LOGINวันที่จะต้องไปส่งข้าวกล่องที่สนามแข่งรถเถื่อนก็มาถึง ฉัน ยายนวลและลุงต๋องตื่นตั้งแต่หกโมงมาช่วยกันเตรียมวัตถุดิบสำหรับเตรียมทำข้าวกล่อง อาหารที่ไม่รู้จะกินอะไรก็ต้องนึกถึงคือผัดกะเพราไก่ไข่ดาวนี่ล่ะ อร่อยเวอร์วังนะจะบอกให้ หลังจากไปส่งข้าวกล่องใช่ปะฉันก็จะเอาแซนวิชที่ทำจำนวนไม่เยอะไปขายแถวย่านคนเดินก็คือห้างนั่นแหละ เคยเห็นมีคนตั้งโต๊ะยืนขายกันอยู่นะ สำหรับของฉันใช่ปะก็จะเอาใส่กล่องกระดาษและเอาสายคล้องตัวยืนขายแบบนั้นไม่กินพื้นที่ด้วย
“ตกลงเมืองเหนือจะมารับใช่ไหมเพิร์ล”
“ค่ะลุง” ฉันจำต้องโกหกลุงต๋องกับยายนวลว่าเมืองเหนือจะมารับ อันที่จริงเมืองเหนือต้องไปทำธุระกับครอบครัว ส่วนยัยตาลเพื่อนซี้ก็อย่างที่บอกขับรถเป็นซะที่ไหนและไม่มีรถด้วย ดังนั้นฉันจึงคิดว่าคงเหมารถแท็กซี่ไปเองถึงจะแพงแค่ไหนก็ต้องยอมละนะ ไม่งั้นลุงต๋องอาจจะต้องเสียเวลาไปส่งแน่เพราะท่านกำลังจะเตรียมตัวไปส่งผลไม้ที่เหนือแล้ว
“ถ้างั้นฉันไปก่อนนะแม่ ลุงไปก่อนนะเพิร์ล”
“เดินทางปลอดภัย ง่วงก็หาที่นอนนะเอ็ง” ยายนวลบอกลุงต๋องที่ยกมือไหว้ จากนั้นก็เสมองไอ้ตังที่ออกจากห้องมา พลางทำหน้าหงุดหงิด
“ไปดีมาดีนะพ่อ”
“เออ เอ็งก็อย่าดื้อล่ะ” ลุงต๋องลูบศีรษะไอ้ตังและฉัน ก่อนจะหิ้วกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านไป พอให้หลังลุงต๋องฉันก็หันไปมองไอ้ตังที่เท้าเอวมองฉันพลางถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ไม่ต้องมาซีได้ปะ ฉันไปเองได้”
“บอกอาจารย์ได้”
“อย่า” ยกมือห้ามไอ้ตัง “ช่วงนี้แกต้องซ้อมเพื่อไปแข่งกีฬาสีประจำโรงเรียนนะ”
“...”
“ฉันไปเองได้ ไม่ต้องทำหน้าบูดเลย” เอื้อมมือไปยีเส้นผมสีดำของไอ้ตังพลางยิ้มมุมปาก “ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ เรื่องอื่นน่ะให้เป็นหน้าที่ฉัน โอเค”
“เออ”
“เดี๋ยวหนูขนไปรอเมืองเหนือที่ป้ายรถเมล์นะ เมืองเหนือจะได้ไม่ต้องวกรถไปมา”
บอกยายนวลขณะจัดแจงข้าวของให้ฉันขนไปทีเดียวหลังส่งข้าวก็จะได้ไปขายแซนวิชต่อเลย ตัวฉันก็เลยเข้ามาในห้องรีบเข้าห้องน้ำก่อนไอ้ตังใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีก็ออกมาเปลี่ยนชุดสวมกางเกงยีนส์ทรงกระบอกและเสื้อยืดสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีน้ำเงินตัดขาว ผมสีดำก็มัดรวบไว้ตรงท้ายทอยหยิบหมวกคู่ใจสวมแบบกลับหลัง
Rrr
มือถือของฉันดังขึ้นในกระเป๋าสะพาย ควานหาเพราะคิดว่าคุณเต้คงโทรมาตามหากแต่ว่ายังไม่ถึงเวลาเลยนี่นา อีกอย่างคุณเต้ไม่เคยโทรตามด้วย
ตุ้บ
“หือ” อะไรบางอย่างหล่นออกจากกระเป๋าพร้อมกับมือถือ ยายนวลโน้มตัวไปหยิบกล่องที่ว่าขึ้นมาดู “นี่เอ็ง...”
“เอ่อ”
“สูบบุหรี่ด้วยเรอะเพลิน”
“มะ ไม่ใช่นะยาย!” ฉันรีบตะครุบกล่องบุหรี่มายัดใส่กระเป๋าไว้ตามเดิมแลสบตากับยายนวล “หนูไม่ได้สูบ”
“แล้วของใคร” ใบหน้าเหี่ยวย่นของยายจดจ้องมองฉันเพื่อหาคำแก้ตัว ฉันเก็บกล่องบุหรี่ของพี่เจคเอาไว้เพื่อ? เพื่ออะไรวะเพิร์ล ลืมไปเสียสนิทเลยว่าในกระเป๋ามันมีของแบบนี้อยู่อะ เพราะฉันแทบจะไม่เคยได้ดูสักเท่าไหร่ นอกจากได้อะไรมาก็จับมันยัดเข้ากระเป๋าอย่างเดียว
“ของเมืองเหนือ มันแกล้งหนูอะ”
“เอ็งแน่ใจนะ”
“แน่ดิยาย” ฉีกยิ้มกว้างให้กับยายนวล พลางเอานิ้วชี้จิ้มที่หน้าจอมือถือ “หนูรับสายก่อนนะ... สวัสดีค่ะ”
(“รอปากซอย”)
“คะ” ถึงกับดูปลายสายที่ไม่คุ้นว่าเบอร์นี้เป็นเบอร์คนรู้จัก “โทรผิดไหมคะ”
(“เพลิน”) เดี๋ยวนะ เสียงนี้มันถ้าจำไม่ผิด
“พี่เจคเหรอ!”
