เข้าสู่ระบบเรื่องของผมควรเริ่มต้นอย่างไรให้น่าสนใจ
ที่จริงก็ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น...จนกระทั่งผมได้รับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชีวิต
และในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากเดิม
เปลี่ยนไปมาก...จนน่าตกใจ
ใครล่ะจะคาดคิดว่าหลังจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น จะทำให้คนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย และไม่ได้คิดอยากจะญาติดีกันสักเท่าไรต้องมาพานพบกัน
ยัง...เท่านั้นยังไม่พอ
ชะตาชีวิตได้ชักพาให้เราทั้งสองคนต้องกลายมาเป็น ‘คู่หูจำเป็น’ ในสภาพ ‘หนึ่งคนหนึ่งผี’ หรือจะเรียกวิญญาณเร่ร่อนก็คงจะไม่ผิดนัก
ฉิบหายละ! อยู่ดี ๆ ผีก็วานให้คนช่วย งานนี้ต้องวายป่วงแน่
นี่เป็นความบังเอิญหรือเป็นความตั้งใจของโชคชะตา ที่ทำให้ผมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ถ้าเป็นโชคชะตาล่ะก็ต้องเป็นโชคชะตาที่เลวร้ายมาก ๆ เลย
“คนเจ็บไปโดนอะไรมาคะ!”
“อุบัติเหตุรถบัสชนประสานงากับรถพ่วงสิบแปดล้อครับ”
เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่นำตัวคนเจ็บมาส่งที่โรงพยาบาลแจ้งอาการกับพยาบาลที่มายืนรุมล้อม
เธอตรวจสัญญาณชีพของคนเจ็บก่อนจะแจ้งหมอที่ทำการรักษาคนไข้อีกคน
“คุณหมอคะคนเจ็บไม่มีสัญญาณชีพค่ะ”
แพทย์รีบมาตรวจดูอาการของชายหนุ่มคนดังกล่าวด้วยความฉับไว
“เตรียมเครื่องกระตุ้นหัวใจ” หมอออกคำสั่ง
พยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนั้นได้จัดเตรียมเครื่องกระตุ้นไฟฟ้ามาให้ทันที
“ชาร์ตไฟไปที่ 150” นายแพทย์หนุ่มออกคำสั่ง
“150 ค่ะ”
“พร้อมนะ” นายแพทย์หนุ่มกระตุ้นหัวใจของคนเจ็บ แต่สัญญาณชีพของเขาก็ยังไม่กลับมาเป็นปกติ จึงต้องทำซ้ำอีกครั้ง หลังจากนั้นก็ใช้มือปั๊มหัวใจของเขาไม่หยุด นายแพทย์หนุ่มพยายามอยู่หลายครั้ง สุดท้ายความพยายามของเขาก็เป็นผลสำเร็จ หัวใจของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บกลับมาเต้นอีกครั้ง ท่ามกลางความโล่งใจ
“ย้ายคนเจ็บไปที่ห้องผ่าตัดโดยด่วน” ภูวดลเอ่ยหลังจากตรวจดูอาการของคนเจ็บอย่างละเอียด
“ค่ะ”
คนเจ็บถูกส่งตัวไปยังห้องผ่าตัด วินาทีแห่งความเป็นความตายเกิดขึ้นอีกครั้งขณะที่แพทย์ทำการผ่าตัด จนต้องกระตุ้นหัวใจของคนเจ็บด้วยการใช้เครื่องช็อตไฟฟ้า ก่อนการผ่าตัดจะดำเนินต่อไป
หลังจากเสร็จสิ้นการผ่าตัดนายแพทย์ภูวดลได้ออกมาแจ้งกับญาติของคนไข้
“ใครเป็นญาติของคนเจ็บครับ”
“เราค่ะ ลูกชายของเราเป็นอย่างไรบ้างคะคุณหมอ”
“พ้นขีดอันตรายแล้วครับ การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดีครับ แต่คนเจ็บยังไม่ได้สติ คงต้องรอให้รู้สึกตัวก่อนถึงจะตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง”
“ขอบคุณมากครับ/ค่ะคุณหมอ”
“หมอขอตัวก่อนนะครับ”
สองเดือนต่อมา...
“คุณคะทำไมลูกของเราถึงยังไม่ฟื้นอีกล่ะคะ นี่มันผ่านมานานสองเดือนแล้วนะคะ”
กวินตาเอ่ยถามสามีที่ยืนอยู่ข้างตัว สีหน้าของเธอหม่นเศร้าและเฝ้ารอวันที่ลูกชายจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เราทำได้เพียงแค่เฝ้ารอให้เขาฟื้น ผมรู้คุณทุกข์ใจที่ลูกนอนไม่รู้สึกตัวแบบนี้ ผมเองก็ไม่ต่างกัน แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอ” อัศวินดึงตัวภรรยาเข้ามากอด
“คุณไปทำงานเถอะค่ะ ถ้าช้ากว่านี้เดี๋ยวจะสาย ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนลูกเอง”
“ผมไปนะ เลิกงานแล้วจะรีบกลับมา”
หลังจากสามีเดินจากไป กวินตาก็เดินมานั่งข้างเตียงของลูกชาย เธอลูบไล้ใบหน้าของลูกด้วยความรักใคร่ และกุมมือของลูกไว้
“เมื่อไรกรจะฟื้นขึ้นมาคุยกับแม่เสียที รู้ไหมว่าพ่อกับแม่ทุกข์ใจมากแค่ไหน ที่ต้องทนเห็นลูกนอนหลับใหลไม่ได้สติมานานสองเดือนแบบนี้”
ทันใดนั้นนิ้วมือของลูกเริ่มเคลื่อนไหวจนเธอรู้สึกได้ เธอรีบกดกริ่งเรียกพยาบาลเพื่อบอกว่าบุตรชายของเธอรู้สึกตัวแล้ว จากนั้นก็หันมาพูดกับลูกชาย
“กร นี่แม่เองนะ กรได้ยินเสียงแม่ไหมลูก”
กรกวินท์ค่อย ๆ ลืมตา เขาปรับสายตาอยู่พักใหญ่จึงมองเห็นใบหน้าของมารดาได้อย่างชัดเจน
“แม่ร้องไห้ทำไม”
“ก็ดีใจที่กรฟื้น หลังจากนอนเป็นเจ้าชายนิทรามาสองเดือน กรรู้ไหมว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงกรมากแค่ไหน”
“เกิดอะไรขึ้นครับ” เขาเอ่ยถามพร้อมกับเช็ดน้ำตาให้มารดา
“กรจำไม่ได้เหรอลูก”
“จำได้ว่ามีรถพ่วงคันใหญ่ขับมาด้วยความเร็ว และข้ามเลนมาชนกับรถที่ผมนั่ง จากนั้นสติผมก็ดับวูบจำอะไรไม่ได้อีกเลย”
“ใช่แล้วลูก”
“ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน”
“พ่อกับแม่ย้ายกรมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ” เธอบอกชื่อโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังซึ่งตั้งอยู่แถวบ้าน
จังหวะนั้นเองหมอและพยาบาลได้เดินเข้ามาในห้อง นายแพทย์หนุ่มทำการตรวจและสอบถามอาการของคนไข้ จากนั้นก็หันไปสั่งพยาบาลให้พาคนไข้ไปทำกายภาพบำบัดในวันพรุ่งนี้
ขณะที่ผมกำลังชื่นชมรอยสักของเขาอยู่นั้น ผมก็ต้องตกอยู่ในอาการตกตะลึงพร้อมกับดวงตาเบิกโพลงอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ เขาก็ถอดผ้าเช็ดตัวที่พันเอวอยู่เพียงผืนเดียวนั้นออก แถมยังแก้ผ้าเดินไปเดินมาโดยไม่อายฟ้าดินอีกด้วย นับเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสรีระของผู้ชายอื่นแบบเต็มตาในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน กรกวินท์หยิบกางเกงขายาวสีเทาจากตู้เสื้อผ้ามาสวมใส่ ก่อนจะบิดตัวไปมาเพื่อสลัดความปวดเมื่อย ฉับพลันสายตาก็ไปปะทะเข้ากับสายตาของใครบางคนที่กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความสนใจ “เฮ้ย! นายเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง” “ก็เดินเข้ามา” “แล้วเข้ามานานหรือยัง” “นานพอที่จะเห็นใครบางคนแก้ผ้าเดินไปเดินมาโดยไม่อายฟ้าดิน” “อย่าบอกนะว่านายเห็น...” กรกวินท์ละไว้ในฐานที่เข้าใจ “หนอนน้อยของคุณน่ะเหรอ” “ไอ้บ้า ใครบอกว่าหนอนน้อย เขาเรียกอนาคอนด้าต่างหาก นายเข้ามาทำไมออกไปเลยนะ รีบออกไปเดี๋ยวนี้” กรกวินท์เดินไปเปิดประตูห้องที่ติดกับระเบียงพร้อมกับออกคำสั่ง “ออกไป” “จะให้ผ
ผมได้แต่มองตามหลังทอรุ้งไปจนเธอเดินลับสายตา จากนั้นก็เดินกลับไปหาเพื่อน ๆ “เป็นไงวะ คุยกับรุ้งรู้เรื่องแล้วใช่ไหม” พฤกษ์เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ธนาธิปเองก็เช่นกัน “นั่นดิ รุ้งว่าไงบ้าง” “ก็จากกันด้วยดี” “ดีแล้ว ผู้หญิงไม่รักก็อย่าไปรั้งไว้ให้เสียเวลา หาใหม่ดีกว่า” “หาได้ง่ายแบบนั้นก็ดีสิ” “หน้าตาหล่อคมเข้มอดีตเดือนคณะอย่างนาย ถ้าจะหาแฟนใหม่สักคนคงไม่ยากหรอก อยู่ที่นายจะทำหรือเปล่าเท่านั้น” “ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน ฉลองที่จู่ ๆ ก็โสดโดยไม่ได้ตั้งใจกันดีกว่า” กรกวินท์เอ่ยชวน “คนชวนต้องเป็นคนจ่ายนะ” พฤกษ์ตอบ “ตกลง” ผมและเพื่อน ๆ พากันไปกินอาหารร้านดังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ซึ่งเป็นร้านที่พวกผมมักจะมากินด้วยกันอยู่เป็นประจำ หลังจากกินเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ ระหว่างที่ขี่รถกลับผมต้องผ่านหน้าโรงพยาบาลที่เคยนอนพักรักษาตัว ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมจอดรถที่หน้าโรงพยาบาลแห่งนั้น ที่นี่ถือเป็นสถานที่ ๆ ทำให้ผมกลายเป็นคนอกหักไปโดยไม่รู้ตั
หลังจากได้สติในวันนั้น ผมต้องทำการฟื้นฟูร่างกายพร้อมไปกับการทำกายภาพบำบัด พ่อกับแม่บอกเล่าเรื่องราวอุบัติเหตุในครั้งนั้นให้ผมฟัง มีคนเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุหลายคน แต่ส่วนใหญ่จะได้รับบาดเจ็บสาหัส ผมเป็นหนึ่งในคนที่รอดชีวิต “ผมอยากกลับบ้าน” กรกวินท์เอ่ยขึ้นหลังจากที่เขาเดินได้เกือบเป็นปกติ “แต่หมอยังไม่อนุญาตเลยนะลูก” “ผมหายดีแล้วครับแม่และเบื่อที่จะต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในโรงพยาบาลแบบนี้” “พ่อจะคุยกับหมอเรื่องนี้เอง” วันต่อมาผมได้ออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นอยู่ที่บ้านตามต้องการ โดยมีแม่คอยอยู่ดูแล “แม่ไม่ต้องไปดูแลร้านดอกไม้ของแม่เหรอครับ ทิ้งมานานระวังจะเจ๊งนะ” “แม่อยากอยู่เป็นเพื่อนกร หรือว่ากรเบื่อหน้าแม่แล้ว” กรกวินท์เดินเข้าไปกอดกวินตา “พูดอะไรแบบนั้นล่ะครับแม่ ใครจะกล้าเบื่อหน้าดาราสาวแสนสวยอย่างคุณกวินตาได้ล่ะครับจริงไหม” พูดจบก็หอมแก้มเธอฟอดใหญ่ “ผมรักแม่นะครับ” “แม่ก็รักกร ว่าแต่กรกำลังจะออกไปไหน” “ว่าจะไปมหาลัยครับแม่ นัดกับเพื่อน ๆ เ
เรื่องของผมควรเริ่มต้นอย่างไรให้น่าสนใจ ที่จริงก็ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น...จนกระทั่งผมได้รับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชีวิต และในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากเดิม เปลี่ยนไปมาก...จนน่าตกใจ ใครล่ะจะคาดคิดว่าหลังจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น จะทำให้คนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย และไม่ได้คิดอยากจะญาติดีกันสักเท่าไรต้องมาพานพบกัน ยัง...เท่านั้นยังไม่พอ ชะตาชีวิตได้ชักพาให้เราทั้งสองคนต้องกลายมาเป็น ‘คู่หูจำเป็น’ ในสภาพ ‘หนึ่งคนหนึ่งผี’ หรือจะเรียกวิญญาณเร่ร่อนก็คงจะไม่ผิดนัก ฉิบหายละ! อยู่ดี ๆ ผีก็วานให้คนช่วย งานนี้ต้องวายป่วงแน่ นี่เป็นความบังเอิญหรือเป็นความตั้งใจของโชคชะตา ที่ทำให้ผมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ถ้าเป็นโชคชะตาล่ะก็ต้องเป็นโชคชะตาที่เลวร้ายมาก ๆ เลย “คนเจ็บไปโดนอะไรมาคะ!” “อุบัติเหตุรถบัสชนประสานงากับรถพ่วงสิบแปดล้อครับ” เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่นำตัวคนเจ็บมาส่งที่โรงพยาบาลแจ้งอาการกับพยาบาลที่มายืนรุมล้อม เธอตรวจสัญญ
สำหรับทุกสิ่งของมนุษย์ ครั้งแรกมักจะยากเสมอ แต่ครั้งต่อ ๆ ไปจะง่ายขึ้น อย่างเรื่องของผมที่จู่ ๆ ก็หลุดออกจากร่าง กลายมาเป็นวิญญาณเร่ร่อนโดยไม่รู้ตัว เพียงเพราะความผิดพลาดของ “ยมทูต” ภาพตรงหน้าที่ผมเห็นคือภาพของอุบัติเหตุครั้งใหญ่ รถชนกันแบบวินาศสันตะโรกว่าสิบคัน บางคันก็เสียหายยับเยินจากการถูกอัดก็อปปี้ เสียงไซเรนรถของโรงพยาบาลดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง รถตำรวจและรถดับเพลิงก็มากันอย่างพร้อมเพรียง เพราะหนึ่งในนั้นเป็นรถบรรทุกน้ำมันที่บรรทุกน้ำมันมาเต็มเปี่ยม ผมเห็นเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยต่าง ๆ กำลังให้ความช่วยเหลือผู้คนในอุบัติเหตุดังกล่าวอย่างเร่งด่วน มีทั้งคนที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ บ้างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส บ้างก็บาดเจ็บเล็กน้อยก็ว่ากันไป ผมรีบสำรวจร่างกายของตัวเอง ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ โชคดีไป ยัง...ยังไม่รู้ตัวอีก ผมรีบตรงเข้าไปดูคนเจ็บที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ตามประสาคนที่ไม่นิ่งดูดาย เขานอนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่บนถนน และยังไม่ได้รับการดูแล “เป็นยังไงบ้างครับคุณ เจ็บตรงไหนครับ”







