로그인“ น้ำหวาน ” ฉันเรียกเพื่อนตัวเองเสียงเบาเอาแบบให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ หื้มมม ”
“ แกรู้สึกไหม ” ฉันก็ถามต่อ
“ รู้สึก ? รู้สึกดิ ” น้ำหวานทวนคำถามก่อนจะตอบกลับมา
“ จริงหรอ แกก็รู้สึกเหมือนฉันใช่ไหม ” ฉันถามต่อด้วยความตื่นเต้น แสดงว่าฉันไม่ได้คิดไปเองคนเดียว
“ ใช่รู้สึก รู้สึกว่าทำไมงานมันเยอะแบบนี้ ทุกวันนี้แทบจะแต่งงานอยู่กินกับงานพวกนี้แล้ว ”น้ำหวานโยนงานที่พวกเรากำลังทำกันอยู่เบาๆ แต่นั้นมันไม่ใช่สิ่งที่ฉันรู้สึกไง
“ ไม่ใช่ ”
“ ไม่ใช่แล้วอะไร ” น้ำหวานก็ถามกลับมาติดจะงงๆและหงุดหงิดนิดหน่อย ยัยนี้ก็นิสัยแบบนี้แหละอาจจะดูติดเหวี่ยงไปหน่อยแต่จริงๆแล้วน้ำหวานเป็นเพื่อนที่น่ารักมากๆเลยนะ
“ ฉันรู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะ ” ตอนนี้ฉันก็ยังรู้สึกอยู่
“ ไปดูอะไรมาแล้วเก็บมาคิดรึเปล่า ” น้ำหวานเอามือท้าวคางกับโต๊ะแล้วพูดออกมา
“ ไม่นะ ฉัน.... ”
“ ฉันว่าแกคิดไปเอง จิตปรุงแต่ง ” ฉันกำลังจะเถียงกลับไปว่าฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ จิตไม่ปรุงแต่งแน่นอน
“ ฉันว่าแกเลิกคิดแล้วกลับมาสนใจงานต่อดีกว่า ดูดิจะทับตายอยู่แล้ว ” แล้วน้ำหวานก็ก้มหน้าทำงานต่อไป
ฉันก็อยากจะเลิกคิดเหมือนกันนะ แต่มันทำไม่ได้ ฉันว่าทุกคนก็น่าจะรู้สึกได้ตามสัญชาตญาณของตัวเราเองเวลามีคนมองเรา เราจะรู้สึกได้ ซึ่งฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้น พยายามมองหาแต่ก็ไม่เจอ และที่ฉันบอกว่าฉันไม่ได้จิตปรุงแต่งหรือคิดไปเองแน่ ๆก็เพราะว่าความรู้สึกฉันมันติดอยู่แบบนี้มาสามสี่วันแล้ว ไม่ว่าฉันจะมาที่มหาลัย ไปทำงาน หรือกลับหอก็รู้สึกตลอด ฉันเลยคิดว่าฉันไม่น่าจะคิดไปเองหรือจะไปดูอะไรมาแล้วเอาปรุงแต่งก็ไม่น่าจะใช่เพราะก่อนหน้านี้แค่เวลานอนฉันยังแทบไม่มีแล้วจะเอาเวลาไหนไปดูอะไรมาให้รู้สึกแบบนี้
“ ทำเร็ว มัวแต่นั่งเหม่ออยู่ได้ ” น้ำหวานสะกิดเพื่อเรียกสติให้กลับมา ฉันเลยส่ายหน้าเบาๆเพื่อไล่ความคิดพวกนั้นออกไป แต่มันก็คงทำได้ยากเพราะตอนนี้ฉันยังรู้สึกว่ามีคนมองอยู่ ฉันเลยหันไปมองรอบๆตัวแต่มันก็ดูไม่มีใครหน้าสงสัยสักคน คิดไปเองจริงๆหรอ
- อีกด้าน -
“ ช่วงนี้มันเงียบแปลกๆไหมวะ ” เสียงไอสงครามพูดขึ้น
“ มึงคิดว่าพวกมันกำลังวางแผนจะทำอะไรอยู่ไหม ”
“ ...... ”
“ กูถามให้ตอบไอสัส ไม่ใช่เงียบ ” เสียงไอสงครามคนเดิมพูดขึ้นมาอีกรอบ
“ แล้วมึงจะอยากรู้อะไรหนักหนาห้ะ ” ผมไม่ได้ตอบ แต่เป็นไอเก้าทัพต่างหาก
“ หรือมึงไม่อยากรู้ห้ะไอเก้า ส่วนมึงอย่าทำตัวเป็นไอออสสองกูขอร้อง คนเดียวกูก็จะตายละ ” มันหันไปถามไอเก้าทัพ แล้วหันกลับชี้หน้าผมก่อนจะพูดประโยคท้ายออกมา ส่วนไอออสที่มันพูดถึงก็คือไอออกศึกในบรรดาพวกผมไอนี้นิ่งสุดแล้วครับ
“ หึ ” ผมยิ้มมุมปากแล้วโยนก้นบุหรี่ที่พึ่งอัดเข้าไปจนหมดม้วนทิ้งลงบนพื้น
ส่วนผมชื่อ บัลลังก์ ใครๆก็พูดกันว่าผมนะตัวพาทุกคนบรรลัย แล้วไงว่ะ ใครมันจะบรรลัยแล้วไง ผมต้องแคร์หรอ ใครมีปัญหาก็เข้ามาได้ครับผมพร้อมเสมอ พวกผมเรียนวิศวะ อยู่ปี4 ปีสุดท้ายแล้วว่ะ ส่วนนิสัยของผมหรือเพื่อนผมก็อย่ามารู้จักเลยครับ เพราะผมก็ไม่ได้อยากรู้จักพวกคุณ
“ ก็แค่...พวกหมาลอบกัด ” ผมพูดออกมาสั้นๆ
“ แล้วมึงว่าพวกมันเงียบไปแบบนี้มันมีแผนอะไรไหมวะ ” ถามผมแล้วผมจะไปถามใครวะ ในเมื่อผมก็คือผมไม่ใช่พวกเหี้ยนั้น
“ ไม่ว่าจะมีเหี้ยอะไรกูก็ไม่กลัว ” คนที่พวกผมพูดถึงกันอยู่ก็คือพวกไอเหี้ยไฟ พวกมันเป็นคู่อริพวกผมจะเรียกว่าพวกผม ก็คงไม่เต็มปากเท่าไหร่ เพราะไอไฟแม่งแค้นผมมากที่สุดแล้วมั้ง ผมกับมันมีเรื่องกันมาตั้งแต่ปี1จนมาถึงตอนนี้เรียกว่าคู่อริอาจจะฟังดูไม่ค่อยดี เรียกว่าเพื่อนรักผมดีกว่า เพื่อนรักในที่นี้คือเพื่อนเหี้ยครับ เหี้ยที่แบบถ้าเห็นมันตายต่อหน้าผมจะเข้าไปช่วยให้มันตายเร็วขึ้นโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย แต่มันเป็นเด็กคนละมหาลัยกับพวกผม
“ มึงเก่งไอสัส! กูรู้ ” คนภายนอกจะมองว่าผมมันอันธพาลชอบใช้กำลังแก้ไขปัญหา ก็เคยใช้เหตุผลแก้แล้วมันไม่ได้ผล แต่พอมาใช้ส้นตีนมันได้ผลกว่า
“ ไม่ไหวก็เรียกพวกกู ” ที่ไอเก้าพูดก็คงจะเผื่อไอไฟมันจัดหนักมั้งครับ
“ เออ ” มันไม่บ่อยหรอกครับที่จะต้องเรียกให้พวกมันมาช่วย ผมชอบตัวต่อตัวมากกว่า แต่พวกไอไฟนอกจะเป็นหมาลอบกัดแล้วยังเป็นหมาหมู่อีก แต่ไม่ว่ามันจะมาในรูปแบบไหนก็ไม่เคยเห็นมันเอาชนะผมได้สักครั้ง กระจอกฉิบหาย
“ แล้วเกียร์มึง ? ” ไอออส หรือไอออกศึกพูดขึ้นมาหลังจากที่นั่งเงียบมานาน ที่เรียกมันว่าออสก็เพราะย่อจากออกศึกจะออส หรือออกศึกก็คนเดียวกันนั้นแหละ แต่ออสก็จะมีแค่คนที่สนิทเท่านั้นแหละที่ได้เรียกคนอื่นไม่มีสิทธิ อ่า เปื่อยปากฉิบหาย
“ ยังหาไม่เจอ ” ผมก็ตอบมันกลับไปสั้นๆ ไม่รู้ไปทำหายที่ไหนแม่ง!
“ แล้วมึงทำหายที่ไหน ”
ตุบ !
“ ไอเหี้ยเก้ามึงตบกูหาพ่อมึงหรอ ” ไอสงแม่งโวยวายน่าเอาอีกทีฉิบหาย
“ ก็มึงถามแปลก ถ้ามันรู้ว่าหายที่ไหนมันจะเรียกว่าหายไหมไอสัส สมองอ่ะหัดคิดบ้าง วันๆเอาแต่ม่อสาวสมองฝ่อหมดแล้ว ”
“ สมองกูจะฝ่อก็เพราะมีเพื่อนเหี้ยแบบมึงตบหัวเนี่ยแหละไอสัส ” ไอสงมันลูบหัวผมแต่ปากก็ด่าไอเก้าไม่หยุด
“ พวกมึง ” เงียบได้ไม่นานไอสงครามก็พูดขึ้นมาอีก พูดมาก
“ อะไรอีก ”
“ นั้นมันใช่เด็กมอเราหรอวะ ? ” ไอสงชี้ไปที่นักศึกษาสองคนที่ห่างออกไปพอสมควรแต่ก็พอมองเห็นอยู่ ที่มันถามก็คงเห็นว่าใส่ช็อปแต่มันดูเหมือนไม่ใช่มหาลัยผม
“ มอเราไม่มีช็อปสีนี้ ” เสียงไอออสตอบมา ทำให้ผมมองดูพวกมันต่อ
“ หึ ”
“ หึ ? หึอะไรของมึงไอบรรลัย ให้กูรู้ด้วย ” บรรลัยมันก็ใช้ไว้เรียกชื่อผมเวลามันจะกวนตีน น่าเอาตีนยัดปาก
“ พวกไอไฟ ? ” ไอออสเป็นคนถามผม ผมก็พยักหน้ากลับไป ไอออสมันนิ่งก็จริง แต่มันฉลาด
“ แล้วมามหาลัยเราทำไมวะ ”
“ มึงก็ลองเดินไปถามดูไอสง ”
“ เออ เดี๋ยวกูเดินไปถามให้ ” พูดจบไอสงมันก็เดินออกไป
“ .... ”
“ กลับมาทำไม ” ผมถามมัน
“ นี่พวกมึงไม่คิดจะห้ามกูบ้างหรอว่ะ ” ปล่อยมัน อยากเล่นอะไรก็แล้วแต่มันเลย
“ ไอพวกเพื่อนเหี้ย ” มันบ่นออกมาเบาๆ ผมก็ไม่ได้อะไรกับมันหรอกครับ และมันก็ไม่ได้อะไรกับพวกผมด้วยถึงปากมันจะด่าว่าพวกผมเหี้ย แต่นั้นมันเป็นการแสดงความรักของพวกเรา ผมเลิกสนใจไอสงครามแล้วหันกลับไปมองไอสองตัวนั้น ถ้ากล้าที่จะส่งคนมาถึงที่นี้แสดงว่ามันต้องมีเรื่องอะไรสักอย่าง
" เป็นอะไรของนายห้ะ บัลลังก์ "" เหอะ " ฉันไม่รู้ว่าบัลลังก์เป็นอะไร ตั้งแต่กลับจากที่ร้านก็เอาแต่ทำหน้าเหมือนใครไปเหยียบหาง ตอนแรกฉันก็คิดว่าปล่อยไว้เดี๋ยวก็หายเองแหละ แต่นี่ฉันอาบน้ำแต่งตัวจะนอนแล้วก็ยังทำหน้าแบบนั้นอยู่ มันทำให้ฉันเริ่มจะหงุดหงิดตามไปด้วย" มีอะไรก็พูด ถ้าไม่พูดก็เลิกทำหน้าแบบนั้น "" ฉันจะทำหน้าแบบไหนมันก็เรื่องของฉันไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ " บัลลังก์เดี๋ยวนี้เค้าต่อปากต่อคำเก่งมากค่ะ เก่งกว่าฉันอีก" มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันหรอก แต่นายทำหน้าแบบนั้นฉันหงุดหงิด " มันดูขวางหูขวางตา จนฉันนอนไม่หลับ ลืมบอกไปว่าฉันได้มานอนเตียงเดียวกับบัลลังก์แล้ว แต่ไม่ได้มีอะไรกันหลังจากวันนั้นนะคะ เราแบ่งเขตกันชัดเจน ถึงแม้บางวันจะตื่นมาพบว่าเรากอดกันบ้างก็ตาม" เรื่องของเธอ " พูดจบบัลลังก์ก็นั่งหันหลังให้ฉัน เว้ยย คนเหนื่อยๆอยู่ก็ยังมาเจออะไรแบบนี้ จะบ้า" อ้ะนี่ " ฉันเดินไปหาบัลลังก์แล้วยื่นเงินจำนวนนึงให้เค้าไป" อะไร " บัลลังก์ไม่รู้จักเงินรึไง" ค่าห้องที่ฉันมาอยู่ไง อาจจะไม่มากเท่าไหร่ " เผื่อบัลลังก์ได้เงินแล้วจะอารมณ์ดีขึ้น เพราะเวลาที่ฉันได้เงินฉันก็จะอารมณ์ดี" เก็บไว้กินข้าวไหม "
" ไหนบอกว่าไม่รู้จักทำไมถึงมีข่าวคบกัน " ฉันที่ก้าวเข้ามาในร้านก็เจอกับต้าร์ที่ทักขึ้นมาก่อน แต่เดี๋ยวนะคบหรอ" ข่าวมันไปไกลถึงมหาลัยนายเลยหรอต้าร์ " ฉันถามไปด้วยความอึ้ง ฉันคิดว่ารู้แค่ในมหาลัยฉันซะอีก" ก็เออดิ เธอก็น่าจะรู้ว่าแฟนเธอแม่งเอาเรื่องขนาดไหน " มันก็จริงอย่างที่ต้าร์พูด บัลลังก์นะดังทั้งในมหาลัยตัวเองและมหาลัยอื่น" สรุปคบกันจริงๆหรอว้ะ "" อื้ม " ฉันก็พยักหน้าไป แล้วเดินเข้าไปหลังร้านเพื่อเอาของไปเก็บและเปลี่ยนเสื้อผ้า" คบกันได้ไงว้ะ ไหนบอกว่าไม่รู้จัก " แต่พอออกมาก็เจอต้าร์อยู่ที่เดิม" กะ....ก็ " ก็อะไรดีผักขม" ก็ตอนที่บอกยังไม่รู้จัก "" เธอจะบอกว่าพึ่งรู้จัก ? " ฉันก็พยักหน้ารับไป" พึ่งรู้จักแต่เธอก็คบกับมันนี่นะ !! " ต้าร์พูดออกมาเหมือนจะมีความโกรธฉันอยู่นิดๆ อะไรของมัน" ก็ใช่ไง พึ่งรู้จักแต่ก็คบกันแล้ว "" รู้จักมันดีแล้วรึไง ถึงกล้าคบกับมัน ไม่กลัวมัน... "" ต้าร์ นายฟังฉันนะ คนที่นายกำลังพูดถึงคือบัลลังก์ ซึ่งเป็นแฟนของฉัน ฉันรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไร "" อีกอย่างจะเป็นแฟนกันจะรู้จักนานแล้วหรือพึ่งรู้จักมันก็ไม่สำคัญ "" ฉันว่าเราไปทำงานกันดีกว่า ลูกค้าเริ่มมาแล
