เข้าสู่ระบบขณะที่ผมกำลังชื่นชมรอยสักของเขาอยู่นั้น ผมก็ต้องตกอยู่ในอาการตกตะลึงพร้อมกับดวงตาเบิกโพลงอีกครั้ง
เมื่อจู่ ๆ เขาก็ถอดผ้าเช็ดตัวที่พันเอวอยู่เพียงผืนเดียวนั้นออก แถมยังแก้ผ้าเดินไปเดินมาโดยไม่อายฟ้าดินอีกด้วย
นับเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสรีระของผู้ชายอื่นแบบเต็มตาในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
กรกวินท์หยิบกางเกงขายาวสีเทาจากตู้เสื้อผ้ามาสวมใส่ ก่อนจะบิดตัวไปมาเพื่อสลัดความปวดเมื่อย ฉับพลันสายตาก็ไปปะทะเข้ากับสายตาของใครบางคนที่กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความสนใจ
“เฮ้ย! นายเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง”
“ก็เดินเข้ามา”
“แล้วเข้ามานานหรือยัง”
“นานพอที่จะเห็นใครบางคนแก้ผ้าเดินไปเดินมาโดยไม่อายฟ้าดิน”
“อย่าบอกนะว่านายเห็น...” กรกวินท์ละไว้ในฐานที่เข้าใจ
“หนอนน้อยของคุณน่ะเหรอ”
“ไอ้บ้า ใครบอกว่าหนอนน้อย เขาเรียกอนาคอนด้าต่างหาก นายเข้ามาทำไมออกไปเลยนะ รีบออกไปเดี๋ยวนี้”
กรกวินท์เดินไปเปิดประตูห้องที่ติดกับระเบียงพร้อมกับออกคำสั่ง
“ออกไป”
“จะให้ผมออกไปทางด้านนี้จริง ๆ เหรอ”
“ก็เออดิ ไม่ต้องลีลา รีบไปก่อนที่จะโดนเตะ”
ผมทำตามที่เขาต้องการ กรกวินท์จัดการปิดล็อคประตู แต่เมื่อเขาหันหลังกลับมาก็เห็นผมยืนอยู่ไม่ห่างจากตัวเขามากนัก ผมเห็นเขาขยี้ตาตัวเองก่อนจะหลุดปากพูดออกมา
“เฮ้ย! มาได้ไงวะ”
“ไม่เห็นยากเลยก็เดินเข้ามาน่ะสิ ถามอะไรโง่ ๆ”
“นายเป็นใครกันแน่ แล้วมาตามฉันทำไม”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมเป็นใคร”
“อ้าว! ไอ้นี่ถามดี ๆ ดันตอบแบบกวนโอ๊ย ถีบสักทีดีไหม”
“ตอบตามความจริงก็หาว่ากวนโอ๊ย”
“ถามจริงพ่อแม่ฉันยอมให้นายเดินขึ้นมาง่าย ๆ แบบนี้น่ะเหรอ”
“ก็ไม่เห็นพวกท่านว่าอะไรเลยนี่”
“เป็นไปไม่ได้”
“ที่จริงไม่มีใครเห็นผมหรอกนอกจากคุณ”
“หมายความว่าไง”
“ผมว่าความหมายมันก็ตรง ๆ ตัวนะ เข้าใจยากตรงไหน หรือว่าสมองคุณมีปัญหา”
“หลอกด่ากันเฉยเลย คำพูดของนายมันบ่งบอกว่านายเป็นผีไม่ใช่คน”
“ก็รู้ความหมายดีอยู่แล้วยังจะถามอีก”
“วันนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี ฉะนั้นจะไปไหนก็ไปก่อนที่จะเจ็บตัว”
กรกวินท์เดินไปเปิดประตูห้อง แต่เมื่อเห็นไอ้ตัวแสบยังคงยืนนิ่งเฉยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ทำให้เขาเดินไปคว้าข้อมือมันเพื่อที่จะลากตัวมันออกไป แต่ว่าไม่สามารถทำได้ ทั้งที่มันยืนอยู่ตรงหน้า
“เป็นไปไม่ได้” เขาเอ่ยและลองพยายามทำอย่างเดิมอยู่หลายครั้ง
แต่ก็คว้าน้ำเหลวทุกครั้ง แถมมันยังยืนจ้องมองผมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอีกด้วย
“เป็นไปได้ไงวะ”
“ผมก็บอกคุณแล้วว่าผมไม่ใช่คนแต่คุณก็ไม่เชื่อ ไม่มีใครเห็นผมหรือได้ยินสิ่งที่ผมพูดนอกจากคุณ”
“ไปกันใหญ่แล้ว ถ้าใครรู้ว่าฉันพูดกับผีเขาต้องหาว่าฉันบ้าแน่ ๆ” กรกวินท์พึมพำกับตัวเองก่อนจะหันมาตวาด
“ผีก็อยู่ส่วนผีสิวะ จะมาหลอกหลอนคนอื่นทำไม หรือว่าต้องการส่วนบุญส่วนกุศล พรุ่งนี้จะทำบุญกรวดน้ำไปให้ก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ไปได้แล้ว รีบไปให้พ้น ๆ หน้าฉัน”
“ผมต้องการความช่วยเหลือ”
“ไม่ช่วยโว้ย! ไปขอจากคนอื่นโน่น”
“บอกแล้วไงว่าไม่มีใครเห็นผมนอกจากคุณ”
ซวยจริง ๆ อยู่ดีไม่ว่าดีดันเห็นผี มันเกิดขึ้นได้ไงวะ
“ถือเสียว่าฉันไม่เห็นนาย”
“แต่คุณเห็น”
“ไม่...ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น” พูดจบก็กระโดดขึ้นเตียงนอนอย่างสบายอารมณ์
และทำอย่างที่ปากพูดคือทำเป็นไม่เห็น และไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ทั้งที่จริงแล้วเห็นภาพคมชัดแบบฟูลเอชดี แถมเสียงก็ไม่สะดุดอีกต่างหากด้วย แต่ทำเป็นไม่สนใจสุดท้ายไอ้ผีตัวแสบก็ยอมล่าถอยไป
“ผมไปก่อนก็ได้แล้วผมจะกลับมาใหม่ ไม่ว่ายังไงคุณก็หนีผมไปไม่พ้นหรอก”
พอสิ้นคำพูดร่างของไอ้ตัวแสบก็หายไปในพริบตา
“ไปได้เสียที อย่ามาตามหลอกหลอนกันอีกเลย แล้วจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้”
หลังจากนั้นไม่นานกรกวินท์ก็เข้าสู่นิทรา เขาฝันเห็นเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นกับเขา และก็ต้องตกใจตื่นเมื่อมองเห็นตัวเองเลือดโชกกายนอนหายใจรวยริน
เขาสูดหายใจเข้าปอดอย่างแรงหลายต่อหลายครั้ง พร้อมกับยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า
“เกิดอะไรขึ้น! ทำไมถึงได้ฝันถึงเหตุการณ์นั้นได้”
ขณะที่ผมกำลังชื่นชมรอยสักของเขาอยู่นั้น ผมก็ต้องตกอยู่ในอาการตกตะลึงพร้อมกับดวงตาเบิกโพลงอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ เขาก็ถอดผ้าเช็ดตัวที่พันเอวอยู่เพียงผืนเดียวนั้นออก แถมยังแก้ผ้าเดินไปเดินมาโดยไม่อายฟ้าดินอีกด้วย นับเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสรีระของผู้ชายอื่นแบบเต็มตาในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน กรกวินท์หยิบกางเกงขายาวสีเทาจากตู้เสื้อผ้ามาสวมใส่ ก่อนจะบิดตัวไปมาเพื่อสลัดความปวดเมื่อย ฉับพลันสายตาก็ไปปะทะเข้ากับสายตาของใครบางคนที่กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความสนใจ “เฮ้ย! นายเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง” “ก็เดินเข้ามา” “แล้วเข้ามานานหรือยัง” “นานพอที่จะเห็นใครบางคนแก้ผ้าเดินไปเดินมาโดยไม่อายฟ้าดิน” “อย่าบอกนะว่านายเห็น...” กรกวินท์ละไว้ในฐานที่เข้าใจ “หนอนน้อยของคุณน่ะเหรอ” “ไอ้บ้า ใครบอกว่าหนอนน้อย เขาเรียกอนาคอนด้าต่างหาก นายเข้ามาทำไมออกไปเลยนะ รีบออกไปเดี๋ยวนี้” กรกวินท์เดินไปเปิดประตูห้องที่ติดกับระเบียงพร้อมกับออกคำสั่ง “ออกไป” “จะให้ผ
