(กินข้าวรึยังลูก)
เสียงอ่อนโยนของปลายสายดังขึ้นพร้อมความห่วงใยไม่เคยเปลี่ยน ‘ริน’ เอ่ยถามลูกสาวอย่างที่ทำอยู่เป็นประจำทุกครั้งที่โทรหา
“กินแล้วค่า หนูสั่งข้าวผัดหมูมากิน”
(ดีแล้ว อย่าปล่อยให้ตัวเองอดข้าวเด็ดขาดนะ)
“รับทราบค่ะ จะว่าไปก็อยากกินข้าวซอยไก่ฝีมือแม่เหมือนกันนะ แถวนี้หาที่ถูกปากยาก ไม่เหมือนบ้านเรา”
(ไว้กลับบ้านวันไหน แม่ทำให้กินนะ)
ปลายสายรู้ดีว่าลูกสาวชอบข้าวซอยไก่มาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่น้ำขิงกลับบ้านมักอ้อนขอให้ทำให้กินอยู่เสมอ ในฐานะแม่รินเองไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง
“อยากกินวันนี้เลย แต่ช่วงนี้กิจกรรมที่มอ.เยอะมาก ไหนจะงานกลุ่มอีก”
(ไว้ทุกอย่างลงตัวแล้วค่อยกลับ ข้าวซอยของแม่ไม่หนีไปไหนหรอก)
คำพูดของคนเป็นแม่ทำให้น้ำขิงเผลอยิ้มออกมา
ข้าวซอยไก่ฝีมือแม่…อร่อยที่สุดในโลก
ไม่ว่าจะกินร้านไหน ก็ไม่มีที่ไหนอร่อยเท่ากับอาหารที่แม่ลงมือทำเองแล้ว สองแม่ลูกคุยกันอยู่พักใหญ่ ก่อนน้ำขิงจะกดวางสาย หยิบมาม่าคัพที่ปิดฝากระดาษทิ้งไว้ให้เส้นนิ่มขึ้นมาเปิดกิน
ก่อนหน้านี้เธอโกหกแม่ ไม่มีข้าวผัดหมูอย่างที่บอกคนในสาย มีเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยละไม่กี่สิบบาทที่ประทังความหิว
น้ำขิงเกิดและเติบโตที่เชียงใหม่ แต่กลับต้องหอบกระเป๋าเดินทางมาเรียนไกลถึงกรุงเทพ ตอนยื่นขอทุนเธอสมัครไว้หลายที่ เผื่อจะได้เรียนใกล้บ้านและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่โชคกลับพาให้สอบติดที่นี่เพียงแห่งเดียว
การใช้ชีวิตในเมืองหลวงหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกอย่าง แต่ในเมื่อแม่อยากเห็นลูกสาวเรียนจนจบปริญญา น้ำขิงจึงยอมเรียนต่อ
วันต่อมา
หลังเลิกเรียน น้ำขิงก็รีบไปทำงานพาร์ตไทม์เหมือนเช่นทุกวัน ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เธอทำงานอยู่ห่างจากหอพักเพียงหนึ่งสถานีรถไฟฟ้า ใช้เวลาเดินทางไม่นาน แต่ก็เป็นรายได้สำคัญที่ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้ไม่น้อย
วันนี้เธอมาถึงช้ากว่าปกติเล็กน้อย เพราะอาจารย์ปล่อยช้ากว่าที่กำหนด ก่อนหน้านี้ส่งข้อความแจ้งผู้จัดการร้านไว้แล้วว่าวันนี้มาสาย อีกฝ่ายตอบกลับมาสั้นๆ ว่าไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่ถูกหักค่าจ้างตามเวลาที่มาสายเพียงเล็กน้อย
“น้ำขิงๆ ไปส่งออเดอร์นี้ให้ที ตอนนี้เลย”
เสียงของผู้จัดการร้านเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นน้ำขิงก้าวขาเข้ามาในร้าน
“แต่หนูยังไม่ได้เปลี่ยน….”
“ไปส่งก่อนๆ แล้วค่อยกลับมาเปลี่ยนชุด ไอ้นัทยังไม่กลับมาเลย ลูกค้าโทรมาตามสองรอบแล้ว เอารถที่ร้านไปเลยนะ”
ผู้จัดการร้านยัดถุงอาหารรวมถึงกุญแจรถให้น้ำขิงอย่างรีบร้อน วันนี้ลูกค้าแน่นกว่าปกติ โต๊ะเกือบทุกตัวถูกจับจอง พนักงานเสิร์ฟเดินสวนกันขวักไขว่ เสียงออเดอร์ดังแข่งกับเสียงเรียกจากหน้าครัวจนแทบฟังไม่ทัน
‘นัท’ พนักงานส่งอาหารประจำร้านที่ผู้จัดการพูดถึงออกไปส่งออเดอร์ก่อนหน้า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา ทันทีที่เห็นน้ำขิงมาถึงพอดี ผู้จัดการจึงไหว้วานให้เธอไปส่งแทน
“ค่ะ เดี๋ยวหนูออกไปส่งให้” เธอรับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้ รีบกระชับถุงอาหารในมือ แล้วเดินตรงไปยังรถจักยานยนต์ไฟฟ้าของร้าน
น้ำขิงขับรถมาส่งอาหารตามโลเคชั่นที่ผู้จัดการร้านให้มา ยิ่งขับลึกเข้าไปในซอยบรรยากาศก็ยิ่งเงียบเหงา บ้านเรือนสองข้างเริ่มปิดประตูกันแล้วเพราะพายุกำลังตั้งเค้ามา
ทันใดนั้น…
เสียงสุนัขหลายตัวก็เห่าประสานกันดังระงมขึ้นจากท้ายซอย
โฮ่ง! โฮ่ง!
เธอสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะขับหาบ้านลูกค้าต่อ วันนี้มืดเร็วทั้งที่เพิ่งหกโมงเย็น คงเป็นเพราะวันนี้เหมือนพายุเข้าท้องฟ้าเลยมืดครึ้ม
ทันทีที่มาถึงหน้าบ้านลูกค้า น้ำขิงก็รีบขอโทษขอโพยเรื่องการจัดส่งล่าช้า ลูกค้าไม่ได้ตำหนิหรือต่อว่าเพิ่มเติม กลับกันเข้าใจถึงเหตุผล พร้อมกับบอกให้รีบกลับเพราะเหมือนฝนใกล้ตกเต็มที
“รีบกลับเถอะหนู ฝนกำลังมาแล้ว”
“ขอโทษอีกรอบนะคะ”
“ไม่เป็นไรๆ รีบกลับเถอะ”
น้ำขิงยกมือไหว้ลูกค้าอีกครั้ง ก่อนจะเดินตรงไปยังรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเตรียมขับกลับร้าน
ระหว่างทางกลับร้าน เสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องไปทั่วเมือง เมฆสีดำหนาทึบแผ่ปกคลุมราวกับพายุลูกใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา ลมเย็นพัดผ่าน ก่อนเม็ดฝนจะเริ่มโปรยปรายลงมา แม้ยังไม่หนักมากแต่พื้นถนนก็เริ่มลื่นขึ้นเรื่อยๆ
น้ำขิงบิดคันเร่ง ตั้งใจรีบกลับร้านให้เร็วที่สุด แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
“เชี้ย!” หญิงสาวอุทานออกมาคำหยาบออกมาเคยชิน เมื่อจู่ๆ ก็เห็นสุนัขตัวหนึ่งวิ่งพรวดตัดหน้ารถอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวทัน
เธอหักรถหลบตามสัญชาตญาณ ล้อรถเสียหลักบนพื้นถนนที่เปียกฝน ตัวรถปัดออกด้านข้างอย่างรุนแรงจนไม่อาจควบคุมได้
“ไม่นะ!”
โครม!!!
เสียงปะทะดังสนั่น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของร้านพุ่งชนท้ายรถคนหนึ่งที่จอดอยู่อีกฝั่งเข้าอย่างจัง แรงกระแทกทำให้ร่างของน้ำขิงกระเด็นล้มไถลลงพื้น หมวกกันน็อกกระแทกพื้นเสียงดัง โลกทั้งใบเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ร่างกายชาไปหมดจนแทบไม่รับรู้ความเจ็บปวด แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ความปวดแสบปวดร้อนก็แล่นปราดเข้ามาเล่นงานทั่วทั้งแขน ขา และหัวเข่า จนเธอเผลอขมวดคิ้วแน่น
น้ำขิงรีบยันตัวลุกขึ้นทั้งที่ยังมึนงง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นท้ายรถคันนั้น
ไฟท้ายแตก…
รถเป็นรอยหนัก….
หัวใจของเธอหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะถึงยังไม่รู้ว่ารถคันนั้นราคาเท่าไร แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าแพงเกินกว่าที่เด็กมหาวิทยาลัยทำงานพาร์ตไทม์อย่างเธอจะจ่ายค่าซ่อมไหว
และที่สำคัญ….
นั่นเฟอร์รารีเลยนะ!
เธอยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกไปหมดแล้วตอนนี้ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ ชนต้นไม้หรืออย่างน้อยล้มเองก็ยังได้ แต่ทำไมต้องมาชนเฟอร์รารีคันนี้ เสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้ทำให้เธอเริ่มค่อยๆ ได้สติ
ผู้ชายสองคนวิ่งตรงมาที่เกิดเหตุ ก่อนสายตาจะเบิกกว้างทันทีเมื่อเห็นสภาพรถ
“ซวยแล้ว! รถนายน้อย!” หนึ่งในนั้นอุทานเสียงหลง
“มึงรีบไปบอกนายน้อย!”
“เออๆ!” อีกคนรีบวิ่งกลับเข้าไปด้านในทันที ทิ้งให้น้ำขิงยืนตัวแข็งอยู่ข้างรถด้วยใบหน้าซีดเผือด
คำว่า ‘นายน้อย’ เพียงสองพยางค์ พลอยทำให้ลางสังหรณ์บางอย่างคืบคลานขึ้นมาในใจของเธอ
คราวนี้ซวยของจริงๆ แล้วยัยน้ำขิงเอ๊ย…