LOGIN“โอ๊ย ทำไมมันซวยแบบนี้วะเนี่ย” ลืมคืนให้เขาได้ไงกัน ประเด็นคือจะให้วิ่งกลับไปคืนทั้งที่วิ่งหนีเขามาเนี่ยนะ อยากจะบ้าตายของแท้เลยพรนับพัน! วันนี้ยังไม่ใช่วันที่ฉันจะต้องเอาเสื้อช้อปไปคืนเขาฉะนั้นขอยัดเก็บลงกระเป๋าสะพายผ้าสีเทาของตัวเองก่อนก็แล้วกัน
หมับ
“กรี๊ด!”
“กรี๊ดทำบ้าอะไรวะเพิร์ล ฉันเองเว้ย” วันนี้ฉันตกใจมากี่รอบแล้ววะเนี่ย เหมือนคนมีชนักติดหลังเลยอะ เพราะกลัวว่ารุ่นพี่วิศวะคนนั้นจะตามมาลากฉันไปกระทืบหรือไม่ก็อาจจะจับฉันโยนลงบึงให้ไอ้โจ๊กเพื่อนสนิทเขาแทะกินเนื้อฉันอะดิ
“ตกใจหมด มาไม่ให้สุ่มให้เสียงนะเมือง!” จู่ๆ ก็เอามือมาตบบ่ากันขนาดนี้ก็ต้องตกใจปะ
“กลายเป็นสาวขวัญอ่อนตั้งแต่เมื่อไหร่ก่อน” ฉันแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิทนามว่าหนุ่มเมืองเหนือ ใช่ ก็เมืองเป็นหนุ่มเมืองเหนือจริงๆ นี่นา หล่อตี๋และหน้าตาดีมากแต่ปัญญาอ่อนสุด หมอนี่เป็นเพื่อนกับฉันตั้งแต่เริ่มทำกิจกรรมรับน้องและละลายพฤติกรรมก่อนมหาลัยเปิดซะอีก
“พวกแกยืนทำบ้าอะไรกันวะ มานั่งดิ” เสียงเล็กแหลมตะโกนโหวกเหวกโวยวายจนนักศึกษาคนอื่นมองพวกเราราวกับเป็นตัวตลก ถามจริงมีใครสติดีบ้างปะระหว่างฉัน เมืองและตาลเพื่อนสาวสุดแสบ “แกเอาของไปส่งให้ไอ้ปูนิ่มที่คณะเสร็จแล้วเหรอเพิร์ล”
“อือ” ตอบตาลเมื่อมานั่งประจำที่เรียบร้อย คว้าขวดน้ำเปล่ากระดกดื่มจนหมดขวดจนเพื่อนสองคนมองด้วยสีหน้าสงสัยว่าฉันไปเหนื่อยอะไร เหมือนกับวิ่งมาราธอนมาสักสี่ห้าชั่วโมง
“ผมเผ้ากระเซิงมาก เหมือนอีบ้าเลย” ตาลดันกระจกให้ฉันส่องหน้าตัวเอง โอเคเหมือนคนบ้าจริงๆ นั่นและ ฉันจึงดึงยางรัดผมออกหยิบหวีจากมือเพื่อมาสางเส้นผมสีดำขลับที่ตัดตรงช่วงหน้าให้โครงเข้ามาและจะสั้นกว่าด้านหลัง จัดผมแสกข้างตอนแรกก็ไว้หน้าม้าซะดิบดีหรอกนะ เพราะความซนของตัวเองตัดหน้าม้าจนสั้นเลยหัวคิ้วแถมยังชี้โด่จนน่าเกลียด กว่าจะปล่อยให้ยาวได้ก็โดนยายนวลกับไอ้ตัง ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนหัวเราะเยาะกันเสียยกใหญ่
“มองอะไร” เพราะเพื่อนสองคนเงียบแถมยังมองหน้าฉันอีกต่างหาก “ฉันสวยว่างั้น”
“อือ”
“ห๊ะ!” คำตอบนี้เป็นของเมืองเหนือ ฉันมักจะเรียกเพื่อนแบบนี้เสมอ “ขนลุกว่ะ”
“จริง ใช่ปะตาล”
“ใช่” อะไรกัน จู่ๆ เพื่อนสองตัวก็มาชมว่าฉันสวยเนี่ยนะ “ไม่ได้สวยนะ แต่แกน่ารักมากกว่า”
“คนสวยอะมองก็จะแบบสวยกระแทกใจ” เมืองอธิบายพลางหยิบคุกกี้จากมือตาลเข้าปากและชี้หน้าฉัน “เธอน่ารัก ดูดิ ตาโตชั้นเดียว จมูกก็โด่งเป็นสัน ริมฝีปากเล็กบาง โครงหน้าก็เรียว... เหมือนสาวญี่ปุ่นอะ ตัวเล็กๆ ตาโตๆ”
“สมองได้รับการกระทบกระเทือนปะ พวกแกมาชมฉันเนี่ย!” เขินนะเว้ย ฉันน่ะเคยมองหน้าตัวเองแล้วชมซะที่ไหนกันเพราะคิดมาตลอดว่าตัวเองไม่ได้มีอะไรดีเลยสักนิด ชีวิตโฟกัสแค่ขายของไปวันๆ ทำขนมยังไงให้ต่อยอดได้ พอพวกมันชมแบบนี้จำต้องเหล่มองกระจกว่าหนังหน้าตัวเองมันเป็นอย่างที่เมืองเหนือมันอธิบายหรือเปล่า
คำตอบที่ได้รับคือถูกต้องล้านเปอร์เซ็น!
“คนไม่สนิทคงจะมองแกน่ารักนะ สำหรับพวกเราที่รู้จักกันดีเห็นมาก็เฉยๆ อะ” ตาลตอบ “เมื่อกี้แกปล่อยผมด้วย ผู้หญิงตอนทำอะไรเผลอๆ มีเสน่ห์ที่สุดนะบอกไว้ก่อน”
“เหรอ” ฉันลากเสียงยาวใส่ยัยตาล ก็เพื่อนฉันคนนี้มันสวยเริ่ดที่สุดในคณะนี่นาแม่ดาวคณะสุดฮอต ขึ้นมาปีหนึ่งก็ได้รับเลือกเป็นดาวเลยคิดดูว่าฮอตแค่ไหนกันล่ะ ส่วนเมืองเหนือหนุ่มตี๋สเปกสาวหลายคนก็เจ้าชู้เวอร์วัง เพื่อนมีแทบจะทุกคณะ ฉันได้อนิสงค์จากเมืองเหนือเนี่ยล่ะเพราะปูนิ่มเป็นเพื่อนกับเมืองเหนือไง หมอนี่หาลูกค้าให้ฉันด้วยการโฆษณาแบบเวอร์วัง อย่างว่าโฆษณาก็ส่วนหนึ่งเรื่องบริโภคต้องยกให้ลูกค้าเป็นคนตัดสิน “ตัวฉันมีอะไรดีวะ ขนาดน้ำหอมยังไม่เคยฉีด”
“ก็จริง”
“มีแต่กลิ่น...” พูดจบก็ก้มหน้าดมเสื้อนักศึกษาของตัวเอง “กลิ่นเหงื่อกับกลิ่นขนมที่อบ”
“กลิ่นขนมที่แกอบ หอมจะตาย” ตาลบอกพลางยื่นหน้ามาดมเสื้อฉัน “ขนมยายนวลหอมที่สุดในโลก”
“ใช่ปะ แบบนี้ต้องสั่ง”
“สั่งกินจนหน้าฉันจะเป็นคุกกี้อยู่ละ ให้คนอื่นได้ลิ้มลองบ้างเหอะ”
“ชิ”
“เอาล่ะ เลิกเล่นได้แล้ว ไปเรียนกัน!”
เมืองเหนือเป็นคนห้ามทัพและคว้าหนังสือกับชีทเดินนำเราสองคนเข้าไปในตึกของคณะ เพื่อเตรียมเข้าคลาสเรียน ระหว่างรออาจารย์ฉันก็เปิดกระเป๋าหวังจะหยิบชีทเรียนขึ้นมาก็ต้องสะดุดกับเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูที่เผลอติดมือมา หันไปมองเมืองเหนือที่คุยกับเพื่อนในคลาสอยู่ ส่วนตาลก็แชทคุยกับหนุ่มคนสนิทอยู่มหาลัยอื่น จึงยื่นหน้าเข้าไปทำจมูกฟุดฟิดแถวเสื้อช้อปของรุ่นพี่วิศวะคนนั้น
“กลิ่นอะไรเย็นๆ” เป็นกลิ่นที่ไม่คุ้นจมูก มันไม่ได้ฉุนมากจนทำให้ฉันรู้สึกไม่อยากดมนะ นอกจากจะมีกลิ่นหอมปะปนกันมั่วไปหมด ยังมีกลิ่นเย็นที่ฉันว่าพอหยิบชีทออกมามือก็คลำไปโดนตรงกระเป๋าเสื้อ เหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น ฉันไม่ได้ถือวิสาสะหยิบมันออกมาดูนะ แค่สงสัยก็เลยล้วงมันออกมาเป็นกล่องบุหรี่ยี่ห้อหนึ่ง
เป็นกล่องสีดำเขียว พอเปิดดูก็ไม่พบว่ามีบุหรี่อยู่ในนั้นแม้แต่มวนเดียว ฉันอ่านหน้ากล่องบุหรี่น่าจะเป็นยี่ห้อของบุหรี่ที่รุ่นพี่วิศวะคนนั้นสูบ Marlboro Black Menthol
“อ้อ...” ฉันลากเสียง กลิ่นเย็นๆ ที่ว่าคือเมนทอลเองสินะ สูบเก่งมาก!
“เฮ้ย เธอสูบบุหรี่ด้วยเหรอวะเพิร์ล”
“บะ บ้าไม่ได้สูบ!” ตกใจเอากล่องบุหรี่ยัดใส่กระเป๋าเพราะเมืองเหนือมันหันมาเห็นพอดี
“ไม่สูบอะไร ก็เห็นๆ อยู่”
“ไม่ใช่ของฉัน” ปฏิเสธเสียงแข็งจนเมืองเหนือหรี่สายตามอง “ของลุงต๋อง”
“ลุงต๋องสูบบุหรี่ราคาแพงขนาดนั้นเลยเหรอ” ลุงต๋องที่พูดถึงคือพ่อของไอ้ตังและเป็นลูกชายคนเดียวของยายนวล ง่ายๆ นะท่านเป็นลุงของฉันนั่นแหละ “ไม่น่าเชื่อลุงต๋องสูบบุหรี่ยี่ห้อนี้ด้วยเหรอวะ”
“คงอยากเปลี่ยนมั้ง” ปฏิเสธได้หน้าด้านที่สุดแล้วเพิร์ล “ว่าแต่นายรู้ได้ไง”
“บุหรี่นอกราคาเป็นพัน”
“พะ พันเลยเหรอ!” โห ต้องรวยมากเลยใช่ไหมอะรุ่นพี่คนนั้น เมืองเหนือเหมือนจะพูดอะไรต่อแต่อาจารย์ก็เข้าคลาสมาพอดีทำให้บทสนทนาของเราจบลง ฉันจึงเลิกใส่ใจเสื้อช้อปและกล่องบุหรี่ของรุ่นพี่วิศวะคนนั้น
ต้องหาวิธีเอาเสื้อช้อปไปคืนเขาแบบไม่ต้องเจอหน้ากันอีก ปัดความรับผิดชอบที่ทำเขาเจ็บตัวไปขนาดนั้นอะ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ผิดแท้ๆ แต่การชิ่งหนีออกมามันเป็นทางออกที่ดีที่สุดนี่นา
*------------------------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก
![friend zone รักร้ายนายเพื่อนสนิท [ 3P ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






