LOGINJake Lack #1
รุ่นพี่วิศวะโยธาฯ
“ยาย!”
“จะตะโกนแหกปากลั่นห้องทำไมไอ้ตัง”
“หาเสื้อนักเรียนไม่เจอ ยายเอาไว้ไหนอะ”
“ในตู้ไง ไม่แหกตาดูก่อนเล่า ไอ้เด็กคนนี้” ร่างสูงของเด็กหนุ่มวัย 18 ปี ทำหน้าบูดบึ้งและหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้านต่อ ส่วนฉันก็หันมาสบตากับยายนวลวัย 73 ปี กำลังนั่งเตรียมของสำหรับทำขายในช่วงเช้าของวันที่หน้าห้องเช่า สถานที่ตรงนี้ค่อนข้างพลุ่กพล่าน เนื่องจากมีคนทำมาหากินหาเช้ากินค่ำเดินออกไม่เว้นแต่ละวัน ยายนวลจึงคิดไอเดียขึ้นมาว่าขายข้าวแกงตอนเช้าได้เงินและช่วงบ่ายจะเตรียมอุปกรณ์ทำคุกกี้เอาไว้เพื่อรอฉันกลับจากเรียนมาอบเอาไปขายช่วงค่ำที่สนามแข่ง “ปวดหัวกับมันทุกวันไอ้หลานเวร”
“วันนี้หนูเลิกเรียนบ่ายสองจะรีบกลับมาอบคุกกี้นะยาย”
“เอาจริงนะ น่าจะลองติดต่อส่งคุกกี้ไปวางขายตามร้านกาแฟดีกว่าหิ้วไปขายไกลตั้งพัทยานะเพลิน”
“ใครเขาจะรับของเรากันล่ะยาย” ฉันตอบยายพลางถอนหายใจเอาจานข้าวไปเสิร์ฟให้กับลูกค้าที่รอนั่งกิน จากนั้นก็ปลดผ้ากันเปื้อนออกเตรียมตัวไปเรียนช่วงสิบโมง “ร้านเขาก็ต้องมีวัตถุดิบที่เลอเลิศ เอาของเราไปมีหวังคงขายไม่ออก”
“แต่เราก็ขายถูกกว่าร้านนะ ไม่แน่หรอก” ยายนวลบ่นพลางเอาฝาปิดหม้อแกงที่เหลือไม่มาก กับข้าวฝีมือยายของฉันนะอร่อยเลิศอย่าบอกใคร ฝีมือทำขนมยิ่งแล้วใหญ่ระดับเชฟมาชิมต้องให้ดาวมิชลินอะ ไม่ได้โม้นะบอกก่อน “เอ็งยังไม่ลองเลยนะเพลิน คุ้มยังไงขี่รถไปตั้งไกล เฮ้อ”
“ยาย!”
“โว้ย เอ็งจะเรียกอะไรนักหนาไอ้ตัง”
“เพิร์ล ไม่ใช่เพลิน” ตังที่แต่งตัวด้วยชุดนักเรียนม.6 ออกมาเท้าเอวบอกยายนวลที่เรียกชื่อฉันผิดจากเพิร์ลเป็นเพลิน “ดูการห่อลิ้นของผมนะ เพิร์ล”
“พะ เพอเรอะ”
“ไม่ใช่ เพิร์ลไงยาย”
“ห่อลิ้นแบบนั้น ลิ้นข้าจะหลุดอยู่แล้ว!” ยายนวลตะโกนโวยวายจนฉันนั่งเอามือกุมท้องตัวเอง ขำจนกรามจะค้างอยู่แล้ว ยายนวลกับตังคือทะเลาะกันได้ทุกวี่ทุกวันเลย “ไอ้เพลินมันยังไม่ว่าข้าเลยที่เรียกชื่อมันผิดน่ะ เอ็งนี่เสือกจริงๆ”
“คนเขาชื่อเพิร์ล เรียกเพลินๆ อยู่ได้”
“อย่าไปว่ายายได้ปะ คนเดียวที่ให้เรียกเพลินนะ คนอื่นห้ามเว้ย!” ฉันตะโกนใส่ตังที่เบ้ปากใส่ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งสวมรองเท้าผ้าใบสีดำ “คุ้มไม่คุ้ม หิ้วไปขายก็หมดตลอดเลยนะยาย”
“ตรงนี้ข้ารู้”
“ได้กำไร เติมน้ำมันไปกลับสองสามวันเติมที แบบนี้คุ้มจะตาย”
“ข้ารู้ ที่ข้ากลัวน่ะคือเอ็งจะเหนื่อยไงเพลิน” ฝ่ามือเหี่ยวย่นเอื้อมมือมาลูบศีรษะฉัน ซึ่งห่อไหล่เล็กน้อยตามประสาเด็กน้อยในสายตาของยายนวล “เรียนกลับมาก็ต้องเอาของไปขายอีก ไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน”
“เขาว่าขยันตอนยังเด็ก โตไปจะได้เป็นเจ้าสัวตอนแก่ไงยาย” พยายามทำให้ยายนวลขบขัน ฉันอยากเป็นความสบายใจให้กับครอบครัวมากกว่าเป็นทุกข์ ถึงจะไม่ได้มีเงินมากมายเช่าห้องแคบๆ อยู่พอมีพื้นที่ให้ทำขนมกับขายของได้ ก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ นี่นา ตอนนี้ยังมีแรงอยู่ก็ทำมันต่อไปเถอะ อยากทำอะไรก็ทำไปดีกว่ามารู้สึกเสียดายทีหลังทั้งที่ทิ้งมันไป
“อีกอย่างนะยาย ขายขนมไปด้วยนะได้ดูรถแข่งฟรีๆ เพิร์ลมันจะไม่ชอบได้ไง”
“จริง” หันไปชูนิ้วโป้งให้กับไอ้ตังเด็กหนุ่มวัย 18 ปี ที่อ่อนกว่าฉันแค่ปีเดียวแต่เราสองคนก็เหมือนเป็นเพื่อนมากกว่าพี่น้อง เพราะที่จริงแล้วฉันกับไอ้ตังไม่ได้เป็นพี่น้องกัน แต่อยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่เด็กเปรียบเสมือนคลานตามกันมาก็ได้ “สนุกมากเลยนะยาย เจ้าของสนามก็ใจดีด้วย ให้หนูไปขายเถอะยายไม่ต้องห่วงเลย ไอ้เพลินคนนี้จะรับหน้าที่นี่เอง หึ”
“หัวเราะได้กวนตีนมาก” แยกเขี้ยวใส่ไอ้ตังที่หยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า
“คุกกี้กับขนมสูตรฝีมือยายมีแต่คนติดกันแจ” ฉันฉีกยิ้มให้กับยายนวลที่ส่ายหน้าไปมาหากแต่ว่าถึงจะดูปากร้าย แต่ยายก็ใจดีที่สุดเลยล่ะ “เห็นไหมเนี่ยสั่งหนูกันเยอะเลย ต้องเอาไปส่งตามคณะอีก”
“เออๆ ข้ารู้ว่าเอ็งน่ะเก่งไอ้เพลิน”
“มันเก่งค้าขายจะตายไปนะยาย พูดยังไงให้คนซื้อสนใจได้ขนาดนั้น”
“คำโฆษณาก็ส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็รสชาติไงที่ผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสิน” ไอ้ตังเบ้ปากพลางพยักหน้า ก่อนจะก้มหน้ามองนาฬิกาข้อมือราคาร้อยเก้าสิบเก้าบาทที่เพิ่งไปถอยมากับฉันที่ตลาดนัดกลางคืนแถวพัทยา
“ไปได้แล้ว เดี๋ยวสายกันพอดี”
“หนูไปก่อนนะยาย เจอกันบ่ายสอง อ้อ...” ลุกขึ้นเอากระเป๋าผ้าสะพายบ่าและหยิบอีกหนึ่งถุงที่แพคคุกกี้กับขนมเอาไว้ไปส่งตามคณะที่สั่ง “รอหนูด้วยนะ ยายอย่าทำคนเดียวล่ะเดี๋ยวปวดหลังอีก”
“เออ ข้ารู้แล้วรีบๆ ไปเรียนกันได้เลยพวกเอ็งน่ะ เฮ้อ สั่งข้าอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน!”
เดินตามไอ้ตังที่สูงประมาณ 175 ซม. ในขณะที่ฉันสูงแค่เพียง 156 ซม. ไอ้ตังมันด่าฉันว่าเตี้ยตลอดทั้งที่อายุมากกว่ามันแค่ปีเดียว เหอะ ทำมาเป็นโชว์ว่าตัวเองสูงใหญ่ โอเคยอมรับว่าไอ้ตังมันสูงใหญ่เพราะเป็นนักกีฬาโรงเรียน แต่เรื่องแรงเหรอจะมาสู้ฉันได้บอกเลยไอ้ตังโดนฉันกระโดดกัดหูมาแล้วนะบอกไว้ก่อน คำว่า ‘ไอ้เตี้ย’ จึงเป็นคำต้องห้าม เพราะไอ้ตังไม่อยากหูขาดยังไงล่ะ
เพราะมหาลัยกับโรงเรียนของไอ้ตังอยู่ไม่เชิงติดกันหรอกนะ แต่นั่งรถเมล์มาก็จะถึงโรงเรียนของไอ้ตังก่อน พอโบกมือบ๊ายบายมันเรียบร้อยฉันก็นั่งรถเมล์ต่อมาอีกจนมาถึงมหาลัยเอกชน ที่ได้เข้าเรียนที่นี่เพราะเป็นเด็กทุนจากการสอบเข้ามาด้วยคะแนนที่สูงที่สุดของคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด ฉันเลือกเรียนสาขานี้อาจจะส่วนหนึ่งอยากสานต่อการขายล่ะมั้ง ในหัวมีแต่เรื่องค้าขายยังไงให้ต่อยอด คุกกี้กับขนมของยายนวลที่เป็นสูตรทำให้คนติดใจควรขายในราคาไหน
เฮ้อ จะให้ขายแพงเหมือนตามร้านกาแฟก็ไม่ได้หรือเปล่า ของหรือวัตถุดิบถึงจะดีก็ใช่ว่าจะมีราคาแพงเหมือนตามร้านกาแฟไง ดังนั้นฉันจึงเน้นการขายแบบการโฆษณา ขายแบบเหมาบ้างหรือไม่ก็แถมของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ลูกค้าติดใจ เพราะแบบนี้ถึงดึงลูกค้าในมหาลัยได้หลายคน ไม่ใช่แค่นักศึกษาต่างคณะรวมไปถึงคณะอาจารย์ด้วยนี่สิ
“กว่าจะมาได้นะเพิร์ล ฉันกับเพื่อนรอจนไส้จะขาดแล้ว”
“เออโทษที เอาไปส่งให้กับอาจารย์คณะนิเทศฯ อยู่อะ”
มาถึงลานเกียร์คณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นที่สุดท้ายก่อนจะเข้าเรียนตอนสิบโมงครึ่ง ฉันวางถุงผ้าและมองกลุ่มเด็กวิศวะเคมีปี 1 เป็นเพื่อนที่รู้จักกัน ฉันเป็นพวกที่ค่อนข้างเฟรนลี่มากและมักจะมีเพื่อนต่างคณะอยู่เยอะพอควร เพราะฉันเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นกุลสตรียินดีรับใช้ แต่เป็นผู้หญิงที่แก่นเหมือนม้าดีดกะโหลก พวกมันบอกมาแบบนี้
