Masuk“ น้ำหวาน ” ฉันเรียกเพื่อนตัวเองเสียงเบาเอาแบบให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ หื้มมม ”
“ แกรู้สึกไหม ” ฉันก็ถามต่อ
“ รู้สึก ? รู้สึกดิ ” น้ำหวานทวนคำถามก่อนจะตอบกลับมา
“ จริงหรอ แกก็รู้สึกเหมือนฉันใช่ไหม ” ฉันถามต่อด้วยความตื่นเต้น แสดงว่าฉันไม่ได้คิดไปเองคนเดียว
“ ใช่รู้สึก รู้สึกว่าทำไมงานมันเยอะแบบนี้ ทุกวันนี้แทบจะแต่งงานอยู่กินกับงานพวกนี้แล้ว ”น้ำหวานโยนงานที่พวกเรากำลังทำกันอยู่เบาๆ แต่นั้นมันไม่ใช่สิ่งที่ฉันรู้สึกไง
“ ไม่ใช่ ”
“ ไม่ใช่แล้วอะไร ” น้ำหวานก็ถามกลับมาติดจะงงๆและหงุดหงิดนิดหน่อย ยัยนี้ก็นิสัยแบบนี้แหละอาจจะดูติดเหวี่ยงไปหน่อยแต่จริงๆแล้วน้ำหวานเป็นเพื่อนที่น่ารักมากๆเลยนะ
“ ฉันรู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะ ” ตอนนี้ฉันก็ยังรู้สึกอยู่
“ ไปดูอะไรมาแล้วเก็บมาคิดรึเปล่า ” น้ำหวานเอามือท้าวคางกับโต๊ะแล้วพูดออกมา
“ ไม่นะ ฉัน.... ”
“ ฉันว่าแกคิดไปเอง จิตปรุงแต่ง ” ฉันกำลังจะเถียงกลับไปว่าฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ จิตไม่ปรุงแต่งแน่นอน
“ ฉันว่าแกเลิกคิดแล้วกลับมาสนใจงานต่อดีกว่า ดูดิจะทับตายอยู่แล้ว ” แล้วน้ำหวานก็ก้มหน้าทำงานต่อไป
ฉันก็อยากจะเลิกคิดเหมือนกันนะ แต่มันทำไม่ได้ ฉันว่าทุกคนก็น่าจะรู้สึกได้ตามสัญชาตญาณของตัวเราเองเวลามีคนมองเรา เราจะรู้สึกได้ ซึ่งฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้น พยายามมองหาแต่ก็ไม่เจอ และที่ฉันบอกว่าฉันไม่ได้จิตปรุงแต่งหรือคิดไปเองแน่ ๆก็เพราะว่าความรู้สึกฉันมันติดอยู่แบบนี้มาสามสี่วันแล้ว ไม่ว่าฉันจะมาที่มหาลัย ไปทำงาน หรือกลับหอก็รู้สึกตลอด ฉันเลยคิดว่าฉันไม่น่าจะคิดไปเองหรือจะไปดูอะไรมาแล้วเอาปรุงแต่งก็ไม่น่าจะใช่เพราะก่อนหน้านี้แค่เวลานอนฉันยังแทบไม่มีแล้วจะเอาเวลาไหนไปดูอะไรมาให้รู้สึกแบบนี้
“ ทำเร็ว มัวแต่นั่งเหม่ออยู่ได้ ” น้ำหวานสะกิดเพื่อเรียกสติให้กลับมา ฉันเลยส่ายหน้าเบาๆเพื่อไล่ความคิดพวกนั้นออกไป แต่มันก็คงทำได้ยากเพราะตอนนี้ฉันยังรู้สึกว่ามีคนมองอยู่ ฉันเลยหันไปมองรอบๆตัวแต่มันก็ดูไม่มีใครหน้าสงสัยสักคน คิดไปเองจริงๆหรอ
- อีกด้าน -
“ ช่วงนี้มันเงียบแปลกๆไหมวะ ” เสียงไอสงครามพูดขึ้น
“ มึงคิดว่าพวกมันกำลังวางแผนจะทำอะไรอยู่ไหม ”
“ ...... ”
“ กูถามให้ตอบไอสัส ไม่ใช่เงียบ ” เสียงไอสงครามคนเดิมพูดขึ้นมาอีกรอบ
