تسجيل الدخولบทที่ 5
PAIRJAA : วันนี้อย่าลืมไปดูตัวนะคะ
ฉัตรฐาคว่ำหน้าจอสมาร์ตโฟนลงหลังได้รับข้อความย้ำเตือนจากแพรไหม เขาไม่ลืมนัดสำคัญหรอก ไม่เช่นนั้นคงโดนบิดาแหกอก รู้ดีว่าคนนี้ท่านปลื้ม
เวลาประมาณหนึ่งทุ่มตรงเขาก็ไปถึงโรงแรมหรูที่นัดดินเนอร์กับลูกสาวคนมียศเอาไว้ บนชั้นยี่สิบห้ามีร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังซ่อนตัวอยู่
สิบนาทีหลังจากนั้นผู้หญิงที่เขากำลังรออยู่ก็ปรากฏตัวในชุดเดรสสีครีมอ่อนของแบรนด์ดัง สวมสร้อยคอหลักแสนเหมือนที่เขาเคยซื้อให้แพรไหม
“สวัสดีค่ะพี่ไฉ อ้อนนะคะ”
“สวัสดีครับน้องอ้อน” ฉัตรฐาลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้แก่อรอินทร์ พร้อมกับส่งยิ้มไปให้อย่างเป็นมิตร
“คุณแม่เคยชมพี่ไฉให้อ้อนฟังบ่อยๆ ว่าพี่ไฉหล่อมาก ไม่นึกว่าพอได้มาเจอตัวจริงแล้วจะหล่อขนาดนี้” อรอินทร์ยกมือขึ้นปิดปากนิดๆ ทำท่าเอียงอาย เมื่อฉัตรฐานั้นดูหล่อสมคำบอกเล่าของมารดา
“ขอบคุณครับ ว่าแต่น้องอ้อนทานอะไรดีครับ” เขาเคยเจอบิดาและมารดาอรอินทร์อยู่หลายครั้งในงานสังคม คนพวกนั้นหน้าใหญ่ใจป้ำไม่ใช่น้อย
“อ้อนชอบสปาเกตตีค่ะ ที่นี่อร่อยมาก” อรอินทร์เคยมาร้านนี้หลายครั้งแล้ว เธอสามารถสั่งได้โดยไม่ต้องดูใบเมนู
“งั้นพี่สั่งตามอ้อนละกันครับ” ฉัตรฐาไม่มีข้อมูลร้านนี้ เพราะคนเลือกคือแพรไหม
“ได้เลยค่ะ” อรอินทร์ตอบรับด้วยความยินดี แล้วชวนฉัตรฐาพูดคุยอย่างสนุกปาก บทสนทนาของเธอและเขาเป็นไปอย่างออกรสออกชาติ
ส่วนคนที่ทำหน้าที่อย่างไม่เคยขาดตกบกพร่องเวลานี้บินลัดฟ้าไปถึงจังหวัดเชียงรายเรียบร้อยแล้ว
“เราไม่ได้เที่ยวที่นี่นานขนาดไหนแล้วเนี่ย” แพรไหมมองบรรยากาศตรงหน้าอย่างตื่นตาตื่นใจ เธอคิดถูกแล้วที่เลือกมาคนเดียวและมาล่วงหน้าหนึ่งวัน เพราะอยากมาเดินเที่ยวหาของอร่อยกินก่อน หัวใจจะได้คลายจากอาการเจ็บระบม
อย่างแรกที่แพรไหมซื้อไม่พ้นหมูปิ้งและพวกของทอด มีหลายช่วงที่เธอต้องรักษาหุ่น เพราะมันสำคัญต่อการทำงานจึงไม่ค่อยได้แตะมันเท่าไร แต่ในวันนี้เธอขอยกเว้น
สองเท้าคู่เรียวเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ อาจจะเหงาไปบ้างยามเห็นหลายคนมากับครอบครัวหรือคนรัก ใช้เวลาไปนานทีเดียวกว่าเธอจะเดินไปยังรถเช่าที่จอดห่างจากตลาดกลางคืนค่อนข้างไกล คงเพราะเป็นคืนวันเสาร์ ทั้งคนและรถจึงแน่นขนัด
“ช่วยด้วย”
ทว่าพอเดินไปใกล้รถ หูของเธอกลับได้ยินเสียงร้องสั่นๆ ให้หยุดเท้า
“ช่วยด้วย…ช่วยผมด้วย”