แต่ใช่ว่าเป็นผู้หญิงจะไม่หวงตัวนะ ฉันน่ะหวงตัวเองเสมอ เพื่อนชายต่างคณะก็ไม่ได้ทำตัวเป็นชายแท้ออกแนวเพื่อนชายกันมากกว่า พวกนี้น่ะมองฉันเป็นเพื่อนชายมากกว่าเพื่อนหญิงง่ายๆ เลย
“ทูน่า สลัดปูอัดแล้วก็วันนี้ลองทำไข่ดาวกับหมูสับรวนหวานเค็มดู”
“อันนี้น่าลอง” ช้อปสีขาวมีสัญลักษณ์เกียร์แปะตรงหน้าอกทำให้ฉันมองหน้าเพื่อนที่มีชื่อว่าไอ้ปูนิ่ม ชื่อไม่ได้เข้ากับหน้าตาเลยบอกตามตรง น่าจะชื่อกล้ามปูมากกว่า “พรุ่งนี้สั่งบราวนี่หน่อยดิ แม่ลองกินบอกอร่อยให้ซื้อมาฝากด้วย”
“กี่อัน” ฉันก้มหน้าจดรายการสั่งของเพื่อนชายกลุ่มวิศวะเคมีที่สั่งของสำหรับวันพรุ่งนี้แตกต่างกัน “พวกนายมีเรียนกี่โมงอะพรุ่งนี้”
“เที่ยง ไม่รีบ”
“โอเคงั้นก็ตามนี้นะ”
“เชี้ย! อันนี้อร่อยว่ะเพิร์ล” ปูนิ่มได้ลองกินแซนวิชไข่ดาวกับหมูสับรวนเค็มหวานก็ยกนิ้วโป้งชูให้ฉัน พร้อมกับเพื่อนอีกสามสี่คน เอาเป็นว่าจะลองทำไปขายที่สนามแข่งรถเถื่อนดูดีกว่าแหะ ให้ไอ้ปูนิ่มมันทดลองของกินให้นี่ล่ะดีที่สุด
เมื่อส่งออร์เดอร์ครบเรียบร้อย ฉันก็ก้มหน้ามองแชทข้อความจากเพื่อน อันนี้เพื่อนในคณะนะเป็นเพื่อนชายและเพื่อนสาวที่เป็นสายเฟรนลี่เพื่อนเยอะเหมือนกัน ที่สำคัญสองคนนี้หาลูกค้าให้ฉันด้วยล่ะถึงได้มีคนติดใจขนมฝีมือยายกับฝีมือของฉันยังไงล่ะ พอพิมพ์บอกเพื่อนว่ากำลังจะเดินไปที่คณะ เก็บมือถือรุ่นธรรมดาพอให้เล่นแอพฯ อะไรได้ลงกระเป๋า
ฉันก็เสมองไปยังหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปกติไม่เคยได้สังเกตหรอกนะว่าหน้าคณะจะมีบึงขนาดยักษ์และต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น ตรงนั้นจะมีโต๊ะหินอ่อนตั้งอยู่ แต่ไม่ค่อยเห็นนักศึกษาคนอื่นไปนั่งสักเท่าไหร่ เหมือนเป็นที่ประจำของคนในคณะที่แทบจะไม่มีใครกล้าเดินเฉียดไปตรงนั้นล่ะมั้ง
“เหี้ย อะไรวะนั่น”
แต่แล้วฉันก็ต้องอุทานออกมาเมื่อพอหรี่สายตามองดีๆ อะไรบางอย่างที่ทำให้น้ำในบึงกระเพื่อมเป็นวงกว้างมันกำลังเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งมาอย่างรวดเร็ว เอาจริงปะ ฉันควรเดินผ่านไปแล้วก็ทำทีไม่สนใจก็ได้ถ้าหากว่า... ไม่มีใครแม่งนอนอยู่ตรงนั้นอะ!
“แล้วคือไม่ได้ยินเสียงหรือไง” ฉันยืนเท้าเอวเพื่อมองดูสถานการณ์ก่อนว่าตัวเองควรเข้าไปเสือกหรือเดินผ่านไป ปล่อยให้ไอ้ตัวที่แหวกว่ายอีกไม่กี่วิจะถึงฝั่งมันคลานขึ้นมานอนเป็นเพื่อนใครบางคน พอเห็นว่าคนที่นอนอยู่ไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ประจวบเหมาะกับไอ้ตัวในน้ำมันคลานขึ้นมาถึงฝั่ง ทนมองได้เหรอเพิร์ล มันก็ไม่ได้อยู่แล้วไง “โธ่เว้ย!”
รีบใส่ตีนหมาวิ่งไปที่หน้าบึงใต้ต้นไม้ทันทีด้วยความเร็วจี๋ จังหวะนั้นฉันก็เบรกตัวเองหน้าเกือบทิ่มแล้วถ้าหากไม่ยืนจ้องหน้าไอ้ตัวที่กำลังจ้องฉันพลางแลบลิ้นยาวๆ โห โคตรพ่อโคตรแม่ตัวใหญ่ยักษ์มาก! ไม่คิดว่าเป็นตัวตะกวดฉันนึกว่าจระเข้เถอะ แต่ว่าคนที่นอนเอามือสอดรองใต้ท้ายทอยไม่รู้ตัวหรือตายวะเนี่ย
“พี่” ฉันเรียกเขาพลางเสมองเจ้าตัวตะกวดที่ยังคงนิ่งไม่ได้ต่างจากฉัน เราต่างสบตากันเหมือนรักแรกพบ ไม่ใช่สิ ฉันแทบจะกระดิกตัวไม่ได้ต่างหากเพราะตัวตะกวดมันมีนิสัยตกใจแล้ววิ่งหนี สำหรับบางตัววิ่งเข้าใส่ก็มี “พี่ ตื่นดิ”
“Zzz”
“หลับหรือตายวะ”
เผลอสบถออกมาผ่านไรฟัน ซึ่งฉันพยายามสูดลมหายใจเข้าและย่อตัวลง ถึงกระนั่นก็มองตัวตะกวดเป็นระยะพอหลุบสายตามองใบหน้าหล่อเหลาที่หลับตาอยู่ ดวงตาก็กระพริบถี่ขึ้นเนื่องจากพอได้สำรวจใบหน้าของผู้ชายคนนี้ชัดๆ เขาหล่อมาก... หล่อแบบเหมือนจับต้องไม่ได้เลยให้ตายสิ เส้นผมสีดำยาวปลิวไสวตามแรงลม แพขนตายาว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดงคล้ำได้รูป โครงหน้าเรียวยาวโดยรวมคือหล่อโคตรๆ เหมือนรูปปั้นที่พระเจ้ารังสรรค์ขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
นี่มันใช่เวลามาตื่นเต้นกับความหล่อของเขาไหมวะเพิร์ล สวมเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูแบบนี้ วิศวะโยธาแน่นอน
เอื้อมมือไปสะกิดบนบ่าแกร่งและสายตาก็เหลือบมองเจ้าตัวตะกวดไปด้วย “ตื่นได้แล้วพี่”
สวบ
“!” เสียงเหยียบใบไม้แห้งดังขึ้น เล่นงานฉันให้เงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าเจ้าตัวตะกวดมันกำลังพุ่งตรงมาทางนี้จริงๆ ด้วย ฉันไม่มีทางเลือกอะไรมากสิ่งที่ทำได้คือคว้าเสื้อช้อปของผู้ชายคนนี้และลากเขาขึ้นหนีมันทันทีด้วยแรงทั้งหมดที่มีอยู่
“จิ๊”
เสียงพึมพำดังขึ้นในลำคอขณะที่ดวงตาคมเปิดขึ้นเงยหน้ามองฉันที่ลากเขาเหมือนลากตุ๊กตา ไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าตัวของเขาจะขูดโดนอะไรต่อมิอะไรบ้าง สิ่งเดียวที่ต้องทำคือพาเขาหนีจากไอ้ตัวตะกวดบ้าตัวนั้น
“กรี๊ด!”
[30%]
*-----------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก







