“หรงเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์!” ผู้เป็นป้าสะใภ้พยายามบีบมือนางเรียกสติ
เซียงหรงพลันรู้ตัวว่าเผลอนึกถึงเรื่องฝังใจในอดีตอีกครั้งแล้ว นางรีบปรับสีหน้า แย้มยิ้ม กล่าวเสียงนุ่ม “ดูสิ...หลายปีมานี้หรงเอ๋อร์ไม่ได้ก้าวขาออกนอกจวนเลยสักก้าว เพียงเห็นผู้คนมากหน่อยก็หวาดกลัวจนตัวสั่น หรงเอ๋อร์ที่เป็นเช่นนี้คงทำให้ป้าสะใภ้ต้องขายหน้าแย่แล้ว...”
จวิ้นหวังเฟยมองหลานสาวของสามีผู้นี้แล้วก็ได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนใจ นางลูบหลังมือเซียงหรงเบาๆ กล่าวปลอบโยนเช่นทุกครั้ง
“เด็กโง่...เรื่องเท่านี้จะนับว่าน่าขายหน้าอะไร ต่อให้วันนี้เจ้าพ่ายแพ้การประชันหมากในรอบถัดไป ไม่อาจผ่านเข้าสู่การแข่งขันรอบที่สาม ป้าสะใภ้ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาอะไร หรงเอ๋อร์ของป้าสะใภ้กระทำสิ่งใดป้าสะใภ้ก็ล้วนเห็นว่าน่าเอ็นดูทั้งนั้น”
จวิ้นหวังเฟยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ทว่า...ยามนี้ผู้คน ณ ที่นี่ล้วนรู้กันหมดแล้ว ว่ามารดาของเจ้าคือหลี่เซียงเหลียน โฉมงามยอดเมธีผู้โด่งดังที่ยอดเยี่ยมปานนั้น ซ้ำบิดายังเป็นถึงกั๋วกง ป้าสะใภ้เกรงว่าหน้าตาของพวกเขาทั้งสอง รวมถึงหน้าตาของจวนเฉินกั๋วกง พวกเราคงไม่อาจไม่พยายามรักษาเอาไว้...”
เซียงหรงฟังแล้วกะพริบตาปริบๆ เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าป้าสะใภ้จงใจพูดก็เพื่อไม่ให้นางแกล้งพ่ายแพ้และยอมแสดงฝีมือที่เก็บงำเอาไว้ออกมาอย่างเต็มที่?
ไม่ใช่กระมัง...แต่ไหนแต่ไร ป้าสะใภ้กล่าววาจาใดล้วนแล้วแต่ออกมาจากใจจริง เชื่อถือได้ ครั้งนี้ก็คงจะเป็นเช่นนั้น...อื้อ! ถูกแล้ว นางก็แค่คิดมากเกินไปเท่านั้น!
เห็นป้าสะใภ้แย้มรอยยิ้มหวานละไม เซียงหรงก็แย้มรอยยิ้มกว้างขึ้นตาม บรรยากาศระหว่างหนึ่งผู้เยาว์ หนึ่งผู้อาวุโส ดูสนิทสนมรักใคร่เป็นอย่างยิ่ง
ไกลออกไป ผู้คนเริ่มหยิบยกเรื่องความสนิทสนมอันน่าทึ่งนี้มาเป็นประเด็นสนทนา
“เจ้าดูสิ เป็นดังคำเล่าลือไม่มีผิด จวิ้นหวังเฟยตำหนักบูรพารักเอ็นดูหลานสาวของผู้เป็นสามีไม่น้อย เช่นนี้แล้ว หรือจะเป็นดังที่ผู้คนเล่าลือกัน?”
“เล่าลือว่ากระไร?” ใครสักคนถามขึ้น
“เจ้าไปอยู่ที่ใดมา? ก็เล่าลือกันว่าตำหนักจวิ้นหวังทิศบูรพา ลึกๆ แล้วยังคงหมายใจจะรับตัวคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงเข้าเป็นภรรยาจวิ้นหวังจ๋างจื่อที่ออกรบร่วมกับบิดาตั้งแต่ยังหนุ่มจนยามนี้ได้เป็นถึงแม่ทัพผู้กล้าที่น่าจับตาผู้นั้นอย่างไรเล่า...นามว่ากระไรนะ หลี่...หลี่จือหลิน?”
