เข้าสู่ระบบผมได้แต่มองตามหลังทอรุ้งไปจนเธอเดินลับสายตา จากนั้นก็เดินกลับไปหาเพื่อน ๆ
“เป็นไงวะ คุยกับรุ้งรู้เรื่องแล้วใช่ไหม” พฤกษ์เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ธนาธิปเองก็เช่นกัน
“นั่นดิ รุ้งว่าไงบ้าง”
“ก็จากกันด้วยดี”
“ดีแล้ว ผู้หญิงไม่รักก็อย่าไปรั้งไว้ให้เสียเวลา หาใหม่ดีกว่า”
“หาได้ง่ายแบบนั้นก็ดีสิ”
“หน้าตาหล่อคมเข้มอดีตเดือนคณะอย่างนาย ถ้าจะหาแฟนใหม่สักคนคงไม่ยากหรอก อยู่ที่นายจะทำหรือเปล่าเท่านั้น”
“ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน ฉลองที่จู่ ๆ ก็โสดโดยไม่ได้ตั้งใจกันดีกว่า” กรกวินท์เอ่ยชวน
“คนชวนต้องเป็นคนจ่ายนะ” พฤกษ์ตอบ
“ตกลง”
ผมและเพื่อน ๆ พากันไปกินอาหารร้านดังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ซึ่งเป็นร้านที่พวกผมมักจะมากินด้วยกันอยู่เป็นประจำ
หลังจากกินเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ ระหว่างที่ขี่รถกลับผมต้องผ่านหน้าโรงพยาบาลที่เคยนอนพักรักษาตัว ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมจอดรถที่หน้าโรงพยาบาลแห่งนั้น
ที่นี่ถือเป็นสถานที่ ๆ ทำให้ผมกลายเป็นคนอกหักไปโดยไม่รู้ตัวก็ว่าได้ ผมยืนมองไปรอบ ๆ อยู่พักใหญ่ก่อนจะถอนหายใจ และหันหลังเพื่อที่จะเดินกลับไปที่รถมอเตอร์ไซด์ของตนเอง แต่ดันเกือบชนใครบางคนที่มายืนขวางหน้าไว้ ทำให้ผมต้องชะงักและเดินเลี่ยงไปอีกทาง
“อะไรกัน! เห็นเราเหรอ”
จากนั้นก็รีบวิ่งไปดักหน้าเขาเอาไว้ เพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง
เหมือนเดิม...เขาเดินเลี่ยงไปทุกครั้งที่เดินไปดักหน้าไว้ ไม่ได้เดินผ่านร่างไปเหมือนอย่างที่คนอื่นทำ
“เห็นจริงด้วย”
“ไม่ได้ตาบอดนะถึงจะไม่เห็น”
นับจากนั้นเป็นต้นมาความซวยก็บังเกิด
“คุณเห็นผมจริง ๆ ใช่ไหม ได้ยินที่ผมพูดหรือเปล่า”
“ไอ้นี่ถ้าจะเพี้ยน ถามมาได้ คนทั้งคนจะไม่เห็นได้ยังไง เข้าไปเช็กสมองหน่อยดีไหม”
“สวรรค์ทรงโปรด สุดท้ายท่านก็รับฟังสิ่งที่ผมอ้อนวอน และประทานความช่วยเหลือมาให้ ขอบคุณครับ ขอบคุณมากครับ”
“อาการแบบนี้คงไม่ใช่แค่เพี้ยนแล้วล่ะมั้ง มันต้องบ้าแน่ ๆ” ผมส่ายหัวก่อนจะเดินตรงไปที่มอเตอร์ไซด์และขี่ออกไปทันที
