ログインตอนที่ 4
"เรามีลูกด้วยกันเถอะนะเอย พี่พร้อมจะดูแลเอยกับลูกให้ดีที่สุด เอยจะได้ไม่ต้องเหนื่อยออกไปทำงานข้างนอกด้วยไง เรื่องเงินทองไม่ต้องห่วงเลยนะพี่มีให้เอยใช้ไม่จำกัดแน่นอน พี่อยากให้ลูกของเราโตมาด้วยความรักจากแม่ มีแม่คอยดูแลใกล้ชิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เอยเข้าใจพี่นะ"
ด้วยคำมั่นที่พศินมอบให้ ด้วยความรักที่ล้นอก รวมถึงความเชื่อมั่นในตัวสามี เจ้าเอยยอมทิ้งตำแหน่งงานที่กำลังรุ่งโรจน์ เธอเขียนใบลาออกท่ามกลางเสียงคัดค้านของหัวหน้า และเพื่อนร่วมงานที่พากันเสียดายในฝีมือของเธอ เธอเลือกที่จะเก็บประกาศนียบัตร และถ้วยรางวัลแห่งความสำเร็จลงกล่องไม้ แล้วเปลี่ยนมาถือตะหลิวและขวดนมแทน เพื่อคำ ๆ เดียว คือ รัก และเพื่อคนๆ เดียว คือ พศิน
ความทรงจำตอนที่เธอตั้งครรภ์น้องพีท ลูกชายคนโต ยังคงชัดเจน พศินดูแลเธอเป็นอย่างดีราวกับเจ้าหญิง เขาประโคมของแบรนด์เนม เครื่องประดับราคาแพง และอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้เธอ ทว่ายิ่งเขามั่งคั่งขึ้นเท่าไหร่ ตัวตนของเอยในฐานะผู้หญิงที่มีความคิด วิสัยทัศน์กว้างไกล และความฝันอีกมายกมายที่ยังเอื้อมไปไม่ถึง ก็ยิ่งจืดจางห่างไกลลงเท่านั้น
เขาเริ่มขอให้เธอหยุดการปรากฏตัวในงานสังคมของบริษัท โดยอ้างความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
"เอยอยู่บ้านเถอะนะ งานพวกนี้มันมีแต่คนจ้องจะจับผิด พี่ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายกับครอบครัวของเรา พี่อยากเก็บเอยไว้เป็นสมบัติล้ำค่าที่เห็นได้แค่คนเดียว"
คำว่าสมบัติล้ำค่า คำที่ฟังดูสวยหรูที่สุด หากแท้จริงแล้ว มันก็แค่การกักขัง ยุติบทบาทของผู้หญิงแถวหน้าอย่างเธอ ให้กลายเป็นนกน้อยอยู่ในกรงทองของเขาเพียงลำพังเท่านั้น
จากหนึ่งปี กลายเป็นสองปี จากสามปี ก้าวสู่ปีที่ห้า สังคมของเจ้าเอยหดแคบลงเรื่อย จนแทบเหลือเพียงรั้วคฤหาสน์หรู และโรงเรียนอนุบาลของลูก เพื่อนฝูงที่เคยคบหาก็ค่อย ๆ ห่างหายไปตามกาลเวลา เพราะเธอไม่มีเรื่องราวในวงการธุรกิจไปพูดคุยกับใครได้อีก สิ่งเดียวที่เธอรอบรู้คือราคาแพมเพิส ตารางฉีดวัคซีนของลูก และเมนูอาหารเย็นที่สามีอาจจะกลับมาทานหรือไม่ทานก็ไม่อาจคาดเดาได้
ยิ่งพศินก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการธุรกิจ เขาก็ยิ่งมองเห็นเธอเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชีวิต ที่มีหน้าที่ดูแลหลังบ้านให้เรียบร้อย เขาเริ่มมองข้ามความรู้สึกของเธอ มองข้ามความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูกคนเดียวทั้งวันทั้งคืน
เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าผู้หญิงที่ใส่ชุดนอนย้วย ๆ ปล่อยผมกระเซิงให้นมลูกในตอนนี้ คือคนเดียวกับอดีตดาวคณะบริหารที่เขาเคยเฝ้าตามจีบอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ได้หัวใจของเธอมาครอบครอง
เขาลืมไปแล้วว่าเจ้าเอยเคยมีสมองที่เฉียบแหลม เคยมีความเห็นที่น่าฟัง และเคยมีความภูมิใจในตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่มากมายแค่ไหน
น้ำตาของเจ้าเอยหยดลงกระทบหลังมือ กลิ่นน้ำหอมของมินตราบนเสื้อสูทในมือเตือนให้เธอรู้ว่า พศินไม่ได้ต้องการสมบัติล้ำค่า ที่จะเก็บไว้ชื่นชมคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่เขากำลังต้องการเครื่องประดับชิ้นใหม่ ที่คู่ควรกับบารมีในปัจจุบันของเขา
เครื่องประดับที่สวยงาม โดดเด่น และพร้อมจะยืนเคียงข้างเขาภายใต้แสงแฟลช... ซึ่งไม่ใช่เธอ
ห้าปีที่ผ่านมา ความรักของเธอถูกใช้เป็นข้ออ้างในการลบตัวตนของเธอออกไปจากโลกใบนี้จนหมดสิ้น เธอสละทั้งชื่อเสียง อนาคต และอิสระ เพียงเพื่อจะได้รับคำว่า น่ารำคาญ เป็นรางวัลตอบแทนในวันที่เธอเรียกร้องขอเพียงแค่ให้ได้คุณค่าในตัวกลับคืนมา
เจ้าเอยกำผ้าสูทแน่นจนสั่นสะท้าน เธอหลับตาลงนึกถึงสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ริมแม่น้ำในวันนั้น... สัญญาที่ว่าเขาจะเป็นคนดูแลเธอไปตลอดชีวิต
ใช่... เขาดูแลเธอจริง ๆ ดูแลจนเธอเกือบจะลืมไปแล้วว่าเธอก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่แค่เงาที่ไม่มีตัวตนในบ้านหลังนี้ และถ้าเลือกได้ คงไม่มีผู้หญิงคนไหน อยากเป็นเพียงแค่เงาในหัวใจของคนที่ตัวเองรักหรอกนะ
เช้าวันใหม่ผ่านมาถึงด้วยความหนักอึ้งจนแทบไม่อยากขยับร่าง...
เจ้าเอยลืมตาขึ้นอีกครั้ง กระพริบถี่ ๆ กวาดมองไปรอบตัว เธอยังคงมีลมหายใจ ภายในบ้านหลังใหญ่ที่เปรียบเสมือนกรงทองเหมือนเช่นเคย สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือแววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความเศร้า กลับเริ่มมีความนิ่งสงบอย่างประหลาดชัดเจนขึ้น ความรักที่เคยมีให้พศินจนล้นปรี่ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งด้วยความเย็นชาของเขาในคืนที่ผ่านมาไปแล้ว
ถ้านี่คือกรงทองที่เขาสร้างไว้เพื่อกักขังเธอไว้ในฐานะเมียที่ไร้ตัวตนในโลกธุรกิจของเขา เธอก็ควรจะสำนึกได้เสียทีว่ากรงนั้นแม้จะวิจิตรสวยงามเพียงใด มันก็คือกรงอยู่วันยังค่ำ
มันถึงเวลาแล้ว...ที่นกตัวหนึ่งซึ่งเคยถูกหักปีกตัวนี้ จะต้องหาวิธีรักษาแผลใจที่บาดเจ็บ เพื่อที่จะกลับไปโบยบินในโลกกว้างที่เธอเคยจากมาอีกครั้ง
ตอนที่ 10เปลี่ยนตัวเองเช้าวันรุ่งขึ้น...เจ้าเอยติดต่อไปยังศูนย์รับเลี้ยงเด็กระดับพรีเมียมที่อยู่ถัดไปเพียงสองช่วงตึก ซึ่งเธอเคยศึกษาข้อมูลไว้ล่วงหน้านานแล้วเพื่อส่งน้องพีทเข้าเรียน ศูนย์แห่งนี้มีระบบความปลอดภัยสูงสุด และมีกล้องวงจรปิดให้ผู้ปกครองดูผ่านแอปพลิเคชันได้ตลอดเวลา เธอจัดการฝากน้องพีท และจ้างพี่เลี้ยงมืออาชีพรายวันจากศูนย์เดียวกันมาดูแลน้องเพลงที่คอนโดชั่วคราวในระหว่างที่เธอต้องออกไปทำธุระเป้าหมายแรกของเธอคือ ซาลอนหรูชั้นนำใจกลางห้างสรรพสินค้า"ขอทรงบ๊อบสั้นเทระดับคางค่ะ ดัดวอลลุ่มช่วงปลายให้ดูโฉบเฉี่ยว แล้วก็ทำสีดาร์กช็อกโกแลตให้หน้าดูสว่างขึ้นด้วยนะคะ"เจ้าเอยสั่งช่างทำผมด้วยน้ำเสียงฉะฉาน อย่างมั่นใจ …ช่างทำผมระดับท็อปของร้านรับคำ และลงมือเนรมิตทรงผมใหม่ให้เธออย่างพิถีพิถัน ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หญิงสาวที่เดินออกจากร้านก็กลายเป็นคนละคนกับแม่บ้านหน้าโทรมเมื่อวานอย่างสิ้นเชิงผมบ๊อบสั้นที่ถูกซอยไล่ระดับอย่างมีสไตล์รับกับใบหน้าเรียวรูปไข่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สีผมใหม่ขับเน้นผิวขาวจัดให้ดูมีออร่าเปล่งประกาย เจ้าเอยแวะที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางแบรนด์โปรด ซื้อลิปสติกสีแดงก่ำ
ตอนที่ 9ปีกที่งอกใหม่รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองแล่นมาจอดเทียบหน้าคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ย่านใจกลางเมือง แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชูรีที่มีพื้นที่กว้างขวางเป็นไร่เหมือนคฤหาสน์ของพศิน แต่มันก็เป็นคอนโดสองห้องนอนที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา และมีความเป็นส่วนตัวสูงเพียงพอสำหรับเธอ และลูก ๆ แล้วเจ้าเอยจ่ายค่าโดยสารเรียบร้อย ก่อนอุ้มน้องเพลงที่ยังคงหลับสนิทขึ้นมาแนบอก และจูงมือน้องพีทเดินเข้าไปในล็อบบี้ พนักงานรักษาความปลอดภัย และนิติบุคคลรีบเข้ามาช่วยถือกระเป๋า พร้อมทักทายเธอด้วยรอยยิ้ม"สวัสดีครับคุณเอย ไม่ได้เข้ามาดูห้องตั้งนานเลยนะครับ วันนี้จะมาพักเหรอครับ"พนักงานรักษาความปลอดภัยเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น"ค่ะ คงจะย้ายมาอยู่ถาวรเลย รบกวนช่วยอัปเดตคีย์การ์ดให้ด้วยนะคะ"เจ้าเอยตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง พนักงานรักษาความปลอดภัยค้อมศีรษะน้อย ๆ ด้วยความเคารพ ก่อนที่เธอจะพาลูก ๆ ก้าวเดินผ่านไปบนชั้นยี่สิบห้าในห้องชุดแห่งนี้ คือความลับเพียงหนึ่งเดียวที่เธอปิดบังพศินมาตลอดห้าปี มันเป็นคอนโดที่เธอซื้อไว้ด้วยเงินเก็บก้อนใหญ่จากการทำงานพรีเซนเตอร์และรับงานฟรีแลนซ์ตั้งแต่สมัยเรีย
ตอนที่ 8เอยไม่เอาอะไรจากพี่ศินอีกแล้วค่ะ"พี่ศิน"เจ้าเอย พยายามรวบรวมสติ เก็บกลั้นแรงสะอื้นเอาไว้ในอก เมื่อเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่เคยพูดมาในชีวิต"จะโทร.จิกทำไมหนักหนา คนกำลังวุ่นวาย รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญแค่ไหน"เขาพ่นคำผรุสวาทออกมาไม่หยุด มือของเจ้าเอย ยังคงกำโทรศัพท์แนบหูเอาไว้แน่น จนแทบกลืนหายไปในฝ่ามือเรียวเล็กที่สั่นระริกของเธอ มันไม่ได้สั่นคลอนเพราะความโกรธแค้น แต่เกิดจากความปวดร้าวในหัวใจที่สั่นไหวแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหวเสียอีก"ทางนี้แผ่นดินไหว เพดานถล่ม พี่ต้องพามินตรามาโรงพยาบาลเนี่ย เธอช็อกจนสลบไป ไหนพี่ยังต้องคอยดูเรื่องนักข่าว เรื่องคิวงานที่พังพินาศหมด แล้วเอยยังจะโทร. จิกอะไรนักหนาตอนคนเขากำลังหนีตายกัน หัดดูสถานการณ์บ้างได้ไหม"คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนน้ำแข็งที่สาดราดรดลงมากลางหัวใจของเจ้าเอย มันเย็นเยียบ และดับฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของเธอจนมอดไหม้ ฟางเส้นสุดท้ายที่ตึงเปรี๊ยะมาตลอดห้าปีขาดสะบั้นลงในวินาทีนั้นเองไม่มีการคาดคั้น ไม่มีการทวงถามถึงคลิปวิดีโอ ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ที่เธอตั้งใจจะเล่าให้เขาฟังว่าที่กรุงเทพฯ ก็เกิดแผ่นดินไหวจนบ้านสั่นโยก และเธอ
ตอนที่ 7ฟางเส้นสุดท้ายใต้โต๊ะรับประทานอาหารไม้โอ๊กตัวใหญ่ เจ้าเอยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง...ในห้วงเวลานั้น เจ้าเอยรู้สึกปวดร้าวไปหมดแทบทุกอณูของร่างกายและหัวใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการเกร็งตัวกอดลูกน้อยทั้งสองอยู่นานนับชั่วโมง แขนซ้ายที่ถูกเศษแจกันบาดยังคงมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ ทว่าความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้เลยกับความด้านชาที่เกาะกินอยู่ในหัวใจน้องพีทและน้องเพลงยังคงหลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดของเธอ คราบน้ำตาบนแก้มยุ้ยของเด็กน้อยทั้งสองทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกจุกร้าวในอก"คุณเอย คุณเอยคะ เป็นยังไงบ้างคะ"เสียงของแป๋ว พี่เลี้ยงเด็ก และเหล่าแม่บ้านวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในตัวบ้านทางประตูหลัง ทุกคนหน้าตาตื่นตระหนก เมื่อตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พวกเธอวิ่งหนีออกไปรวมตัวกันที่สนามหญ้าหน้าหมู่บ้านด้วยความตกใจกลัว จนลืมไปเสียสนิทว่าเจ้านาย และเด็ก ๆ ยังอยู่ข้างในเจ้าเอยค่อย ๆ ขยับตัว คลานออกมาจากใต้โต๊ะอย่างยากลำบาก เธอมองหน้าเหล่าแม่บ้านด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งคำตำหนิติเตียนใด ๆ เพราะในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ย่อมมาก่อนเสมอ ขนาดคนเป็นพ่อแท้ ๆ ยังไม่แม้แต่จะโทร.
