LOGIN"เสียวปะ" ล่ามยิ้มอ่อนถามฉันเมื่อเขาจงใจแกล้งเป่าลมหายใจรดต้นคอฉันสำเร็จจนฉันต้องหดคอหนีด้วยความรู้สึกสยิว
"เสียวบ้าเสียวบออะไรกัน" ฉันผลักล่ามออกหากก่อนจะดันร่างตัวเองขึ้นนั่งบนขอบสระโดยที่มีล่ามยืนอยู่ใกล้ ๆ "ล่าม" เป็นอีกครั้งที่ฉันเรียกชื่อเขาเสียงดังลั่นด้วยความไม่พอใจเมื่อจู่ ๆ ล่ามก็เอามือมาลูบไล้ขาอ่อนของฉัน "จับนิดจับหน่อยไม่ได้หรือไง" "เพื่อนที่ไหนเขาแตะเนื้อต้องตัวกันขนาดนี้ล่าม" "เดี๋ยวนี้ย้ำเรื่องสถานะเก่งจังเลยนะ" ล่ามตีหน้าเรียบนิ่งก่อนจะผละมือออกจากขาอ่อนของฉันแต่ไม่ทันที่ฉันจะหายใจออกมาอย่างโล่งอกล่ามก็ทำในสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดว่าเขาจะทำนั่นก็คือการที่เขาใช้มือโน้มหน้าฉันเข้าหาแล้วประกบจูบปากฉันอย่างดูดดื่มโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว "อื้ออ" ฉันครางอื้ออึงในลำคอใช้มือทุบไปตามลำตัวของล่ามหมายให้เขาผละตัวออกหากจากฉัน จูบของล่ามมันเริ่มเลยเถิดเมื่อเขาพยายามจะดันลิ้นสากเข้ามาให้โพรงปากของฉันเพื่อควานหาความหอมหวานในโพรงปากเล็ก "อื้อ" ตุบ ตุบ ฉันทั้งร้องประท้วงทั้งทุบตีทว่าแรงอันน้อยนิดของฉันไม่สามารถทำให้คนที่ตัวโตกว่าอย่างล่ามสะทกสะท้านได้เลยสักนิด เขาสอดลิ้นเข้ามาในโพรงปากของฉันได้จนสำเร็จชอนไชหาความหวานให้โพรงปากของฉันตามความปราถนาของตัวเองอย่างคนเอาแต่ใจเนิ่นนานกว่าล่ามจะผละริมฝีปากออกไปและเมื่อฉันหลุดพ้นจากพันธนาการของล่ามได้ "เห้ย" ล่ามร้องเสียงหลงเมื่อฉันกดหัวเขาลงน้ำโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว "ทำบ้าอะไรวะ" ล่ามถามฉันอย่างไม่พอใจทันทีที่ฉันปล่อยมือออกจากศีรษะของเขาสีหน้าของเขาแสดงออกชัดเจนว่ากำลังหงุดหงิด แต่ฉันไม่สนหรอกนะไม่ว่าสีหน้าเขาตอนนี้มันเป็นแบบไหน แสดงสีหน้ายังไงออกมาฉันไม่ชอบที่เขามาทำแบบนั้นกับฉันและฉันก็โกรธเขามากด้วย "นายสมควรโดนแบบนี้คราวหลังอย่าทำแบบนั้นกับฉันอีก" ฉันตะโกนใส่หน้าล่ามก่อนจะลุกเดินหนีเขาออกมา "เดี๋ยวก่อนสิวะ" โดยไม่คิดที่จะสนใจเสียงตะโกนของล่ามสักนิด ปัง ทันทีที่บานประตูห้องปิดลงฉันยกมือขึ้นเสยผมที่หล่นลงมาปกหน้าลวก ๆ อย่างคนหัวเสีย นับวันการกระทำของล่ามที่แสดงออกต่อฉันมันเกินเพื่อนไปมาก เขาคิดจะทำอะไรกับฉันเขาก็ทำโดยไม่สนใจสักนิดว่าฉันจะคิดยังไงไม่สนใจสักนิดว่าการกระทำของเขามันมีผลต่อความรู้สึกฉันยังไง ยิ่งเขาทำแบบนั้นกับฉันฉันก็ยิ่งหวั่นไหวแล้วสุดท้ายคนที่เจ็บกับเรื่องนี้คือใครถ้าไม่ใช่ฉันคนนี้ ตอนค่ำฉันตัดสินใจสั่งอาหารมาทานบนห้องแทนการออกไปทานข้าวกับล่ามเพราะฉันยังไม่อยากที่จะเจอหน้าอีกคนตอนนี้แม้เจ้าตัวจะไลน์มาตามยิก ๆ ก็ตามฉันก็เลือกที่จะไม่สนใจ ปัง ๆ จนกระทั่งที่ประตูหน้าห้องฉันถูกเคาะ อย่าเรียกว่าเคาะเลยค่ะให้เรียกว่าทุบเอาดีกว่า ไม่ต้องส่องตาแมวดูก็รู้ว่าเป็นใคร ปัง ๆ เสียงทุบประตูห้องยังดังไม่หยุดจนฉันต้องจำใจเดินออกมาเปิดประตูให้เพราะเกรงใจแขกคนอื่น ๆ ที่เขาพักอยู่ชั้นเดียวกับฉันอีกอย่างก็กลัวว่าเขาจะออกมาด่า "เป็นบ้าหรือไงล่าม" ฉันถามทันทีที่เจอหน้าเขา "เป็นเพื่อน" "เอ้า" ฉันเกาศีรษะตัวเองด้วยความงงงวยมองตามแผ่นหลังของล่ามที่เดินตัวปลิวเข้าห้องฉันไปอย่างหน้าตาเฉยหลังจากแทรกตัวเข้ามาได้จนสำเร็จ งงทั้งคำพูดและการกระทำได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำ ๆ ว่าล่ามน่ะเป็นบ้าอะไรกลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