โดยไม่รู้ตัวเลยว่า...นับจากนี้ชีวิตของตนเองจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือในแบบที่ตัวเองก็คาดไม่ถึง
กรกวินท์กลับเข้าบ้านหลังจากจอดรถเข้าที่ ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างของใครบางคนแอบมองอยู่ที่หน้าประตู
“เฮ้ย! นายตามฉันมาทำไม ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ”
ผมมองซ้ายมองขวาเพื่อหาว่าเขากำลังพูดอยู่กับใคร ก่อนจะชี้หน้าตัวเอง
“พูดกับผมเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ รีบกลับไปก่อนที่จะโดนข้อหาบุกรุกบ้านของคนอื่น”
อัศวินและกวินตาหันมาสบตากันด้วยความงุนงง
“กรพูดอยู่กับใคร”
“ก็พูดกับไอ้เด็กตัวแสบที่ยืนอยู่ตรงนี้ไงครับพ่อ”
“ไม่เห็นมีใครเลยนอกจากเรา”
“นั่นสิกร แม่ไม่เห็นใครเลย”
“ไม่เห็นได้ยังไงกันครับก็มันยืนอยู่ตรงนี้” เขาหันไปพูดกับบิดามารดา ก่อนจะชี้ไปตรงจุดที่ไอ้ตัวแสบยืนอยู่เมื่อกี้ แต่กลับไม่พบ
“อ้าว! หายไปไหนแล้ว ไวจริง ๆ พับผ่าสิ เมื่อกี้ยังเห็นยืนอยู่เลย สงสัยจะกลัวเลยรีบเผ่น ผมขอตัวกลับขึ้นไปบนห้องก่อนนะครับ”
อัศวินมองตามลูกชายก่อนจะหันมาสบตาภรรยา
“คุณเห็นเหมือนที่ลูกเห็นไหมคะ”
“เห็นสิ”
“เห็นอะไรคะ!”
“อย่าบอกนะว่าคุณไม่เห็น”
“จะให้เห็นอะไรล่ะคะ”
“ก็เห็นว่าลูกของเรายืนพูดคนเดียวน่ะสิ”
“ตอนเช้าก่อนออกไปก็ยังดี ๆ อยู่เลย ทำไมจู่ ๆ ถึงมีอาการแบบนี้ได้”
“คงไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากเลย”
“ขอให้มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เถอะค่ะ”
กรกวินท์ถอดเสื้อผ้าเดินเข้าห้องน้ำ ขณะที่อาบน้ำเขาก็ผิวปากไปด้วย แม้จะเพิ่งอกหักมาหมาด ๆ โอเคมันก็เจ็บ แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องจมอยู่กับความเศร้าเสมอไป
ถึงยังไงชีวิตก็ต้องดำเนินต่อ
เอาวะ! เก่าไม่ไปใหม่ก็ไม่มา...คิดแบบนี้สบายใจกว่า
เขาเดินออกมาจากห้องน้ำโดยมีเพียงผ้าเช็ดตัวสีขาวเนื้อนุ่ม เพียงผืนเดียวเท่านั้นที่พันรอบกายท่อนล่างของเขาเอาไว้ ส่วนช่วงบนตั้งแต่เอวขึ้นไปไม่มีผ้าสักชิ้นห่อหุ้ม เผยให้เห็นแผงอกล่ำสันที่มีละอองน้ำเกาะพราวไปทั้งตัว ท่อนแขนเต็มไปด้วยมัดกล้ามข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นสูงพร้อมกับขยุ้มผ้าขนหนูสีขาวอีกผืน ที่คลุมศีรษะที่เปียกอยู่แล้วเช็ดไปมา
โอมายก๊อด!
