“ของพวกนี้เราก็ใช้งานไม่ได้อยู่ดี เดี๋ยวให้พวกเขาสนุกกันให้เต็มที่เลย”“เจ้าเก้า เจ้าสิบ ระวังอย่าให้ไหม้อาภรณ์ล่ะ”“ทราบแล้ว เสด็จพ่อ” ตงฟางอิงโบกมือ “ข้าจะระวัง”“ติด ไฟติดแล้ว” เจ้าเก้าชี้ไปยังชายเสื้อของตงฟางอิงด้วยความกังวล “นี่ ตรงนี้”“เฮ้ย แย่แล้ว ข้าถูกเผาแล้ว” ตงฟางอิงตกใจ รีบโยนดอกไม้ไฟใน
“จริงหรือ?” ดวงตาของตงฟางอิงเป็นประกาย“ข้าเดาน่ะ”“นี่มิใช่ว่าท่านพูดก็เหมือนไม่ได้พูดหรือ” ใบหน้าของตงฟางอิงเปลี่ยนเป็นความขมขื่นทันที “ข้าไม่เข้าใจเรื่องของผู้ใหญ่เช่นพวกท่าน แต่เจ้าเก้าเป็นคนที่ใจดีมาก และดีมาก ๆ เหตุใดเสด็จพ่อถึงปฏิบัติกับเขาเช่นนั้นเล่า? เป็นเพียงเพราะว่าสีของดวงตาไม่เหมือนพวก
“ความหมายของเจ้าคือ ข้าเป็นพ่อของอิงเอ๋อร์ เจ้าจึงไม่อยากแย่งเสด็จพ่อของเขาไปอย่างนั้นหรือ?”เจ้าเก้าพยักหน้าฮ่องเต้ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายความรู้สึกในขณะนี้อย่างไรดีตามที่องครักษ์จื่อเวยรายงานให้เขาฟังว่า เจ้าเก้าอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สุดแสนจะเลวร้ายตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่เพียงแต่ขนาดร่างกายจะเล็ก
ฮ่องเต้ยกถ้วยชาขึ้นมา เป่าฟองในถ้วย ดูสงบราวกับไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน“พี่เจ็ด! ไปกันเถอะ”“ได้สิ” ตงฟางหลีขมวดคิ้วในเมื่อเสด็จพ่อให้เจ้าสิบพาเจ้าเก้ามาที่นี่ นั่นหมายความว่าในใจของเสด็จพ่อย่อมยังคิดถึงเขาการให้โอกาสพวกเขาได้อยู่กันตามลำพังก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน“พอดีเลย ดอกไ
นางบิดห่อเกี๊ยวแล้วโยนลงบนแผ่นรองนึ่งห่อเกี๊ยว “พระสนมอวิ๋น รีบวางให้ดี”พระสนมอวิ๋นเองก็หัวเราะไปด้วย “อย่าดูแคลนข้าสิ ทักษะการห่อเกี๊ยวของข้าก็ไม่ได้แย่ไปกว่าของเจ้า”“เอ๋? แข่งกันหน่อยดีหรือไม่?” พระสนมเหยาเลิกคิ้วสูง “ผู้ใดแพ้ คืนนี้จะได้อยู่กับฮ่องเต้”“ข้าไม่อยากอยู่กับเขา” พระสนมอวิ๋นมีสีหน้า
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่? พระสนมเหยา? เหตุใดพวกพระองค์ถึงมาที่นี่ได้?” ตงฟางหลีรู้สึกประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดเขาคว้าแขนเสื้อของฉินเหยี่ยนเย่ว์ ทั้งสองต้องการทำความเคารพ“ไม่ต้องคารวะแล้ว” ฮ่องเต้ทรงโบกมือ “ในวังเงียบเกินไป พวกเรามาฉลองปีใหม่ที่นี่ ไม่รังเกียจพวกเรากระมัง?”“เสด็จพ่อกำลังตรัสอันใดกัน พวกเ