LOGIN“แง้! เอามันออกไปนะ! แง้ๆๆ!”
เสียงร้องไห้โฮของเด็กน้อยวัยแปดขวบดังลั่นไปทั่วซอยในหมู่บ้านบียอนด์วีไอพี ร่างเล็กนั่งแปะอยู่กับพื้นถนนคอนกรีต จ้องมอง ‘งูยาง’ ตรงหน้าด้วยความขวัญเสียจนไม่กล้าแม้แต่จะลุกหนี
“ฮ่าๆๆ ยัยซื่อบื้อ! นั่นมันแค่งูของเล่นเองนะ ขี้แยชะมัด!”
เด็กชายวัยเก้าขวบที่ยืนชี้นิ้วหัวเราะร่าท่ามกลางกลุ่มเพื่อน คือจุดเริ่มต้นความเกลียดชังในใจของ ‘เจ้าขวัญ’... เธอปักใจเชื่อตั้งแต่ตอนนั้นว่า พี่ชายข้างบ้านคนนี้ไม่ต่างอะไรกับปีศาจตัวร้ายในการ์ตูนเจ้าหญิงที่เธอชอบดู
เวลาหมุนผ่าน ทั้งคู่กลายเป็นคู่กัดกันเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าสู่วัยมัธยมปลาย พี่ชายคนเดิมเริ่มกลายเป็นคนเงียบขรึมและเข้าถึงยาก ทว่าสิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยน... คือเขายังคงหาโอกาสแกล้งเธออยู่เสมอ
และเหตุผลนั้นเอง...
“ห่างๆ กับแทนไทหน่อยนะลูก แม่ไม่ชอบพวกอันธพาล ได้ข่าวว่ามีเรื่องชกต่อยไม่เว้นแต่ละวัน” ‘แม่รดา’ เอ่ยกำชับด้วยสีหน้าแฝงความกังวลอย่างปิดไม่มิด
เจ้าขวัญพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ร้องตอบอย่างไร้ความอาลัยอาวรณ์ “หนูก็ไม่ได้อยากยุ่งจ้ะแม่ พี่แทนชอบแกล้งหนู แต่หนูไม่เคยคิดอยากเข้าใกล้เขาเลยสักนิด”
ผู้เป็นแม่ยิ้มรับด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะลูบหัวลูกสาวด้วยความรัก “ดีมากจ้ะ... เชื่อฟังพ่อกับแม่นะ”
เพราะคำว่า ‘ลูกที่ดี’ และ ‘ผู้มีพระคุณ’ ชีวิตของเจ้าขวัญจึงถูกกรอบของครอบครัวตีล้อมไว้อย่างแน่นหนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตัว เรื่องเรียน หรือแม้กระทั่งรสนิยมส่วนตัว แฟชั่นสวยๆ ที่เพื่อนวัยเดียวกันใส่กันขวักไขว่ เธอทำได้เพียงแอบมองด้วยความอิจฉา ลมหายใจถูกยึดเหนี่ยวไว้ด้วยคำพูดกรอกหูของผู้เป็นแม่ที่ว่า
‘เด็กสมัยนี้แต่งตัวอะไรกันก็ไม่รู้ เฮ้อ... ดีนะที่ลูกสาวแม่ไม่เป็นแบบนั้น’
กระทั่งเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย แม้ใจจริงจะรักงานนิเทศศาสตร์แค่ไหน เธอก็จำต้องเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจตามคำสั่งของพ่อแม่ ส่วนเรื่องของพี่ชายข้างบ้าน... แม้จะเคยห่างหายกันไปช่วงหนึ่ง แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเอกชนโกลบอลแห่งนี้ วงจรอุบาทว์เดิมๆ ก็วนลูปกลับมาอีกครั้ง เขาคอยแกล้ง คอยรังควาน และที่น่ากลัวที่สุดคือ... เขารู้ความลับว่าเธอแอบชอบรุ่นพี่คณะแพทย์ปีสี่...
.
บรรยากาศยามเช้าภายในมหาวิทยาลัยร่มรื่นไปด้วยร่มไม้ใหญ่ โต๊ะหินอ่อนเรียงรายตลอดทางเดิน เจ้าขวัญในชุดนักศึกษาตัวหลวมโพลก กระโปรงพลีทยาวเลยเข่าดูเรียบร้อยจนเข้าขั้นเชย ใบหน้าหวานไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มตามคำสั่งห้ามของแม่ เธอเดินกอดหนังสือเรียนแน่น สายตาก้มมองต่ำไม่อยากสบตาใคร
“ยัยเฉิ่ม! จะรีบไปไหน ไม่คิดจะทักทายพี่ชายข้างบ้านหน่อยเหรอวะ?”
เสียงทุ้มห้าวของชายหนุ่มในชุดช็อปสีแดงเลือดหมูดังแหวกความเงียบขึ้นมาดั่งคำราม นักศึกษารอบข้างหันขวับมามองเธอเป็นตาเดียว เสียงหัวเราะคิกคักเริ่มเซ็งแซ่
เจ้าขวัญชะงักกึก สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ก่อนจะตัดสินใจก้าวขาเดินต่อ ทำเป็นหูหนวกไม่สนใจเสียงกวนประสาทนั้น
“เฮ้ย! นอกจากเฉิ่มแล้วยังหูหนวกด้วยหรือไงวะ!” แทนไทลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะหินอ่อน คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่โดนเมิน
“พี่แทนคะ... จะไปสนใจทำไม วาวานั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคนนะคะ” หญิงสาวหุ่นเซ็กซี่ในชุดรัดรูปที่นั่งโอบแขนเขาอยู่เอ่ยประท้วงเสียงหวาน พลางทำหน้ามุ่ยอย่างขัดใจ
ทว่าแทนไทกลับสะบัดแขนออกอย่างไม่แยแส เขาย่างสามขุมเข้าหาเจ้าขวัญอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งมือหนาไปคว้าจับต้นแขนบางไว้แน่น... แรงพอที่จะยึดเธอไว้ แต่ไม่เบียดเบียนจนเกิดรอยช้ำ
“กูเรียก... ไม่ได้ยินหรือไง?”
“ได้ยิน แต่ไม่อยากตอบ” เธอเงยหน้าเอ่ยตอบตรงๆ ด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย แทนไทกระตุกยิ้มเหยียด นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่หวาน
“เกลียดกูขนาดนั้นเลย?”
ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจเป่ารดแก้มเนียน กวาดสายตามองใบหน้าสดใสไร้แป้งผสมรองพื้น ก่อนจะลากสายตามองไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเปิดเผย
“ก็รู้นี่คะ... แล้วจะถามทำไมอีก เจอกันก็ไม่ต้องฝืนทักหรอก ไม่ได้อยากคุยด้วย”
“หึ... ปากดี” เขาหัวเราะในลำคอ “ที่ทักเพราะกูรู้จัก ถึงต้องทัก เธอดื้อ อายุน้อยกว่าก็ควรรู้จักเคารพรุ่นพี่สิ”
“พี่ไม่ใช่รุ่นพี่ในคณะฉันสักหน่อย”
“แต่กูเป็นรุ่นพี่ในสถาบันเดียวกันไหมวะ!”
เจ้าขวัญสะดุ้งตัวโยนเมื่อเขาตวาดลั่น เธอกระชับหนังสือในอกแน่น ดวงตาสั่นระริกด้วยความโกรธและความเจ็บใจ เธอเกลียดคนเสียงดัง เกลียดการถูกตวาดใส่หน้า เกลียดอันธพาลที่ชอบหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว... และเกลียดเขามาตั้งแต่เด็ก!
หญิงสาวพรูลมหายใจเข้าออกช้าๆ เม้มริมฝีปากสั่นระริกเพื่อข่มอารมณ์กรุ่นร้อนในอก
“สวัสดีค่ะ... รุ่นพี่” เธอจำใจยกมือไหว้ทักทายตัดรำคาญ “ฉันขอตัวไปเรียนก่อนนะคะ”
พูดจบก็เตรียมจะก้าวขาหลบออกไปข้างๆ แต่คนพาลก็คือคนพาล...
หมับ!
มือหนาคว้าจับข้อมือเล็กไว้ได้ทันควัน “เดี๋ยว... เช้าขนาดนี้มีคลาสไหนเรียนวะ? เพิ่งจะเจ็ดโมงครึ่ง”
“.....”
“พอดีกูอยากกินกาแฟ”
จบคำสั่งเอาแต่ใจ เขาก็ออกแรงดึงข้อมือเบาๆ ออกเดินนำไปตามทางเพื่อพาเธอไปร้านกาแฟทันที โดยไม่แยแสเสียงตะโกนเรียกของกลุ่มเพื่อนวิศวะข้างหลัง
“เฮ้ยไอ้แทน! มึงจะไปไหนวะ?!” ‘เจต’ ตะโกนถามเมื่อเห็นเพื่อนทิ้งกาแฟที่ยังเต็มแก้วไว้บนโต๊ะ แถมยังทิ้งสาวสวยอย่างวาวาไว้กลางวงอีกต่างหาก
“แล้วกาแฟที่มึง...”
“หุบปากไปเลยไอ้บอล!”
‘บอล’ พูดยังไม่ทันจบ แทนไทหันไปตวาดดักคอเพื่อนเสียงเขียว ก่อนจะหันกลับมาหาคนตัวเล็กที่พยายามแกะมือเขาออกสุดชีวิต
“ปล่อยนะ! ฉันไม่ไปกับพี่!”
“อย่าดิ้นดิ! บอกให้ไปก็ต้องไป!”
เขาดุเสียงเข้ม สีหน้าดูหงุดหงิดระคนหึงหวงที่ซ่อนไว้ไม่มิด แต่อุ้งมือหนากลับรัดข้อมือเธอไว้แน่นหนา ไม่ยอมปล่อยให้เธอหลุดมือไปง่ายๆ แล้วออกแรงก้าวเดินจ้ำอ้าว โดยไม่สนใจเลยว่าคนข้างหลังจะต้องวิ่งตามจนเหนื่อยหอบแค่ไหน
ทั้งสองเดินจูงมือกันมาจนถึงร้านกาแฟแบรนด์ดังภายในมหาวิทยาลัย เจ้าขวัญที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินเพื่อก้าวตามคนตัวสูงให้ทันยืนหอบหายใจจนตัวโยน
“อ้าว… น้องเจ้าขวัญ มาซื้อกาแฟเหรอครับ?”
เสียงทุ้มนุ่มนวลอันคุ้นเคยดังทักทายขึ้น เจ้าขวัญรีบเงยหน้าขึ้นยืนตัวตรง ใบหน้าหวานที่เคยบูดบึ้งพลันขึ้นสีเลือดฝาดระเรื่อทันตาเมื่อสบเข้ากับดวงตาอบอุ่นของ ‘หมอพิชญ์’ นักศึกษาคณะแพทย์ปีสี่ผู้แต่งกายเนี๊ยบกริบ รอยยิ้มละมุนละไมบนใบหน้าหล่อเหลานั้นทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะ
ทว่าสายตาของหมอพิชญ์กลับเลื่อนต่ำลงมองมือสองคู่ที่กุมประสานกันไว้ด้วยความแปลกใจ เจ้าขวัญมองตามสายตานั้นแล้วรีบสะบัดมือออกจากการจับกุมของแทนไทอย่างแรงจนหลุดพ้น เธอรีบยกหนังสือขึ้นมากอดไว้แน่น ก้มหน้าลงเล็กน้อยแก้มใสแดงระเรื่อ
“สะ… สวัสดีค่ะ พี่พิชญ์”
แทนไทขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อคมตึงขึ้นมาทันควัน เขามองหน้านักศึกษาแพทย์ด้วยสายตาไม่สบอารมณ์อย่างปิดไม่มิด ลิ้นหนาดุนกระพุ้งแก้มข่มความหงุดหงิดที่เริ่มปะทุในอก
“รู้จักมันด้วย?” เขาหันไปเลิกคิ้วถามคนข้างกายเสียงห้าว
“โอ๊ย! จะพาฉันไปไหน! ฉันไม่ไป ปล่อยนะ!”แทนไทไม่สนเสียงโวยวายและแรงขัดขืนอันน้อยนิด เขาคว้าข้อมือเล็กแล้วลากเธอให้เดินตามกลับมายังตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาที่มองมาเป็นตาเดียวร่างสูงใหญ่กึ่งลากกึ่งจูงเธอฝ่าวงล้อมเข้าไปในโรงฝึกงานของสาขายานยนต์ ก่อนจะกดไหล่บางให้ทรุดนั่งลงบนโซฟาหนังเก่าๆ มุมห้องที่พวกเพื่อนเขาชอบมาใช้นอนพัก“พี่แทน! ฉันจะกลับบ้าน! ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่!” เจ้าขวัญผุดลุกขึ้นทันที แต่ก็ถูกมือหนากดไหล่ให้นั่งลงไปอีกรอบ“นั่งลง!” เสียงทุ้มตวาดดุ นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์จนร่างเล็กสะดุ้งตัวโยน “ถ้าดื้อลุกขึ้นมาอีกครั้งเดียว... ฉันจะจับเธอจูบโชว์ไอ้พวกนั้นให้หมด สับสนหรือยังไงว่าปีศาจอย่างฉันมันจะกล้าทำอะไรบ้าง?”เขาพยักพเยิดหน้าไปทางกลุ่มนักศึกษาวิ
ตอนที่เดินมาเกือบจะถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัย ไม่รู้ว่าเพราะอาณาเขตของมหาวิทยาลัยมันแคบเกินไป หรือเพราะโชคชะตากำลังเล่นตลก ถึงได้ดลใจให้ ‘เจ้าขวัญ’ เดินกอดหนังสือสวนทางมาพอดีแม้ร่างบางจะเอาแต่เดินก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง แต่เพียงแค่มองเห็นเส้นผมและลาดไหล่เล็กๆ นั่น แทนไทก็ชะงักฝีเท้า ยืนนิ่งงันอยู่กับที่จนเอด้าที่ควงแขนเขาอยู่ต้องหยุดตามเอด้าเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าหล่อคมของแทนไทพลางขมวดคิ้วสงสัย ก่อนจะตวัดสายตามองตามทิศทางนั้น ก็เห็นเพียงแค่นักศึกษาสาวแต่งตัวเชยๆ คนหนึ่งกำลังเดินตรงมาทว่าในจังหวะนั้นเอง เจ้าขวัญก็เงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นปลายเท้าของใครบางคนขวางทางอยู่ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับร่างสูงของแทนไท... ที่กำลังถูกดาวคณะนิเทศฯ กอดรัดท่อนแขนแกร่งเอาไว้แนบชิดอกราวกับคู่รักก้อนเนื้อในอกซ้ายของเจ้าขวัญกระตุกวูบไหวเบาๆ ความรู้สึกชาวาบและปั่นป่วนตีตื้นขึ้นมาจนจุกคอ เธอไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ อาจจะแค่เพราะเธอไม่เคยเห็นพี่ชายข้างบ้านในมุมนี้มาก่อนล่ะมั
กลิ่นน้ำมันเครื่องและเศษโลหะในโรงฝึกงานคณะวิศวกรรมศาสตร์ไม่ได้ช่วยให้อารมณ์คุกรุ่นของแทนไทเย็นลงได้เลย ร่างสูงใหญ่เดินหน้าบึ้งตึงเข้ามาด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่กระจายไปรอบตัวบอลและเจตที่กำลังง่วนอยู่กับการประกอบชิ้นงานเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิท เจตและบอลลอบสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก็รู้ได้ทันทีว่าอาการ ‘หมาบ้า’ กำลังกำเริบเพราะเรื่องอะไรบอลเป็นคนแรกที่ละมือจากประแจ เดินเข้าไปตบบ่าหนาของเพื่อนเบาๆ ฃ“เรื่องน้องเจ้าขวัญของมึงอีกแล้วดิ?”เจตที่เดินตามมาสมทบรีบขยี้ซ้ำ “คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะวะ หรือว่าไอ้หมอหน้าหล่อนั่นมันคาบไปแดกแล้ว?”“หุบปากไปเลยไอ้สัด!” แทนไทตวัดสายตาคมกริบมองขวางเพื่อนทันที เสียงทุ้มตวาดกร้าว “ได้แดกเหี้ยอะไรล่ะ... กูไม่มีวันยอมให้เป็นอย่างนั้นแน่”พูดจบอสูรกายหนุ่มก็ระบายอารมณ์ด้วยการเตะท่อนเหล็กที่ขวางทางเท้าจนกระเด็นไปกระแทกผนังเสียงดังลั่น ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กอย่างหัวเสีย สองมือหนายกขึ้นเสยผมที่ปรกหน้าลวกๆ อย่างคนคิดไม่ตก“มึงชอบน้องมันขนาด
หมอพิชญ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติและปล่อยมือจากเจ้าขวัญอย่างมีมารยาท“บังเอิญเจอกันน่ะครับ พี่กำลังจะชวนน้องขวัญไปทานข้าวเช้า... น้องขวัญไปกันเถอะครับ” หมอหนุ่มตัดบทและหันมาทางหญิงสาว“โทษทีว่ะไอ้หมอ...”แทนไทเอ่ยแทรกขึ้นมาดื้อๆ ร่างสูงใหญ่ขยับเข้ามายืนขวางกลางระหว่างคนทั้งสองอย่างจงใจ“บังเอิญว่าคุณป้า... แม่ของยัยนี่ สั่งให้ฉันคอยดูแลลูกสาวสุดที่รักของเขาอย่างใกล้ชิด”เจ้าขวัญเบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าคนขี้ตู่ทันที “พี่พูดบ้าอะไร! แม่ฉันไปสั่งพี่ตอนไหน!”เธอเถียงเสียงหลง เพราะรู้ดีว่าแม่รดาเกลียดแทนไทเข้าไส้ตั้งแต่แทนไทขึ้นม.ปลายและเริ่มมีเรื่องมีราวไม่เว้นวัน ไม่มีทางจะฝากฝังเธอไว้กับเขาเด็ดขาดแทนไทไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน ทว่าแฝงความหมายอันตรายเอาไว้ชัดเจน“จะไปกินข้าวกับมัน... หรือจะให้ฉันโทรไปบอกแม่เธอตอนนี้... ว่าเมื่อคืนลูกสาวคนดีกลับดึกเพราะไปร่านกินข้าวกับผู้ชายมา”&ldqu
“เปล่าค่ะแม่! ขวัญ... ขวัญแค่กำลังไล่หมาจรจัดแถวนี้น่ะค่ะ!”เจ้าขวัญรีบตะโกนตอบผู้เป็นแม่ด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น ก่อนจะรีบยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมเรี่ยวแรงที่จู่ๆ ก็เหือดหายไปดื้อๆ ก้าวขาที่สั่นเทาเดินเข้าบ้านไป“หมาจรจัด? ตายจริง หมู่บ้านเราปล่อยให้มีหมาจรจัดหลุดเข้ามาได้ยังไง รปภ.ทำงานประสาอะไรเนี่ย”คุณรดาบ่นกระปอดกระแปดขณะเดินเข้ามาลูบแขนลูกสาวอย่างแสนห่วง “แล้วนี่พี่พิชญ์มาส่งถึงบ้านเลยใช่ไหมลูก ดีจริงๆ เลยนะ สุภาพบุรุษแถมยังโทรขอแม่ก่อนดูแลหนูดีขนาดนี้ แม่ล่ะปลื้มจริงๆ”คำชมเชยที่แม่มีต่อหมอพิชญ์ ไม่ได้ทำให้เจ้าขวัญรู้สึกพองโตในอกเหมือนทุกครั้ง รอยยิ้มของเธอฝืดเฝื่อนเต็มที ภาพข้อความแจ้งเตือนชื่อ ‘นาเดีย’ แวบเข้ามาในหัว สลับกับคำพูดร้ายกาจของอสูรกายข้างบ้านที่เพิ่งทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้เมื่อครู่“ขวัญ... ขอตัวขึ้นห้องก่อนนะคะแม่ วันนี้เหนื่อยมากเลย”หญิงสาวตัดบท รีบสาวเท้าขึ้นบันไดตรงดิ่งไปยังห้องนอนของตัวเอง ทันท
บรรยากาศภายในร้านกาแฟกลับมาอบอวลไปด้วยความหวานละมุนอีกครั้งเมื่อปราศจากเงาของเด็กวิศวะอันธพาล หมอพิชญ์ดูแลเจ้าขวัญอย่างดีเยี่ยม เขาเป็นสุภาพบุรุษ เพียบพร้อม และใส่ใจในทุกรายละเอียดจนเด็กสาวที่ถูกเลี้ยงมาในกรอบอย่างเธออดไม่ได้ที่จะใจเต้นแรง“เดี๋ยวพี่ไปหยิบกระดาษทิชชู่ให้ก่อนนะครับ ขวัญทานเค้กรอเลย”ชายหนุ่มส่งยิ้มอบอุ่น วางสมาร์ทโฟนเครื่องหรูคว่ำหน้าลงบนโต๊ะก่อนจะลุกเดินไปที่เคาน์เตอร์ เจ้าขวัญมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยแววตาชื่นชม ทว่า...ครืด... ครืด...แรงสั่นเตือนจากสมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำให้หญิงสาวละสายตาลงมามอง แม้ตัวเครื่องจะคว่ำอยู่ แต่แสงไฟจากหน้าจอที่สว่างวาบก็สะท้อนกับพื้นโต๊ะกระจกสะท้อนให้เห็นข้อความแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาอย่างชัดเจน[Nadia_N]: ‘คืนนี้หมอจะแวะมาหาไหมคะ นาเดียซื้อไวน์ตัวที่หมอชอบมารอแล้วนะ...’ช้อนคันเล็กในมือเจ้าขวัญชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าหวานค่อยๆ จางลง ความรู้สึกชาวาบแล่นริ้วขึ้นมาในอก คำว่า ‘หมอ’ และบริบทของการชวนไปหาตอนกลางคืน มันดูห่างไกลจากคำว