ผมต้องรีบเอามืออุดปากของตนเองเอาไว้ เพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา ก็นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นสรีระของผู้ชายตัวโต ๆ อย่างชัดเจนขนาดนี้
‘เขามีรอยสักรูปไม้กางเขนขนาดใหญ่ที่ด้านหลังของเขาด้วย ท่าทางจะเฮี้ยวไม่เบา แต่ก็ดูเท่ดูแมนดีเหมือนกัน’
ขณะที่ผมกำลังชื่นชมรอยสักของเขาอยู่นั้น ผมก็ต้องตกอยู่ในอาการตกตะลึงพร้อมกับดวงตาเบิกโพลงอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ เขาก็ถอดผ้าเช็ดตัวที่พันเอวอยู่เพียงผืนเดียวนั้นออก แถมยังแก้ผ้าเดินไปเดินมาโดยไม่อายฟ้าดินอีกด้วย นับเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสรีระของผู้ชายอื่นแบบเต็มตาในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน กรกวินท์หยิบกางเกงขายาวสีเทาจากตู้เสื้อผ้ามาสวมใส่ ก่อนจะบิดตัวไปมาเพื่อสลัดความปวดเมื่อย ฉับพลันสายตาก็ไปปะทะเข้ากับสายตาของใครบางคนที่กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความสนใจ “เฮ้ย! นายเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง” “ก็เดินเข้ามา” “แล้วเข้ามานานหรือยัง” “นานพอที่จะเห็นใครบางคนแก้ผ้าเดินไปเดินมาโดยไม่อายฟ้าดิน” “อย่าบอกนะว่านายเห็น...” กรกวินท์ละไว้ในฐานที่เข้าใจ “หนอนน้อยของคุณน่ะเหรอ” “ไอ้บ้า ใครบอกว่าหนอนน้อย เขาเรียกอนาคอนด้าต่างหาก นายเข้ามาทำไมออกไปเลยนะ รีบออกไปเดี๋ยวนี้” กรกวินท์เดินไปเปิดประตูห้องที่ติดกับระเบียงพร้อมกับออกคำสั่ง “ออกไป” “จะให้ผ
ผมได้แต่มองตามหลังทอรุ้งไปจนเธอเดินลับสายตา จากนั้นก็เดินกลับไปหาเพื่อน ๆ “เป็นไงวะ คุยกับรุ้งรู้เรื่องแล้วใช่ไหม” พฤกษ์เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ธนาธิปเองก็เช่นกัน “นั่นดิ รุ้งว่าไงบ้าง” “ก็จากกันด้วยดี” “ดีแล้ว ผู้หญิงไม่รักก็อย่าไปรั้งไว้ให้เสียเวลา หาใหม่ดีกว่า” “หาได้ง่ายแบบนั้นก็ดีสิ” “หน้าตาหล่อคมเข้มอดีตเดือนคณะอย่างนาย ถ้าจะหาแฟนใหม่สักคนคงไม่ยากหรอก อยู่ที่นายจะทำหรือเปล่าเท่านั้น” “ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน ฉลองที่จู่ ๆ ก็โสดโดยไม่ได้ตั้งใจกันดีกว่า” กรกวินท์เอ่ยชวน “คนชวนต้องเป็นคนจ่ายนะ” พฤกษ์ตอบ “ตกลง” ผมและเพื่อน ๆ พากันไปกินอาหารร้านดังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ซึ่งเป็นร้านที่พวกผมมักจะมากินด้วยกันอยู่เป็นประจำ หลังจากกินเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ ระหว่างที่ขี่รถกลับผมต้องผ่านหน้าโรงพยาบาลที่เคยนอนพักรักษาตัว ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมจอดรถที่หน้าโรงพยาบาลแห่งนั้น ที่นี่ถือเป็นสถานที่ ๆ ทำให้ผมกลายเป็นคนอกหักไปโดยไม่รู้ตั
หลังจากได้สติในวันนั้น ผมต้องทำการฟื้นฟูร่างกายพร้อมไปกับการทำกายภาพบำบัด พ่อกับแม่บอกเล่าเรื่องราวอุบัติเหตุในครั้งนั้นให้ผมฟัง มีคนเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุหลายคน แต่ส่วนใหญ่จะได้รับบาดเจ็บสาหัส ผมเป็นหนึ่งในคนที่รอดชีวิต “ผมอยากกลับบ้าน” กรกวินท์เอ่ยขึ้นหลังจากที่เขาเดินได้เกือบเป็นปกติ “แต่หมอยังไม่อนุญาตเลยนะลูก” “ผมหายดีแล้วครับแม่และเบื่อที่จะต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในโรงพยาบาลแบบนี้” “พ่อจะคุยกับหมอเรื่องนี้เอง” วันต่อมาผมได้ออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นอยู่ที่บ้านตามต้องการ โดยมีแม่คอยอยู่ดูแล “แม่ไม่ต้องไปดูแลร้านดอกไม้ของแม่เหรอครับ ทิ้งมานานระวังจะเจ๊งนะ” “แม่อยากอยู่เป็นเพื่อนกร หรือว่ากรเบื่อหน้าแม่แล้ว” กรกวินท์เดินเข้าไปกอดกวินตา “พูดอะไรแบบนั้นล่ะครับแม่ ใครจะกล้าเบื่อหน้าดาราสาวแสนสวยอย่างคุณกวินตาได้ล่ะครับจริงไหม” พูดจบก็หอมแก้มเธอฟอดใหญ่ “ผมรักแม่นะครับ” “แม่ก็รักกร ว่าแต่กรกำลังจะออกไปไหน” “ว่าจะไปมหาลัยครับแม่ นัดกับเพื่อน ๆ เ
เรื่องของผมควรเริ่มต้นอย่างไรให้น่าสนใจ ที่จริงก็ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น...จนกระทั่งผมได้รับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชีวิต และในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากเดิม เปลี่ยนไปมาก...จนน่าตกใจ ใครล่ะจะคาดคิดว่าหลังจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น จะทำให้คนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย และไม่ได้คิดอยากจะญาติดีกันสักเท่าไรต้องมาพานพบกัน ยัง...เท่านั้นยังไม่พอ ชะตาชีวิตได้ชักพาให้เราทั้งสองคนต้องกลายมาเป็น ‘คู่หูจำเป็น’ ในสภาพ ‘หนึ่งคนหนึ่งผี’ หรือจะเรียกวิญญาณเร่ร่อนก็คงจะไม่ผิดนัก ฉิบหายละ! อยู่ดี ๆ ผีก็วานให้คนช่วย งานนี้ต้องวายป่วงแน่ นี่เป็นความบังเอิญหรือเป็นความตั้งใจของโชคชะตา ที่ทำให้ผมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ถ้าเป็นโชคชะตาล่ะก็ต้องเป็นโชคชะตาที่เลวร้ายมาก ๆ เลย “คนเจ็บไปโดนอะไรมาคะ!” “อุบัติเหตุรถบัสชนประสานงากับรถพ่วงสิบแปดล้อครับ” เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่นำตัวคนเจ็บมาส่งที่โรงพยาบาลแจ้งอาการกับพยาบาลที่มายืนรุมล้อม เธอตรวจสัญญ
สำหรับทุกสิ่งของมนุษย์ ครั้งแรกมักจะยากเสมอ แต่ครั้งต่อ ๆ ไปจะง่ายขึ้น อย่างเรื่องของผมที่จู่ ๆ ก็หลุดออกจากร่าง กลายมาเป็นวิญญาณเร่ร่อนโดยไม่รู้ตัว เพียงเพราะความผิดพลาดของ “ยมทูต” ภาพตรงหน้าที่ผมเห็นคือภาพของอุบัติเหตุครั้งใหญ่ รถชนกันแบบวินาศสันตะโรกว่าสิบคัน บางคันก็เสียหายยับเยินจากการถูกอัดก็อปปี้ เสียงไซเรนรถของโรงพยาบาลดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง รถตำรวจและรถดับเพลิงก็มากันอย่างพร้อมเพรียง เพราะหนึ่งในนั้นเป็นรถบรรทุกน้ำมันที่บรรทุกน้ำมันมาเต็มเปี่ยม ผมเห็นเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยต่าง ๆ กำลังให้ความช่วยเหลือผู้คนในอุบัติเหตุดังกล่าวอย่างเร่งด่วน มีทั้งคนที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ บ้างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส บ้างก็บาดเจ็บเล็กน้อยก็ว่ากันไป ผมรีบสำรวจร่างกายของตัวเอง ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ โชคดีไป ยัง...ยังไม่รู้ตัวอีก ผมรีบตรงเข้าไปดูคนเจ็บที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ตามประสาคนที่ไม่นิ่งดูดาย เขานอนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่บนถนน และยังไม่ได้รับการดูแล “เป็นยังไงบ้างครับคุณ เจ็บตรงไหนครับ”