LOGIN“มันเป็นปัญหายังไงไม่ทราบ นี่มันคือวาสนาใหญ่ที่อีกสามตระกูลอยากได้แต่ไม่กล้าเอ่ยปากขอด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าฉันจะด่าจนผมร่วงหมดหัว”
“ไอ้ข่าวลือที่แพร่ว่าฉันจะยึดตระกูลอุดรภาคเนี่ย ไร้สาระชิบหาย ไหนเมื่อนี่มันตระกูลในปกครองอยู่แล้ว จะไปยึดทำไม ความสำคัญมันคืออะไรกันแน่”
นนท์ภัทรอธิบายยืดยาวออกมาด้วยความรำคาญ ถึงจะรู้ว่าคนอื่นเป็นคนปกติทั่วไป มีความหวาดกลัว กังวล และสติสมบูรณ์ก็เถอะ
“เอาเป็นว่าเรื่องพวกนั้นไม่ต้องไปสนใจหรอก ฉันจะแบกรับคำพูดห่าเหวไร้สาระไว้เอง พวกนายทั้งหมดมีหน้าที่ทำงานรับใช้ก็พอ จะคิดอะไรมากมาย สมองพังพอดี” นนท์ภัทรสรุป
ชินภัทรที่ยืนรออยู่หน้าประตูมาตั้งแต่แรกถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย เพราะข่าวลือไร้สาระพวกนี้มันกินเวลามานานหลายปี
ถึงแม้ว่าเจ้านายของตนเองจะไม่ได้พูดอะไรก็ตาม เขารับรู้อยู่เสมอว่าอีกฝ่ายพยายามปกป้องด้วยการไม่ให้เข้าพบทั้งแบบเป็นทางการและการพบเจอกันเป็นการส่วนตัว
ในทางกลับดันอนุญาตให้พบพี่ชายและพี่สาวตนเองแบบทางการและแบบส่วนตัวได้ปีละสองสามครั้งตามมารยาทซะงั้น ข่าวพวกนั้นจึงเบาบางราวกับขนนก ไม่ควรค่าแก่การพูดถึง
“เจ้าหนูหน้าประตูมีอะไรอยากจะถามไหม ฉันจะตอบทีเดียว” นนท์ภัทรถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“ไม่มีครับ ทุกอย่างท่านมักไขความกระจ่างเสมอ ไม่เคยทำให้รู้สึกสงสัยสักครั้ง” ชินภัทรตอบกลับเสียงเรียบ
เพราะทุกครั้งนายท่านมักจะดุด่าทุกคนด้วยถ้อยคำมากกว่าสิบคำเสมอ มันเฉลยออกมาทางคำด่ายังไงล่ะ
จากการอาศัยอยู่มาตั้งแต่สิบขวบยันตอนนี้อายุสิบสามก็พอรับรู้แล้วว่าแม้จะได้รับการอุปถัมภ์เพราะไม่อยากกลับไปวุ่นวายกับตระกูลตนเองก็ตาม
แต่ที่อยู่อาศัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขาถูกจัดอยู่ในส่วนของคนสนิทและใกล้ชิดกับตระกูลภูทนินทร์ ส่วนพี่สาวกับพี่ชายถูกจัดอยู่ส่วนของแขกเสียมากกว่า
มันจึงเป็นการบ่งบอกว่าได้รับความดูแล แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ไม่มีสิทธิเข้ามาชั้นใน จนกว่าจะสอบผ่านถึงจะมีโอกาสเหล่านั้น
“ดิฉันมาตามคำสั่งของนายท่านค่ะ” ชลลดาเอ่ยพลางทำความเคารพ
“ผมมาตามคำสั่งของนายท่านครับ” ชัชวินเอ่ยพลางทำความเคารพ
“อืม...อายุของเจ้าหนูคนเล็กคือสิบสาม เจ้าหนูคนกลางคือสิบเจ็ด ยัยหนูคนโตคือสิบเก้า พวกนายเติบโตขึ้นมาจริงๆ หลังจากรับมาเลี้ยงดูปูเสื่ออยู่นาน”
“ฉันพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ยัยหนูคนโตอีกสามเดือนมาเรียนรู้งานส่วนของตระกูลอุดรภาคที่ทำเพื่อตระกูลภูทนินทร์ เจ้าหนูคนกลางถ้าสอบรอบสุดท้ายไม่ผ่านก็รอเรียนมันตอนอายุเท่าพี่สาวนายตอนนี้”
“ส่วนเจ้าหนูคนเล็ก ฉันจะส่งนายไปทำภารกิจร่วมกับน้องชายของฉัน นี่เป็นภารกิจแรกไปทำตามที่น้องฉันสั่งก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้สมองให้มันเปลืองพื้นที่”
“ตอนนี้น้องของฉันอายุสิบแปดปีแล้ว ออกไปตากแดดตากลมตากฝนบ้าง อย่ามัวแต่อยู่ในที่ร่มให้มันรกหูรกตาฉันขนาดนั้น”
“ส่วนที่เหลือออกไปได้แล้ว เกะกะลูกตาฉัน” นนท์ภัทรออกคำสั่งพลางโบกมือไล่สองพี่น้องออกไปทั้งคู่
เหล่าคนสนิทของนนท์ภัทรรู้หน้าที่ว่าตนเองควรทำอย่างไรต่อไป จึงพากันออกไปส่งคำสั่งให้สองพี่น้องด้านนอกทันที
“พูดซะไม่เกรงใจคนที่ช่วยถ่ายเอกสารเลยนะครับ ผมยืนจนขาแข็งหมดแล้ว” นภัทรตอบกลับเสียงไม่ดังนักแต่แฝงไปด้วยความไม่สบอารมณ์
“ตลกล่ะ ให้เก้าอี้ปรับนั่งไปแล้วเหอะ อย่ามาใส่ความกันนะเว้ยเฮ้ย” นนท์ภัทรตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เช่นกัน
“แล้วบ่นไม่ได้เหรอครับ ในเมื่อใช้ถ่ายเอกสารให้คนในคฤหาสน์ตั้งหลายพันชีวิต ผมทำมาตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่บ่นเลยสักคำ พี่นนท์จะบ่นอะไรนักหนา”
“ถ้าฉันไม่บ่นคงจะอึดอัดตายห่าพอดี ขอให้ได้พูดหน่อย”
“กูว่าแล้วไง” ชินภัทรพูดพลางถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย แต่ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะปกติคนนอกไม่เข้าใจพวกเราอยู่แล้ว บทสนทนาที่มีเพียงสองคนเข้าใจเท่านั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำเอาบีระพัฒน์กุมขมับด้วยความปวดหัว ณ ห้องทำงานของชินภัทร “มาหาผมมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ” ชินภัทรถามพลางอ่านเอกสารต่อไปโดยไม่ได้หันไปมองเลยสักนิด เพราะในบ้านหลังนี้คนที่จะก้าวเข้ามาโดยไม่เคาะประตูก่อนมีไม่กี่คนหรอก นอกจากเจ้าของบ้านหรือนายจ้างชั่วคราวที่มีสัญญาเป็นปีอย่างบีระพัฒน์ วรวงศ์หรอก จากการมาอยู่อาศัยร่วมเดือน ผลงานล่าสุดคือการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ที่อยู่ใกล้ตัวภายในคฤหาสน์ไปได้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบ
ชินภัทรตอบกลับพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่จินเจตเริ่มเปิดสงครามน้ำลาย เขาเองก็พร้อมสู้รบเสมอ ยังไงเพื่อนอีกสองคนก็ไม่คิดจะเข้าร่วมสังเวียนแต่แรก “ตามตัวเจอแล้วไอ้เวร รีบกลับกันเร็วมีเรื่องต้องกลับไปรายงาน” จินเจตวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยความรีบร้อน “ไม่ต้องรีบร้อน บอกไอ้คุณกับไอ้เจตว่าไม่ต้องทำ ทุกอย่างฉันจัดการหมดแล้ว” ชินภัทรบอกพลางตบไหล่เพื่อนสนิทให้ใจเย็นลงด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “จริงดิ พวกเราไม่ต้องอดตาหลับขับตานอนแล้วใช่ไหม” “จริงแท้แน่นอน เรื่องงานใครจะมาหลอกมึง จะโง่ก็ให้มันพอประมาณได้ป่ะ” “แหมพอฉลาดกว่ากูเข้าหน่อยทำเป็นอวดเชียวนะมึง อย่าถึงทีมึงโง่บ้างแล้วกัน”
เพราะข้อมูลที่อ่านมาก่อนสอบนั้นเป็นเพียงการคาดเดา และความเป็นไปได้ถึงสี่ครอบครัวที่กำลังมีภัย บุคคลตรงหน้าคือเป้าหมายคนปัจจุบันที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในตอนนี้ แบบนี้คงไม่ต้องไปสืบหาที่ไหน เพราะภารกิจอยู่ตรงหน้าแล้วไงล่ะ “ไม่ทราบว่าพอจะช่วยฉันได้หรือเปล่า” บีระพัฒน์เห็นอีกฝ่ายเงียบไปหลายนาทีจึงเกิดความร้อนใจ เลยพยายามถามอีกครั้งเพื่อต้องการคำตอบ กลืนศักดิ์ศรีของราชวงศ์เศษเสี้ยวอันน้อยนิดไปหมดสิ้น ตอนนี้หน้าตามันจะไปสำคัญอะไร หากไม่มีชีวิตอยู่ เกียรติยศมันก็ไม่มีความจำเป็นหรอก “เอาเป็นว่าผมจะช่วยคุณแล้วกันครับ ในฐานะพี่น้องร่วมสถาบันเดียวกัน แต่ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายคงจะสูงกว่าที่คิด เพราะเรื่องนี้มันใหญ่เกินกว่าที่ผมจะโอบไว้”&nb
“ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากตระกูลอุดรภาคและจากตระกูลภูทนินทร์มาอย่างดี ไม่จำเป็นต้องให้คนจากฝั่งภาครัฐยื่นมือเข้ามาสอดหรอก” “จะเห่าใส่ใครก็ช่วยแหกตาดูหน่อยเถอะ ว่าอีกฝ่ายเขาทำอะไรได้บ้าง เอาแต่ปากดีแบบนี้ระวังจะโดนตัดลิ้นนะครับ ไหนบอกว่ามีหน่วยข่าวกรองที่แม่นยำไง” “คงรู้ใช่ไหมว่าลำพังบอดี้การ์ดแค่ห้าคนตรงหน้า ไม่สามารถปกป้องคุณจากผมได้เลยสักนิด แค่ขยับนิดเดียวน่าจะตายกันหมดแล้ว” “บอกเจตนาที่แท้จริงของคุณออกมาซะ ก่อนที่ผมจะหมดความอดทนแล้วไล่อัดให้น่วมทุกคน อย่างไรเสียตระกูลของผมสูงส่งกว่าตระกูลธรรมดาทั่วไปของคุณแน่นอน” ชินภัทรตัดสินใจพลิกสถานการณ์กลับมาด้วยการฟาดทางฝีปากไม่ยั้งมือเลยสักนิด จะต่อว่าเขายังไงก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่การมาด่ามารดา คุณชาย
“คุณชายเล็กเมื่อเติบโตขึ้นก็มาล้างอันดับด้วยคะแนนที่สูงกว่าทั้งหมด” “ผมไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นหนึ่งในสิบแข็งแกร่งหรอกครับ พอดีเห็นอะไรแบบนี้อยู่ทุกวัน ผมปลงกับอันดับเหล่านี้ไปหมดแล้ว” ชินภัทรตอบพลางถอนหายใจด้วยความห่อเหี่ยว สมัยก่อนยังไร้เดียงสานัก คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าพี่น้องในบ้าน แปลว่าแข็งแกร่งที่สุด เมื่อออกมาโลกภายนอกถึงรู้ว่ายังมีผู้แข็งแกร่งกว่ามากมาย “บางเรื่องคุณดูโตกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก สมแล้วที่ได้รับการสั่งสอนมาจากตระกูลภูทนินทร์ แต่สรุปแล้วคือไปบ้านฉันสักหนึ่งปีนะ ตกลงไหม” “ไม่ต้องห่วงว่าผมจะเอาเปรียบคุณ ทั้งค่าใช้จ่ายในการเรียนอบรมและค่าจ้างบอดี้การ์ด ผมจะเป็นคนออกให้ทั้งหมด มีอะไรขัดข้องตรงไหน” บีระพัฒน์ถามกึ่งบังคับเพราะมีเ
ชินภัทรไม่ใช่คนที่เข้าสังคมเก่งเท่าไหร่ เลยพยายามประดิษฐ์คำพูดเท่าที่จะพูดอวยพรให้ได้ แถมยังรู้สึกตื่นเต้นกับความบังเอิญได้เข้าใกล้หนึ่งในเป้าหมายอยู่หลายครั้ง “ฮ่าๆๆ ขอบคุณนะ คุณรู้สึกทำให้ผมเอ็นดูสุดๆ ไปเลย อายุเท่าไหร่เนี่ย” บีระพัฒน์อดที่จะหัวเราะอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดูอย่างที่เอ่ยปากออกไป สมกับเป็นเจ้าเด็กที่ชอบเอาแต่ศึกษาเล่าเรียน จนไม่ค่อยเข้าสังคมเท่าไหร่ จะเห็นหน้าตาสักครั้งต้องเป็นงานใหญ่พอสมควร กับงานระดับชาติเท่านั้นแหละ ใบหน้าหล่อเหลากับเรือนผมสีชมพูนี้มันหาดูยากจริงๆ เห็นตอนแรกย้อมสีส้ม ตอนนี้เปลี่ยนเป็นชมพูกลับทำให้น่าเอ็นดูมากกว่าเดิม “สิบห้าครับ แล้วคุณล่ะบีระพัฒน์ล่ะครับ” เด็กหนุ่มตอบพลางเช็ดเหงื่อที่เริ่มไหล่ซึมจนเห็นได้ชัด ปกติไม่ค่อยใช้วาจาเป็นทางการแบบคุณชาย







