로그인Jake Lack #2
เจคแลค
“นั่นเอ็งเอาเสื้อใครมาน่ะเพลิน”
“อ๋อ” หันไปสบตากับยายนวลเมื่อเห็นว่าฉันเอาเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูออกจากกระเป๋าผ้า แขวนไว้ตรงขอบจับประตูตู้เสื้อผ้า ภายในห้องเช่ามันไม่ได้แคบมากขนาดนั้นนะ เพราะพื้นที่หลังบ้านกว้างขวางพอที่จะเป็นโซนสำหรับอบคุกกี้กับทำขนมหรืออาหารขาย ส่วนภายในจะมีห้องสองห้องและยายนวลยกห้องนอนให้ฉันกับไอ้ตัง ส่วนยายนวลจะนอนบนเตียงไม้ตัวยาวที่ลุงต๋องซื้อไว้ให้มีผ้าปูรองทับอีกที คนแก่อะนะชอบนอนที่เปิดโล่งและยิ่งนอนตรงหน้าทีวีด้วยแล้ว
บางวันเปิดประตูออกมาเห็นยายนวลนอนหลับเปิดทีวีไว้ พอจะปิดก็ลืมตาบอก ‘ข้าดูอยู่ จะปิดทำไม’ เอิ่ม พูดมาได้ว่าดูจริงๆ ให้ทีวีดูตัวเองเสียมากกว่าล่ะมั้ง ส่วนลุงต๋องพ่อของไอ้ตังท่านมีอาชีพขับรถบรรทุกส่งของทั่วจังหวัดไปทีก็เป็นอาทิตย์
“ไอ้อ๋อน่ะใคร” ยายนวลเท้าเอว เมื่อส่งเสื้อนักศึกษาที่รีดให้จนเรียบส่งมาให้ฉันในห้องนอนที่มีแค่เตียงนอนสำหรับนอนคนเดียวกับโต๊ะทำงานตรงมุมห้อง “เสื้อตัวใหญ่ยังกับยักษ์”
“เสื้อรุ่นพี่น่ะยาย”
“รุ่นพี่เรอะ” จะให้อธิบายยังไงยายก็คงไม่เข้าใจ “เขาฝากไว้ พรุ่งนี้เอาไปคืน”
“เดี๋ยวออกไปกินข้าวได้แล้ว”
“จ้า”
ฉันขานรับเมื่อเอาเสื้อนักศึกษาเก็บเข้าตู้ หลังจากกลับจากสนามแข่งถึงห้องก็ช่วงสามทุ่ม ทำให้กิจวัตรประจำวันสำหรับเตรียมของขายพรุ่งนี้เวลาล่วงเลยมาเกือบห้าทุ่มถึงจะมีข้าวตกถึงท้อง เช้ามืดฉันจะต้องตื่นขึ้นมาทำบราวนี่เอาไปส่งให้ไอ้ปูนิ่มกับเพื่อนที่สั่งพร้อมแซนวิชด้วย สำหรับทำขายที่สนามแข่งจะมีคุกกี้เนยสดกับช็อกโกแลต อ้อ คุกกี้กะทิใบเตยที่ยายนวลทำมันขายดีเวอร์ทำเพิ่มอีก ส่วนแซนวิชฉันค่อยกลับมาทำพร้อมกับไอ้ตังเพราะแซนวิชทำแปบเดียว
ออกจากห้องโผล่มาหน้าบ้านก็เห็นยายนวลนั่งชันเข่าขึ้นบนแคร่ไม้ขนาดสี่เหลี่ยมหน้าบ้านมีอาหารธรรมดาๆ แต่รสชาติไม่ธรรมดาวางอยู่สามสี่อย่าง ตามด้วยไอ้ตังที่เดินออกจากห้องมานั่งขัดสมาธิตักข้าวลงจานก่อนคนแรก
“ยาย หนูถามอะไรหน่อย” ด้วยความที่วันนี้เรื่องที่เจอกับรุ่นพี่วิศวะมันคาใจฉันมาก เลยเลือกถามคนเฒ่าคนแก่ว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นจริงได้หรือเปล่า “ตั้งแต่ยายเกิดมา ยายเคยเห็นใครเลี้ยงตัวตะกวดปะ”
“ห๊า! เลี้ยงตะกวดเนี่ยนะ” ไอ้ตังถึงกับสำลักข้าว “หมา แมวมีให้เลี้ยงไม่เลี้ยงเนี่ยนะ บ้าเปล่า”
“มันมีด้วยเหรอวะคนที่เลี้ยงตัวแบบนั้นน่ะ” มีไงยาย แล้วหนูก็เพิ่งจะเจอคนประหลาดเช่นเขาครั้งแรกในชีวิตเหมือนกันนั่นแหละ “ข้าไม่เคยพบเคยเจอ”
“หนูก็ว่าแบบนั้น” อาจจะแค่สนิทกันก็เลยเลี้ยงไว้ที่บึงหน้าคณะงี้ปะ ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกนะ พี่เขานอกจากจะหล่อเหมือนไม่มีอยู่จริง ยังแปลกประหลาดที่สนิทสนมกับตัวตะกวดนี่สิ “เสียดาย”
“เสียดายอะไร?” ใบหน้าหล่อเหลาของไอ้ตังเสนอหน้าเข้ามาใกล้จนฉันเอื้อมมือตีหน้าผากมัน
“ยุ่ง”
“แอบไปมองหนุ่มในมหาลัยคณะไหนมาล่ะ” ชี้หน้าแกมแซวฉันอีกต่างหาก ไอ้เด็กบ้านี้
“มีที่ไหนกันเล่า!”
“เพลิน” จู่ๆ ยายนวลก็เรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตาของยายที่จ้องมองมาทำเอาฉันกับไอ้ตังหยุดทะเลาะกันทันที ทำไมทำหน้าจริงจังแบบนั้นด้วยใจคอไม่ดีแล้วดิ “เอ็งน่ะเพิ่งจะอายุ 19 ได้เรียนมหาลัยปีหนึ่งเองนะ”
ฉันขมวดคิ้วพลางสบตากับไอ้ตังที่ยักไหล่ไหวและตักข้าวเข้าปาก “ยายหมายถึงอะไร หนูไม่เข้าใจ”
“เรื่องผู้ชายน่ะ อย่าเพิ่งรีบไปคิด”
“หนูเปล่าคิดนะยาย ไอ้ตังมันมั่ว”
“ข้าแค่เตือน” น้ำเสียงอ่อนโยนเอื้อนเอ่ยพร้อมฝ่ามือที่เหี่ยวย่นเอื้อมมือมาลูบศีรษะฉันเบาๆ “เอ็งยังเด็กกับเรื่องพวกนี้ สมัยนี้ผู้ชายไม่น่าไว้ใจสักคน”
“หนูรู้แล้ว ยายไม่ต้องเป็นห่วงนะ คนอย่างหนูเนี่ยไม่ชอบใครง่ายๆ หรอก” ยืดอกพลางเอามือทุบฉีกยิ้มกว้างให้กับยายนวลที่ส่ายหน้าพลางยิ้มเอ็นดู “หนูจะอยู่กับยายแบบทั้งที่ยังโสดและซิงจนแก่เลยล่ะ ยายคอยดู”
“ดูแลตัวเองดีๆ นะเพลิน ข้าไม่ได้ห้ามนะถ้าเอ็งจะมีความรัก”
“รับทราบครับผม” ค้อมศีรษะให้ยายนวลเพื่อรับคำสั่งสอนที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กจนเติบโต
“แค่ไม่อยากให้เอ็งเจอผู้ชายแบบพ่อเอ็ง”
“!” ชื่อของใครบางคนเล่นงานจนช้อนในมือร่วงกระทบบนจานกระเบื้องจนเกิดเสียงดัง
“เจอผู้ชายแบบพ่อเอ็ง อยู่ให้ห่างมันซะ ถ้าเอ็งไม่อยากเจ็บเหมือนกับแม่ของเอ็ง”
พอนึกไปถึงใครบางคนที่ทำให้ฉันต้องระเห็จมาอยู่กับยายนวล ถ้าไม่ได้ยายนวล ไม่ได้คุกกี้ชิ้นนั้นที่ทำให้อิ่มจนประทังชีวิตก็คงจะตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะ
“ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่พ่อของหนู” ฉันตอบยายนวลด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ผู้ชายพรรค์นั้น หนูเกลียดที่สุด”
“เพิร์ล”
“หนูอิ่มแล้ว ขอเข้าไปทำการบ้านต่อนะ”
ไอ้ตังเรียกรั้งฉัน หากแต่ว่ากลับเดินสาวเท้าเข้ามาในห้องนอนปิดประตูล็อกห้องนึกไปถึงคำพูดของยายนวลฉันก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ เปิดหนังสือเพื่อเขียนรายงานแค่เพียงจรดปลายปากกาลงบนกระดาษทุกสิ่งทุกอย่างที่หลงลืมไป กลับหวนย้อนราวกับหนังม้วนเดิมที่เปิดดูซ้ำวนไปมา
ผู้ชายที่ใจโลเลแบบนั้น ผู้ชายที่ชั่วถึงขนาดทิ้งลูกทิ้งเมียตัวเองน่ะ... อย่าเรียกตัวเองว่าพ่อเลย!
ถ้าหากจะต้องเจอผู้ชายแบบเขาคนนั้น ฉันขออยู่เป็นโสดจนตายเสียดีกว่า เพราะความใจโลเลทั้งที่ไม่ควรลังเลที่จะต้องเลือกใคร สุดท้ายเขาก็เลือกทำร้ายจิตใจของแม่และฉัน สายตาเหลือบไปเห็นรูปของแม่ที่อุ้มฉันตั้งแต่อายุได้เพียงแค่ห้าขวบ ใครจะไปคิดว่ามันจะเป็นรูปสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าของแม่กันล่ะ ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าแม่เลือกที่จะจบชีวิตของตัวเอง หวังแค่ว่าผู้ชายคนนั้นจะดูแลฉัน เปล่าเลย การตายของแม่ไร้ประโยชน์สำหรับคนใจดำคนนั้น
คนที่ฉันควรตอบแทนและสำนึกในบุญคุณคือยายนวลและลุงต๋อง พวกท่านทั้งสองเป็นผู้มีพระคุณของฉันอย่างหาที่สุดไม่ได้แล้วจริงๆ ลืมมันไปให้หมดเพิร์ล ชีวิตของแกมีแค่พวกเขาเท่านั้น ไม่ได้มีเอาไว้เพื่อนึกถึงเรื่องราวระยำในอดีต
หลังจากเช้ามืดฉันตื่นมาทำบราวนี่ตามออร์เดอร์ที่สั่งเรียบร้อย ก็เข้ามาอาบน้ำชำระร่างกายสวมเสื้อนักศึกษาเข้ารูปซึ่งฉันเป็นคนตัวเตี้ยและตัวเล็กจะให้สวมเสื้อตัวใหญ่ก็ยังไงอยู่นะ สวมกระโปรงพลีทจีบรอบเลยเข่าและเอาของส่วนตัวยัดใส่กระเป๋าผ้าตามด้วยเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูที่พับไว้อย่างดีหลังจากที่ซักเอารอยขูดของหญ้าออกไปจนหมด
“โห วันนี้ทำแซนวิชครีมสดผลไม้เหรอวะเนี่ย น่ากินชะมัด”
“เป็นไง หน้าตาหรูหรามะ” ฉันถามไอ้ตังที่หยิบกล่องแซนวิชครีมสดผลไม้รสเปรี้ยวเช่นสตอร์วเบอรี่หั่นบางๆ กับกีวี่และส้มแทรกเข้าไปด้วย “ลองเอาไปขายที่สนามแข่งดีกว่าวันนี้”
“น่าจะขายหมดนะ แปลกๆ แบบนี้” ไอ้ตังเอากล่องแซนวิชใส่กระเป๋าตัวเองไปหนึ่งกล่อง จนฉันแยกเขี้ยวใส่มันที่เดินผิวปากออกจากบ้าน ส่วนฉันก็ยืนสวมรองเท้าผ้าใบสีดำขาวหุ้มข้อแบบโบราณยับเยินพอพาให้ฉันไปถึงที่หมายได้ “ทำสติ๊กเกอร์แบรนด์เราแปะไปด้วยดิ เผื่อมีคนสั่งรับจัดทำส่งแบบคอฟฟี่เบรกงี้”
“เอ่อ เข้าท่าว่ะ” ชี้หน้าไอ้ตังพลางเห็นด้วยนะที่ทำสติ๊กเกอร์แปะตามกล่องหรือซองคุกกี้แซนวิช “วันนี้เดี๋ยวลองปรึกษาเมืองกับตาลดีกว่า ให้สองคนนั้นออกแบบ ฉันโง่เรื่องพวกนี้สุดๆ”
“ดีงาม ไปก่อนนะยาย”
“เออ!”