แพรไหมขบเม้มปาก หัวใจเกิดความลังเล เพราะเธอไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว และไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงนั้นจะเป็นคนดีหรือร้าย
“อย่าทำให้ตัวเองเดือดร้อนเลยยัยแพร” แพรไหมพยายามเป็นคนใจร้าย เลือกเดินหนีไปอีกทาง แต่สุดท้ายก็ต้องหมุนตัวไปตามหาเสียงนั้น
ไม่กี่อึดใจก็เห็นว่ามีคนนอนแอบอยู่ข้างๆ รถยนต์คันหนึ่ง เมื่อไปใกล้เธอกลับต้องตกใจเบิกตากว้าง
“คุณ...ธาดา”
แพรไหมใช้เวลานึกอยู่แวบหนึ่ง ไม่คิดว่าจะเป็นคู่แข่งของฉัตรฐาที่เจอวันนั้น แล้วรู้สึกว่าเธอกำลังพาตัวเองขึ้นไปบนลานประหาร“ชะ...ช่วยผมหน่อย ผมถูกแทง” ธาดาบอกเสียงสั่น ปากเริ่มซีด มือกุมหน้าท้องพยายามห้ามเลือดของตัวเอง
“ตายแล้ว”
แพรไหมตกใจซ้ำสองเมื่อบนเสื้อเชิ้ตสีขาวของธาดาเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด กลิ่นคาวลอยฟุ้ง แล้วไหลออกมาจนเธอเงอะงะทำอะไรไม่ถูก ใจหนึ่งอยากช่วย อีกใจก็ไม่อยากยุ่ง แล้วหันมองซ้ายมองขวา ไม่รู้ว่าศัตรูของอีกฝ่ายจะตามมาไหม“อย่าทิ้งผมไว้ตรงนี้...ช่วยผม” ธาดาวอนขอ หลังเห็นท่าทางลำบากใจของหญิงสาว
หญิงสาวสั่นหน้า เธอไม่อยากมีปัญหากับฉัตรฐาไปมากกว่านี้ แล้วทำท่าจะเดินหนี บอกตัวเองว่าควรเป็นคนใจดำ เพราะแค่เรื่องของตัวเองเธอยังเอาตัวไม่รอดเลย
“โธ่ ยัยแพรเอ๊ย...” ทว่าสุดท้ายแล้วแพรไหมก็ไม่อาจเป็นคนใจไม้ไส้ระกำเห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วยได้ จึงเข้าไปพยุงร่างของธาดาขึ้นพาตรงไปที่รถ
“ผมไม่อยากไปโรงพยาบาล...” ธาดาที่ถูกประคองไปขึ้นรถอย่างทุลักทุเลบอกเสียงเบาหวิว คิดว่าพวกคนที่ทำร้ายเขาน่าจะไปดักรออยู่ที่นั่น
“อย่ามากเรื่องน่ะคุณ” ถ้าเขาไม่ไปก็มีแต่ตายกับตาย และเธอไม่ใช่หมอ รักษาเขาไม่ได้
“ผมมีเพื่อนเป็นหมอที่นี่”
เขามาที่นี่ก็เพราะตั้งใจจะมาหาเพื่อน ไม่คิดว่าจะถูกตามเล่นงาน และด้วยความประมาทจึงไม่ได้ให้ลูกน้องติดตามมาด้วย อีกเหตุผลเพราะไม่อยากให้เพื่อนรู้สึกอึดอัด“เอาเบอร์มาด่วนเลยค่ะ แล้วฉันจะโดนร้านเช่ารถเก็บเงินเพิ่มไหมเนี่ย” เลือดของธาดากำลังไหลซึมไปเปื้อนเบาะ งานนี้เธอโดนเรียกเงินอ่วมแน่ แต่จะทำอย่างไรได้ เงินกับชีวิต เธอก็ต้องเลือกอย่างหลัง
“คุณบ่นไอ้ไฉทุกเรื่องแบบนี้หรือเปล่า” ธาดาเค้นเสียงถาม ผู้หญิงคนนี้ขี้บ่นไม่เบา ไม่รู้ทำไมฉัตรฐาถึงยังเอาไว้ข้างกาย
“เดี๋ยวแพรก็ไม่ช่วยหรอกค่ะ รีบบอกเบอร์มาได้แล้ว” เธอบอกเสียงสะบัด
ธาดาไม่คิดแซวต่อและบอกตัวเลขสิบตัวไปอย่างครบถ้วนแม่นยำ เพราะอีกฝ่ายคือเพื่อนสนิทที่ไม่เคยทิ้งกัน เพียงแต่เลือกเดินคนละเส้นทางก็เท่านั้น
หมอปุริมถนัดช่วยคน ส่วนเขาถนัดกระทืบ
หลังแพรไหมบอกเล่าเรื่องคร่าวๆ กับเจ้าของเสียงทุ้มนุ่มแล้วก็รีบกระชากรถออกตรงไปยังคลินิกเล็กๆ แห่งหนึ่ง สายตาคอยมองกระจกหลังอยู่เป็นระยะ เพราะห่วงธาดาที่เงียบไปถึงอย่างนั้นเธอก็ส่งเขาถึงมือเพื่อนได้ทันเวลา
ในเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่มืดมนสำหรับคนที่นอนแทบไม่ได้เลย เพราะหัวใจมีแต่ความเจ็บปวด มันทิ่มแทงเธอทั้งยามหายใจเข้าและออก แพรไหมขยับตัวลุกจากเตียงมานั่งกอดเข่าแล้วโยกตัวไปมาคล้ายหมดอาลัยตายอยาก ความเข้มแข็งที่เคยมีสูญสลาย น้ำตาขังคลอหน่วยตา หญิงสาวเหม่อมองไปรอบบ้านพร้อมคิดถึงบิดามารดาจับใจ พลันกอดตัวเองแน่นกว่าเดิม เพราะรู้สึกเหน็บหนาว แล้วคิดหาวิธีทำให้ตัวเองหายไปจากความเจ็บปวดนี้ แพรไหมนิ่งไปหลายนาทีกว่าจะค่อยๆ ขยับตัวอย่างเชื่องช้าลุกไปอาบน้ำ หลังคิดวิธีออกแล้ว หลังจากแต่งตัวง่ายๆ เสร็จก็ตรงไปที่รถของตัวเอง แล้วขับตรงไปยังสถานที่หนึ่ง ดวงหน้ายังเต็มไปด้วยร่องรอยคราบน้ำตา รถเคลื่อนที่ไปได้ราวครึ่งชั่วโมงก็หยุดสนิท เท้าเรียวเล็กก้าวลงไปยืนอยู่หน้าของสิ่งหนึ่งที่หน้าร้านขายอุปกรณ์ “ไปยืนมองจ้องอะไรกันวะ...” ขณะในรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ห่างไปคนหลังพวงมาลัยเกิดคำถาม หัวคิ้วขมวดยุ่ง โดยเขาขับตามมาตั้งแต่บ้านของหญิงสาวแล้ว มือเอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาเช็ดจมูก รู้สึกเหมือนตัวเองจะมีน้ำมูก แต่สายตายังมองตรงไปยังเจ้าของร่างระหง
“ฮือ” แพรไหมร้องไห้โฮออกมา อีกไม่ถึงสิบก้าวก็จะถึงป้ายรถเมล์โดยสารแล้ว แต่เธอพาตัวเองไปไม่ถึง เพราะรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย หญิงสาวเอาแต่ก้มหน้าลงกับเข่าของตัวเอง คุดคู้อยู่กลางสายฝน ฟังเสียงฝนสลับกับเสียงรถยนต์ที่ขับผ่านไปมา ความรู้สึกตอนนี้ไม่มีอะไรมาบรรยายได้ ก่อนจะต้องเงยหน้าขึ้นมา หลังได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ กลิ่นบุหรี่ลอยมาเตะจมูก คล้ายมีคนยืนสูบอยู่ใกล้ๆ เมื่อไล่สายตาไปมองก็พบกับคนคนหนึ่ง คนที่ตั้งคำถามกับเธอ “ให้ช่วยอีกปะ” ใครคนนั้นไม่พ้นฉัตรฐาที่กำลังอัดบุหรี่เข้าปอดแล้วพ่นควันออกมา ดวงหน้าคมคายก้มลงมองลูกนกที่ถูกฝนกระหน่ำ จนปีกน่าจะบินไม่ไหวอีกต่อไป “ไปให้ไกล เหม็นบุหรี่” แพรไหมเค้นเสียงบอก แค่เรื่องที่เจอวันนี้เธอก็เหนื่อยจนอยากหยุดหายใจแล้ว ฉัตรฐายังมารังควานกันอีก แล้วไม่รู้ว่าเขาบ้าหรือเปล่าที่มายืนสูบบุหรี่กลางสายฝน ฉัตรฐาบิดปากใส่ ยังคงยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ แพรไหม ก่อนเสียงฟ้าจะคำรามก้องทำให้ทั้งเขาและหญิงสาวสะดุ้งโหยง แพรไหมก้มหน้าลง เพราะเธอไม่มีแรงจะขยับตัวลุก หากนอนลงได้คงทำไปแล้ว พลันเงยหน
บทที่ 13 แพรไหมนิ่งเงียบไปหลายนาที หัวใจเจ็บจนแทบทนไม่ไหว พลางมองหน้าคนที่เธอรักทั้งสองแล้วหลับตาลง ขณะคู่ป้าหลานบีบมือของแพรไหมอยู่ตลอด เพราะอยากให้เจ้าตัวยินยอมตกลง เฝ้ามองความหวังของพวกเธอด้วยสายตาเว้าวอนและโน้มน้าว ก่อนทั้งสองจะยิ้มร่า “โอนเงินเข้าบัญชีพิ้งค์ได้เลยค่ะ” แพรไหมมองตรงไปยังศิวัฒน์ “พี่แพร” พิพรรษพรสวมกอดพี่สาวแน่น โล่งใจไปได้มาก ส่วนพรรณรวีถอนหายใจยาว ทว่าไม่ถึงเสี้ยววินาทีกลับถูกผลักให้ตกจากสวรรค์ชั้นฟ้า “แต่พิ้งค์ต้องขายตัวเอง” แพรไหมพูดให้ครบใจความ แล้วสะบัดตัวให้น้องสาวคลายอ้อมกอดออก ดวงตาแข็งกระด้าง ไร้ความอ่อนโยน “พี่แพร” พิพรรษพรหน้าชา เมื่อพี่สาวจะให้เธอทำสิ่งที่น่าขยะแขยง “ทำไม ขายไม่ได้เหรอ” แพรไหมตั้งคำถามเสียงหยัน เธอเจ็บไปทั้งใจจนมันชาแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว โชคดีที่มันยังเต้นได้อยู่ “พิ้งค์จะทำแบบนั้นได้ยังไง ถ้าทำพิ้งค์จะเอาหน้าไปไว้ไหน” พิพรรษพรตาลุกวาวและเริ่มโวยวายดังลั่น “ก็เอาไว้บนคอเหมือนเดิม แต่ต้องเอาตัวไปอยู่บนเตียงของคนอื่น” แพรไหมพูดอย่างหมดเยื่อใย ไม่มี
“เรื่องนี้กูไม่รู้ คุณทีเจเป็นคนนัดร้านนี้” ฉัตรฐารีบปฏิเสธ เขาไม่บ้าถึงขั้นนั้นหรอก “เออ กูค่อยสบายใจหน่อย แต่ดีที่อย่างน้อยเขาก็มีครอบครัว ไม่ได้อยู่ลำพังแล้วยังต้องต่อสู้กับมึง” “ถ้าคนของมึงหักหลังไปยุ่งกับศัตรู มึงจะปล่อยไว้รึไง” ฉัตรฐาตั้งคำถาม คิดว่าเป็นมัฆวานก็คงไม่ปล่อยไว้เช่นกัน “ไม่อะ แต่คงฆ่าทิ้งไปแล้ว” มัฆวานมองลึกเข้าไปในดวงตาของเพื่อนอย่างทิ้งนัยสำคัญ ฉัตรฐาทำเป็นไม่ได้ยินและหันไปสนใจกับลูกค้ารายใหญ่อย่างทีเจที่เดินตรงเข้ามาหา ก่อนทั้งสามจะขึ้นลิฟต์ไปยังห้องอาหารชื่อดังเพื่อพูดคุยงานกัน ด้านพิพรรษพรเมื่อเดินเข้ามาในห้องอาหารก็ได้บอกชื่อที่จองไว้กับพนักงาน จากนั้นก็ถูกพาไปยังห้องส่วนตัวซึ่งจัดโต๊ะไว้รองรับสำหรับสี่ที่ แพรไหมมองไปรอบๆ แล้วหันไปมองน้องสาวกับคนเป็นป้า “แพรดีใจนะคะที่พวกเราได้มากินข้าวด้วยกัน” แม้ทุกอย่างอาจจะไม่ได้กลับไปเป็นเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ได้กลับมากินข้าวพร้อมหน้ากันสักครั้งหนึ่งก็ยังดี “พี่แพรสั่งได้เต็มที่เลยนะคะ” พิพรรษพรบอกอย่างเอาใจ “ได้เลยจ้ะ” แพร
