มหาวิทยาลัยวาแซร์
“มาดับอะไรตอนนี้เนี่ย…”
คนตัวเล็กพึมพำอย่างหัวเสีย เมื่อรถหรูคู่ใจดันมามีปัญหาเอาเสียตรงหน้ามหา’ลัยพอดี รอให้ถึงตึกคณะก่อนไม่ได้หรือยังไง หลังจากนั้นจะเป็นอะไรก็เป็นไปเถอะ ปลายนิ้วเล็กลองกดเปิดระบบรถเพื่อสตาร์ตใหม่อยู่หลายครั้ง ทว่าเครื่องยนต์กลับเงียบสนิท ไม่มีทีท่าว่าจะสตาร์ตขึ้นมาใหม่ได้
“วันซวยอะไรของฉันเนี่ย!” ลมหายใจถูกพ่นออกมาแรงๆ เมื่อความหงุดหงิดเริ่มก่อตัว
มือเล็กยกขึ้นตบพวงมาลัยแรงๆ ระบายอารมณ์ ก่อนจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาคนเป็นพ่อ รอสายไม่นาน เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากปลายสาย
(ว่าไงครับ ลูกสาวคนสวยของพ่อ)
“รถลินดับ ไม่รู้เป็นอะไร คุณพ่อช่วยส่งคนมาดูให้ลินหน่อยสิคะ”
(พ่อบอกให้เอารถเข้าศูนย์ไปเช็กตั้งหลายรอบแล้วก็ไม่ฟัง เป็นไงล่ะทีนี้)
“ลินก็ไม่คิดว่ามันจะเอาแต่ใจขนาดนี้นี่คะ นึกจะดับก็ดับ”
(แล้วเสียอยู่ที่ไหนล่ะ)
“หน้ามอ.ค่ะ รอให้ถึงคณะก่อนก็ไม่ได้ รถบ้าอะไรเอาแต่ใจชะมัด”
(รถมันก็เอาแต่ใจเหมือนเจ้าของนั่นแหละ)
“คุณพ่อคะ!”
(ฮ่าๆ โอเคครับลูก เดี๋ยวพ่อให้คนไปดูให้ แล้วจะให้พ่อบอกคนเอารถอีกคันไปจอดไว้ที่คณะให้ไหม)
“ก็ได้ค่ะ”
มือเล็กยกโทรศัพท์ออกจากหูแล้วกดวางสาย ก่อนจะหยิบกระเป๋าแบรนด์ดังขึ้นมาคล้องบ่า เปิดประตูรถก้าวลงไปด้านนอกแล้วปิดประตูตามหลัง ขืนยืนรอคนของพ่อมาถึงตรงนี้ มีหวังได้เข้าเรียนสายกันพอดี
ร่างเล็กของ ‘อลิน’ เดินไปตามฟุตพาทมุ่งหน้าไปยังตึกเรียน ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก เดินไม่ถึงห้านาทีก็ถึงแล้ว
ปกติเธอจะมาเรียนพร้อมกับฮันนี่ ช่วงหลังๆ ไม่อยากรบกวนเพื่อนนัก เพราะบางวันเธอก็ตื่นสายจนเวลาไม่ตรงกัน จึงหันมาขับรถของตัวเองที่คุณพ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดอย่าง Porsche Taycan สีชมพูมาเรียนแทน
เมื่อคืนฝนตกหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง ทำให้ถนนบางจุดในมหา’ลัยมีน้ำขังเป็นแอ่งอยู่ตามริมทาง ส่วนตอนนี้เหลือเพียงสายฝนที่ตกปรอยๆ ไม่ได้แรงจนถึงกับต้องรีบวิ่ง
อลินจึงก้าวไปเรื่อยๆ อย่างไม่เร่งรีบนัก พลางยกมือขึ้นบังละอองฝนที่ปลิวมากระทบใบหน้าเป็นระยะ
แต่ทว่า…
ซ่า!
กึก!
ร่างเล็กหยุดชะงัก ตัวแข็งทื่อไปในทันที เมื่อจู่ๆ มีรถคันหนึ่งขับผ่านแอ่งน้ำขังริมถนนด้วยความเร็ว จนน้ำสกปรกสาดกระเซ็นเข้าใส่เธอเต็มๆ ตั้งแต่ช่วงกระโปรงลงไปเปียกปอนแทบทั้งหมด แม้แต่เสื้อนักศึกษาสีขาวสะอาด ยังถูกละอองโคลนกระเด็นขึ้นมาเปื้อนเป็นจุดๆ
อลินยืนนิ่งอึ้งอยู่หลายวินาที ราวกับสมองยังประมวลผลไม่ทัน ก่อนจะก้มลงมองสภาพตัวเองด้วยสีหน้ารับไม่ได้อย่างถึงที่สุด
นี่มันอะไรเนี่ย!
หญิงสาวหมุนขวับกลับไปมองรถเจ้าปัญหาทันที ทว่ารถคันนั้นกลับยังคงแล่นออกไปหน้าตาเฉย ไม่มีแม้แต่ทีท่าจะชะลอหรือจอดลงมาขอโทษกันสักคำ
ยิ่งเห็นก็ยิ่งเดือด แล้วมันเรื่องอะไรที่คนอย่างอลินจะต้องยอมให้ใครมาทำแบบนี้ใส่แล้วขับหนีไปเฉยๆ กันล่ะ!
อลินวิ่งตามรถคันนั้น เมื่อเห็นไม่ยอมหยุดสักที ความหงุดหงิดก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด เธอก้มลงถอดรองเท้าออกจากเท้า ก่อนจะง้างแขนแล้วขว้างออกไปสุดแรง
ฟิ้ว~
ปึก!
รองเท้ากระแทกเข้ากับตัวรถเต็มๆ เป็นรอยก็ช่างมัน เดี๋ยวรับผิดชอบเอง แต่วันนี้ไม่ว่ายังไง เธอก็ต้องได้คำขอโทษจากคนในรถคันนั้นให้ได้
เอี๊ยด!
รถคันนั้นดูเหมือนจะเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน เสียงล้อเสียดสีกับพื้นถนนดังลั่นจนคนแถวนั้นหันมองเป็นตาเดียว
คุณหนูอลินยกยิ้มอย่างพอใจในตอนแรก เพียงไม่นานสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง ก่อนจะก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปหารถคันนั้น
ประตูฝั่งคนขับถูกเปิดออก เผยให้เห็นชายหนุ่มแต่งตัวภูมิฐานในชุดสูทผูกเนกไท แทบไม่ได้สนใจอลินที่ยืนอยู่ตรงหน้าเลยสักนิด กลับก้มลงสำรวจร่องรอยบนตัวรถเป็นอันดับแรก
ชายหนุ่มมองรอยนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างระอา จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองอลิน แล้วแบมือไปยังรอยบนรถราวกับกำลังถามว่า
จะเอายังไง?
“คุณขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ฉันแล้วก็ขับหนี อย่างน้อยก็ควรหยุดรถแล้วขอโทษกันก่อนสิคะ”
ชายหนุ่มตรงหน้าชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างงุนงง จากเดิมที่ดูไม่พอใจเพราะอีกฝ่ายโยนรองเท้ามาโดนรถ กลับกลายเป็นอาการอึกอัก คล้ายฟังสิ่งที่คนตรงหน้าพูดไม่เข้าใจ
“Sorry Speak English?”
อลินกะพริบตาปริบๆ มองเจ้าของคำพูดที่เอ่ยออกมาเป็นภาษาอังกฤษเมื่อครู่
อ้าว…
ฟังภาษาไทยไม่ออกหรอกเหรอเนี่ย?
อลินกำลังจะอ้าปากตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ ทว่าชายคนนั้นกลับยกมือขึ้นเชิงบอกให้รอสักครู่ ก่อนจะเดินไปยังประตูรถด้านหลังแล้วเคาะกระจกเบาๆ
เสียงสนทนาภาษาจีนดังลอดออกมา ทำให้อลินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถึงบางอ้อในทันที ที่แท้สาเหตุที่อีกฝ่ายฟังภาษาไทยไม่ออกก็เพราะเป็นคนจีนนี่เอง
“พวกเจ๊กนี่เอง…” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางมองไปทางรถคันนั้นอีกครั้ง
ไม่นานนัก ประตูด้านหลังก็ถูกเปิดออก ปรากฏเป็นร่างสูงสง่าดูดี ผู้ชายอีกคนอยู่ในชุดโทนสีดำทั้งตัวตัดกับผิวขาวจัด เสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมช่วงบนสามเม็ด เผยให้เห็นแผงอกกำยำและแนวกล้ามเนื้อพอรำไร ดูนิ่งขรึมและมีเสน่ห์ ในขณะเดียวกันก็มีรังสีอันตรายแผ่ซ่าน หากแต่กลับไม่ได้ทำให้คนรั้นอย่างอลินหวาดกลัวได้เลยสักนิด
“คุณขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ฉันแล้วก็ขับหนี อย่างน้อยก็ควรหยุดรถแล้วขอโทษกันก่อนสิคะ” อลินไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูด ชิงสวนกลับเป็นภาษาอังกฤษทันที น้ำเสียงติดแข็งอย่างไม่คิดจะยอมง่ายๆ
ชายหนุ่มปรายตามองคนขับรถของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยกลับด้วยภาษาอังกฤษเช่นกัน
“ขอโทษคนของผมด้วย อยากให้ชดใช้ค่าเสียหายยังไง บอกมาได้เลยครับ”
“ฉันไม่ได้ต้องการเงิน ฉันต้องการแค่คำขอโทษจากใจ”
ได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มจึงหันไปมองคนขับรถแล้วพยักหน้าเล็กน้อย เป็นเชิงบอกให้เข้าไปขอโทษเพื่อจบเรื่อง ชายคนขับจึงเดินเข้ามาหาอลิน ก่อนจะยกมือไหว้อย่างรู้สึกผิด
“ขอโทษครับ” สำเนียงภาษาไทยฟังไม่ชัดนักตามประสาชาวต่างชาติที่พูดภาษาไทยไม่คล่อง แต่ก็พอจับใจความได้
อลินยังไม่ทันพูดอะไร คนตัวสูงตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“คนของผมขอโทษแล้ว” นัยน์ตาคมเหลือบมองรอยบนตัวรถเพียงนิด “แล้วเรื่องรอยที่คุณทำไว้จากการโยนรองเท้าใส่รถผม จะรับผิดชอบยังไงครับ”
“ค่าซ่อมเท่าไร”
‘น่านฟ้า’ หรือ ‘เทียนอวี้’ หันกลับไปมองรอยบนรถของตัวเอง ก่อนจะดึงสายตากลับมาหาผู้หญิงตรงหน้าอีกครั้ง แค่เห็นสีหน้าถือดีและท่าทางไม่ยอมคนก็ดูออกแล้วว่าเจ้าหล่อนคงรั้นเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย
ถึงเขาจะเคยเกิดและเติบโตอยู่ที่ประเทศไทยช่วงหนึ่ง แต่ปัจจุบันไม่ได้ถือสัญชาติไทย การกลับมาครั้งนี้จึงไม่อยากก่อเรื่องให้วุ่นวายโดยไม่จำเป็น
“ไม่เป็นไรครับ ผมรับผิดชอบเอง”
อลินเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำตอบนั้น
“ถือว่าแทนคำขอโทษที่คนของผมขับรถเหยียบน้ำใส่คุณจนเปียกก็แล้วกัน” น่านฟ้ายังคงตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ความจริงเขาฟังและพูดภาษาไทยได้แทบทุกคำ เพียงแต่ไม่อยากหักหน้าผู้หญิงตรงหน้าที่เข้าใจไปแล้วเต็มๆ ว่าเขาเป็นชาวต่างชาติที่ทั้งพูดไทยไม่ได้และฟังไม่ออก
ทุกอย่างจบลงไปด้วยดี ทว่าอลินยังคงขุ่นเคืองไม่หาย จากเดิมที่รถเสียก็ว่าแย่พอแล้ว ยังต้องมาเจอรถขับเหยียบน้ำขังจนกระเด็นใส่เต็มตัว ทั้งเปียกทั้งเปื้อนตั้งแต่เช้า
วันนี้มันวันซวยอะไรของเธอกันเนี่ย!
แบดเดย์ชัดๆ
ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป รถหรูค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามถนนภายในมหาวิทยาลัย สายตาของคนขับเหลือบมองกระจกมองข้าง ก่อนจะเห็นแผ่นหลังของอลินที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆ
“ทำไมไม่พูดภาษาไทยล่ะครับ” คนขับเอ่ยเป็นภษาจีน
“เขาเข้าใจแบบนั้นก็ไม่อยากหักหน้า”
“เธอดูดื้อไม่เอานะครับ”
คนด้านหลังไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่เหลือบสายตามองออกไปนอกกระจกรถนิ่งๆ
ยืนคุยกันไม่ถึงห้านาที คนสนิทของน่านฟ้าก็พอเดาออกว่าเจ้าหล่อนนั้นคงดื้อพอตัว ไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับ ‘นายน้อย’ ตระกูลหาน
นับว่าเจ้าหล่อน….
กล้าดีเหมือนกัน