่ใจร้อนและตัดสินเขา ในขณะที่เขากำลังพยายามบอกความจริง แต่ฉันกลับไม่เชื่อเลยสักนิด กลับไปเชื่อผู้หญิงคนนั้นมากกว่าแต่ก็นะผู้หญิงมาร้องไห้อ้อนวอนขอสามีคืน เพราะสงสารลูก อยากให้เขากลับไป ฉันเข้าใจสถานการณ์แบบนี้ก็เลยสงสาร และก็ไม่ได้คิดอะไรเลย เป็นผู้หญิงเหมือนกันแท้ๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีมารยาได้มากขนาดนี้แต่ก็ต้องขอบคุณแหละ ที่เผยธาตุแท้ออกมาให้เห็น เพราะไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่ฉุกคิด และก็คงโง่เชื่อแบบนั้นไปตลอด..หมับ!~"คิดอะไรอยู่ครับ เงียบเชียว?""ตกใจหมดเลยค่ะ มาไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียงเลย""ตกใจทำไมครับ ผมไม่ใช่ผีสักหน่อย""......""คิดอะไรอยู่ล่ะครับ ถึงได้เหม่อลอยไม่รู้ว่าผมเดินมา""ก็เรื่องที่เกิดขึ้นแหละค่ะ" พูดจบฉันก็หันกลับไปหาเขา พอมองหน้าเขาฉันก็หัวเราะออกมาเล็กน้อย "ฉันนี่โง่จังเลยนะ""ทำไมว่าตัวเองแบบนั้นล่ะครับ""ฉันโง่ที่ไม่ยอมเชื่อคุณไง แต่ฉันก็ไม่คิดว่า ผู้หญิงแบบนั้นก็จะมีมารยาเหมือนกัน แสดงละครเอาซะฉันเชื่อจนหมดใจเลย""คุณไม่ได้โง่สั
บ้านของกฤษณ์หิรัญพิชาเดินเข้าไปอย่างเชื่องช้า เพราะเธอไม่ได้บอกเขามาก่อนว่าเธอจะกลับมา และก็ไม่คิดด้วยว่าวันปกติทำงานอย่างนี้ เขาจะอยู่ที่บ้านพอเดินเข้าไปถึงในตัวบ้าน เธอก็ได้เห็นเด็กคนนึงกำลังนั่งเล่นอยู่ ทันทีที่ได้มองหน้ากัน เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้คือใคร ในรูปมองว่าเหมือนแล้วตัวจริงเหมือนกว่าอีก"พี่สาว มาหาใครครับ?""เอ่อคือ..." ที่บอกว่าไม่ค่อยถูกกับเด็กน่ะเรื่องจริงนะ ไม่รู้จะรับมือยังไง ในหัวในความคิดคือเด็กจะชอบร้องไห้งอแง เอาแต่ใจเอาแต่อารมณ์ พอไม่ได้ดั่งใจขึ้นมาก็โวยวาย"ให้ผมไปตามพ่อให้ไหมครับ?""ฉัน...""เจ้าคุณครับใครมา เราคุยกับใครอยู่พ่อได้ยินเสียง" เสียงของหิรัญดังมาก่อนที่เจ้าตัวจะเดินตามเสียงมาติดๆ เขาที่ได้เห็นเธอก็มีท่าทีตกใจ ก่อนจะรีบเดินเข้ามาหา"คุณพิชา""เอ่อฉัน...ฉันมา""???""นะ นี่ลูกของคุณเหรอ?" เธอเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อกลบเกลื่อนน้ำเสียงอึกอักของตัวเองในตอนนี้ ถ้ายังยืนกรานจะคุยเรื่องเดิม มีหวังเธอได้พูดไม่ออกแน่ๆ"ครับ นี่เจ้าคุณครับ ลูกชายของผมเอง พอดีผม...""ไม่ต้องพูดหรอก ฉันพอจะรู้มาบ้างแล้ว""คะ ครับ รู้ได้ยังไงครับ!?""เด็กคนนี้ชื่ออะไรเหรอ เจ
เช้าวันต่อมาของอีกวัน"ลูกล่ะ ทำไมไม่ลงมากินข้าวสักที จะได้ออกไปทำงานกัน""ไปดื่มตั้งแต่เมื่อคืน ยังไม่กลับค่ะ""อะไรนะ! แล้วนี่โทรตามแล้วหรือยัง?""ไม่ได้โทรค่ะ แต่ลูกบอกเอาไว้แล้ว ถ้าเมาไม่มากก็กลับได้ แต่ถ้าเมามากก็จะเปิดโรงแรมนอนใกล้ๆ""ให้ตายสิ ทำตัวเหลวไหลจริงๆ""ลูกเครียดเลยออกไปดื่ม เหลวไหล
บ้านเจ้าสัวภานุวัฒน์"หยุดเดี๋ยวนี้นะพิชา หยุดและคุยกับพ่อเดี๋ยวนี้ อย่าเดินหนีพ่อ!""......" ขณะที่กำลังเดินกลับเข้ามาในบ้าน เธอก็ถูกผู้เป็นพ่อนั้นเรียกเสียงดังยกใหญ่ตั้งแต่หน้าบ้านมาแล้ว แต่เธอก็ไม่ยอมหยุดเลย จนกระทั่งกำลังจะก้าวขึ้นบันได น้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดของคนเป็นพ่อทำให้เธอต้องหยุดชะงัก"อ
ช่วงบ่ายหลังจากนั่งพักอยู่ที่คาเฟ่ร้านกาแฟกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราสองคนก็กลับขึ้นมาทำงานของตัวเองกันต่อ ฉันเห็นรถของคุณพ่อจอดอยู่ที่เดิม แปลว่าคุณพ่อไม่ได้ออกไปกินข้าวข้างนอกสินะ"มีอะไรหรือเปล่าคะ?" ฉันถามคุณหิรัญ เพราะก่อนหน้านั้นเขาบอกว่าเขาจะไปหาคุณพ่อที่ห้องทำงาน แต่ผ่านไปไม่ถึงนาทีเขาก็เดินก
ร้านอาหารLL "สั่งได้เลยนะครับ""คุณกินเหมือนกับฉันหรือคะ ถึงได้ให้ฉันสั่ง?""อ่า...ก็คิดว่าน่าจะกินด้วยกันได้ อีกอย่างอาหารร้านนี้อร่อยทุกเมนูครับ ผมรับประกันได้เลย""......" เธอพยักหน้าตอบรับ จากนั้นก็หยิบเมนูอาหารมาเปิดดู สั่งอาหารกับพนักงานไปอยู่ 3-4 อย่าง ในเมื่อเขาการันตีว่าอร่อยขนาดนี้ เธอก็