“ทำไมล่ะ...” แพรไหมแปลกใจ เพราะหลังจากวันนั้นน้องก็ส่งข้อความมาเร่งเร้าให้เธอรีบทำตามที่บอก “พิ้งค์...พิ้งค์ขอโทษ” พิพรรษพรอึกอักอยู่เกือบนาทีกว่าจะเอ่ยออกมาได้ แล้วบอกต่อด้วยเสียงอ่อยๆ “พิ้งค์ไม่ควรโทษพี่คนเดียว พี่แพรไม่โกรธพิ้งค์ได้ไหม...พิ้งค์สำนึกผิดแล้ว” “อื้อ...ไม่โกรธแล้ว” แพรไหมเงียบไปก่อนครางตอบ ในเมื่อน้องสาวรู้สึกผิดแล้วเธอก็ไม่อยากตั้งแง่ ตอนนี้น้องสาวคงจะมองเห็นถึงสิ่งที่เธอพยายามทำให้มาตลอดแล้ว “งั้นพรุ่งนี้ไปกินข้าวกันนะคะ พิ้งค์จะชวนคุณป้าไปด้วย” พิพรรษพรเอ่ยปากชวน “ได้สิ” เธอไม่ปฏิเสธ เพราะอย่างไรก็พี่น้องกัน แต่สำหรับเรื่องการเงินของคนเป็นป้า เธอยังยืนยันคำเดิมว่าจะไม่ให้ความช่วยเหลืออีกแล้ว “ไว้พิ้งค์ไปรับนะ แต่งตัวสวยๆ นะ พิ้งค์อยากไปกินอาหารที่โรงแรม” พิพรรษพรดีใจที่พี่สาวตกลง เธอจะรับหน้าที่ในการจองโต๊ะเอง “ได้เลย พี่จะรอนะ” แพรไหมมีดวงตาที่กระจ่างใสขึ้น ส่วนเรื่องบ้านเธอยังจะไปตามนัด เพราะบ้านหลังนี้อย่างไรก็ต้องเป็นของน้องสาว เธอเองก็ควรมีที่ที่เป็นของตัวเอง แล้วเวลาที่แพรไหมเฝ้ารอ
“อย่าสำคัญตัวผิด ฉันพาเกลมาทำบุญต่างหาก” ฉัตรฐาอยากจะหัวเราะเย้ยใส่แพรไหมที่คิดไปว่าเขามาที่นี่เพราะเจ้าตัว แล้วเค้นเสียงถามกลับไป “ยังไม่เลิกชอบคิดเข้าข้างตัวเองอีกเหรอ เธอไม่ได้สำคัญกับฉันเลยสักนิด” “แล้วที่ผ่านมามาด้วยทำไมทุกปี” เธอนึกสงสัยขึ้นมา เรื่องวันเกิดพอเข้าใจแล้ว แต่เรื่องที่เขาอุตส่าห์ตื่นเช้ามาทำบุญด้วยกันตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาทำไปเพื่ออะไร ฉัตรฐาไหวไหล่ เขาไม่จำเป็นต้องมานั่งตอบคำถาม “อ้อ หรือว่าอยากจะทำบุญให้คนที่ตายไป เผื่อความละอายในใจจะลดลงบ้าง แต่ดีใจด้วยนะคะ ที่สุดท้ายก็ได้ผล เธอคนนั้นให้อภัยเรื่องพี่ชายที่จมน้ำตายได้แล้ว ทำบุญวัดนี้ได้สมดังใจหวังจริงๆ” แพรไหมคาดเดาเองเมื่อไม่ได้คำตอบ “แพรไหม” ฉัตรฐาตาลุกวาวเมื่อแพรไหมกำลังล้ำเส้น ไม่รู้ว่าเธอไปรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร แต่เจ้าตัวไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องของเขา หญิงสาวไหวไหล่บ้าง ทำไมเธอต้องยอม ในเมื่ออย่างไรเขาก็ตามรังแกกันอยู่ดี ยิ่งยอมอ่อนฉัตรฐาจะยิ่งได้ใจ คิดแล้วแพรไหมก็เดินเชิดหน้าอย่างถือดีผ่านหน้าคนชังไป ไม่อยากต่อปากต่อคำด้วยอีกแล้ว ทว่าจังหวะนั้นร่างบางกลับเซถอยห