“ถูกแล้ว นามของท่านนั้นก็คือ ‘หลี่จือหลิน’ ” ใครอีกคนร้องรับ
ผู้เปิดประเด็นสนทนายังกล่าวต่อไป “หากไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็คงลืมไปแล้ว มารดาของคุณหนูสาม ที่จริงแล้วไม่เพียงเป็นน้องสาวของจวิ้นหวังทิศบูรพา ยังเป็นสหายสนิทกับจวิ้นหวังเฟย ที่แล้วมาคงเป็นเพราะตำหนักจวิ้นหวังหมายใจจะรับคุณหนูสามเข้าตำหนักเป็นลูกสะใภ้ จึงได้ไม่เคยทาบทามสตรีใดให้แต่งกับจ๋างจื่อท่านนั้น ทั้งๆ ที่บุตรชายเพียงคนเดียวท่านนั้นก็เลยวัยออกเรือนมานานแล้ว ทั้งยังรักใคร่ให้ความสนิทสนมคุณหนูสามของเฉินกั๋วกงดังที่พวกเจ้าล้วนเห็นกันอยู่ตรงหน้า...ข้ายังได้ยินมาว่าตลอดหลายปีมานี้ จวิ้นหวังเฟยท่านนี้ ยังหอบหิ้วเอาข้าวของเครื่องใช้ แพรพรรณชั้นดีไปเยือนจวนกั๋วกงบ่อยครั้ง”
“ข้าก็เคยได้ยินข่าวเล่าลือเรื่องนี้เช่นกัน” ผู้นั่งข้างเคียงผู้เปิดประเด็นสนทนาพยักหน้าเออออ “ได้ข่าวว่าที่ผ่านมาจวิ้นหวังหมายใจจะให้บุตรชายหมั้นหมายกับบุตรสาวที่น้องสาวฝาแฝดของตนเหลือทิ้งเอาไว้นานแล้ว ทว่าจะอย่างไรเฉินกั๋วกงก็ไม่ยินยอมเสียที กระทั่งเกิดเหตุร้ายกับคุณหนูสามขึ้นในคราวนั้น การเจรจาหมั้นหมายจึงได้หยุดชะงักลง”
ผู้เปิดประเด็นสนทนาพลันระลึกขึ้นได้
“โอ้ยหยา! จริงสิ...เรื่องในคืนงานเทศกาลหยวนเซียวเมื่อเจ็ดแปดปีก่อน...อา หรือจะเป็นเพราะเหตุนี้ กระทั่งจนป่านนี้คุณหนูสามจึงยังไม่ได้หมั้นหมายกับผู้ใดรวมถึงจวิ้นหวังจ๋างจื่อท่านนั้น ถูกแล้ว...ย่อมต้องเป็นเช่นนี้! แม้จวิ้นหวังกับพระชายาจะรักเอ็นดูหลานสาวอย่างไร ก็คงไม่ถึงกับยอมรับลูกสะใภ้ที่แปดเปื้อนราคีคาวเข้าสกุล ทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของตำหนักจวิ้นหวังอันยิ่งใหญ่กระมัง? ไหนจะยังชื่อเสียงหน้าตาและเกียรติยศของราชวงศ์สกุลหลี่อีกเล่า…เฮ้อ! เช่นนั้นความรักใคร่สนิทสนมที่มอบให้ คงเป็นเพราะสายสัมพันธ์เครือญาติ หาได้มีเรื่องการหมั้นหมายเรื่องรับสะใภ้เข้ามาข้องเกี่ยวแล้ว!”
“ชู่ว!” ผู้นั่งข้างเคียงกัน รีบปรามทันที “เจ้ากล่าวเสียงดังเกินไปแล้ว!
คำกล่าวเหล่านี้ หากผู้อื่นไม่เอาความก็แล้วไป แต่หากมีผู้ใดไม่พอใจ คิดเอาความ ชนชั้นพ่อค้าอย่างพวกเราคงมิวายต้องโทษฐานดูหมิ่นเชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ กระทำให้เหล่าผู้มีเกียรติเหล่านั้นต้องเสื่อมเสีย!”ผู้ถูกปรามบ่นอุบอย่างเสียมิได้ “ก็เรื่องจริงทั้งนั้น...เหตุใดพวกเราเหล่าราษฎรจะกล่าวถึงสักหน่อยมิได้ ราชวงศ์สกุลหลี่อันยิ่งใหญ่มั่นคงของเทียนจินเรา แต่ไหนแต่ไรก็หาได้มีจิตใจคับแคบ กดขี่ข่มเหงราษฎร หรือเป็นราชวงศ์ทรราชย์ต่ำทรามที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์แม้สักนิดดังเช่นราชวงศ์ก่อนเสียเมื่อไร...หรือไม่จริง?”
“ถูกต้อง ถูกต้อง”
คนอื่นๆ ณ บริเวณนั้นต่างพยักหน้าสนับสนุน
“ล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งนั้นหรือไม่ใช่!”
“ถูกต้อง! ล้วนกล่าวเรื่องจริงทั้งนั้น ได้ใส่ความผู้ใดเสียเมื่อไหร่!”
เซียงหรงเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ที่ประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกว่าน่าเคารพและเกรงขามมากกว่าอย่างอื่นของหวงโฮ่วอย่างลืมตัว หวงโฮ่วเองก็บังเอิญจ้องมองมาที่นางเช่นกันเซียงหรงตกใจจนทำตัวไม่ถูก สุดท้ายคนมีท่าไม้ตายเดียวอย่างการแย้มรอยยิ้มอย่างนางก็แย้มยิ้มเซียงหรงไม่ทันรู้ตัว ว่ารอยยิ้มนั้นทำให้หวงโฮ่วถึงกับทรงชะงักไปรอยยิ้มเช่นนี้...ราวกับจะล่มบ้านล่มเมืองได้เลยทีเดียว...ชั่วขณะนั้น หวงโฮ่วผู้ยังทรงมีพระสิริโฉมงดงามอ่อนเยาว์เองก็แย้มยิ้ม“คุณหนู...เชิญ”เสียงนางกำนัลข้างกายเรียกให้เซียงหรงได้สติ นางรีบยอบกายถวายพระพรให้หวงโฮ่ว ก่อนหันหน้ากลับมาหานางกำนัลนางกำนัลที่คล้ายได้รับหน้าที่ให้ดูแลนาง ผายมือบอกทางอย่างรู้หน้าที่ เมื่อเซียงหรงมองตาม ก็เห็นว่าเหล่านางกำนัลที่ถูกยืมตัวมาช่วยงานในครั้งนี้ได้ตระเตรียมทั้งกระดาษ พู่กัน และ และข้าวของอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้เอาไว้ให้แล้วของที่จัดเตรียมไว้ให้เหล่านี้ ก็เหมือนกับของที่คนอื่นๆ ได้รับทุกอย่างเซียงหรงเข้าใจได้ในทันที...นี่คงเป็นความเป็
เพราะทนแบกรับความอัปยศอดสูที่ยังไม่อาจกระทำสิ่งใดได้ไม่ไหว บิดาอย่างเขาจึงได้แต่ใช้การงานและสุรา มอมเมาให้ตนเองสามารถใช้ชีวิตผ่านมาได้เนิ่นนานถึงเพียงนี้...นึกไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงชั่วอึดใจเดียว บุตรสาวคนสำคัญที่กลายเป็นว่าถูกบิดาอย่างตนทั้งละเลย ทั้งกักขังเอาไว้ในจวน ก็เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นหญิงงามที่ส่องประกายเจิดจ้าถึงเพียงนี้แล้วหากเช้าวันนี้บุตรชายคนโตไม่ได้บุกเข้ามาปลุกถึงในเรือนนอน กล่าวว่าน้องสามของตนนั่งรถม้าออกจากจวนมากับอนุภรรยาที่ยามนี้ยิ่งใหญ่คับจวน กำลังจะเข้าประชันขันแข่งชิงตำแหน่งโฉมงามยอดเมธี บิดาอย่างเขาก็คงยังมัวมอมเมาตนเองด้วยการงานและสุรา คงมิได้เรียกให้บ่าวรับใช้ไปนำน้ำแกงสร่างเมามาให้ จากนั้นก็เร่งชำระล้างร่างกาย แต่งเนื้อแต่งตัว ตามบุตรสาวที่น่าสงสารเข้าสู่สำนักศึกษาที่ตนไม่แม้แต่จะส่งนางเข้ามาศึกษาเล่าเรียนแห่งนี้ ถูกแล้ว...ทั้งหมดก็เพราะบิดาที่ไร้ความสามารถอย่างเขา เป็นห่วงเกินกว่าจะปล่อยให้บุตรสาวคนสำคัญนั่งรถม้าออกมากับอนุภรรยาของตนและบุตรสาวอีกสองคนที่ล้วนเกิดจากเหล่าอนุ โดยไม่ติดตามมาดูนางด้วยสองตาของตนเองสักหน่อย อย่างน้อยบิดาไร้ความสามารถเช่นเขาก็อ
การแข่งขันในรอบที่สาม ล้วนเป็นที่รู้กันว่าเป็นการแข่งขันวาดภาพ เหล่าสาวงามผู้ผ่านเข้าสู่รอบที่สามต่างตื่นเต้น ลุ้นระทึก ปรารถนาจะได้เห็นหัวข้อของการแข่งขันในรอบที่สามกันโดยเร็วแม้แต่แรกจะไม่ได้นึกอยากประชันขันแข่งกับคนเหล่านี้ กระทั่งเซียงหรงเองก็ยังโดนบรรยากาศรอบๆ ตัว และสหายผู้พี่ที่ได้มาเพราะการประลองหมาก กระตุ้นให้พลอยอยากรู้อยากเห็น ตื่นตัวตามไปด้วยอีกราย พาให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส มีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่งเฉินกั๋วกงที่นั่งอยู่ในที่นั่งของเหล่าขุนนางชั้นสูงมองตรงไปยังบุตรสาวคนที่สามด้วยแววตาเต็มตื้น ทั้งภูมิใจและเสียใจในคราวเดียวกันผู้คนข้างนอกต่างกล่าวกันว่าบิดาเช่นเขาโมโหโกรธาและรู้สึกอับอายขายหน้า ที่บุตรสาวซึ่งเกิดจากภรรยาเอกกลับเกิดเรื่องอื้อฉาวคาวคลุ้งเช่นนั้น จึงกักขังบุตรสาวที่ไม่อาจออกหน้าออกตาของตนเอาไว้ในเรือนหลัง...แท้ที่จริงแล้ว บิดาอย่างเขาก็แค่สะเทือนใจและรู้สึกผิดต่อภรรยาที่ตายจากไป จนไม่อาจฝืนทนมองใบหน้าที่เหมือนกับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ตนรักราวถอดแบบกันมาของบุตรสาวคนนี้ได้ และได้แต่สำนึกเสียใจอยู่ตลอดเวลา คิดอยู่เสมอว่า หากบิดาไร้ความสามารถเช่นตนไม่ปล่อยให้บุตรสา
หลังการแข่งขันในรอบที่สองสิ้นสุดลง เหล่าสาวงามผู้เข้าประชันขันแข่งชิงตำแหน่งโฉมงามยอดเมธีก็ถูกตัดออกกึ่งหนึ่ง ทำให้ยามนี้เหลือสาวงามอยู่ราวยี่สิบกว่าคน...จำนวนยี่สิบกว่าคนที่ว่านี้ นับว่าเยอะกว่าปีก่อนๆ ไม่เบาโดยมากแล้ว เมื่อการแข่งขันรอบที่สองสิ้นสุดลง จะคงเหลือสาวงามเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น การที่ในปีนี้มีสาวงามผ่านเข้ามาถึงรอบที่สามมากมายถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าสมควรกล่าวว่าคุณธรรมความสามารถของเหล่าสตรีเทียนจินเรา พุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ หน้านี้ไม่น้อย หรือคำถามที่ใช้คัดสาวงามส่วนหนึ่งออกไปในรอบแรกเป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายเกินไปกันแน่…ก็กระทั่งคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงที่ไม่เคยเข้ารับการศึกษาจากสำนักศึกษาชื่อดังใด ก็ยังสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องจนผ่านเข้ารอบมาได้นี่นา...ต่างคนก็ต่างใจ เหล่าพ่อค้าและชาวเมืองซึ่งนั่งชมอยู่บนที่นั่งรอบๆ ลานต่างก็มีความคิดเป็นของตนเองทั้งนั้น เฉินชิวเยว่เองก็เช่นกันเฉินชิวเยว่ในยามนี้ กำพัดในมือแน่นจนข้อนิ้วยิ่งกว่าซีดขาว ยิ่งเห็นว่าน้องสาวสารเลวสมควรตายของตน กำลังนั่งจิบน้ำชาชิมขนม หัวร่อต่อกระซิกอยู่กับอู๋ชิงชิงที่เป็นเหมือนคู่แข่งตลอดกาลของตน ในใจคุณหนูใหญ่จวน
อู๋ชิงชิงกุมมือเซียงหรงแน่นขึ้น กล่าวเสียงใส “น้ำใจของน้องเซียงหรงในครั้งนี้ พี่หญิงอย่างข้าจะไม่มีวันลืม” นางก็มีชื่อเสียงหน้าตาของทั้งตนเองและวงศ์ตระกูลให้ต้องรักษาเช่นกัน ผลการแข่งขันออกมาว่าเสมอ ไม่ต้องตกรอบไปตั้งแต่ในรอบที่สองเช่นนี้ นับว่าส่งผลดีต่อนางมาก มากจริงๆเซียงหรงเห็นอีกฝ่ายคล้ายไม่ติดใจอะไรแล้ว ก็บีบมืออีกฝ่ายกลับเบาๆ กล่าวเสียงนุ่ม“พี่ซู่ซินของข้าทำขนมอร่อยเป็นที่สุด เพราะวันนี้พี่ซู่ซินกลัวว่าข้าจะหิว จึงได้ทำขนมเตรียมเอาไว้ให้ข้าเสียมากมาย ไหนๆ พวกเราก็ยังต้องรอผู้อื่นประชันหมากกันอีกอย่างน้อยๆ ก็สองเค่อยามเห็นจะได้ ไม่สู้ไปนั่งจิบน้ำชากินขนมสนทนากันยังดีกว่า ข้า...ข้ามีเรื่องมากมายเกี่ยวกับท่านแม่ที่อยากสอบถามพี่ชิงชิง เอ่อ...ไม่ทราบว่า...”อู๋ชิงชิงตอบโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด “เอาสิ แม่นมของข้าเองก็ชงชาได้ดีมากเช่นกัน อีกทั้งจวนสกุลอู๋เองก็เพิ่งจะได้ชาดีมาจากแดนไกล ก็อย่ากระนั้นเลย พวกเราไปร่วมจิบน้ำชาชิมขนม สนทนากันรอคนอื่นๆ ประลองหมากที่ห้องรับรองของพวกเราเหล่าผู้เข้าแข่งขันกันเถอะ”ท้ายที่สุด คุณหน
อู๋ชิงชิงถูกนัยน์ตาแวววาวของเซียงหรงทำให้ถึงกับตาพร่า ชั่วขณะนั้นรู้สึกคล้ายจะมองเห็นอีกฝ่ายมีหูและหางฟูๆ ดูนุ่มนิ่ม ทั้งน่ารัก ทั้งน่าถนอมอู๋ชิงชิงกะพริบตาเพียงครั้ง ภาพที่ว่านั้นก็จางหายไปแล้วนะ นี่มัน...แววตาเช่นนี้...นะ นางนึกออกแล้วว่าแววตาเช่นนี้ดูคล้ายกับอะไร!ทว่า...ทว่านางจะไม่มีวันพูดออกไปเด็ดขาด หากพูดออกไปว่าอีกฝ่ายมีแววตาน่ารักซื่อใสเหมือนสุนัขตัวโปรดที่บ้าน อีกฝ่ายคงยากจะมองนางในแง่ดีแล้ว!แม้จะรู้สึกผิดอยู่ในใจ ทว่าอู๋ชิงชิงกลับรู้สึกว่าแววตาที่เป็นเช่นนี้ของคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงช่างน่ารักน่าเอ็นดู น่าจ้องมองยิ่งนักถึงกระนั้นก็เถอะ มีเรื่องหนึ่ง ที่หากไม่ได้พูดออกมา นางก็คงไม่สบายใจ“น้องเซียงหรง หมากกระดานเมื่อครู่ หากเจ้าเอาจริงตั้งแต่แรก ข้าคงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ” ข้อนี้เป็นสิ่งที่นางสมควรต้องยอมรับแม้หมากกระดานนี้จะดูสูสี ทว่าเมื่อลองตรองดูให้ดี ในยามนี้นางกลับรู้สึกว่า ที่ผลของหมากกระดานนี้ออกมาเป็นเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะน้องเซียงหรงต้องการให