“ แล้วมึงจะอยากรู้อะไรหนักหนาห้ะ ” ผมไม่ได้ตอบ แต่เป็นไอเก้าทัพต่างหาก
“ หรือมึงไม่อยากรู้ห้ะไอเก้า ส่วนมึงอย่าทำตัวเป็นไอออสสองกูขอร้อง คนเดียวกูก็จะตายละ ” มันหันไปถามไอเก้าทัพ แล้วหันกลับชี้หน้าผมก่อนจะพูดประโยคท้ายออกมา ส่วนไอออสที่มันพูดถึงก็คือไอออกศึกในบรรดาพวกผมไอนี้นิ่งสุดแล้วครับ
“ หึ ” ผมยิ้มมุมปากแล้วโยนก้นบุหรี่ที่พึ่งอัดเข้าไปจนหมดม้วนทิ้งลงบนพื้น
ส่วนผมชื่อ บัลลังก์ ใครๆก็พูดกันว่าผมนะตัวพาทุกคนบรรลัย แล้วไงว่ะ ใครมันจะบรรลัยแล้วไง ผมต้องแคร์หรอ ใครมีปัญหาก็เข้ามาได้ครับผมพร้อมเสมอ พวกผมเรียนวิศวะ อยู่ปี4 ปีสุดท้ายแล้วว่ะ ส่วนนิสัยของผมหรือเพื่อนผมก็อย่ามารู้จักเลยครับ เพราะผมก็ไม่ได้อยากรู้จักพวกคุณ
“ ก็แค่...พวกหมาลอบกัด ” ผมพูดออกมาสั้นๆ
“ แล้วมึงว่าพวกมันเงียบไปแบบนี้มันมีแผนอะไรไหมวะ ” ถามผมแล้วผมจะไปถามใครวะ ในเมื่อผมก็คือผมไม่ใช่พวกเหี้ยนั้น
“ ไม่ว่าจะมีเหี้ยอะไรกูก็ไม่กลัว ” คนที่พวกผมพูดถึงกันอยู่ก็คือพวกไอเหี้ยไฟ พวกมันเป็นคู่อริพวกผมจะเรียกว่าพวกผม ก็คงไม่เต็มปากเท่าไหร่ เพราะไอไฟแม่งแค้นผมมากที่สุดแล้วมั้ง ผมกับมันมีเรื่องกันมาตั้งแต่ปี1จนมาถึงตอนนี้เรียกว่าคู่อริอาจจะฟังดูไม่ค่อยดี เรียกว่าเพื่อนรักผมดีกว่า เพื่อนรักในที่นี้คือเพื่อนเหี้ยครับ เหี้ยที่แบบถ้าเห็นมันตายต่อหน้าผมจะเข้าไปช่วยให้มันตายเร็วขึ้นโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย แต่มันเป็นเด็กคนละมหาลัยกับพวกผม
“ มึงเก่งไอสัส! กูรู้ ” คนภายนอกจะมองว่าผมมันอันธพาลชอบใช้กำลังแก้ไขปัญหา ก็เคยใช้เหตุผลแก้แล้วมันไม่ได้ผล แต่พอมาใช้ส้นตีนมันได้ผลกว่า
“ ไม่ไหวก็เรียกพวกกู ” ที่ไอเก้าพูดก็คงจะเผื่อไอไฟมันจัดหนักมั้งครับ
“ เออ ” มันไม่บ่อยหรอกครับที่จะต้องเรียกให้พวกมันมาช่วย ผมชอบตัวต่อตัวมากกว่า แต่พวกไอไฟนอกจะเป็นหมาลอบกัดแล้วยังเป็นหมาหมู่อีก แต่ไม่ว่ามันจะมาในรูปแบบไหนก็ไม่เคยเห็นมันเอาชนะผมได้สักครั้ง กระจอกฉิบหาย
“ แล้วเกียร์มึง ? ” ไอออส หรือไอออกศึกพูดขึ้นมาหลังจากที่นั่งเงียบมานาน ที่เรียกมันว่าออสก็เพราะย่อจากออกศึกจะออส หรือออกศึกก็คนเดียวกันนั้นแหละ แต่ออสก็จะมีแค่คนที่สนิทเท่านั้นแหละที่ได้เรียกคนอื่นไม่มีสิทธิ อ่า เปื่อยปากฉิบหาย
“ ยังหาไม่เจอ ” ผมก็ตอบมันกลับไปสั้นๆ ไม่รู้ไปทำหายที่ไหนแม่ง!
“ แล้วมึงทำหายที่ไหน ”
ตุบ !
“ ไอเหี้ยเก้ามึงตบกูหาพ่อมึงหรอ ” ไอสงแม่งโวยวายน่าเอาอีกทีฉิบหาย
“ ก็มึงถามแปลก ถ้ามันรู้ว่าหายที่ไหนมันจะเรียกว่าหายไหมไอสัส สมองอ่ะหัดคิดบ้าง วันๆเอาแต่ม่อสาวสมองฝ่อหมดแล้ว ”
“ สมองกูจะฝ่อก็เพราะมีเพื่อนเหี้ยแบบมึงตบหัวเนี่ยแหละไอสัส ” ไอสงมันลูบหัวผมแต่ปากก็ด่าไอเก้าไม่หยุด
“ พวกมึง ” เงียบได้ไม่นานไอสงครามก็พูดขึ้นมาอีก พูดมาก
“ อะไรอีก ”
“ นั้นมันใช่เด็กมอเราหรอวะ ? ” ไอสงชี้ไปที่นักศึกษาสองคนที่ห่างออกไปพอสมควรแต่ก็พอมองเห็นอยู่ ที่มันถามก็คงเห็นว่าใส่ช็อปแต่มันดูเหมือนไม่ใช่มหาลัยผม
“ มอเราไม่มีช็อปสีนี้ ” เสียงไอออสตอบมา ทำให้ผมมองดูพวกมันต่อ
“ หึ ”
“ หึ ? หึอะไรของมึงไอบรรลัย ให้กูรู้ด้วย ” บรรลัยมันก็ใช้ไว้เรียกชื่อผมเวลามันจะกวนตีน น่าเอาตีนยัดปาก
“ พวกไอไฟ ? ” ไอออสเป็นคนถามผม ผมก็พยักหน้ากลับไป ไอออสมันนิ่งก็จริง แต่มันฉลาด
“ แล้วมามหาลัยเราทำไมวะ ”
“ มึงก็ลองเดินไปถามดูไอสง ”
“ เออ เดี๋ยวกูเดินไปถามให้ ” พูดจบไอสงมันก็เดินออกไป
“ .... ”
“ กลับมาทำไม ” ผมถามมัน
“ นี่พวกมึงไม่คิดจะห้ามกูบ้างหรอว่ะ ” ปล่อยมัน อยากเล่นอะไรก็แล้วแต่มันเลย
“ ไอพวกเพื่อนเหี้ย ” มันบ่นออกมาเบาๆ ผมก็ไม่ได้อะไรกับมันหรอกครับ และมันก็ไม่ได้อะไรกับพวกผมด้วยถึงปากมันจะด่าว่าพวกผมเหี้ย แต่นั้นมันเป็นการแสดงความรักของพวกเรา ผมเลิกสนใจไอสงครามแล้วหันกลับไปมองไอสองตัวนั้น ถ้ากล้าที่จะส่งคนมาถึงที่นี้แสดงว่ามันต้องมีเรื่องอะไรสักอย่าง
" อื้ออ " ฉันขยับตัวเมื่อแสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา อาการปวดหัวก็ตรงเข้าเล่นงานฉันทันที ไม่น่าเลยผักขม ไม่น่ากินเข้าไปเลย ปวดหัวชะมัด" อ้ะ " พอเริ่มขยับตัวฉันก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวโดยเฉพาะส่วนนั้นและรู้สึกเหมือนมีอะไรอย่าตรงน้องสาวฉัน ฉันลืมตาขึ้นมาและพบกับภาพบรรยากาศมันแตกต่างไปจากเดิม ฉันพยายามมองไปรอบๆห้องว่าที่นี้มันคือที่ไหนและมันเกิดอะไรขึ้น" ห้องนอนบัลลังก์ " ใช่นี่มันห้องนอนของบัลลังก์ฉันจำได้แล้วทำไม" อื้ออ " ก่อนความคิดของฉันจะไปไหนต่อก็มีเสียงที่ดังมาจากด้านหลังพร้อมกับการกระชับตัวฉันให้แน่นขึ้นและภาพทุกอย่างมันก็ค่อยๆไหลเข้ามา ไม่จริงๆมันอาจจะเป็นความฝันก็ได้ ฉันก้มลงมองตัวเองก็รู้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน ทั้งฉันและบัลลังก์กำลังนอนเปลือยกายด้วยกันทั้งคู่อยู่บนเตียง ฉันพยายามตั้งสติของตัวเองไม่ให้เตลิดไปไกลกว่านี้แล้วพยายามแกะมือของบัลลังก์ออกอย่างเบามือที่สุด ไม่นานมันก็ออกจนได้ ถึงเจ้าตัวจะรู้สึกรำคาญที่มีคนรบกวนเวลานอนก็ตาม" อึก " ฉันกลั้นเสียงไม่ให้มันดังออกมา ทันทีที่เท้าฉันแตะพื้นความเจ็บก็ตรงเข้าเล่นงานฉันทันที ฉันข่มความเจ็บเอาไว้แล้วเดินไปหยิบเสื้อของบัลลังก
สวบบบ !!! " กรี๊ดดดด "" ไอฉิบหาย "ผมก้มลงมองจุดที่เชื่อมกันอยู่มันมีเลือดสีแดงสดที่ซึมออกมา จริงๆก็แอบคิดนะว่าผักขมอาจจะซิงแต่ก็คิดว่าคงไม่ซิงเหมือนกันเพราะเกิดมาอายุก็ขนาดนี้แล้วจะไม่เคยเลยสักครั้งมันก็ไม่น่าจะใช่ แต่พอมาเจอแบบนี้แม่งไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะเป็นคนแรก เกิดมาผมก็พึ่งจะเคยเปิดซิงยัยนี่คนแรก" อะ.... เอาออกไป เจ็บ " ผักขมพยายามจะผลักตัวผมออก แต่โทษทีว้ะ" มาขนาดนี้เอาออกก็โง่ดิว้ะ " เรื่องมันมาถึงขนาดนี้จะให้ผมเอาออกเพื่อฆ่าตัวเองได้ยังไง" ฉันเจ็บบัลลังก์ " ผักขมก็ร้องออกมาอีกครั้ง“ เออ! รู้แล้ว คิดว่าเจ็บคนเดียวรึไง ” " อย่าเกร็งดิว้ะ ฉันขยับไม่ได้ " ผมเข้าใจว่าครั้งแรกมันเจ็บแล้วมาเจอขนาดอย่างผมเข้าไปอีกมันก็ยิ่งเจ็บ แต่มันไม่ใช่แค่เธอไงว้ะ ผมก็เจ็บแม่งเล่นเกร็งจนผมขยับไม่ได้ ลูกชายผมมันก็ปวดตามไปด้วย จนผมต้องโน้มตัวขึ้นไปจูบเพื่อให้ผักขมผ่อนคลายถ้าเธอยังเกร็งอยู่แบบนี้ทั้งผมทั้งเธอจะตายกันหมดจ๊วบ จ๊วบผมใช้ทั้งปากที่ดูดดึงปากของผักขมและมือที่บีบหน้าอกเธอเพื่อให้เธอมีอารมณ์ร่วมกับผมไปด้วย เมื่อเห็นว่าผักขมผ่อนคลายขึ้นผมเลยใช้มือแยกขาเธอออกให้กว้างขึ้นเพื่อให้ผมได้อ
-คอนโดบัลลังก์-“ เดินดีๆดิว่ะ ” ผมก้มลงไปดุคนที่อยู่ในอ้อมกอด แม่งก็เล่นเดินไปข้างหน้าสามก้าวถอยหลังสองก้าวแบบนี้เมื่อไหร่มันจะถึง แล้วตอนนี้ผมก็เริ่มจะหงุดหงิดแล้วด้วย“ อื้อ ดุอีกแล้ว ดุเหมือนหมาเลย ” เหอะ ยัยนี้เมาแล้วกล้าขึ้นเยอะเลยว่ะ กล้าด่าผมว่าเป็นหมาเลย“ แล้วอยากโดนหมากัดไหมละ ” แม่งจะกัดให้ปากเปื่อยเลย“ คิคิ ครายยเขาจะอยากโดนกัด เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย ” ผักขมหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วก็บ่น มันคงจะถึงเหอะเล่นเดินอยู่แบบนี้ ผมเลยตัดสินใจอุ้มผักขมขึ้นแล้วเดินเข้าลิฟท์ไปฟึด ฟึดไม่นานลิฟท์ก็ขึ้นมาถึงชั้นที่ผมอยู่ ผมก็รีบเดินให้ถึงห้องแต่ระหว่างนั้นผักขมก็ใช้จมูกมาดมๆตรงซอกคอผม แม่ง จะรู้ไหมว่ะว่าที่ทำอยู่มันกำลังทำให้ผมหมดความอดทน“ อยู่นิ่งๆดิว่ะ ” ผมว่าผักขมอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆว่าเธอลงบนโซฟา ก็ที่ประจำของผักขมนั้นแหละ จะหาว่าผมใจร้ายให้ผู้หญิงนอนโซฟาก็ได้ เพราะผมก็ไม่ใช่คนใจดีอยู่แล้วที่ยอมให้มาอยู่ด้วยก็ใจดีมากเกินพอแล้ว ปกติผมไม่ชอบให้ใครมาอยู่ในที่ส่วนตัวนอกจากเพื่อนผม“ อ่าาา ปวดหัวจัง ” นิ่งไปได้สักพักผักขมก็บิดตัวแล้วพึมพำออกมา“ แม่งไม่รู้จะโทษใครเลยไอสัส ” จะด่าไอสงคร
“ นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว ” พอเดินมาถึงโต๊ะเสียงของสงครามก็ดังขึ้นมาก่อนเลย“ หึ ไม่มาได้มั้ง มึงเล่นโทรจิกเป็นเมียมันขนาดนั้น ” และเสียงของเก้าทัพก็ตามมา สองคนนี้เถียงกันได้ตลอดจริงๆซินะ“ แต่งตัวมาน่ารักมากเลยผักขม ” “ อ๋อ....เอ่อ ขอบคุณนะ ” ฉันไม่รู้จะตอบกลับสงครามไปยังไงดี ก็เล่นพูดออกมาตรงๆแบบนั้นฉันเลยคิดคำตอบได้แค่นี้แล้วยิ้มให้สงครามไป“ อยากตาย ? ” บัลลังก์พูดแล้วกระตุกให้ฉันนั่งลงข้างๆเขา ฉันไปทำอะไรให้บัลลังก์ไม่พอใจอีกแล้วละ“ อ่ะ ! ” นั่งได้ไม่นานสงครามก็ยื่นแก้วมาที่ฉันและบัลลังก์“ มาช้าก็ต้องโดนลงโทษ หมดแก้วครับ ” สงครามพูดและยิ้มไปด้วย แต่ฉันนี่ซิยิ้มไม่ออก ฉันดื่มได้นะ แต่ฉันไม่ได้คอแข็งอะไรขนาดนั้นไง ปกติฉันจะเป็นสายจิบ ไม่ก็ค็อกเทลสองสามแก้ว หรือไม่ก็ไม่แตะเลย“ เร็วดิ วันเกิดกูนะเว้ยไอสัส ” เหมือนสงครามจะพูดกดดันบัลลังก์นะ แต่มันก็ดูกดดันฉันไปในตัวด้วย“ เออ ” อึก อึก ปึก !บัลลังก์ยกแก้วที่มีน้ำสีอำพันที่เกือบเต็มแก้วลงคอไปไม่นานมันก็หมด แล้วกระแทกแก้วลงบนโต๊ะ เลยทำให้สงครามเลื่อนสายตามามองฉันต่อ เหมือนบอกกลายๆว่าถึงตาฉันต้องดื่มเข้าไปแล้ว เห้อ เอาว่ะผักขมก
“ ให้มันน้อยๆหน่อยไอบรรลัย ”“ หึ ” ฉันหลุดขำออกมากับชื่อที่สงครามใช้เรียกบัลลังก์ ฉันว่ามันก็ฟังดูเข้ากับเขาดีนะ บรรลัย“ ขำอะไร ” แต่คนที่ดูจะไม่ชอบน่าจะเป็นบรรลัย เอ๊ย บัลลังก์ ดูดิมองหน้าฉันเหมือนจะบีบคอให้ฉันตายตรงนี้เลย“ ก็เปล่านิ ” ฉันตอบไปนิ่งๆทั้งที่ในใจยังคงพยายามกลั้นขำอยู่ คิดได้ไงนะสงคราม“ แยกกันเลยไหม ” เก้าทัพถามออกมา“ เออ แยกเลย ” บัลลังก์ก็เป็นคนตอบคำถามนั้นตามด้วยสงคราม แล้วก็ออกศึกที่พยักหน้าตอบรับ ออกศึกเขาจะไม่พูดอะไรออกมาเลยรึไง อยากฟังเสียงเขา“ คืนนี้ห้ามเบี้ยวนัดนะเว้ย ” แต่ก่อนจะแยกย้ายกันก็ไม่วายที่สงครามจะพูดย้ำออกมา คืนนี้พวกเขานัดไปทำอะไรกันละมั้ง“ เออ ย้ำเป็นยาหลังอาหารเลยนะมึง ” เก้าทัพก็เป็นคนตอบกลับไป ดูเหมือนว่าสองคนนี้จะชอบเถียงกันนะ“ ก็กูกลัวพวกมึงเบี้ยว เธอก็ไปด้วยดิ ผักขม ”“ ฉันหรอ ” ฉันชี้หน้าตัว ฉันไปเกี่ยวอะไรด้วย“ อื้ม ไปด้วยนะ ”“ ฉันว่า .... ”“ เอาเป็นว่าตกลงนะ ส่วนมึงไอออสพามิลินไปด้วยนะ เจอกันคืนนี้ บาย ” แล้วสงครามก็เดินออกไปเลย เดี๋ยวนะฉันยังไม่ได้ตอบตกลงว่าจะไปหรืออะไรเลย“ ไว้เจอกัน ” ตามมาด้วยเก้าทัพแล้วออกศึกที่เดินตามออกไป
วันต่อมา“ อ่ะ ” บัลลังก์ยื่นบางอย่างมาให้ฉัน“ ให้ฉันทำไมอ่ะ ” ฉันก้มลงมองของที่อยู่ในมือตัวเอง มันคือเกียร์ที่ฉันพึ่งคืนบัลลังก์ไป“ ใส่ไว้ ” ใส่ทำไม?“ คนอื่นจะได้รู้ว่าเธอคือ ผู้หญิงของฉัน ” ผู้หญิงของบัลลังก์หรอ ทำไมฉันถึงรู้สึกใจเต้นแปลกๆกับประโยคนี้“ แล้วมันต่างกับคนอื่นยังไง ” มันก็เป็นสัญลักษณ์รูปเกียร์หมด แล้วมันจะต่างจากคนอื่นยังไง“ มันมีรหัสอยู่ ” ฉันก็ก้มลงมองเกียร์ที่อยู่ในมืออีกครั้ง ซึ่งมันมีตัวเลยสลักไว้บนนั้นจริงๆ มันเป็นแบบนี้นี่เองเด็กวิศวะถึงแยกเกียร์กันออกว่าของใครเป็นของใคร จริงๆฉันก็แอบสงสัยมาตั้งนานแล้วละว่าเขาแยกกันยังไง“ อีกอย่างสร้อยเส้นนี้ฉันก็ทำขึ้นมาเอง มันไม่เหมือนใครแน่นอน ” จริงๆสร้อยของบัลลังก์มันก็ดูแปลกตาจริงๆ อย่างที่ฉันบอกไปว่าสร้อยเขามันดูสะดุดตา“ นายใส่ให้หน่อยได้ไหม ” ฉันถามออกไปเสียงเบากลัวจะทำอะไรไม่ถูกใจเขาอีก“ มานี่ ” เพราะฉันกับบัลลังก์นั่งกันคนละฝั่งกัน บัลลังก์เลยให้ฉันขยับไปหาเขาเอง ฉันเลยลุกขึ้นแล้วเดินไปหาเขา“ อ่ะ ”ตุบ !ฉันร้องออกมาด้วยความตกใจก็แทนที่บัลลังก์จะใส่ให้ฉันดีๆ เขากลับกระชากตัวฉันให้นั่งลงบนตักเขา มันก็รู้สึกแปลก