ผมได้แต่มองตามหลังทอรุ้งไปจนเธอเดินลับสายตา จากนั้นก็เดินกลับไปหาเพื่อน ๆ “เป็นไงวะ คุยกับรุ้งรู้เรื่องแล้วใช่ไหม” พฤกษ์เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ธนาธิปเองก็เช่นกัน “นั่นดิ รุ้งว่าไงบ้าง” “ก็จากกันด้วยดี” “ดีแล้ว ผู้หญิงไม่รักก็อย่าไปรั้งไว้ให้เสียเวลา หาใหม่ดีกว่า” “หาได้ง่ายแบบนั้นก็ดีสิ” “หน้าตาหล่อคมเข้มอดีตเดือนคณะอย่างนาย ถ้าจะหาแฟนใหม่สักคนคงไม่ยากหรอก อยู่ที่นายจะทำหรือเปล่าเท่านั้น” “ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน ฉลองที่จู่ ๆ ก็โสดโดยไม่ได้ตั้งใจกันดีกว่า” กรกวินท์เอ่ยชวน “คนชวนต้องเป็นคนจ่ายนะ” พฤกษ์ตอบ “ตกลง” ผมและเพื่อน ๆ พากันไปกินอาหารร้านดังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ซึ่งเป็นร้านที่พวกผมมักจะมากินด้วยกันอยู่เป็นประจำ หลังจากกินเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ ระหว่างที่ขี่รถกลับผมต้องผ่านหน้าโรงพยาบาลที่เคยนอนพักรักษาตัว ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมจอดรถที่หน้าโรงพยาบาลแห่งนั้น ที่นี่ถือเป็นสถานที่ ๆ ทำให้ผมกลายเป็นคนอกหักไปโดยไม่รู้ตั
หลังจากได้สติในวันนั้น ผมต้องทำการฟื้นฟูร่างกายพร้อมไปกับการทำกายภาพบำบัด พ่อกับแม่บอกเล่าเรื่องราวอุบัติเหตุในครั้งนั้นให้ผมฟัง มีคนเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุหลายคน แต่ส่วนใหญ่จะได้รับบาดเจ็บสาหัส ผมเป็นหนึ่งในคนที่รอดชีวิต “ผมอยากกลับบ้าน” กรกวินท์เอ่ยขึ้นหลังจากที่เขาเดินได้เกือบเป็นปกติ “แต่หมอยังไม่อนุญาตเลยนะลูก” “ผมหายดีแล้วครับแม่และเบื่อที่จะต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในโรงพยาบาลแบบนี้” “พ่อจะคุยกับหมอเรื่องนี้เอง” วันต่อมาผมได้ออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นอยู่ที่บ้านตามต้องการ โดยมีแม่คอยอยู่ดูแล “แม่ไม่ต้องไปดูแลร้านดอกไม้ของแม่เหรอครับ ทิ้งมานานระวังจะเจ๊งนะ” “แม่อยากอยู่เป็นเพื่อนกร หรือว่ากรเบื่อหน้าแม่แล้ว” กรกวินท์เดินเข้าไปกอดกวินตา “พูดอะไรแบบนั้นล่ะครับแม่ ใครจะกล้าเบื่อหน้าดาราสาวแสนสวยอย่างคุณกวินตาได้ล่ะครับจริงไหม” พูดจบก็หอมแก้มเธอฟอดใหญ่ “ผมรักแม่นะครับ” “แม่ก็รักกร ว่าแต่กรกำลังจะออกไปไหน” “ว่าจะไปมหาลัยครับแม่ นัดกับเพื่อน ๆ เ
เรื่องของผมควรเริ่มต้นอย่างไรให้น่าสนใจ ที่จริงก็ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น...จนกระทั่งผมได้รับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชีวิต และในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากเดิม เปลี่ยนไปมาก...จนน่าตกใจ ใครล่ะจะคาดคิดว่าหลังจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น จะทำให้คนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย และไม่ได้คิดอยากจะญาติดีกันสักเท่าไรต้องมาพานพบกัน ยัง...เท่านั้นยังไม่พอ ชะตาชีวิตได้ชักพาให้เราทั้งสองคนต้องกลายมาเป็น ‘คู่หูจำเป็น’ ในสภาพ ‘หนึ่งคนหนึ่งผี’ หรือจะเรียกวิญญาณเร่ร่อนก็คงจะไม่ผิดนัก ฉิบหายละ! อยู่ดี ๆ ผีก็วานให้คนช่วย งานนี้ต้องวายป่วงแน่ นี่เป็นความบังเอิญหรือเป็นความตั้งใจของโชคชะตา ที่ทำให้ผมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ถ้าเป็นโชคชะตาล่ะก็ต้องเป็นโชคชะตาที่เลวร้ายมาก ๆ เลย “คนเจ็บไปโดนอะไรมาคะ!” “อุบัติเหตุรถบัสชนประสานงากับรถพ่วงสิบแปดล้อครับ” เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่นำตัวคนเจ็บมาส่งที่โรงพยาบาลแจ้งอาการกับพยาบาลที่มายืนรุมล้อม เธอตรวจสัญญ
สำหรับทุกสิ่งของมนุษย์ ครั้งแรกมักจะยากเสมอ แต่ครั้งต่อ ๆ ไปจะง่ายขึ้น อย่างเรื่องของผมที่จู่ ๆ ก็หลุดออกจากร่าง กลายมาเป็นวิญญาณเร่ร่อนโดยไม่รู้ตัว เพียงเพราะความผิดพลาดของ “ยมทูต” ภาพตรงหน้าที่ผมเห็นคือภาพของอุบัติเหตุครั้งใหญ่ รถชนกันแบบวินาศสันตะโรกว่าสิบคัน บางคันก็เสียหายยับเยินจากการถูกอัดก็อปปี้ เสียงไซเรนรถของโรงพยาบาลดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง รถตำรวจและรถดับเพลิงก็มากันอย่างพร้อมเพรียง เพราะหนึ่งในนั้นเป็นรถบรรทุกน้ำมันที่บรรทุกน้ำมันมาเต็มเปี่ยม ผมเห็นเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยต่าง ๆ กำลังให้ความช่วยเหลือผู้คนในอุบัติเหตุดังกล่าวอย่างเร่งด่วน มีทั้งคนที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ บ้างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส บ้างก็บาดเจ็บเล็กน้อยก็ว่ากันไป ผมรีบสำรวจร่างกายของตัวเอง ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ โชคดีไป ยัง...ยังไม่รู้ตัวอีก ผมรีบตรงเข้าไปดูคนเจ็บที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ตามประสาคนที่ไม่นิ่งดูดาย เขานอนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่บนถนน และยังไม่ได้รับการดูแล “เป็นยังไงบ้างครับคุณ เจ็บตรงไหนครับ”