ตอนที่ 6ไม่ทนอีกต่อไปช่วงบ่ายวันนั้น...อากาศร้อนอบอ้าวผิดปกติ ท้องฟ้าด้านนอกสีหม่นไม่สดใสเหมือนทุกวัน หากกลับดูขมุกขมัวราวกับพายุใหญ่กำลังจะเคลื่อนตัวเข้ามา นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสิบสามนาฬิกายี่สิบนาที หลังจากพี่เลี้ยงขอตัวไปพักรับประทานอาหารกลางวัน เจ้าเอยรับหน้าที่ดูแลลูกตามปกติ ช่วงเวลานี้คือเวลานอนกลางวันของเด็ก ๆ น้องพีทนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงใหญ่ ส่วนน้องเพลงหลับอยู่ในเปลข้างกัน เจ้าเอยรูดม่านปิดทึบเพื่อกันแสงแดดที่แม้จะหม่นกว่าทุกวันแยงตาเด็ก ๆ ก่อนเอนตัวลงนอนพักบ้าง มือบางลูบกลุ่มผมนิ่มของลูกชายเบา ๆ ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างที่เคย ขณะกำลังจะเคลิ้มหลับนั้นเอง เสียงครางต่ำคล้ายเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ดังครืดแว่วมา ความรู้สึกวิงเวียนเหมือนคนเมารถตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ ทันใดนั้นเตียงนอนก็เริ่มโยกไหวซ้ายขวาอย่างน่าประหลาดใจ"เกิดอะไรขึ้น"เจ้าเอยผุดลุกขึ้นนั่ง เสียงของเหลวในแก้วน้ำบนโต๊ะสั่นกระเพื่อม โคมไฟระย้าคริสตัลกลางห้องเริ่มแกว่งไกวไปมาจนกระทบกันเสียงดังบาดหู แผ่นดินเบื้องล่างบิดตัว และโยกคลอนราวกับยืนอยู่บนเรือกลางคลื่นน้ำเสียงกรอบรูป และแจกันใบเล็กที่ตั้งอยู่บนชั้นวางริมระเบีย
ตอนที่ 5แรงสั่นสะเทือนแสงตะวันแรกของเช้าวันใหม่...คฤหาสน์หลังใหญ่ยังคงปกคลุมด้วยความเงียบงันชวนให้รู้สึกอึดอัด แสงแดดอ่อนสาดผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร ทว่าไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศบนโต๊ะอบอุ่นขึ้น พศินในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเนี้ยบกริบนั่งจิบกาแฟดำ พลางเลื่อนอ่านข่าวเศรษฐกิจบนไอแพดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับพายุอารมณ์เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นเจ้าเอยในชุดลำลองที่ดูสุภาพกำลังง่วนกับการป้อนข้าวโอ๊ตบดให้น้องเพลง เธอยังคงทำหน้าที่ของตัวเองเช่นเคยทำอย่างเงียบเชียบ ไม่ปริปากพูด หรือแม้แต่จะปรายตามองสามี ดวงตาที่แดงช้ำที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก บัดนี้กลับแห้งผากและว่างเปล่า"พี่ต้องบินไปเชียงใหม่เช้านี้"พศินทำลายความเงียบ เขาเอ่ยขึ้นลอย ๆ โดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ เป็นคำพูดที่ราบเรียบปกติ ราวกับเขาไม่เคยทำร้ายเธอด้วยคำพูดเจ็บแปลบเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาได้ทำลายหัวใจดวงหนึ่งให้แตกสลายลงไปแล้วเมื่อค่ำคืนก่อน"มีเจรจาโปรเจกต์คอมมูนิตี้มอลล์ คงไปสักสามสี่วัน""ค่ะ"เจ้าเอยตอบรับสั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น สั้นๆ เพียงเท่านั้น ไม่มีคำพูดหรือคำถามใดๆ ต่อมา นอกจ







