หอพักแถวมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่สำหรับ ‘น้ำขิง’ มันคือสวรรค์
เสียงนาฬิกาปลุกดังตั้งแต่หกโมง แต่น้ำขิงเพิ่งลืมตาตอนเจ็ดโมง หลังจากกดปิดไปสามรอบโดยไม่รู้ตัว เธอลุกขึ้นนั่งบนที่นอนในสภาพผมรุงรัง ก่อนที่สายตาจะเหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้อง เมื่อเห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้วก็เบิกตากว้างทันที
เธอรีบถีบผ้าห่มออกให้พ้นตัวแล้วก้าวลงจากเตียง เท้าเปล่าแตะลงพื้นกระเบื้องเย็นๆ ความง่วงสลายไปครึ่งหนึ่ง มือเล็กหยิบชุดนักศึกษาที่รีดไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแขวนไว้หน้าตู้เสื้อผ้ามาเข้าไปห้องน้ำด้วยความเร่งรีบ
ทุกอย่างในชีวิตถูกฝึกให้เร็วมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะเวลาคือเงิน และเงินคือสิ่งที่เธอไม่ค่อยมี
แดดตอนเช้าอบอุ่นยังไม่ร้อนมาก ร่างบางเดินลงบันไดหอพักทั้งที่ยังง่วงงุน โชคดีที่หอหักใกล้มหา’ลัย เดินออกจากซอยเล็กๆ เลี้ยวซ้ายเดินต่ออีกหน่อยสิบนาทีก็ถึงแล้ว
ภายในห้องเรียน น้ำขิงตั้งใจเรียนให้สมกับทุนการศึกษาที่ได้มา เพราะถ้าไม่มีทุนเธอก็คงไม่มีปัญญาเรียนที่นี่หรือมหา’ลัยอื่น
ครอบครัวเธอไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น ความตั้งใจเดิมคือเรียนจบม.ปลาย ช่วยแม่ทำงานหาเงิน แต่แม่อยากให้เรียน เลยตัดสินใจลองยื่นขอทุนแล้วดันได้ทุนเรียนฟรีที่นี่
ตั้งแต่เข้ามหา’ลัยไม่เคยขอเงินแม่เลยสักบาท เรียนเสร็จไปทำงานพาร์ทไทม์ต่อ เพื่อนสนิทจริงๆ มีไม่กี่คน นอกนั้นไม่มีใครอยากคุยกับเธอหรอกเพราะฐานะไม่ดี เพื่อนบางคนพายกระเป๋าแบรนด์เนม ขับรถหรูมาเรียน ส่วนเธอน่ะเหรอ? เดินมาเรียน
ชีวิตที่แตกต่างจึงไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม แต่ใช่ว่าจะไม่มีเพื่อนเลย อย่างน้อยก็มี ‘ฮันนี่’ กับ ‘อลิน’ เป็นเพื่อน
พอวิชาสุดท้ายจบลง ท้องฟ้าที่เคยสดใสตอนเช้าเริ่มมืดลงเปลี่ยนสี ก้อนเมฆสีเทาทยอยลอยมาปกคลุมอย่างไม่ได้รับเชิญ เป็นสัญญาณบอกว่าอีกไม่นานฝนคงตก
น้ำขิงมองท้องฟ้าแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอไม่ได้พกร่มมาด้วยเพราะไม่คิดว่าฝนจะตก ทั้งที่ตอนเช้าท้องฟ้ายังสดใสอยู่เลยแท้ๆ
“กลับยังไงน้ำขิง”
“เดี๋ยวเราเดินกลับ” เธอตอบกลับฮันนี่ ระหว่างกำลังก้าวลงบันไดหน้าตึกคณะ ไม่นานนักฝนก็ลงเม็ดปรอยๆ ไม่แรงมากถึงกับเปียก
“เดี๋ยวฉันไปส่ง”
“ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวเรากลับเอง” อีกส่วนหนึ่งเกรงใจเพื่อน อีกอย่างหอพักเธอใกล้มหา’ลัยเดินแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว
สองคนนี้ฐานะดีมากแต่ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกตัวเล็กเวลาอยู่ด้วย ไม่เคยกดขี่หรือเอาเปรียบ วันหยุดบางทีมาเล่นกับเธอที่หอพักเล็กๆ แถมยังชมว่าเธอแต่งห้องน่ารักมาก
ฮันนี่หันไปมองอลิน สองสาวพยักหน้าให้กันเป็นสัญญาณ ก่อนจะเข้ามาล็อกแขนน้ำขิงคนละข้างแล้วพาเดินไปยังรถ น้ำขิงรู้ว่าป่วยการที่จะปฏิเสธเพื่อน จึงเลือกที่จะเดินตามแรงจูงของคนนี้ไปแต่โดยดี
ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนฐานะไม่ค่อยดีอย่างน้ำขิงได้นั่งรถหรูอย่างปอร์เช่พานาเมร่า สองคนนี้ฐานะดี อยู่คอนโดหรูใจกลางเมือง ทุกวันฮันนี่จะแวะรับอลินมาด้วยเสมอเพราะอยู่คอนโดใกล้กัน
“ไปกินบิงซูก่อนไหมน้ำขิง”
“ฮันนี่กับอลินไปกันเลย แวะส่งเราหน้าซอยก็ได้”
“ไม่ได้สิ พวกเราเป็นเพื่อนกันก็ต้องไปด้วยกันสิ” อลินแย้งขึ้น พร้อมกับหันไปมองหน้าน้ำขิง
“เราไม่ค่อยหิวอะ” ไม่ใช่ไม่อยากกิน แต่เงินในบัญชีไม่ได้มีมากพอที่จะตามใจตัวเองได้ทุกมื้อ ทุกครั้งที่เพื่อนชวนเธอมักปฏิเสธเสมอ
อลินมองหน้าฮันนี่ ราวกับปรึกษากันทางสายตาว่าจะเอายังไงดี พวกเธออยากให้น้ำขิงไปด้วย พยายามเข้าใกล้เพื่อนคนนี้แต่อีกคนก็มักมีเส้นบางๆ คั่นกลางอยู่เสมอ
เพราะฐานะที่ห่างกันราวฟ้ากับดิน น้ำขิงจึงรู้จักประมาณตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มักเจียมตัวอย่างนี้เสมอ ต่อให้อลินกับฮันนี่พยายามดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมากแค่ไหน เธอยังคงเว้นระยะห่างเอาไว้ ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่เพราะรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนละโลกกับพวกเธอ
“แค่วันเดียวเองน้ำขิง นะๆ”
น้ำเสียงออดอ้อนของอลินทำให้น้ำขิงเริ่มใจอ่อน เธอเองก็อยากออกไปใช้เวลากับเพื่อน อยากมีสังคมเหมือนคนอื่นบ้าง สุดท้ายจึงจำใจพยักหน้าตอบตกลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ก็ได้…”
พอได้ยินคำตอบสองสาวร้องเย้ออกมาด้วยความดีใจ จากที่ต้องแวะส่งน้ำขิงแถวหอหักใกล้มหา’ลัย ฮันนี่เปลี่ยนเป็นมุ่งหน้าไปยังร้านบิงซูประจำทันที
หลายวันต่อมา
แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านม่านเมฆสีหม่น ไอร้อนลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ แม้สายลมจะพัดผ่านเป็นระยะ แต่กลับไม่อาจพัดพาความร้อนระอุให้จางหาย บรรยากาศแบบนี้คือสัญญาณว่าอีกไม่นานฝนคงตก
น้ำขิงไม่มีเรียนช่วงบ่ายจึงกลับมาพักผ่อนเก็บแรงไปทำงานช่วงเย็นที่ห้อง อันที่จริงเพื่อนชวนไปเดินห้างต่อแต่เจ้าตัวปฏิเสธไม่ไปด้วย ทีแรกเพื่อนอ้อนให้ไปด้วยกันเหมือนทุกครั้ง แต่พอน้ำขิงโกหกไปว่าวันนึ้แม่มาหา สองสาวเลยเลิกตื้อ
ระหว่างเดินภายในซอยไปยังหอพัก เสียงสุนัขเห่าเป็นระยะ ทำให้น้ำขิงต้องคอยระแวดระวัง มองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดทางอย่างกลัวมันวิ่งเข้ามากัด
ดวงตาคู่สวยเหลือบเห็นรถตู้สีดำป้ายแดงคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ พร้อมกับเสียงดังเอะอะโวยวาย ด้วยสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ เธอจึงเผลอชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยแล้วมองผ่านรั้วบ้านที่เป็นช่องเล็กๆ เข้าไป
กึกก
ร่างบางหยุดนิ่ง ภาพของชายคนหนึ่งกำลังถูกชายฉกรรจ์สองคนรุมทำร้ายปรากฏอยู่ต่อหน้า หมัดหนักๆ กระแทกเข้าใส่ร่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับต้องการเอาชีวิต เลือดสีแดงสดกระเซ็นเปื้อนพื้น ภาพนั้นทำหัวใจดวงน้อยหล่นวูบ เมื่อได้สติเธอก็รีบก้มหน้าก้มตาเดินต่อทันที ยิ่งอยู่ตรงนี้นานเท่าไรก็ยิ่งไม่ปลอดภัย
กลิ่นบุหรี่ลอยมาตามสายลมทำให้คิ้วเรียวมนขมวดน้อยๆ ก่อนหันไปมองตามทิศทางของกลิ่นแล้วก็ชะงัก ดวงตาคู่สวยสบเข้ากับสายตาของใครบางคนที่กำลังนั่งอยู่ภายในรถตู้สีดำคันนั้นพอดี
ก้านนิ้วยาวคีบบุหรี่วางพาดอยู่บนขอบกระจกที่ลดลงครึ่งหนึ่ง กลุ่มควันสีขาวลอยผ่านใบหน้าคมคาย แต่กลับไม่อาจบดบังดวงตาเรียวเข้มดูเย็นชาคู่นั้นได้เลย
เขาคือ…คิเร็น
รุ่นพี่มหา’ลัย เรียนวิศวะฯ ชื่อของเขาแทบไม่มีใครไม่รู้จัก แม้แต่ตัวน้ำขิงเองก็เช่นกัน
เขานั่งเคาะปลายบุหรี่เบาๆ ปล่อยขี้เถ้าร่วงหล่นลงบนพื้นคอนกรีต สายตาคู่นั้นที่มองมานิ่งๆ ทำหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ เธอรีบเบือนหน้าหนีเร่งฝีเท้าออกจากตรงนี้แทบจะทันที
การที่เขาอยู่ที่นี่ในรถตู้คันนั้นคงมาทำอะไรที่ไม่ดีเป็นแน่ ได้ยินคนทั่วมหา’ลัยลือกันให้แซ่ด ครอบครัวเขาเป็นพวกมาเฟีย มีอิทธิพลมาก รีบออกไปจากตรงนี้ก่อนจะพลอยซวยไปด้วยดีกว่ายัวน้ำขิง
อย่างน้อยถึงห้องแล้วก็คงอุ่นใจ…