All Chapters of ตะวันพ่ายจันทร์: Chapter 1 - Chapter 10

113 Chapters

บทที่ 1

บทที่ 1“พี่คะๆ พี่ทำกระเป๋าเงินหล่นค่ะ”เสียงหวานใสที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้ร่างสูงซึ่งเพิ่งกดวางสายโทรศัพท์หยุดชะงักอย่างเป็นอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเสียงเสียงนั้นกำลังเอ่ยเรียกใคร ทว่าความกังวานหวานใสนั้นกลับสามารถสะกดเขาให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ หันมามอง เพราะภายในใจร้องบอกและอยากรู้เหลือเกิน ว่าหน้าตาเจ้าของเสียงอันแสนไพเราะนั้นเป็นอย่างไรและคำตอบที่ได้รับก็ทำให้หัวใจของรังสิมันต์เกิดอาการกระตุกอย่างไร้เหตุผล ภาพเด็กสาวรูปร่างเพรียวระหงที่มัดผมหางม้าเป็นพวงไว้ด้านหลัง อวดใบหน้ารูปไข่อันหวานสมตัว จนเขาอดไม่ได้ที่จะต้องสำรวจมองทุกรายละเอียดบนใบหน้านั้นอย่างไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนแบบนี้มาก่อน‘เธอ’ อยู่ในชุดนักเรียนมัธยมปลาย บนหน้าอกปักอักษรย่อชื่อโรงเรียนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ผิวหน้าใสละมุนเหมือนผิวเด็ก ไร้เครื่องสำอางใดๆ ปกปิดความงดงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้รังสิมันต์พอใจไม่น้อย คิ้วเรียวได้รูปรับกับดวงตาที่สวยดั่งนางกวางสาว ตาคู่นั้นเปล่งประกายแต่เจือไว้ด้วยความเศร้าบางอย่างที่ชวนให้อยากค้นหา จมูกโด่งรับกับเครื่องหน้า และสิ่งที่ทำให้จังหวะการหายใจของเขาผิดปก
Read more

บทที่ 2

บทที่ 2“ขอบคุณพี่อีกครั้งนะคะ นี่เป็นของขวัญวันเกิดชิ้นแรกในปีนี้ของหนูเลย” จันทริกาบอกเสียงสั่น เช่นเดียวกับแววตาที่เจือความเศร้าเอาไว้นิดๆ แต่ก็เพียงแวบเดียวเธอก็คลี่ยิ้มให้เขาเห็นเป็นครั้งแรก“วันนี้วันเกิดเราเหรอ”“ค่ะ...หนูต้องไปแล้วนะคะ ขอบคุณพี่จริงๆ พี่ใจดีมากค่ะ”จันทริกายกมือขึ้นไหว้ผู้ชายที่รูปร่างสูงเกือบหกฟุตนั้นอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกจากร้านเค้ก รังสิมันต์รีบขยับตามออกมาติดๆ อยากจะเดินตามไปอีกแต่ก็ทำได้แค่ยืนมอง จนกระทั่งเขาเห็นว่าเธอเดินผ่านประตูหน้าห้างออกไปแล้ว เขาจึงได้รำพึงกับตัวเองในใจเด็กอะไรวะน่ารักชะมัด หน้าสวย ยิ้มหวาน ฟันก็ขาวเป็นระเบียบราวกับเม็ดไข่มุก ปากนิดจมูกหน่อยรับกันลงตัวไปหมด โดยเฉพาะปากสีชมพูอิ่มเอิบอย่างคนสุขภาพดีกับแก้มใสๆ นั้น มันชวนให้คิดว่า หากเขากดจมูกลงไปสูดเอาความหอมและรสชาติความละมุนจากผิวขาวๆ นั้น มันจะให้ความรู้สึกที่วิเศษสักแค่ไหนคิดบ้าอะไรวะตะวัน! เด็กนั่นอย่างมากก็น่าจะอายุแค่สิบแปด ส่วนเขาปีนี้ก็เกือบจะสามสิบแล้ว อายุห่างกันเป็นรอบได้มั้ง แถมเขายังมีสาวๆ สวยๆ หมวยๆ ขาวๆ เอ็กซ์ๆ อึ๋มๆ เข้าแถวมาให้เลือกเยอะแยะเป็นหางว่าว แต่เสือกคิดอกุ
Read more

บทที่ 3

บทที่ 3เธอชอบร้องเพลง ชอบเล่นดนตรี เพราะนอกจากมันจะทำให้เธอรู้สึกว่าดนตรีคือมิตรแท้แล้ว มันยังทำให้เธอได้พบกับพี่สาวที่น่ารักอีกสองคนซึ่งอยู่ชมรมดนตรีด้วยกัน แต่ตอนนี้พี่สาวทั้งสองต่างก็ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ กันหมดแล้ว เหลือแต่เพียงเธอที่เพิ่งเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่หก ด้วยความรักในเสียงดนตรี และคิดว่าตัวเองถนัดทางนี้มากที่สุด คณะวิจิตรศิลป์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังประจำจังหวัด จึงเป็นคณะที่เธอเลือกสอบโควตาเพื่อเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ซึ่งเธอก็สามารถสอบผ่านทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ โดยใช้ความสามารถทางด้านดนตรีเป็นตัวผลักดัน ข่าวดีนี้ถูกบอกกล่าวแก่พ่อและคนในบ้านเมื่อหลายเดือนก่อน แต่เธอกลับได้รับเพียงคำถามจากคนในครอบครัวใหม่ ว่าจบแล้วจะทำงานอะไร จันทริกาหยุดความคิดและความน้อยใจของตัวเองเอาไว้แค่นั้น ตาคู่สวยเหลือบมองเค้กที่อยู่ในมือ นี่เป็นของขวัญวันเกิดเพียงชิ้นเดียวในปีนี้ โดยพี่ชายใจดีคนนั้นเป็นผู้ซื้อให้ พี่ชายที่มีแววตาอบอุ่นแต่แฝงเร้นไว้ด้วยประกายบางอย่าง เขาได้หยิบยื่นน้ำใจเล็กๆ นี้ให้แก่เธอ ซึ่งมันสามารถชดเชยความว่างโหวงในหัวใจจนเกือบกลายเป็นเติมเต็ม
Read more

บทที่ 4

บทที่ 4“เมี้ยว...เมี้ยว...” มันร้องพลางเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ช่วยชีวิตตัวเองด้วยแววตาเปล่งประกายซาบซึ้งและภักดี ทำให้จันทริกายิ้มบางๆ ออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวมันเบาๆ “ไง...หายหนาวแล้วเนอะ” แมวเหมียวไม่ตอบด้วยภาษาปาก แต่ตอบด้วยภาษากาย โดยการเอาหน้ามาถูข้างลำตัวของเธอ จากแมวจอมซ่าที่ถูกหมาฟัดจนตกน้ำป๋อมแป๋ม ตอนนี้มันกลายเป็นแมวขี้อ้อน ช่างคลอเคลีย แบบนี้เจ้าของมันคงจะหลงน่าดู จันทริกาชอบแมว เธออยากเลี้ยงแมวมานานแล้ว เคยขอพ่อเรื่องนี้ แต่น้าสิริมากับศศิประภาคัดค้าน เพราะศศิประภาไม่ชอบสัตว์และสิริมากลัวว่ามันจะทำให้บ้านสกปรก ซึ่งพ่อของเธอก็ไม่กล้าขัดใจภรรยาใหม่ เธอจึงไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองเลย แต่ก็ช่างเถอะเมื่อไหร่ที่เธอโตพอจะทำงานหาเงิน และมีบ้านเป็นของตัวเอง เธอจะเลี้ยงแมวให้เต็มบ้านเลย เอาสักห้าหกตัวจะได้ไม่เหงา “ชื่ออะไรเหรอเรา ทำไมซ่านัก ไปฟัดกับบางแก้วตัวโตๆ แบบนั้นได้ยังไง” จันทริกาอุ้มเจ้าแมวเหมียวที่หนักราวๆ ห้ากิโลขึ้นมาวางบนตักแล้วถามมัน “…”เงียบ มันไม่ตอบเช่นเดิม เ
Read more

บทที่ 5

บทที่ 5“อ้าว...เรานั่นเอง เจอกันอีกแล้วนะ บ้านเราอยู่นี่เองเหรอ” รังสิมันต์เอ่ยทักขึ้นอย่างดีใจ เมื่อได้เจอหน้าเด็กผู้หญิงที่สั่นคลอนความรู้สึกของเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกันนั้นอีกครั้ง “ค่ะ...” จันทริกาตอบสั้นๆ อย่างคนพูดน้อยเช่นเดิม “พอดีแมวพี่มันหายออกมาจากบ้านน่ะ ไอ้นี่มันซ่าไล่ฟัดกับหมา โชคดีได้พี่สาวของเราช่วยเอาไว้ ไม่งั้นคงจะเตลิดไปไกลเลย” จันทริกางงคำพูดของรังสิมันต์เล็กน้อย ศศิประภาบอกว่าเป็นคนช่วยแมวตัวนี้เอาไว้อย่างนั้นเหรอ ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ยังแว้ดๆ ใส่เธออยู่เลย “นี่เรามายืนทำอะไรอยู่ฮะยัยจันทร์ มีงานต้องทำไม่ใช่เหรอ ไปซะสิ ที่นี่ไม่มีธุระของเรา” ศศิประภารีบเอ่ยปากไล่ ก่อนที่ความจะแตกว่าแท้จริงแล้ว คนที่ช่วยเหลือแมวของรังสิมันต์คือจันทริกา ไม่ใช่ตัวเองอย่างที่แอบอ้างไปหยกๆ จันทริกามองแมวตัวซึ่งตัวเองเป็นคนช่วยชีวิต มันเองก็มองมายังเธอสายตาละห้อย หากสุดท้ายเธอก็จำต้องหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้านเงียบๆ ตามที่ศศิประภาบอก เพราะคร้านจะมีเรื่องกับพี่สาวต่างพ่อต่างแม่ อย่างน้อยเจ้าแมวตัวนั้นก็ได้เจอก
Read more

บทที่ 6

บทที่ 6เย็นนั้นรังสิมันต์ทานอาหารเย็นที่บ้านตามคำเชิญของเจ้าของบ้าน โดยจันทริกาถูกศศิประภาสั่งห้ามไม่ให้ออกไปร่วมโต๊ะ เธอจึงได้แต่เก็บตัวอยู่ในห้อง พยายามจะไม่คิดมาก พร้อมกับบอกตัวเองว่าชินเสียแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็อดน้อยใจไม่ได้ที่ตัวเองถูกกีดกันอย่างคนไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงใดๆ และพ่อก็ยอมให้เธอถูกกระทำเช่นเคยเป็นอีกครั้งที่จันทริกาคิดถึงแม่เหลือเกิน แม่ตั้งชื่อให้เธอว่าจันทริกา ซึ่งมีความหมายว่า...แสงจันทร์ แม่คงอยากให้ชีวิตของเธอมีแต่ความงดงามประดุจดวงจันทร์ที่ประดับอยู่บนท้องฟ้า แต่แสงของพระจันทร์ดวงนี้ช่างริบหรี่เหลือเกิน ไม่เหมือนกับแสงของตะวันซึ่งทอรัศมีเจิดจ้าเฉิดฉาย ที่แม้แต่พระจันทร์อับแสงเช่นเธอ ความอบอุ่นนั้นก็ยังแผ่ซ่านมาถึงมือเล็กเอื้อมไปหยิบกล่องขนมซึ่งวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า มองมันด้วยความซาบซึ้งใจอีกครั้ง ก่อนจะเปิดฝาออกเพื่อกินประทังความหิว ในระหว่างรอให้คนที่ซื้อมันมากลับบ้านไปแครกเกอร์ธัญพืชชิ้นขนาดเท่าเหรียญสิบบาท ถูกหยิบออกมาจากกล่องพลาสติกรูปทรงสวยงามเป็นชิ้นแรก จันทริกาตั้งใจว่าหลังจากขนมในกล่องนี้หมด เธอก็จะเก็บกล่องสวยๆ นี้ไว้อย่างดี เพื่อระลึกถึงความใจดีของพี
Read more

บทที่ 7

บทที่ 7เมื่อไปถึงก็เห็นว่าศศิประภากำลังยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ยังไม่ทันที่จันทริกาจะได้เอ่ยถามถึงอาการของคนทั้งสอง ประตูห้องก็ถูกผลักออกมา “น้องสองคนเป็นญาติคนไข้ใช่มั้ยคะ” เสียงนั้นเป็นเสียงของพยาบาลห้องฉุกเฉินที่เปิดประตูออกมา ศศิประภาและจันทริกาต่างก็พยักหน้า ก่อนที่พยาบาลคนนั้นจะพูดออกมาอีกหนึ่งประโยค ซึ่งถ้อยคำนั้นไม่ต่างอะไรกับคำพิพากษาซึ่งร้ายแรงมากที่สุดในชีวิตของทั้งจันทริกาและศศิประภา “เข้าไปลาพ่อกับแม่เถอะค่ะ” ทันทีที่สิ้นคำพูดดังกล่าว ทั้งสองต่างก็ย่ำเท้าเข้าไปในห้องฉุกเฉินอย่างไม่รีรอ สิริมาและเมธานอนอยู่คนละเตียง ลมหายใจของทั้งคู่ต่างรวยรินผาดแผ่ว ศศิประภาตรงไปหาแม่ตัวเองที่อยู่อีกเตียงหนึ่ง ส่วนจันทริกาตรงไปหาพ่อ และคว้ามือแข็งแรงซึ่งบัดนี้เกือบจะเย็นเฉียบขึ้นมาแนบแก้มที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำตา “พ่อจ๋า...จันทร์มาแล้ว...” “จันทร์...พ่อขอโทษ...ที่ดูแลหนูได้ไม่ดี...พ่อเป็นพ่อที่แย่เหลือเกิน” เมธาพยายามเปล่งเสียงคุยกับลูกสาวตามสิ่งที่เก็บกดไว้ในใจตลอดมา ถึงแม้ว่าตอนนี้แม้แต่แ
Read more

บทที่ 8

บทที่ 8เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม ทำให้รังสิมันต์ที่กำลังนั่งมองเมสซี่กินอาหารอยู่ต้องลุกขึ้น แล้วหยิบมันออกมาเพื่อกดรับสาย “ว่าไงครับศศิ” เสียงทุ้มถามออกไปอย่างคุ้นเคย เพราะหลังจากที่ศศิประภาช่วยเมสซี่ไว้ในวันนั้น ความสนิทสนมระหว่างเขากับศศิประภาก็มากขึ้นเรื่อยๆ วันไหนที่เขาไม่ได้ไปที่บ้านของเธอตามคำเชิญ เธอก็มักจะเป็นฝ่ายโทร.มาหาเขาอยู่เป็นประจำ “คุณตะวันช่วยศศิด้วย...ฮือๆๆๆ”ศศิประภาพูดละล่ำละลักและตามมาด้วยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น “ใจเย็นๆ นะครับศศิ มีอะไรค่อยๆ เล่านะครับ” รังสิมันต์เอ่ยปลอบใจ การร้องไห้ของศศิประภาแบบนั้นทำให้เขาพอจะเดาออกว่าคงเกิดเรื่องไม่ดีกับเธอแน่ๆ “แม่ศศิ แม่ศศิตายแล้ว…” “คุณสิริมาน่ะเหรอครับ” “ใช่ค่ะ...ฮือๆ” “เกิดอะไรขึ้นครับศศิ” “พ่อของยัยจันทร์ขับรถชนรถสิบล้อ แม่ศศินั่งอยู่ในรถด้วย รถอัดกระแทกจนพังยับเยินหมดเลย แล้วแม่ก็...ฮือๆ” ศศิประภาทั้งเล่าทั้งสะอึกสะอื้น “แล้วคุณเมธาล่ะครับ”
Read more

บทที่ 9

บทที่ 9น้ำตาอุ่นๆ ที่เปื้อนลงบนเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงของเขาซึมลึกเข้าไปถึงหัวใจของคนที่ดูเหมือนจะเข้มแข็ง หากแต่ตอนนี้หัวใจเขากลับเจ็บปวดแปลกๆ ร่างเล็กที่เขากอดอยู่ตอนนี้ ช่างดูบอบบางเหมือนแก้วที่พร้อมจะแตกหักได้ทุกเมื่อ เขานึกถึงวันแรกที่เจอเธอและยังจำรอยยิ้มที่ทำให้โลกของเขาดูสว่างไสวขึ้นนั้นได้ดี แต่...เธอยังเด็กเหลือเกิน เขาจำต้องเลือกหนทางที่จะได้ปกป้องเธอ เขารู้ใจตัวเองดีว่าชอบศศิประภามากพอสมควรเพราะประทับใจที่เธอเคยช่วยเมสซี่เอาไว้ แต่มันก็เป็นเพียงแค่ความชอบที่ยังไม่ถึงขั้นรัก หากแต่กับเด็กผู้หญิงเจ้าของนัยน์ตาแสนโศกคนนี้ เขากลับรู้สึกลึกซึ้งด้วยอย่างประหลาด ทว่าเขาต้องตัดสินใจขอศศิประภาแต่งงาน ก็เพราะศศิประภามีความพร้อมที่จะเป็นภรรยาของเขา ในขณะที่จันทริกานั้นยังเรียนไม่จบมัธยมปลายด้วยซ้ำ ดังนั้นความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลของเขานับจากนี้ไป คงต้องถูกเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจให้มิดชิดที่สุด สายตาที่มองเธอก็จะต้องมองอย่างพี่ชายที่เอ็นดูน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น เขายอมแลกทุกอย่าง แค่ขอให้เธอผู้นี้มีอนาคตที่สดใสและสามารถอยู่ในโลกอันโหดร้ายได้อย่างมีความสุขก็พอแล้ว
Read more

บทที่ 10

บทที่ 10“ชื่อเมสซี่ใช่ไหม ปกติเมสซี่นอนที่ไหนล่ะ เดี๋ยวจันทร์จะไปส่ง หรือว่ายังไม่ง่วง งั้นเข้าไปเล่นกับจันทร์ก่อนไหม” จันทริกาเอ่ยชวนและกำลังจะอุ้มเมสซี่เข้าห้องตัวเอง หากทว่าเสียงเจ้าของตัวจริงดังขึ้นเสียก่อน “เมสซี่ เมสซี่ อยู่ไหน?” เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาพร้อมๆ กับเสียงฝีเท้าของเขาที่แม้จะแผ่วเบาแต่จันทริกาก็ได้ยินชัดเจน “เมสซี่อยู่นี่ค่ะพี่ตะวัน” จันทริกาเอ่ยตอบออกไป พร้อมกับอุ้มเมสซี่เดินไปหาเจ้าของซึ่งไม่ได้มาคนเดียว แต่มีภรรยาสาวเดินคล้องแขนมาด้วย “ไงไอ้จอมซ่า ทำไมไม่ขึ้นไปห้องเสียที ไปนอนได้แล้วป่ะ หรือว่าอยากอยู่กับสาว แกนี่มันเจ้าชู้จริงๆ เลยนะ เห็นสาวๆ เข้าหน่อยก็ทำเป็นลืมพ่อ แต่ไม่มีทางเสียหรอก ยังไงแกก็ต้องไปนอนกับพ่อเหมือนเดิม” รังสิมันต์พูดกับแมวของตัวเอง และกำลังจะเอื้อมมือไปรับมันจากมือของจันทริกา หากทว่าถูกศศิประภารั้งแขนเอาไว้ก่อน “ให้เมสซี่อยู่กับจันทร์ดีกว่าค่ะคุณตะวัน” “ทำไมล่ะศศิ หรือว่าศศิไม่ชอบเมสซี่” “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ ศศิเคยบอกคุณตะวันแล้วนี่คะว
Read more
PREV
123456
...
12
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status