ยายนวลกำลังง่วนกับการขายของ พวกเราสองคนก็เลยนั่งรถเมล์เฉกเช่นทุกวันเพื่อมาเรียน ฉันเอาของไปส่งให้กับตามคณะอื่นหรือที่อาจารย์สั่งก่อนจะมาจบที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ณ ลานเกียร์ของคณะ ซึ่งไอ้ปูนิ่มสั่งบราวนี่นั่นแหละ พอส่งออร์เดอร์ให้เพื่อนเรียบร้อย ฉันก็จะกลับไปที่คณะของตัวเองถ้าไม่บังเอิญเห็นร่างสูงคุ้นตาที่นอนอยู่ที่เดิมและตำแหน่งเดิมข้างริมบึง
จึงเบี่ยงเส้นทางเดินตรงไปหารุ่นพี่วิศวะคนนั้นก็เห็นว่าเขาหลับ... หลับเก่งเวอร์วัง ไปอดหลับอดนอนมาจากไหนก่อน ขนาดฉันเดินเหยียบใบไม้แห้งขนาดนี้เขายังไม่ตื่นเลยคิดดู ถอนหายใจก้มหน้าหยิบเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูขึ้นมาและย่องไปตรงต้นไม้หวังจะเอาเสื้อช้อปของเขาแขวนไว้กับกิ่งไม้จะได้รีบแจ้นหนีออกมาโดยเร็วที่สุด พอแขวนเรียบร้อยไม่อยากจะนึกภาพตอนกลางคืนเลย มีคนเห็นแบบนี้มีหวังวิ่งหางจุกตูด
“จะรีบไปไหน”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกเรียกรั้งเท้าฉันเอาไว้เสียก่อน พลางค่อยๆ หันไปมองร่างสูงที่ลุกขึ้นนั่งเอามือยีเส้นผมสีดำสนิทของตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลาหันมามองฉันด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง นัยน์ตาสีดำสนิทจดจ้องมองมาจนฉันเผยรอยยิ้ม
“แหะ ไม่ได้หลับเหรอคะ”
“ตื่นตั้งแต่เธอเหยียบใบไม้” แล้วทำไมต้องแกล้งทำเป็นหลับด้วยเล่า! ฉันได้แต่ต่อว่าเขาในใจและชี้นิ้วไปยังต้นไม้
“หนูเอาเสื้อมาคืน”
“คืนให้ต้นไม้” คำถามของรุ่นพี่ทำให้ฉันงงงวย “เสื้อของใคร”
“ก็ของพี่ไง”
“ไม่เอามาคืน”
“กะ ก็หนูคืนให้แล้วไง”
“คืนให้ต้นไม้” นี่ฉันกำลังพูดกับตัวอะไรอยู่วะเนี่ย! “ต้นไม้เป็นเจ้าของ”
[50%]
*---------------------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก







