เข้าสู่ระบบน้ำมณีได้ยินเสียงด่าทอกันแล้วแทบเป็นลม คะนิ้งต้องรีบเข้ามาประคอง
“พาแม่เข้าบ้านเร็วนิ้ง ต้องรีบไปห้าม ปล่อยไว้แบบนี้ตีกันตายแน่”
คะนิ้งประคองน้ำมณีเข้าไปในบ้าน นทีเดินตามเข้าไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแต่ก็เก็บอารมณ์ได้ดี
ภาพแรกที่ทุกคนเห็นตอนก้าวเข้าไปในบ้านคือ ข้าวของแตกกระจายเกลื่อนพื้นห้อง ฟ้าพราวกับภูริดลจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
“เพิ่งให้ไปห้าแสน วันนี้จะเอาอีกแปดแสน ผมปลูกใบชานะคุณหญิง ไม่ได้ปลูกต้นเงินต้นทอง ทำเป็นแอ๊บมาได้นาน ตอนนี้หางโผล่แล้วสินะ แม่งเอ๊ย! ทำไมต้องมาเจอแต่ผู้หญิงหิวเงินอย่างนี้ด้วยวะ” ในขณะที่ปากด่าตาก็ขยิบบอกให้ภรรยาเข้ามาตบตามที่ได้ซ้อมกันไว้
“ไอ้ผัวถ่อย อย่ามาขึ้นวะกับฉันซิโว้ย!” ฟ้าพราวปราดเข้ามาตบหน้าภูริดลอย่างแรงหลายครั้งติดกันแบบไม่นับ ภูริดลแอบถลึงตาใส่ประมาณว่า ‘นอกบท’ แล้วนะ เพราะตอนซ้อมคือตบแค่ทีเดียว ฟ้าพราวขอโทษสามีผ่านทางสายตา
น้ำมณีร้องไห้วิ่งเข้าไปกั้นกลางระหว่างภูริดลกับฟ้าพราว “พอแล้วๆ อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ มีอะไรก็พูดกันดีๆ ก็ได้”
“ผู้หญิงพรรค์นี้คุยดีๆ ไม่รู้เรื่องหรอกครับคุณแม่”
ฟ้าพราวแค่นยิ้มใส่ภูริดล “ใช่! กับคนอย่างฉันจะมาคุยกันอย่างเดียวไม่ได้หรอก มันต้องเอาเงินมากองตรงหน้าถึงจะคุยกันได้ แต่ถ้าไม่มีเงินก็จบ ทางใครทางมัน”
“หมายความว่าไง” ภูริดลสวนกลับเสียงกร้าว
“หมายความว่า ฉัน-จะ-เลิก-กับ-คุณ ชัดมั้ย” หญิงสาวพูดเน้นทีละคำอย่างชัดเจน
“เลิกก็เลิก แล้วออกไปจากไร่ผมวันนี้เลยนะ”
“ฉันไปแน่ ไม่ต้องไล่ คิดว่าฉันอยากอยู่ไร่โกโรโกโสนี่นักหรือไง” ฟ้าพราวได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านได้ถูกจังหวะเป๊ะก็เดินไปชะโงกหน้าดูที่ต่างแล้วหันมาแสยะยิ้มให้ภูริดล “กระเป๋าเงินใบใหม่ของฉันมารับแล้ว บาย...ผัวกระจอก”
“รีบไปให้ไวเลย ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน”
ฟ้าพราวเดินไปจนเกือบจะถึงประตูแล้วหยุดชะงัก หันกลับมาไหว้ลาน้ำมณีกับนที “ฟ้าลานะคะคุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็ต้องกราบขอโทษด้วยสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้” หญิงสาวกล่าวขอโทษจากใจจริง ทว่าผู้สูงวัยทั้งสองไม่รู้ความนัยที่ซ่อนอยู่
หลังจากฟ้าพราวเดินพ้นประตูบ้านไปแล้ว คะนิ้งก็รีบวิ่งไปดูที่หน้าต่าง แล้วหันมารางานพ่อกับแม่ “โห! คุณหญิงมีผู้ชายขับเฟอร์รารี่มารับด้วย หล่อ สมาร์ท ท่าทางรวยมากด้วย คุณหญิงคงไม่กลับมาที่นี่อีกแน่ๆ”
“ถึงมาพี่ก็ไม่ต้อนรับ” ภูริดลสวนกลับน้องสาวเสียงแข็ง แล้วหันไปพูดกับพ่อ “เห็นหรือยังครับ ว่าความคิดของคุณพ่อไม่ได้ถูกไปทุกเรื่อง”
นทีเพียงแค่มองสบตาลูกชายด้วยแววตาที่อีกฝ่ายอ่านความรู้สึกไม่ออก จากนั้นเดินออกจากบ้านไปเงียบๆ
“นิ้ง พาคุณพ่อกับคุณแม่กลับบ้านไปก่อน” พูดจบก็เดินหนีเข้าห้อง ปิดประตูกระแทกเสียงดังปัง
บ้านไม้หลังเล็กในไร่ชาเงียบกริบ โดยเฉพาะตอนกลางคืนแบบนี้ยิ่งชวนให้เหงาหงอย ภูริดลทำความสะอาดบ้านที่ทำรกเกลื่อนกลาดไว้เมื่อตอนบ่ายจนสะอาดเอี่ยม โดยมีที่รักเดินตามพันแข้งพันขา ทว่าวันนี้ชายหนุ่มเจ้าของบ้านไม่เขี่ยมันออกไปห่างๆ แต่กลับอุ้มมันขึ้นมาแล้วพาไปนั่งเหงาด้วยกันบนโซฟา เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ใกล้ๆ ดังขึ้น ภูริดลเห็นชื่อฟ้าพราวขึ้นที่หน้าจอก็รีบกดรับ
“ถึงไหนแล้ว”
“ถึงกรุงเทพแล้วค่ะ”
“ทำไมขับรถเร็วจัง” ถามพลางเกาคางแมวอ้วนแบบที่ภรรยาเคยสอนไปด้วย
“นั่งเครื่องมาค่ะ ส่วนรถ แจ็คให้คนขับรถขับตามมา นางไม่ยอมขับรถทางไกลหรอกค่ะ นางเหนื่อย” ฟ้าพราวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหม่นๆ “พี่ดิน ฟ้ารู้สึกผิดมากเลยที่ทำให้คุณแม่ร้องไห้”
ภูริดลเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ก็ต้องปลอบใจภรรยาก่อน “รอให้นิ้งรับตำแหน่งแล้วทำงานจนคุณพ่อวางใจก่อน เราค่อยเข้าไปกราบขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่พร้อมกัน”
“ถ้าท่านโกรธจนไม่ยกโทษให้จะทำยังไง”
“คนแก่ง้อไม่ยากหรอก แค่มีหลานปู่ หลานย่าให้เลี้ยงสักคนสองคนก็หายโกรธแล้ว แล้วนี่ฟ้าจะบินเดือนหน้าใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ พี่ดินจะมาส่งฟ้าหรือเปล่า”
“อยากไปส่งถึงเมกาด้วยซ้ำ” ภูริดลยิ้มแห้งกับเจ้าแมวอ้วนที่นอนซุกอยู่บนตัก “ไม่ต้องห่วงที่รักนะ พี่จะดูแลให้อย่างดี รับรองว่าฟ้าเรียนจบกลับมา น้ำหนักมันจะไม่ลดลงแม้แต่ขีดเดียว”
“ก่อนบินพี่ดินจะไม่มาค้างกับฟ้าบ้างเลยเหรอ” คนทางกรุงเทพทำเสียงหงอยๆ อ้อนสามี
“ตอนนี้ที่ไร่ค่อนข้างยุ่ง กำลังจะลงเครื่องจักรในโรงอบใบชาที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ พี่ต้องอยู่คุม พี่ขอไปส่งฟ้าวันเดินทางทีเดียวเลยก็แล้วกันนะ”
“พี่ดินอย่าทำงานหนักมากนะ ห้ามกลับบ้านดึกด้วย แล้วห้ามแอบดื่มเหล้านะ”
“มีอะไรจะสั่งอีกมั้ย” ภูริดลยิ้มอ่อน การมีคนรักคนห่วงใยมันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง
“ห้ามโกนหนวด ห้ามโกนเครา ห้ามตัดผม ห้ามทำตัวหล่อ”
“ทีเมื่อก่อนด่าพี่ให้ตัดอยู่ทุกวัน”
“แต่ตอนนี้ฟ้าไม่อยู่ ฟ้าหวง เดี๋ยวมีสาวๆ มาชอบพี่ดินเยอะ”
คนเป็นสามีหัวเราะเบาๆ “ใครจะมาชอบพี่ก็ช่างสิ พี่ไม่ได้จะไปชอบเขาสักหน่อย”
“ไม่รู้ละ ฟ้าต้องป้องกันไว้ก่อน”
สองสามีภรรยาที่เพิ่งจะเคยอยู่ห่างกันเป็นครั้งแรกคุยกันเรื่อยเปื่อยอย่างไม่รู้เบื่อจนค่อนคืนแต่ก็ยังไม่อยากจะวางสาย
วันรุ่งขึ้น ภูริดลไปที่บ้านของนทีแต่เช้า เขาตั้งใจไปให้ทันเวลาอาหารเช้า เพื่อที่จะได้เจอทุกคนพร้อมหน้า มีอะไรจะได้คุยกันให้จบทีเดียวไปเลย แล้วก็เป็นไปตามความตั้งใจของเขา นที น้ำมณีและคะนิ้งนั่งพร้อมหน้ากันอยู่ที่โต๊ะอาหาร
“ผมมาทวงสัญญาจากคุณพ่อ” พูดพลางนั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างน้องสาว
“ฉันคุยกับนิ้งแล้ว จะให้พักอาทิตย์นึง แล้วเข้าไปรับตำแหน่งประธานโรงแรม” นทีพูดโดยไม่มองหน้าลูกชาย “ส่วนแก อยากจะทำอะไรก็เรื่องของแก ถ้าคิดว่าดีก็ทำไป ฉันไม่ยุ่ง”
“ถือเป็นพระคุณอย่างสูง” คนปากเสียอดเหน็บแนมไม่ได้แม้กระทั่งกับพ่อบังเกิดเกล้า
น้ำมณีส่งสายตาปรามลูกเลี้ยงไม่ให้กวนโมโหพ่อแต่เช้า “มันเกิดอะไรขึ้นดิน แม่เห็นดินกับคุณหญิงรักกันดีแล้วนี่ แล้วทำไมเป็นแบบนี้”
“มันจบแล้วครับคุณแม่ ผมไม่อยากพูดถึงมันอีก” ภูริดลหยิบถ้วยกาแฟที่คะนิ้งเพิ่งรินให้ขึ้นมาดื่มเพื่อตัดบท เขาไม่อยากสร้างเรื่องโกหกเพิ่มบาปให้ตัวเองอีก
“แผลยังสดอยู่ อย่าเพิ่งให้พี่ดินเล่าเลยค่ะคุณแม่” คะนิ้งออกหน้าช่วยพี่ชาย
นทีกินอาหารเช้าไปได้ไม่กี่คำก็ขอตัวออกไปทำงาน ส่วนน้ำมณีกินอะไรไม่ค่อยลง ขอตัวออกไปไหว้พระสวดมนต์เพื่อสงบจิตใจ
“เมื่อวานคุณแม่เป็นยังไงบ้างนิ้ง” ภูริดลถามอย่างเป็นกังวล
“เสียใจมาก ร้องไห้จนเกือบเป็นลม แต่พี่ดินไม่ต้องห่วง นิ้งวางแผนจะพาไปทัวร์ไหว้พระทำบุญ สักพักก็คงจะทำใจได้”
“แล้วคุณพ่อล่ะ”
“คุณพ่อไม่พูดอะไรเลย กลับมาถึงบ้านก็เรียกนิ้งเข้าไปคุยเรื่องรับตำแหน่ง ถ้าให้เดา นิ้งคิดว่าคุณพ่อคงรู้สึกผิด หรือไม่ก็เสียหน้า ที่คราวนี้ดูคนผิด พี่ดินก็รู้ว่าคุณพ่อเป็นคนไม่ค่อยพูด เดาใจยาก”
“พี่ฝากดูแลคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยก็แล้วกัน คราวนี้พวกเราผิดกันเต็มๆ ทำบุญร้อยวัดจะล้างบาปหมดหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“พี่ดินไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก นิ้งห่วงพี่ดินกับคุณหญิงฟ้ามากกว่า อยู่ๆ ก็ต้องมาห่างกันเพราะนิ้ง” คะนิ้งรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย ที่กลับมาถึงก็ทำให้ครอบครัวของพี่ชายต้องแตกแยก
“ไม่ต้องคิดมาก อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ทำให้ฟ้าได้ทำเรื่องที่อยากทำก่อนแต่งงาน พี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ”
“แต่มันเสี่ยงมากที่คุณหญิงจะเปลี่ยนไป อยู่ที่โน่นคนเดียวมันเหงา ถ้ามีใครเข้ามา คุณหญิงอาจจะหวั่นไหวได้”
“พิสูจน์ใจกันก็ตรงนี้แหละ” ภูริดลเข้าใจดี เพราะเขาก็เคยไปเรียนที่ต่างประเทศมาก่อน และเขาก็เปิดประตูรับกวินตราเข้ามาในชีวิตเพื่อทำลายความเหงาในช่วงนั้น โดยไม่คาดคิดว่า ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เข้ามาแค่ทำลายความเหงา แต่เกือบทำลายทั้งชีวิตของเขา
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







