Mag-log inความคิดของเทพมรณายามนี้ มิได้จะนำพานางไปยังต้นไม้วิญญาณเพื่อการเยียวยารักษาเพียงอย่างเดียว เขาเกิดความเมตตาดวงวิญญาณที่น่าสงสาร เมื่อร่างผีเสื้อแสนบอบบางแทบพัดปลิวไปกับสายลม นางไม่สามารถที่จะอันตรธานหายไปในกลุ่มเมฆาได้ด้วยการใช้เวทหยินหยาง
‘เจ้าถิงถิงบาดเจ็บสาหัส ข้าเองก็ไม่ทันสนใจสักเรื่องหนึ่งของเจ้า’
สาเหตุที่เขาไม่อาจพานางออกจากนครมรณาเพราะจะเป็นที่สงสัย นครมรณาไม่ได้มีแค่แห่งเดียว อีกสองเทพมรณากำลังจับตาดูว่าเขาทำอะไร
นีเทียนต้าเซินใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง ขณะเงื้อมมือมัจจุราชจับร่างกระง่อนกระแง่นใส่กรงเหล็ก เหน็บไว้เหนือผ้าคาดเอวบนอาภรณ์สีนิล ควบขี่อาชาแห่งความมืดจากภพภูมิแห่งยมทูตสู่ภพภูมิปีศาจ ดินแดนแห่งพรรณพฤกษา เงยหน้าขึ้นมองนาง
‘พอใจเจ้าแล้วสินะ เจ้าผีเสื้อจอมดื้อรั้นอวดดี’ เขาต่อว่านางในใจ ใต้จันทรากลมโตสีชาดสว่างไสว ผีเสื้อตัวน้อยได้รับอิสรภาพจากกรง ปีกสีม่วงอ่อนแรงขยับผ่านเวหาอันเยียบเย็น ฝังร่างอร่ามงามไว้กับผลไม้สีแดงสดบนต้นไม้สูงตระหง่าน
“ขอบคุณท่านเทพ! ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่านแล้ว ฮ่า ๆ”
เสียงหัวเราะร่าเริงให้ความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส สีหน้าแย้มยิ้มของนางแลดูไร้กังวล ผีเสื้อตัวใหญ่ห้อมล้อมด้วยลูกสมุน ทอแสงประกายอยู่บนนั้น
ปีศาจอสูรตนอื่นเพียงพบอาชาแห่งความมืดเตะกีบเท้าข้างบุรุษในอาภรณ์สง่า ก็พาลหนีไปเสียหมด ไม่มาแย่งอาหารของนางเหมือนเคย นางจะต้องต่อสู้กับปีศาจตนอื่นเพื่อแย่งชิงผลไม้วิญญาณลูกโต ๆ
ครู่นั้น นัยน์ตาสีชาดยังคงเพ่งมองนาง เฝ้ามองปีกหงิกงอที่เหี่ยวเฉาค่อย ๆ ฟื้นคืนชีพ จากเส้นปีกแผ่ขยายเหมือนต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขา ร่างผีเสื้อกลับมาทอประกายม่วงเหลือบทอง นางเอร็ดอร่อยกับผลไม้แห่งวิญญาณบนกิ่งไม้ใหญ่ นางว่ามันรสชาติหวานกรอบ ดับกระหายได้เป็นอย่างดี เท่านี้นางก็ไม่จำเป็นต้องดื่มด่ำพลังวิญญาณจากสิ่งมีชีวิตที่ไหน
‘จิตวิญญาณที่เสียสละงั้นหรือ?’
ครั้นพยายามใช้ความคิดเกี่ยวกับการจำแนกดวงวิญญาณตามตำรา ท่านอาจารย์มิได้กล่าวถึงเรื่องนี้มากนัก
นีเทียนต้าเซินรวบรวมวิญญาณมานับหมื่นนับพันล้านดวงแล้ว แม้แต่ตัวเขา ท่านอาจารย์และเทพมรณาอีกสองไม่เคยพบดวงจิตสีทองอร่าม
ในเวลาที่นางเกิดความคิดชั่วร้าย ดวงจิตนางเป็นลูกแก้วห้อมล้อมด้วยไอหมอกสีดำสนิท พลังหยินเปรียบดั่งจิตใจสกปรกของเหล่าปีศาจ
อย่าว่าแต่จิตวิญญาณพิสุทธิ์ ดวงวิญญาณแห่งหยางของเหล่าเทพอาจปะปนกลิ่นไอหยินอยู่เพียงเสี้ยวส่วนหนึ่ง
การมีทั้งขาวและดำล้วนเป็นธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดขาวสะอาดหมดจด ควรมีสีขาวและดำ ด้านดีด้านร้าย เฉกเช่นเหล่ายมทูตผู้อาจเป็นทั้งเทพและมาร
ตอนใช้ดวงแห่งการพิพากษามองลึกลงไป นัยน์ตาสีอำพันของนางไม่เหมือนปีศาจตนไหน นางดูไร้เดียงสาทว่ามีแผนการ นางโอนอ่อนยอมตามด้วยความหวาดกลัว ทว่าทำงานให้เขาอย่างตั้งใจ และไม่ยอมให้เขาเอาเปรียบนาง เมื่อเขาพานางมาดื่มด่ำพลังวิญญาณ กลับนอบน้อมเชื่อฟัง
ช่างเป็นปีศาจน้อยที่แปลกเสียจริง...
นีเทียนต้าเซินพิจารณาปีกสีม่วงเหลือบทองอีกครา ไอหมอกสีดำหมุนวนรอบปีกทั้งสามคู่ นางฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ ท่าทางมีลับลมคมใน
“หวังว่าเจ้า... กินอิ่มแล้ว จะไม่คิดหนี”
“ข้าจะอยู่ทำงานให้ท่าน ขอเพียงท่านพาข้ามาหาผลไม้วิญญาณ” นางตอบ ริมฝีปากสีชาดยังกัดกินผลไม้ลูกโต น่าจะทำให้อิ่มไปหลายมื้อ
บุรุษเทพเฝ้ามองนางไม่ละวางตา ร่างผีเสื้อตัดพ้อว่านางน่ะแสนอ่อนแอ ท่านยังออกคำสั่งให้นางอยู่ทำงาน กว่าจะพานางออกมาดื่มด่ำพลังวิญญาณ นางหิ้วท้องรอเกือบตาย ไยท่านแสนรังเกียจเดียดฉันท์นาง ออกคำสั่งให้นางลุกขึ้นมาทำงานโดยไม่มอบรางวัลเป็นการตอบแทน
‘เพราะข้ากำลังตอบแทนเจ้า... จึงยังไม่ต้องเดินทางไปปรภูมิ เจ้าปีศาจผีเสื้อ ไยเจ้าไม่รู้ตัวอีก’
เทพมรณานึกตลกขบขันนางอยู่ในใจ นางพูดจาไม่เข้าเรื่อง เสียงเจื้อยแจ้วน่ารำคาญ!
“ดูเจ้าอาชาใต้เหล็กกล้า ร่างมีแต่กระดูก มันมองข้าเช่นนี้ คิดจะกลืนข้าลงท้องหรือเปล่ากัน?”
ปีกสีม่วงโผบินลงมาจากต้นไม้ นางวนเวียนอยู่รอบกายอาชาน่ากลัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
อาชามืดเตะกีบเท้า พ่นลมหายใจร้อนครืดคราดเป็นสีชาด นัยน์ตาของมันน่าสะพรึงกลัวไม่ต่างจากผู้เป็นนาย ร่างกระดูกประดับเกราะนิล เต็มไปด้วยกลิ่นอายของโลหิต เหม็นฉุนจนนางแทบอาเจียน
“อาชาแห่งความมืดกลืนกินทุกสิ่ง หากข้าบอกมันว่าอะไรกินได้...”
อาชากระดูกขบฟัน หากผีเสื้อตัวน้อยไม่คืนร่างสตรีตัวใหญ่กว่าปากของมัน คงลงไปอยู่ในท้องกระดูก นางตกใจ กลิ้งหลุน ๆ อยู่บนพื้น
“เจ้าอิ่มรึยัง?”
“ท่านรีบหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าอย่าเสียเวลา ข้าต้องกลับไปทำงาน”
เทพมรณาเร่งเร้านาง สะบัดเวทหยินหยางผลักร่างผีเสื้อให้กลับขึ้นต้นไม้ใหญ่เหมือนนางเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่ง เขาเอามือไพล่หลังยืนรอกระทั่งปีกสีม่วงเปล่งประกาย สะท้อนแสงจากพรรณพฤกษา ละอองน้ำในเวหาพัดผ่านสตรีในอาภรณ์สีชาด ยาวพ้นข้อมือและข้อเท้า นางสวมอาภรณ์เปิดเผยเนื้อหนังมังสา มองเห็นเนินอกอวบอิ่ม กลางหน้าผากเนียนปรากฏตราปีศาจคล้ายลวดลายของปีกผีเสื้อ นางกลับมามีผิวพรรณผุดผ่องงดงาม สมเป็นปีศาจราตรี ปีศาจแห่งการล่อลวง
“โอ้... ดูสิ ท่านเป็นเทพจริง ๆ ข้าวาสนาต่ำต้อย ไม่เคยพบบุรุษเทพอย่างใกล้ชิดมาก่อนเลยสักครั้ง” ริมฝีปากสีชาดเคลื่อนไปกระซิบข้างหูเทพมรณา ปลายเท้าเปลือยเปล่าลอยอยู่ข้างหลังอาภรณ์งามสง่า “เทพล้วนเกลียดชังปีศาจ”
“พวกเจ้าสร้างปัญหาบนเทวโลกไว้มากมาย เกินบอกเล่าหมดในหนึ่งราตรี ไหนจะปีศาจสตรีก็ชอบยั่วยวนเทพ...”
“ข้าเปล่าซะหน่อย เทพน่ะทึกทักเอาเอง ข้าแต่งตัวสวยงามเพราะข้าหลงใหลในความงาม พี่รองเคยบอกข้าว่าปีศาจผีเสื้ออัปลักษณ์สิ ประหลาดนัก”
“ดั่งว่าบุปผาในน้ำ จันทราในกระจก ความสวยงามเปรียบเสมือนภาพมายา ไม่เที่ยงแท้”
“ใช่แล้วล่ะ หญิงงาม ย่อมงามที่จิตใจ”
‘นี่ข้าเพิ่งได้ยินเรื่องนี้จากปีศาจ?’
นีเทียนต้าเซินไหวไหล่มองนาง ปีศาจสาวเยินยอตนด้วยรอยยิ้มภาคภูมิ ก่อนที่นางจะทำหน้าตาบึ้งตึง สองมือเท้าเอว “ว่าแต่ตัวท่าน ไม่มีมิตรภาพกับผู้ใดในเทวโลก ไยจึงรู้เรื่องราวของเทพและปีศาจได้เจ้าคะ?”
“ยมทูตรายงานข้า”
“เล่าให้ข้าฟังบ้างซี เผื่อข้าอาจจะช่วยยืดอายุขัยยมทูตจากสิบเป็นยี่สิบให้ท่าน หากข้าอารมณ์ดี”
“ไม่มีข้อต่อรองสำหรับเจ้า”
“เช่นนั้นข้าขอไปปรโลกคงดีเสียกว่า ความตายมิอาจผ่อนผัน อย่างมากข้าก็กลับไปเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีเหตุให้ข้าก้มหน้าทำงานอย่างไร้ศักดิ์ศรี”
นีเทียนต้าเซินผ่อนลมหายใจ พูดมากความไปนางก็ไม่เลิกปะทะคารม นอกเหนือจากการเรียกร้องความสนใจ นางออกจะชอบต่อปากต่อคำเสียด้วย
“ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่า... สถานที่ของเจ้าคือกรงผีเสื้อ เจ้าจะเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของข้า”
รอยยิ้มน่าสะพรึงกลัวของเจ้านครมรณาทำให้นางโฉบบินกลับต้นไม้ ส่งเสียงคร่ำครวญ “ฮึก... ฮือ... ข้าไม่เอากรง ข้าไม่อยากโดนขังอีกแล้ว...”
“เจ้าปีศาจน่ารำคาญ กินอาหารของเจ้าให้อิ่ม อย่าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์!” เขาตะคอกนางอย่างเกรี้ยวกราด ปีศาจสาวนิ่งเงียบไม่นาน กลับมาพูดจาเจื้อยแจ้วอารมณ์ดี นางโผปีกบินจากต้นไม้ในร่างผีเสื้อตัวเล็กเท่าฝ่ามือ ลอยหน้าลอยตาเกาะบนบ่ากว้างของเทพมรณา
กระดิ่งลางร้ายในเรือนใต้ที่สั่นดังทำให้มิอาจชะล่าใจ หลี่หวังหยางนัดแนะบรรดาปีศาจให้เล่นละครไปตามน้ำ ตบตากลุ่มควันหยินหยางซึ่งอาจปรากฏตัวอีกเมื่อใดก็ได้ ตามคาดการณ์ว่ายมทูตอาจกลับมา เมื่อศัตรูตายใจ จะได้ไม่เสียการใหญ่ ค่อยส่งสารแจ้งฝั่งจิ้งจอกเงินให้สลักอักษรไว้บนฝ่ามือว่า ‘忘’ ลืม หมายถึงเวทลบเลือนความจำของยมทูต“ที่ใดมีความตาย ที่นั่นมียมทูต พวกนั้นรวบรวมดวงวิญญาณมากมายไปเพื่ออะไร?”สีหน้าสงสัยแกมเจ้าเล่ห์ของปีศาจเฒ่าในร่างบุรุษรูปงามซักไซ้เอาความจริงจากร่างไร้สติสตรีในอาภรณ์สีชาดอยู่ในเงื้อมมือ เวทหยินห้อมล้อมรอบลำคอ ยามนี้จะบีบคั้นนางก็ตายเปล่า นางสูญสลายเป็นเถ้าควันได้ในพริบตาข้างกันนั้นเป็นพี่สาวทั้งสองนอนฟุบบนพื้นหญ้า ญาติผู้พี่อีกสาม บุรุษจิ้งจอกผู้ติดตามฮู่โหมวยังคงไม่ฟื้นจากแรงปะทะของเวทปีศาจราตรี การสะบัดพิษจากปีกของหลี่หวังหยางทำลายเวทหยินหยางใต้อักษร 忘 กลางหน้าผากจนแตกเป็นเสี่ยง ดวงตาสีอำพันเปิดเผยบนปีกสีนิลทั้งแปดคู่ หลังจากนั้นเรือนไม้ในงานวิวาห์กลายเป็นพื้นที่โล่งเปล่าเยียบเย็น“พวกมันใช้เวทลบเลือนความทรงจำ ส่งตัวเจ้าสาวกลับคืนสู่งานวิวาห์เช่นคืนที่ลักพาตัวเจ้าไป อื้ม.
ถิงถิงพร่ำพรอดกอดเทพมรณาหลังจากที่เขาไม่ขัดขืนนางอีก ฝ่ามือเย็นเฉียบของนางลูบไล้ผิวกายอุ่น ได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจครืดคราดผ่านใบหูไปไว ๆ เขาปิดตาลงบ่อยครั้งจนนางขมวดคิ้วสงสัย กว่าที่นางจะรับรู้ได้อีกคราจากสัมผัสของมืออุ่นร้อน กำลังลูบผ่านแผ่นหลังบางเนื้อกายของนางและเขาแนบชิดสนิทสนม ไอปีศาจห้อมล้อมทั้งสองเรือนกาย นางสารภาพต่อเขาว่านางมีความสุขมากมายเท่าไร“ความสุขอะไรของเจ้า ร่วมแรมปีในนครมรณา ใต้ต้นไม้วิญญาณ ในเรือนไม้ที่ข้ามานั่งทำงานเคียงข้างเจ้า ข้าเฝ้ามองเจ้า วัน ๆ เจ้าเอาแต่นอนเกียจคร้าน”“นานขนาดนั้นเชียวหรือ?”“อื้ม... ตอนข้าไม่อยู่ เจ้าไปเที่ยวเล่น ข้ามเทือกเขาไปก่อกวนยมทูตในหลายเขตแดน เจ้าทักทายพวกเขาทุกรุ่งอรุณ ยมทูตกลับมาจากการรวบรวมดวงวิญญาณ ไยเจ้ายืนกรานว่ามีความมืดมิดเป็นสหาย?”ปีศาจน้อยคลี่ยิ้ม กลอกแววตาซุกซน ยามหวนคิดถึงท่านลุงทั้งหลายท่ามกลางราตรีมืดมิดของเมืองมรณา กลุ่มเมฆาสีขาวสลับดำเป็นดวงกลมนับหลายหมื่นลอยละล่องในเวหา ไม่ไกลจากตัวนางซึ่งเป็นผีเสื้อตัวน้อยในวงยมทูตยมทูตมักปิดวาจา ไม่ใคร่สนทนา นอกเสียจากกับยมทูตด้วยกัน ท่านลุงค่อนข้างรำคาญนางเอามาก ๆ หากเห็นนางเดิ
“ว่าง… อย่าเสียเวลาข้า ดวงวิญญาณมากมายเฝ้ารอเทพมรณา ข้าจำต้องออกไปรับดวงวิญญาณ นำทัพยมทูต…” นางพูดแทนเขา ขยับปลายนิ้วเรียวยาวหยิกจมูกโด่งเป็นสันคม เขาย่นจมูก พ่นลมหายใจสีชาดแลดูน่าสะพรึงกลัว นางมิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย แถมยังต่อว่า “ข้าได้ยินจนเบื่อ เชื่อข้าเถอะ ถึงท่านไม่ทำงาน ยังมีเทพมรณาอีกตั้งสอง”“ทำงานได้เรื่องที่ไหน...”“ท่านไม่ควรดูแคลนผู้ใดในแดนมรณา แดนปีศาจ แดนเทพ แม้แต่มนุษย์ผู้ไร้ซึ่งพลัง พวกเขามีความคิดยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีหัวใจกล้าหาญเสียสละ นีเทียนต้าเซิน ท่านรู้ไหม? ราชาแห่งสวรรค์ปกครองแดนเทพด้วยเมตตาธรรม ท่านอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ดูแคลนแม้กระทั่งปีศาจ”“เจ้าเคยพบเขาผู้นั้นหรือ? ข้าว่าเจ้าเพียงได้ยินมา ส่งสารผ่านปากต่อปาก เจ้ารู้จักคน แต่หารู้จักใจเขาไม่”ถิงถิงส่ายหน้า ค่อนขอดเทพผู้ผยองตน เขาหลุบตามองนาง หัวเราะชั่วร้าย นางกล่าวว่าแม่เฒ่าเล่าให้นางฟัง นางอดไม่ไหวต้องสั่งสอนเทพซะบ้าง“ท่านเงียบเสีย... จูบข้า”“เจ้า... อยากตายรึ?” เขาเข่นเขี้ยวขู่นาง ออกแรงขัดขืนการบังคับจากลมพัดไหวข้างใบหู ทว่าในห้วงนิทรานี้ไม่ว่านางสั่งอะไรก็จำต้องทำตาม“จูบข้า ที่หน้าผาก แก้ม ริมฝีปาก”นี
นัยน์ตาเยียบเย็นสีชาดไม่ไหวติง แม้ปีศาจสาวจะพลิกฝ่ามือดึงเทพมรณาให้มานั่งจิบชาในฝั่งตรงกันข้าม บังคับเขาไปเสียทุกอย่างดั่งใจนาง เสกถ้วยชาและขนมหน้าตาน่ารับประทาน แป้งปั้นเป็นรูปดอกไม้ รูปภูตแมลงผีเสื้อ เต่าทอง วางเรียงรายในจานดินเผาบนโต๊ะเตี้ย ๆเมื่อตรึกตรองดูแล้วนีเทียนต้าเซินใช้พลังมากมหาศาลในการผนึกตำราสีชาด มันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ตามคำตักเตือนของยมทูตอาวุโส ตอนนี้เขาไม่น่ามีพลังมากพอทำลายห้วงนิทราผีเสื้อใช่แล้วล่ะ... นอกเสียจากผนึกตำราไม่ได้ ร่างปลอมมาพบนางอย่างลับ ๆ ชั่วพริบตาเดียวก็หายไป กระจกเวทแปดเหลี่ยมนี้นางได้มาจากเขา เรียกของวิเศษมาให้นางเหมือนกระบี่ปีศาจเพียงนางเอ่ยขอ“ข้าเดาว่าท่านกำลังใช้ความคิด ไม่รู้ว่าในนิทราผีเสื้อสามารถทำงานของท่านได้หรือไม่?”“...”นีเทียนต้าเซินนั่งนิ่งขรึม มองนางรินชาอย่างกุลสตรีก่อนหน้านี้นางเปลี่ยนอาภรณ์เทพมรณาเป็นสีฟ้าคราม สีเขียวมรกต ปักปิ่นงดงามอย่างคุณชายในเมืองมนุษย์ เป็นสีขาวอย่างบุรุษเทพในเทวโลก เป็นสีนิลสนิทมีกรงเล็บปีศาจประหนึ่งจอมมาร นางเรียกเขาท่านจอมมารแล้วหัวเราะ นางเล่นสนุกกับการเปลี่ยนอาภรณ์ของเขาไปมาจนพลังหยินลอยละล่องเต็
ฝันไปเถอะ!นีเทียนต้าเซินหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน แทนที่จะลั่นวาจาเด็ดขาด ไม่มีทางรับดวงวิญญาณนางมาเป็นยมทูต ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ลิขิตชะตา เป็นเรื่องเหนืออำนาจการควบคุม ภพชาติหน้าของนางจะเกิดเป็นอะไรก็หาได้รู้ไม่ขณะนัยน์ตาสีชาดยังคงเพ่งมองท่าทีโอหัง หวังให้นางศิโรราบ เขายืนเอามือไพล่หลังข้างฟูกนาง“ลุกขึ้นมาทำงานของเจ้า ไหวหรือไม่?”“ข้าไม่ทำงานให้ท่านแล้ว ข้าจะไป... จากที่นี่”“เจ้าแน่ใจ?”“เจ้าค่ะ ท่านและข้า ขออย่าได้พบกันอีกเลย หากมิใช่ในปรภูมิ หวังว่าท่านจะไม่ลืมที่ลั่นวาจาเอาไว้ว่าข้าเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ”สีหน้าของผู้ขลาดกลัวบัดนี้เป็นคนละคน นางไม่อ่อนน้อมยอมตามอีกต่อไปนีเทียนต้าเซินเบิกเนตรสีชาด ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดประหลาดในอก ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อยมทูตตัดขาดจากห้วงความรู้สึกสิ้น อีกใจหนึ่งก็หวังให้นางเปลี่ยนคำพูดของนาง กลับพบเพียงลูกแก้วอำพันเปี่ยมล้นหยดน้ำตา นางยืนกรานว่าจะกลับเรือนใต้ เขากลั้นใจตอบนาง“ได้ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจดีแล้ว ข้าจะไปส่งเจ้า”-----------หัวใจปีศาจเคยสงบราวสายน้ำนิ่ง บัดนี้ไม่ต่างจากกระแสน้ำวน นางทั้งสับสน เสียใจ ไยเทพมรณาช่างไร้เย
ระหว่างที่นางลุกขึ้นไปเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ เจ้าร่างปลอมไม่เลิกตามนาง แถมทำหน้าตาขึงขังเจ้าเล่ห์ นางเกือบจะควักกระบี่ปีศาจออกมาฟาดฟันการต่อสู้อันไร้ประโยชน์หยุดลงในหัว เมื่อสิ่งของสำคัญอยู่ในเรือนใต้ทั้งหมด นางนั่งถอนหายใจบนฟูก ก่อนจะเบิกตากว้างมองกระบี่สีนิลปรากฏในมือเทพ ไม่รู้ว่าร่างปลอมเสกมันขึ้นมาได้อย่างไร เขาขยับฝีเท้าเข้ามาหานาง ส่งกระบี่สลักลายบุปผาให้นางกับมือ นางลุกขึ้นยิ้มดีใจ“กระบี่ปีศาจข้า... ท่านได้มายังไง?”ร่างปลอมยิ้มให้นางแทนคำตอบ นางพยายามถามเขาเท่าไรก็ยอมบอกนาง“ก็ได้ ข้าจะยอมตามใจท่านสักวัน ท่านตัวปลอม ขอโทษที่ข้าเสียมารยาท”ใบหน้าหล่อเหลาแลดูอ่อนโยนแม้กระทั่งในแววตา เขาชื่นชมนางพลางว่า ‘ดีแล้ว ดีมาก’ โน้มลงแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียน นางสะดุ้ง ยกมือแปะหน้าผากเหมือนถูกของร้อน แก้มแดงระเรื่อไปถึงใบหู“ท่านทำอะไรน่ะ!?”“เจ้าชอบ”“ทะ... ท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”“เหลวไหล เบื้องหน้าสายตาเจ้าเป็นเรื่องจริง มีอยู่จริง เจ้าเชื่อข้า”“ท่าน... เหมือนเขามาก ทั้งกายทิพย์... วิญญาณ ทั้งกลิ่นดอกปี่อั้น...”“เมื่อคืนข้านอนข้างหลังเจ้า... ใส่ยาบนปีกเจ้า...”ถิงถิงกลอกตาใช้ความคิด ตั้







