INICIAR SESIÓNเช้าวันต่อมา
แม้จะนอนไปหลายชั่วโมง แต่อะธีน่ากลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย ภาพกล่องของขวัญสีดำ รูปถ่ายของเธอ และข้อความจากเบอร์ปริศนา ยังคงวนอยู่ในหัวไม่ยอมจาง เธอไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครในบ้านเมื่อคืน ไม่ใช่เพราะไม่กลัว แต่เพราะยังไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วง โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวที่ผ่านมาไม่นาน อย่างน้อย… เธออยากมีเวลาคิดด้วยตัวเองก่อน และเพราะแบบนั้น ช่วงสายของวันนี้ อะธีน่าจึงเลือกทำในสิ่งที่ช่วยให้เธอ “หายใจ” ได้ดีที่สุด ออกไปข้างนอกคนเดียว เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คันโปรดดังขึ้นในลานบ้าน อะธีน่าสวมหมวกกันน็อก ปรับสายรัดให้แน่น ก่อนจะขี่ออกจากคฤหาสน์ไปอย่างเงียบ ๆ ลมอ่อนของช่วงสายปะทะใบหน้า ช่วยให้ความอึดอัดในอกค่อย ๆ เบาลงทีละนิด เธอไม่ได้ตั้งใจจะไปไหนไกล เพียงแค่อยากขี่รถเรื่อย ๆ มองผู้คน มองเมือง และปล่อยให้สมองได้พักจากเรื่องวุ่นวายทั้งหมดสักชั่วโมงสองชั่วโมง สุดท้าย อะธีน่าก็มาจอดที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เธอเดินเข้าไปด้านในแบบเรียบง่าย วันนี้แต่งตัวสบายกว่าปกติ—เสื้อครอปแขนยาวสีเรียบ กางเกงยีนส์เอวสูง รองเท้าผ้าใบ ผมถูกรวบครึ่งหัวแบบไม่ตั้งใจให้เด่น แค่พอคล่องตัวและดูเป็นตัวเอง เธอเดินดูร้านนู้นร้านนี้เรื่อย ๆ แวะซื้อเครื่องดื่มเย็นหนึ่งแก้ว ก่อนจะเดินถือออกมาตรงโถงกลางของห้าง บริเวณนั้นกว้างและโปร่ง มีพื้นที่โล่งเปิดเชื่อมไปยังลานอีเวนต์ชั้นล่าง เสียงเพลงเบา ๆ ดังแว่วมาจากอีกฝั่ง ปะปนกับเสียงพูดคุยของผู้คนจำนวนมาก อะธีน่ากำลังจะเดินเลี้ยวผ่าน แต่แล้ว— “กรี๊ดดดดดดดดด!!” เสียงกรี๊ดของผู้คนดังลั่นขึ้นพร้อมกัน จนเธอสะดุ้งหันไปตามสัญชาตญาณ ยังไม่ทันตั้งตัว เสียงเชียร์ เสียงเรียกชื่อ และเสียงแฟนคลับก็ดังตามมาเป็นระลอก “โซลลลลล!” “พี่โซลมองมาทางนี้!” “หล่อมากกกก!” “โอ๊ยยยย ใจจะวายแล้ว!” อะธีน่าชะงัก เธอขยับเข้าไปใกล้ขอบทางเดินอีกนิด ก่อนจะมองลงไปยังลานอีเวนต์ด้านล่าง และก็เห็นเขา โซล กำลังยืนอยู่บนเวทีขนาดกลาง ในฐานะ พรีเซนเตอร์ของแบรนด์ดัง เขาอยู่ในลุคที่ดูแพงและสะอาดตา เสื้อแจ็กเก็ตโทนสว่างตัดกับเสื้อด้านในสีเข้ม กางเกงทรงเนี้ยบพอดีตัว ผมเซ็ตอย่างเป็นธรรมชาติ แต่กลับทำให้ใบหน้าคมชัดยิ่งกว่าเดิม แสงไฟจากเวทีสาดกระทบใบหน้าเขา เสียงพิธีกรดังสลับกับเสียงแฟนคลับ และทุกครั้งที่โซลยิ้ม เสียงกรี๊ดก็ดังขึ้นอีกรอบเหมือนคลื่น อะธีน่าหยุดยืนมองอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ แม้เธอจะเคยเห็นเขาใกล้กว่านี้ เคยเห็นในมุมที่ไม่มีใครได้เห็น เคยเห็นตอนเขาเหนื่อย ตอนจริงจัง ตอนอ่อนโยน แต่การได้เห็นเขาใน “พื้นที่ของเขา” แบบนี้อีกครั้ง ก็ยังทำให้เธอรู้สึกแปลกไปในอกอยู่ดี บนเวที โซลรับไมโครโฟนจากพิธีกรด้วยรอยยิ้มสุภาพ “สวัสดีครับทุกคน” เสียงของเขาดังผ่านลำโพงอย่างชัดเจน “วันนี้ขอบคุณมากนะครับที่มากันเยอะขนาดนี้” เสียงกรี๊ดดังขึ้นทันที โซลหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยกมือไหว้แบบน่ารักแต่ยังดูสุภาพ “อากาศข้างนอกก็ร้อน คนข้างล่างก็เยอะ อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยนะครับ” พิธีกรยิ้มกว้าง “โอ้โห นี่แค่พูดเปิดงาน แฟนคลับก็ใจละลายกันหมดแล้วนะคะ” เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วลาน อะธีน่ายืนพิงราวกระจกชั้นบนเบา ๆ พลางมองลงไปอย่างเงียบ ๆ เธอไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ดูนาน แค่คิดว่า… ดูสักนิดแล้วค่อยกลับ แต่สุดท้าย เธอกลับไม่ขยับไปไหนเลย เพราะอะไรบางอย่างในบรรยากาศนั้น มันดึงให้เธอหยุดอยู่ตรงนี้ โซลกำลังพูดคุยกับพิธีกร ตอบคำถามเรื่องงาน เรื่องการดูแลตัวเอง และกิจกรรมของแบรนด์อย่างเป็นธรรมชาติ เขาดูมืออาชีพ ยิ้มเก่ง มีเสน่ห์ และรับมือกับผู้คนจำนวนมากได้อย่างมั่นใจ เหมือนกับเขาเกิดมาเพื่ออยู่ใต้แสงไฟแบบนี้ แต่ในระหว่างที่เขาหันไปทางนั้นที ทางนี้ที โบกมือให้แฟนคลับฝั่งโน้น รับช่อดอกไม้จากอีกฝั่ง จู่ ๆ สายตาของเขาก็เงยขึ้นมา ตรงมาที่ชั้นบน ตรงมาทางเธอ อะธีน่าชะงักทันที หัวใจเธอสะดุดไปหนึ่งจังหวะ เมื่อดวงตาคู่นั้นหยุดนิ่งอยู่ตรงเธออย่างชัดเจน ตอนแรกเธอคิดว่าอาจจะมองผ่าน หรือแค่เหลือบมาโดยบังเอิญ แต่ไม่ใช่ เพราะในวินาทีถัดมา โซลหยุดพูดไปเสี้ยวหนึ่ง แม้เพียงสั้นมาก แต่คนที่มองอยู่แบบเธอ… รู้ เขาเห็นเธอแล้ว อะธีน่ายืนตัวนิ่ง เครื่องดื่มเย็นในมือเหมือนหนักขึ้นมาเฉย ๆ และก่อนที่เธอจะได้ตั้งหลัก มุมปากของโซลก็ค่อย ๆ ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่บางมาก แทบไม่มีใครสังเกต แต่ชัดพอสำหรับเธอคนเดียว พิธีกรที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นพูดต่อ “งั้นเดี๋ยวเราจะมีช่วงเล่นเกมกับแฟนคลับกันด้วยนะคะ!” เสียงกรี๊ดดังขึ้นอีกครั้ง แต่โซลยังคงเหลือบมาทางเดิมอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะละสายตากลับไปทำหน้าที่บนเวทีอย่างแนบเนียน อะธีน่ากะพริบตาช้า ๆ พยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก แต่ก็สายไปแล้ว เพราะตั้งแต่วินาทีนั้น เธอกลับรู้สึกเหมือนว่า ไม่ว่าโซลจะกำลังคุยกับพิธีกร หันไปถ่ายรูปกับแฟนคลับ หรือยกผลิตภัณฑ์ขึ้นโชว์ตามสคริปต์ สายตาของเขา… จะหันกลับมาทางเธอเป็นระยะ ครั้งหนึ่ง ตอนเสียงกรี๊ดดังหลังเขายิ้มให้กล้อง อีกครั้ง ตอนเขาหัวเราะกับคำแซวของพิธีกร และอีกครั้ง ตอนเขายืนฟังทีมงานอธิบายกิจกรรมบนเวที ทุกครั้งนั้น เป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่ชัดเจนพอจะทำให้อะธีน่ารู้สึกว่า เธอไม่ได้เป็นแค่ “คนดูที่บังเอิญผ่านมา” เธอกำลังถูกมองเห็น จริง ๆ หัวใจของอะธีน่าเต้นแรงขึ้นทีละนิด ทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไร แค่ยืนอยู่ตรงนี้ อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่กลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบแคบลงเหลือแค่เวทีนั้น… กับจุดที่เธอยืน “ขอโทษนะคะ!” เสียงใครบางคนดังขึ้นใกล้ ๆ ทำให้อะธีน่าหลุดจากภวังค์ เธอหันไป เห็นเด็กผู้หญิงวัยมัธยมสองคนกำลังยืนมองเธออย่างลังเล “เอ่อ… ใช่พี่อะธีน่าหรือเปล่าคะ?” อีกคนถามเบา ๆ อย่างเกรงใจ “คนที่เป็นน้องสาวของพี่แม็กซ์… แล้วก็… คนที่พี่โซลมองในมินิคอนเสิร์ตวันนั้น…” อะธีน่าชะงักไปนิด ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ “ใช่ค่ะ” เด็กสองคนนั้นตาโตทันที “ฮือออ จริงด้วย!” “พี่น่ารักมากเลยค่ะ!” อะธีน่าหัวเราะเบา ๆ “ขอบคุณนะคะ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งรวบรวมความกล้าถาม “ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ” “ได้สิคะ” อะธีน่าพยักหน้า ทั้งสองคนรีบยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปกับเธออย่างตื่นเต้น ก่อนจะขอบคุณซ้ำ ๆ แล้ววิ่งกลับไปหาเพื่อน อะธีน่ามองตามไปอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันกลับไปทางเวทีอีกครั้ง และก็ต้องชะงัก เพราะโซลกำลังมองมาอยู่พอดี คราวนี้… ชัดเจนกว่าเดิม แม้อยู่ไกล แม้จะมีแสงไฟ แม้จะมีคนเป็นร้อยเป็นพันอยู่ระหว่างกลาง แต่เธอกลับสัมผัสได้ชัดเจนว่า เขาเห็นทุกอย่าง เห็นว่าเธออยู่ตรงนั้น เห็นว่าเธอถูกคนเข้ามาขอถ่ายรูป เห็นว่าเธอกำลังยืนมองเขาอยู่ และเป็นอีกครั้ง ที่มุมปากของโซลยกขึ้นเล็กน้อย เหมือนเขา… พอใจอะไรบางอย่าง อะธีน่าหลบสายตาลงแทบจะทันที แต่แก้มกลับร้อนขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ เธอเม้มปากเบา ๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้า “บ้าชะมัด…” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ไม่รู้ว่ากำลังหมายถึงสถานการณ์นี้ หรือหมายถึงหัวใจของตัวเองกันแน่ บนเวที พิธีกรเริ่มเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของงาน “สุดท้ายนี้ ให้โซลช่วยพูดอะไรกับแฟน ๆ และทุกคนที่มาวันนี้หน่อยค่ะ!” เสียงกรี๊ดดังขึ้นทันที โซลรับไมค์มาอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงดูอบอุ่นและนิ่งในแบบของเขา “วันนี้ขอบคุณทุกคนมากจริง ๆ ครับ” เขาพูดช้า ๆ ชัด ๆ “บางครั้ง วันธรรมดาอาจเหนื่อยหรือหนักกว่าที่คิด…” อะธีน่าที่กำลังจะหันตัวเดิน กลับหยุดฟังโดยไม่รู้ตัว “…แต่ถ้าเราบังเอิญได้เจออะไรบางอย่าง” โซลพูดต่อ “หรือใครบางคน… ที่ทำให้วันนั้นดีขึ้น” เขาหยุดไปเสี้ยวหนึ่ง และในเสี้ยววินาทีนั้น สายตาของเขาก็เงยขึ้นมาอีกครั้ง ตรงมายังชั้นบน ตรงมายังเธอ “…ก็คงถือว่าเป็นวันที่คุ้มค่ามากแล้วครับ” เสียงกรี๊ดดังสนั่นไปทั่วลานอีเวนต์ แต่สำหรับอะธีน่า โลกทั้งใบกลับเงียบลงชั่วขณะ เธอไม่รู้ว่าเขาพูดให้ใคร หรือเธอแค่คิดไปเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้ชัดก็คือ วันนี้ เธอไม่ได้แค่ออกมาคลายเครียด แต่อาจเป็นเพราะโชคชะตา ที่อยากให้เธอมาเจอเขา… อีกครั้งก็ได้เกมที่ 1“โอเค เกมแรก”แม็กซ์ขยับตัวนั่งตรง“พี่เข้าป่า น้องเล่นเมจ”“ได้ค่ะ”อะธีน่าพยักหน้า“แต่ถ้าพี่โยนเกม หนูไม่แบกนะ”แม็กซ์หันมองทันที“พูดใหม่ดิ”“ถ้าพี่เล่นชิบหาย หนูก็ไม่แบกค่ะ”“ไอ้ฟาย”แม็กซ์หัวเราะลั่น“เปิดมาคือด่าพี่เลยนะ”แชตไหลเร็วขึ้นกว่าเดิมโอ๊ยยย ชอบคู่นี้พี่น้องบ้านนี้โคตรเรียลน้องสวยแต่พูดแมนมากกกกนี่แหละ น้องสาวพี่แม็กซ์ของจริงเกมแรกเปิดมาได้ไม่ถึงสามนาทีแม็กซ์เล่นแอสซาซินป่าบุกเลนบนอย่างดุขณะที่อะธีน่าเล่นเมจกลาง เดินเกมไวไม่แพ้กัน“พี่แม็กซ์ ขวาล่าง ๆ”อะธีน่าจ้องจอไม่กะพริบ“มันซ่อนพุ่มค่ะ”“เห็นละ”“เข้าเลยมั้ย”“เข้า!”จังหวะต่อมาแม็กซ์พุ่งเข้าไปเปิดไฟต์ทันทีอะธีน่ากดสกิลตามแบบไม่พลาดFirst Blood“โอ๊ย สวย!”แม็กซ์ตบโต๊ะเบา ๆ“เห็นมั้ย เกมมันต้องแบบนี้!”อะธีน่าหัวเราะ“เขาโง่เองค่ะพี่”“พูดดี ๆ”“ก็โง่จริงนี่คะ”“อีสัส”แม็กซ์หลุดขำ“ชอบว่ะ”ตาทั้งคู่ไหลลื่นจนชนะอย่างสวยงามและจบเกมแรกด้วย MVP ฝั่งอะธีน่าแม็กซ์หันมองทันที“อ้าว?”อะธีน่ายิ้มมุมปาก“ขอบคุณที่เป็นบันไดให้หนูนะคะ”“มึงนี่นะ…”“พี่ด่ากล้องอยู่ค่ะ”“เออ ด่าจริง”⸻เกมที่ 2เกมที่สองท
สายเรียกกลับบ้านอะธีน่ายืนมองเวทีอยู่ได้ไม่นานนักเสียงพิธีกรยังคงดังสลับกับเสียงกรี๊ดของแฟนคลับรอบลานกิจกรรมขณะที่โซลบนเวทียังคงเปล่งประกายราวกับเกิดมาเพื่อแสงไฟโดยแท้จริงเธอเผลอยืนดูอยู่อย่างนั้นอีกครู่หนึ่งโดยไม่ทันรู้ตัวว่าแก้วเครื่องดื่มเย็นในมือเริ่มคลายไอเย็นลงไปแล้วแต่แล้ว—ครืด… ครืด…โทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายของเธอสั่นขึ้นอะธีน่ากะพริบตาเบา ๆก่อนจะละสายตาจากเวทีและหยิบมือถือขึ้นมาดูบนหน้าจอขึ้นชื่อชัดเจนMax 💙เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย“ว่าไงคะ พี่แม็กซ์”ปลายสายมีเสียงจังหวะคีย์บอร์ดและเสียงพูดคุยเบา ๆ แทรกมาเหมือนเขากำลังจัดอะไรบางอย่างอยู่“อยู่ไหน”คำถามสั้น ๆ ตามสไตล์พี่ชายคนกลางดังขึ้นทันทีอะธีน่าหันมองรอบตัวคร่าว ๆ“อยู่ห้างค่ะ ขี่รถออกมาข้างนอกนิดหน่อย”“ดีเลย”เสียงของแม็กซ์ฟังดูอารมณ์ดีผิดปกติ“กลับบ้านมาได้ไหม วันนี้พี่มีสตรีม”อะธีน่าขมวดคิ้วนิด ๆ“แล้ว?”ปลายสายเงียบไปแป๊บหนึ่งก่อนจะได้ยินน้ำเสียงที่พยายามทำเป็นธรรมดา แต่แอบมีลูกล่อลูกชนอยู่เต็มที่“แล้วพี่จะให้มานั่งเล่นด้วยไง”อะธีน่าหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ“หนูเนี่ยนะ”“ใช่”แม็กซ์ตอบทันที“วั
เช้าวันต่อมาแม้จะนอนไปหลายชั่วโมงแต่อะธีน่ากลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อยภาพกล่องของขวัญสีดำรูปถ่ายของเธอและข้อความจากเบอร์ปริศนายังคงวนอยู่ในหัวไม่ยอมจางเธอไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครในบ้านเมื่อคืนไม่ใช่เพราะไม่กลัวแต่เพราะยังไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงโดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวที่ผ่านมาไม่นานอย่างน้อย…เธออยากมีเวลาคิดด้วยตัวเองก่อนและเพราะแบบนั้นช่วงสายของวันนี้อะธีน่าจึงเลือกทำในสิ่งที่ช่วยให้เธอ “หายใจ” ได้ดีที่สุดออกไปข้างนอกคนเดียวเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คันโปรดดังขึ้นในลานบ้านอะธีน่าสวมหมวกกันน็อก ปรับสายรัดให้แน่นก่อนจะขี่ออกจากคฤหาสน์ไปอย่างเงียบ ๆลมอ่อนของช่วงสายปะทะใบหน้าช่วยให้ความอึดอัดในอกค่อย ๆ เบาลงทีละนิดเธอไม่ได้ตั้งใจจะไปไหนไกลเพียงแค่อยากขี่รถเรื่อย ๆมองผู้คนมองเมืองและปล่อยให้สมองได้พักจากเรื่องวุ่นวายทั้งหมดสักชั่วโมงสองชั่วโมงสุดท้ายอะธีน่าก็มาจอดที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองเธอเดินเข้าไปด้านในแบบเรียบง่ายวันนี้แต่งตัวสบายกว่าปกติ—เสื้อครอปแขนยาวสีเรียบ กางเกงยีนส์เอวสูง รองเท้าผ้าใบผมถูกรวบครึ่งหัวแบบไม่ตั้งใจให้เ
งานทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีอย่างน่าทึ่งหลังจากโชว์จบผู้คนยังคงจับกลุ่มพูดคุยถึงคอลเลกชันของอะธีน่าไม่หยุดทั้งอาจารย์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง รวมถึงแขกที่มาร่วมงานต่างพูดถึงผลงานของเธอในทิศทางเดียวกัน“โดดเด่น”“ชัดเจน”“มีภาษาของตัวเอง”หลังลงจากเวทีอะธีน่าแทบไม่มีเวลาได้พักเพื่อน ๆ ต่างเข้ามากอด แสดงความยินดีอาจารย์หลายคนเดินเข้ามาชื่นชมด้วยตัวเองบางคนถึงขั้นขอถ่ายรูปกับเธอและพี่ชายทั้งสามไว้เป็นที่ระลึกบีมในลุค Apollo ยืนถือช่อดอกไม้สีขาวทองอย่างสง่างามแม็กซ์ที่ยังไม่ยอมถอดหมวกสปาร์ตันสีดำออกทั้งหมด กำลังโดนแฟน ๆ ของตัวเองแอบถ่ายไม่หยุดส่วนแจสเปอร์ก็ถูกเพื่อนของอะธีน่ารุมขอเซลฟี่ด้วยความชื่นชอบในลุค Hermesเสียงหัวเราะเสียงชื่นชมกลิ่นดอกไม้แสงแฟลชจากกล้องมือถือทุกอย่างอบอวลอยู่ในช่วงเวลาหลังเวทีนั้นอะธีน่ารับช่อดอกไม้จากซัมเมอร์เป็นช่อที่สามของคืนก่อนจะยิ้มอย่างเหนื่อย ๆ แต่มีความสุข“แกสุดยอดมากจริง ๆ”ซัมเมอร์พูดพลางเขย่าแขนเธอเบา ๆ“ฉันพูดจริงนะ นี่มันไม่ใช่แค่โปรเจกต์จบแล้ว”“ใช่”ริวกิพยักหน้าแรง“นี่มันระดับเอาไปต่อยอดได้เลย”อะธีน่าหลุดหัวเราะเบา ๆ“พอเลยพวกแก เดี๋ยวล
อะธีน่าเดินกลับมาที่โต๊ะ สีหน้าพยายามนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาของเพื่อน ๆ ที่รู้จักเธอดี… ไม่มีทางมองไม่ออก “อะธีน่า” ริวกิเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น “เป็นอะไรปะ หน้าแกดูซีด ๆ” ซัมเมอร์วางตะเกียบลงทันที “ใครมาทำอะไรแกหรือเปล่า” อะธีน่านั่งลง วางมือบนตัก สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริง—แค่บางส่วน “เจอคนรู้จักเก่า” น้ำเสียงเธอเรียบ แต่สั้น “ไม่มีอะไรแล้ว” เพนนีขมวดคิ้ว “รู้จักเก่าแบบไหน” พอร์ชกับเควินสบตากันทันที ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของทั้งคู่พร้อมกัน คชาเป็นคนพูดออกมา เสียงต่ำลงกว่าปกติ “…ตั้ม?” อะธีน่าเงยหน้ามอง ไม่ได้ตอบ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แค่นั้นก็พอแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะเงียบไปชั่วครู่ เสียงฉ่าของหมูกระทะยังดัง แต่ไม่มีใครสนใจจะคีบต่อ พอร์ชกำมือแน่น “มันมาทำอะไรแกป่าว” “แค่พูด” อะธีน่าตอบทันที “แล้วก็ไป มีคนช่วยกันไว้” เควินถอนหายใจแรง “แม่ง… ยังไม่เลิกอีกเหรอวะ” ซัมเมอร์เอื้อมมือไปจับแขนอะธีน่า บีบเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ “แกโอเคจริง ๆ ใช่ไหม” อะธีน่าพยักหน้า คราวนี้ยิ้มได้จริงขึ้นนิดหนึ่ง “โอเคแล้ว” เธอพูดชัด “ไม่เหมือนเมื่อ
เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คำรามเบา ๆ ก่อนจะดับลงหน้าคณะอะธีน่าถอดหมวกกันน็อก พลางสะบัดผมยาวเล็กน้อยให้เข้าที่วันนี้เธอมาเองไม่มีรถตามไม่มีการ์ดมีแค่เธอ กับมอเตอร์ไซค์คู่ใจการกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้งเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจเลือกสายตาหลายคู่หันมองไม่ใช่เพราะเธอเป็นน้องสาวใครไม่ใช่เพราะข่าวลือใด ๆแต่เพราะ “อะธีน่า” ในวันนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปนิ่งขึ้นมั่นคงขึ้นและมีออร่าแบบคนที่ผ่านบางอย่างมาแล้วเธอลงจากรถล็อกคอพวงมาลัยอย่างเป็นนิสัยก่อนจะสะพายกระเป๋าแล้วเดินเข้าอาคารเรียน“อะธีน่า!”เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังซัมเมอร์โบกมือรัว ๆข้าง ๆ มีริวกิ เพนนี ลดา พอร์ช เควิน และคชาที่เพิ่งเดินมาสมทบ“แกหายไปไหนมาเนี่ย!”ซัมเมอร์ถามทันที“ไลน์เงียบ โทรก็ไม่ติด พวกเราจะไปแจ้งความอยู่แล้วนะ”อะธีน่าหยุดเดินยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน ๆ“ขอโทษนะ”เธอพูดเสียงเรียบ“มีเรื่องนิดหน่อย แต่ตอนนี้โอเคแล้ว”ริวกิมองเธออย่างพินิจก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ“นิดหน่อยของแกเนี่ย… หน้าตาไม่เหมือนนิดหน่อยเลยนะ”อะธีน่าหัวเราะเบา ๆไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่อธิบาย“เอาเป็นว่า วันนี้ฉันสบายดี”เธอพูด“แค่นี้พอ”เพนนียิ
ยามสาย ณ คฤหาสน์ของโซล แสงแดดส่องลงบนสนามหญ้ากว้างหน้าคฤหาสน์ บรรยากาศเงียบสงบเกินกว่าจะคาดคิด ว่าที่นี่เพิ่งผ่านคืนอันตรายมาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง รถของบีมสตาร์ตเครื่องรออยู่แล้ว อะธีน่าหันไปพยักหน้าให้พี่ชาย ก่อนจะขยับก้าวตามไป “อะธีน่า” เสียงเรียกนั้นทำให้เธอหยุดเท้า หันกลับมา โซลยืนอยู่
ค่ำคืนเดียวกัน ณ คฤหาสน์ของโซล หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายตลอดทั้งวัน โซลได้จัดห้องนอนอีกห้องหนึ่งให้เธอพัก เป็นห้องว่างที่อยู่ติดกับห้องของเขาพอดี เรียบง่าย สะอาด และปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้ หลังอาบน้ำเสร็จ อะธีน่าเปลี่ยนมาใส่ชุดนอนแขนกุดสีอ่อน ที่เพิ่งแวะซื้อจากร้านเสื้อผ้าเล
รถตู้สีดำค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณข้างถนนสายเดิมสถานที่ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงเงียบสงบเหมือนไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้นคนขับดับเครื่องยนต์การ์ดสี่คนลงจากรถก่อนเป็นอันดับแรกสายตาทุกคู่กวาดมองรอบบริเวณอย่างระมัดระวังโซลก้าวลงมาจากรถตามก่อนจะหันไปหาอะธีน่าที่นั่งอยู่ด้านใน“ล
ภายในคฤหาสน์พิทักษ์วงศ์บรรยากาศที่เคยสงบเรียบร้อยในทุกเช้าวันนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอลิซ—อดีตตำรวจหญิงผู้เด็ดขาด—กำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นใบหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาคมกริบราวกับกำลังประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาบีม แม็กซ์ และแจสเปอร์ นั่งอยู่ไม่ไกลทุกคนต่างมีสีหน้ากังว