หลายวันต่อมาหลังจากวันนั้นฉันกับบัลลังก์ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เราสองคนปรับตัวเข้ากันได้พอสมควรแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอีกหนึ่งอย่างก็คือสายตาของผู้คนที่มองฉันและยิ่งเป็นสายตาของผู้หญิงที่มองฉันด้วยความไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไหร่อยู่แล้วพอมีคนมามองก็เลยยังไม่ค่อยชิน" ผักขม ข่าวลือที่แกคบกับบัลลังก์มันจริงหรอ " น้ำหวานถามฉันขึ้นหลังจากนั่งกดโทรศัพท์มานานพอสมควร" ก็จริง " ฉันยังไม่ได้เล่าอะไรให้น้ำหวานฟังเลย ไม่อยากให้มันเป็นห่วง รู้แค่ว่าฉันคบกับบัลลังก์ในนามมันก็พอแล้ว ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าข่าวที่ฉันคบกับบัลลังก์มันเริ่มมาจากจุดไหน เท่าที่จำได้ฉันแทบจะไม่ได้พูดเรื่องนี้กับใคร ก็มีแค่ตอนนั้นที่บัลลังก์บอกกับเด็กวิศวะใต้ตึกคณะวันนั้นแค่นั้น สงสัยคงพูดต่อกันมั้ง" ไปรู้จักกันตอนไหน "" ก็สักพักแล้ว " ฉันกับบัลลังก์รู้จักกันมันนานหรือยังนะ" จ้องทำไม " น้ำหวานจ้องฉันเหมือนกำลังจับผิดอะไรบางอย่าง" บัลลังก์เค้าไม่ได้บังคับแกใช่ไหม ฉันได้ยินชื่อเสียงของแก๊งค์นั้นมาพอสมควร " ฉันก็พึ่งมารู้เหมือนกันว่าบัลลังก์และเพื่อนของเค้าค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักของมหาลัยไม่
" อื้ออ " ฉันขยับตัวเข้าหาไออุ่นที่มอบมาให้ฉัน ก่อนจะลืมตาขึ้นมองมันเป็นภาพที่เคยเห็นมาก่อนแต่มันต่างจากครั้งนั้นตรงที่เราทั้งสองคนมีเสื้อผ้าติดตัวอยู่กันครบทุกชิ้น ฉันนอนอยู่ในอ้อมกอดของบัลลังก์แถมฉันยังเอามือไปกอดลำตัวเค้าอีก ฉันขยับตัวอย่างเบาที่สุดและเงยหน้ามองบัลลังก์" ตอนนายหลับก็ดูดีเหมือนกันนะ " ฉันจ้องมองใบหน้าบัลลังก์ต่ออีกสักพักเพราะคิดว่าเค้าคงจะยังไม่ตื่น บัลลังก์ตอนนี้ดูดีเหมือนกันนะ เค้าดูต่างจากคนที่ชอบหงุดหงิด ชอบใช้กำลัง อยากให้หลับแบบนี้ไปนานๆจัง จะได้มองหน้าเค้าโดยไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะว่าอะไร คิ้มเข้มๆ ตาที่ปิดสนิท จมูกโด่งๆนั้น ปากสีชมพูที่อาจจะติดคล้ำไปนิดเพราะเค้าสูบบุหรี่ ทุกส่วนที่อยู่บนหน้าของบัลลังก์ มันเป็นอะไรที่เหมาะกับเค้ามากๆ" จะลักหลับฉันรึไง " เฮือกก !! ฉันสะดุ้งทันทีที่เสียงของบัลลังก์ดังขึ้น บัลลังก์จะรู้ไหมนะว่าฉันแอบมองหน้าเค้าอยู่ก่อนหน้านี้" ปะ... เปล่าสักหน่อย ฉันไม่ใช่นายนะบัลลังก์ " ที่ชอบฉวยโอกาส อันนี้ฉันพูดต่อในใจ" ฉันทำไม " บัลลังก์ก็ถามออกมานิ่งๆ แต่กลับเป็นฉันเองที่นิ่งไม่ได้" ..... " ฉันไม่ตอบแต่พยายามจะลุกออกไปแทน แต่ก็ช้ากว่าบัลลั
ตอนนี้ฉันได้แต่นั่งมองบัลลังก์ที่กำลังวุ่นกับการเอาอาหารใส่ถ้วยอยู่ ฉันอยากนอนมากกว่าต้องลุกขึ้นมากินอะไร ตอนนี้แค่นั่งฉันยังไม่มีแรงเลย ถ้าเมื่อกี้บัลลังก์ไม่ช่วยพยุงออกมาฉันคงไม่ได้มานั่งตรงนี้" อ้ะ กินซะจะได้กินยา " บัลลังก์ยื่นถ้วยที่มีโจ๊กอยู่มาทางฉัน แต่ตอนนี้ฉันไม่ไหวจริงๆ มันไม่มีแรง" ป้อนหน่อยได้ป้าววว " ฉันถามบัลลังก์ออกไปเสียงอ่อน จริงๆมันก็ไม่ได้หวังให้บัลลังก์ป้อนหรอกแต่ลองขอไปดูก่อน" เยอะ ! " ถึงปากจะพูดแบบนั้นแต่การกระทำของเค้ามันตรงกันข้ามเลย บัลลังก์ตักโจ๊กมาในปริมาณที่พอดีแล้วยื่นมาจ่อปากฉัน แต่ฉันก็ยังไม่ยอมกินเข้าไปจนบัลลังก์มองหน้าฉัน" มันร้อนอ้ะ เป่าก่อน "" เรื่องมากว้ะแม่ง "ฟู่ววว ฟู่วววเป็นอีกครั้งที่ปากของเค้าว่าฉันแต่การกระทำก็ยังทำตรงกันข้ามมันเป็นภาพที่ทำให้ฉันเผลอยิ้มออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกว่ามันน่าจะหายร้อนแล้วฉันเลยอ้าปากรอให้บัลลังก์ป้อน บัลลังก์ที่เห็นฉันอ้าปากรอก็ยื่นช้อนมาให้ ง้ำ โจ๊กร้านนี้ถ้ากินตอนปกติคงจะอร่อยมากแน่ๆ ขนาดฉันไม่สบายอยู่ลิ้นไม่ค่อยรับรู้รสยังรู้สึกว่ามันอร่อยเลย" อร่อยป้ะ " ป้อนฉันได้แค่คำเดียวบัลลังก์ก็ถามฉัน แถมหน้าตาดูจริงจ
แอ๊ดดดผมเปิดประตูเข้าห้องตัวเองหลังจากทะเลาะกับผักขมเรียกว่าทะเลาะไหมว้ะ เออนั้นแหละจะอะไรก็ชั่งแม่ง แต่ตอนนั้นผมโมโหจริงๆก็คนมันเอาไปแล้วจะให้ทำไงว้ะ แล้วยัยนั้นก็มาตบผมเกิดมายังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนตบผมมาก่อน ดีแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ตบเธอคืน แต่ทำไมห้องมันมืดๆว้ะพรึ่บบผมเดินไปเปิดไฟในห้องไม่นานมันก็สว่าง ผมก็เดินเข้าห้องนอนไป ตอนนี้มันก็เริ่มมืดแล้วเดินเข้ามาในห้องก็เจอกับสภาพเตียงที่มีผ้าปูที่นอนเต็มไปด้วยรอยเลือดอยู่ ผมเดินไปกระชากผ้าปูออกแล้วเดินไปหยิบผ้าปูใหม่มาปูแทน หลังจากนั้นผมก็นอนเล่นโทรศัพท์บนเตียงแก้เซ็ง ว่าแต่ทำไมมันเงียบแปลกๆว้ะ ผักขมไปไหน แต่เธอจะไปไหนมันเกี่ยวอะไรกับผมด้วยว้ะในความฝันของผักขม" แม่หนูคิดถึงแม่ " ในห้วงของความฝันมีภาพหญิงสาวคนนึงที่ฉันเรียกว่าแม่ แม่ยิ้มให้ฉันอย่างอ่อนโยน ฉันคิดถึงรอยยิ้มนั้น" แม่มารับหนูใช่ไหม " ฉันถามออกไปแล้วค่อยๆเดินไปหาแม่ แต่ยิ่งเดินไปเท่าไหร่มันก็ดูเหมือนจะไกลออกไปเรื่อยๆ" แม่อย่าทิ้งหนูไป อึก แม่รอหนูก่อน " ฉันพูดออกไปแล้วรีบวิ่งตามแม่ไปก่อนที่แม่จะเริ่มค่อยๆจางหายไป และกลายเป็นภาพเหตุการณ์ที่ฉันจำฝังใจไม่เคยลืม" เอาตังมา ""
“ นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว ” พอเดินมาถึงโต๊ะเสียงของสงครามก็ดังขึ้นมาก่อนเลย“ หึ ไม่มาได้มั้ง มึงเล่นโทรจิกเป็นเมียมันขนาดนั้น ” และเสียงของเก้าทัพก็ตามมา สองคนนี้เถียงกันได้ตลอดจริงๆซินะ“ แต่งตัวมาน่ารักมากเลยผักขม ” “ อ๋อ....เอ่อ ขอบคุณนะ ” ฉันไม่รู้จะตอบกลับสงครามไปยังไงดี ก็เล่นพูดออกมาตรงๆแบบ
“ ให้มันน้อยๆหน่อยไอบรรลัย ”“ หึ ” ฉันหลุดขำออกมากับชื่อที่สงครามใช้เรียกบัลลังก์ ฉันว่ามันก็ฟังดูเข้ากับเขาดีนะ บรรลัย“ ขำอะไร ” แต่คนที่ดูจะไม่ชอบน่าจะเป็นบรรลัย เอ๊ย บัลลังก์ ดูดิมองหน้าฉันเหมือนจะบีบคอให้ฉันตายตรงนี้เลย“ ก็เปล่านิ ” ฉันตอบไปนิ่งๆทั้งที่ในใจยังคงพยายามกลั้นขำอยู่ คิดได้ไงนะสง
วันต่อมา“ อ่ะ ” บัลลังก์ยื่นบางอย่างมาให้ฉัน“ ให้ฉันทำไมอ่ะ ” ฉันก้มลงมองของที่อยู่ในมือตัวเอง มันคือเกียร์ที่ฉันพึ่งคืนบัลลังก์ไป“ ใส่ไว้ ” ใส่ทำไม?“ คนอื่นจะได้รู้ว่าเธอคือ ผู้หญิงของฉัน ” ผู้หญิงของบัลลังก์หรอ ทำไมฉันถึงรู้สึกใจเต้นแปลกๆกับประโยคนี้“ แล้วมันต่างกับคนอื่นยังไง ” มันก็เป็นสัญ
" อื้ออ " ฉันขยับตัวเมื่อแสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา อาการปวดหัวก็ตรงเข้าเล่นงานฉันทันที ไม่น่าเลยผักขม ไม่น่ากินเข้าไปเลย ปวดหัวชะมัด" อ้ะ " พอเริ่มขยับตัวฉันก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวโดยเฉพาะส่วนนั้นและรู้สึกเหมือนมีอะไรอย่าตรงน้องสาวฉัน ฉันลืมตาขึ้นมาและพบกับภาพบรรยากาศมันแตกต่างไปจากเดิม ฉั