(“ออกมายัง”)
“พี่รอหนูเหรอ พี่มาจริงดิ” ฉันแหกปากเสียงดังลั่นโดยไม่ได้สนใจว่ายายนวลนั่งฟังอยู่ “โกหกหนูปะเนี่ย”
(“สิบนาที”) น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยพลางได้ยินเสียงหาวเข้ามาในปลายสาย (“หารถไปเอง”)
“เดี๋ยวดิพี่เจค หนู... โธ่เว้ยคนบ้า!”
“ใครเรอะ” ยายนวลพอเห็นฉันสบถออกมาก็ถามด้วยสีหน้าสงสัย
“รุ่นพี่น่ะยาย พอดีเขาผ่านมาแถวนี้บอกจะพาไปส่งที่สนาม หนูส่งข้อความบอกเมืองเหนือก่อนนะ” รีบหลบสายตายายนวลและแกล้งทำเป็นส่งข้อความบอกเมืองเหนือทั้งที่จริงไม่ใช่ “งั้นหนูไปก่อนนะยาย”
“ไปพร้อมกันเลย ฉันเสร็จพอดี”
ไอ้ตังออกจากห้องมาแต่งตัวด้วยชุดกีฬาเตรียมไปซ้อมสำหรับแข่งงานกีฬาสีในอีกหนึ่งอาทิตย์ที่จะถึง เราสองแบกของมาถึงหน้าปากซอยฉันก็เห็นรถหรูของพี่เจค แน่นอนว่าพอกำลังเดินไปถึงรถพี่เจคไอ้ตังก็เอาขาขัดขาฉันไว้ซะก่อน
“ทำอะไรของแกวะ! เดี๋ยวล้มหน้าแหกกันพอดี”
“ไหนบอกว่าพี่เมืองมารับ” สีหน้าของไอ้ตังแลดูสับสน “เพิร์ล”
“พี่เจคเขาไปสนามแข่งพอดีไง เขาต้องไปซ้อมก็เลยแวะมารับ”
“...”
“ไม่ดีหรือไง นั่งรถฟรีไม่เสียเงิน” ถึงแบบนั้นไอ้ตังก็ยังคงทำหน้าไม่เข้าใจเรื่องระหว่างฉันกับพี่เจค “เอาน่า เดี๋ยวชดใช้ค่าซ่อมกระจกรถจบ ก็ไม่ต้องเจอกันแล้ว”
ฉันฉีกยิ้มให้กับมัน หากแต่ว่าไอ้ตังกลับมีสีหน้าที่เรียบนิ่งกว่าเดิมเมื่อฉันมองไปยังรถของพี่เจค ร่างสูงเปิดประตูออกมาและด้วยปกติจะเห็นพี่เจคสวมช้อปวิศวะอยู่ตลอดเวลา พอไม่ได้ไปเรียนเห็นเขาสวมชุดไปรเวทที่โคตรพ่อโคตรแม่หล่อ ฉันก็ยืนอ้าปากค้าง เอาจริงไหมเขาสวมแค่เสื้อยืดสีขาวธรรมดาและทับด้วยเสื้อแจ็กเกตสีดำกับกางเกงยีนส์ แค่นั้นเองนะแต่ดันทำให้เขาเพอร์เฟกแบบหาที่สุดไม่ได้ ยิ่งใบหน้าหล่อเหลาคมคายมีดวงตาที่พร้อมจะหลับลงตลอดเวลาด้วยแล้ว เขาก็เปิดท้ายรถให้ฉันเอาของไปวางไว้
“พี่เพิ่งตื่นเหรอ”
“อือ” ตอบแบบขอไปทีพลางปิดท้ายรถเดินขึ้นไปนั่งประจำที่ ส่วนฉันก็หันไปโบกมือให้กับไอ้ตัง
“ตั้งใจซ้อมล่ะ เย็นนี้เจอกัน”
“...” ไอ้ตังพยักหน้าพลางเสมองท้ายรถของพี่เจค
“สู้ๆ นะเว้ย แกเก่งอยู่แล้ว”
ชูกำปั้นให้ไอ้ตังฉันก็ได้ยินเสียงบีบแตรเรียกจึงรีบขึ้นไปนั่งข้างคนขับ “มีอะไรกินบ้าง”
“หนูมีบราวนี่ กินรองท้องก่อนสิคะ” ยื่นซองบราวนี่และแกะให้กับพี่เจค เขารับมันไปและกัดเข้าปากพลางเคี้ยวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ใจดีกับหนูก็เป็นนะ เมื่อวานทำเป็นบอกว่าไม่”
“สงสารหมา”
“งั้นหนูยอมเป็นหมาให้พี่เจคสงสารดีกว่า” ฉันอมยิ้มพลางหัวเราะคิกคัก “น้องหมาน่ารักจะตาย”
“แต่ไม่ใช่เธอ”
“พี่เจคอ่า ว่าหนูไม่น่ารักเหรอ”
“อือ”
กรี๊ด! เกลียดเขาที่สุดเลย จะปากแซ่บกับฉันไปถึงไหนกัน อีพี่บ้า
*-----------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก







