LOGINJake Lack #8
ไม่มีอะไรในกอไผ่
เสียงดังโครมครามดังจากด้านนอก เมื่อฉันสวมชุดนักศึกษาและรวบเส้นผมสีดำปะบ่าของตัวเองไว้ตรงท้ายทอยเป็นมวย ปล่อยเส้นผมสยายลงด้านข้างและสวมผ้ากันเปื้อนชะโงกหน้าไปข้างบ้านก็เห็นลุงต๋องกำลังนั่งซ่อมอะไรบางอย่างอยู่
“ลุงทำอะไรน่ะ”
“ยายบอกว่าโต๊ะวางของมันจะพังไม่ใช่เรอะ”
“ค่ะ”
“ลุงซ่อมให้เรียบร้อย ก๊อกน้ำก็ไม่รั่วแล้ว ส่วนเตาอบก็ดูเรื่องสายไฟให้เรียบร้อย” พอลุงต๋องกลับมาปุ๊บก็แปลงร่างเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ของที่บ้านในทันที อะไรเสียอะไรพังลุงต๋องซ่อมได้หมดยกเว้นคนนะ “ค่าซ่อมรถ ลุงจะจ่ายให้เอง”
“ไม่เอา เงินหนูจ่ายดีกว่า”
“เก็บเอาไว้เถอะเราน่ะ” ลุงต๋องวางไขควงลงและเปิดก๊อกน้ำเพื่อล้างมือทำความสะอาดและฉันก็เตรียมตัวจะทำแซนวิชในตอนเช้ามืดแค่เพียงไม่กี่กล่องเท่านั้น
“หนูพอมี อีกอย่างรถหนูขับไปพัทยาทุกวันอะ มันพังก็เพราะหนูเอง ลุงนั่นแหละเก็บเอาไว้” ฉันยักคิ้วให้ลุงต๋องก่อนจะเตรียมทำแซนวิชปูอัดมายองเนสกับทูน่าสลัด “เอาไว้เลี้ยงสาว”
“เฮ้อ เลี้ยงพวกเอ็งสองคนน่ะดีกว่าเอาไปเลี้ยงสาวบอกเลย” หัวเราะลั่นก่อนจะล้างมือเพื่อเตรียมความสะอาดก่อนจะทำอาหารออกขาย นี่คือคำสอนของยายนวล
“วันหยุดนะหนูว่าจะทำแซนวิชไปขายแถวย่านคนเดิน”
“มันจะขายได้เรอะ”
“ได้ไม่ได้ก็ต้องลองดูนะ อ้อ หนูลืมบอกยายนวลด้วย ที่สนามสั่งข้าวกล่องห้าสิบกล่อง มะรืน”
“ลุงอยู่ช่วยได้ แต่ตอนเที่ยงต้องออกเดินทาง”
“ไม่ต้องช่วยหรอก พ่อน่ะพักผ่อนไปเถอะ” น้ำเสียงเข้มแหบพร่าของไอ้ตังตะโกนออกมาก่อนจะยกมือปิดปากหาว
“เอ็งจะช่วยเพิร์ลมันหรือไง?” ลุงต๋องเท้าเอวถามลูกชาย “อย่าเกเรล่ะ ข้าไม่ค่อยได้อยู่แบบนี้”
“ลุงวางใจได้นะ ไอ้ตังน่ะมันไม่เกเรเลย เป็นลูกชายที่ดีของลุงต๋องแน่นอนหนูคอนเฟิร์ม”
“เออเป็นแบบนั้นก็ดี”
“แถมมันแอบมีสาวด้วยนะ”
“เฮ้ย จริงอะ!” ลุงต๋องถึงกับสำลักน้ำในกระติกที่ยกขึ้นดื่ม
“พ่อไปฟังอะไรยัยบ๊องเพิร์ล ยัยนี่มั่ว ผมมีที่ไหน” ไอ้ตังทำหน้าเลิ่กลั่กใส่พ่อตัวเองที่อมยิ้ม “อย่ายิ้มแบบนั้นนะ ผมไม่มีคนที่ชอบ!”
“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ ร้อนตัวทำไม” ฉันกับลุงต๋องมองหน้ากันพลางยิ้มขำ ส่งผลให้ไอ้ตังสะบัดหน้าเดินหนีเข้าห้องน้ำไป “เฮ้อ มันก็โตขึ้นทุกวัน ไอ้ห่วงก็ห่วงนะ แต่มีเพิร์ลอยู่ด้วย ลุงไม่ต้องห่วงไอ้ตังเท่าไหร่”
“โธ่ ลุงสบายใจได้นะไอ้เพิร์ลคนนี้จะดูแลไอ้ตังและยายนวลเอง”
เอามือทุบอกตัวเองฉีกยิ้มกว้างให้กับลุงต๋องที่วางมือลงบนศีรษะฉันและเดินจากไป ส่วนฉันก็หันกลับมาทำแซนวิชต่อเหมือนเดิมซึ่งไอ้ปูนิ่มสั่งไม่เยอะเท่าไหร่ก็เลยทำน้อย เพราะพวกมันไม่ได้สั่งคุกกี้แต่ที่เหลือจากเมื่อวานฉันก็พกติดไปด้วยเผื่อมันเห็นแล้วอยากจะกินกัน
คณะวิศวกรรมศาสตร์
มาถึงมหาลัยฉันก็มาหาไอ้ปูนิ่มกับเพื่อนก่อนอันดับแรก พอขายของให้พวกมันเรียบร้อยฉันก็เดินเลี้ยวมายังโต๊ะหินอ่อนบึงหน้าคณะก็ไม่เห็นพี่เจคนอนรออยู่เลย “ไหนบอกว่ามาตอนไหนก็อยู่ไง”
“เพิร์ล”
“เอ๊ะ” น้ำเสียงเล็กๆ คุ้นหูแบบนี้เรียกสายตาของฉันให้หันกลับไปมอง ก็ต้องเบิกตากว้างและฉีกยิ้มด้วยความดีใจทันทีที่เห็นร่างบอบบางสวมเสื้อช้อปสีกรมท่าและคู่หมั้นหนุ่มสุดฮอต “พะ พี่นินิว!”
“โหย ตอนแรกพี่โฬมบอก พี่ไม่เชื่อนะเนี่ย ดีใจจังที่เพิร์ลอยู่มหาลัยเดียวกันกับพี่”
“หนูก็ดีใจที่เจอพี่นินิวนะคะ”
พอได้เจอคนรู้จักที่ชื่นชอบคุกกี้กับแซนวิชก็เลยคุยกันถูกคอ พี่นินิวก็อุดหนุนแซนวิชฉันเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือฉันนั่งชะโงกหน้ามองหาใครบางคนก็ไม่เห็นจะโผล่มาสักที
“มองหาใครเหรอเพิร์ล”
“พี่เจคน่ะค่ะ” ตอบพี่นินิวและชะเง้อจนคอยาวเป็นยีราฟอยู่แล้ว “บอกจะรอก็ไม่เห็นมา”
“หือ” พี่โฬมเอี้ยวคอมองตามฉันบ้าง “มันบอกหนูเลยเหรอเพิร์ล”
“ค่ะ สั่งแซนวิชบอกมาตอนไหนก็เจอ ไม่เห็นจะเจอเลย” ย่นจมูกทำหน้าไม่สบอารมณ์ พอมองพี่นินิวกับพี่โฬมที่ระบายยิ้มก็ได้แต่เลิกคิ้วขึ้น “มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“แปลกใจนิดหน่อยที่ไอ้เจคมันให้คนอื่นมารบกวนการนอนของมันด้วย” คำพูดของพี่โฬมทำให้ฉันยิ่งงุนงงหนักไปอีก เกี่ยวอะไรกับการสั่งแซนวิชฉันกินอะ “มันนอนเก่ง”
“หนูไม่เถียงเลยค่ะ นอนได้ทุกที่” จากที่เห็นนอนเมื่อคืนที่ชายทะเลแล้ว ต่อให้นอนบนถนนพี่เจคก็คงนอนได้
“สนิทกับพี่เจคมากเลยเหรอเพิร์ล”
“ไม่นี่คะ” มองยังไงฉันกับพี่เจคสนิทกันล่ะเนี่ย “มีเรื่องให้ต้องเข้าไปในชีวิตพี่เขาน่ะค่ะ”
“เรื่องอะไรเหรอ?” พี่โฬมโน้มหน้าเข้ามาใกล้ เล่นเอาฉันเอนใบหน้าหนี อย่าเข้ามาใกล้ๆ สิ แพ้คนหล่อนะ!
“มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรเอามาบอกหรอกค่ะ” ใช่ เรื่องที่วนเวียนในชีวิตคนขี้เซาอย่างเขาเพราะถูกขู่ว่าจะส่งเข้าคุกข้อหาทำลายข้าวของและหนีไม่จ่ายไงพี่โฬม บอกให้ใครฟังไม่ได้เด็ดขาดกับความโง่เง่าขาดสติของตัวเอง “พวกพี่อย่ารู้เลยดีกว่า มันเป็นความผิดพลาดของหนูเอง”
“หรือว่าหนูกับไอ้เจคจะ...”
“มาแล้ว” พี่โฬมยังไม่ทันได้พูดอะไร คนที่ฉันรอคอยก็มาพอดี พี่เจคยกมือปิดปากหาวและทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ฉัน หยิบแซนวิชไปเปิดกินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“มึงทำอะไรน้องไอ้เจค”
“ทำอะไร” ถามพลางเคี้ยวแซนวิชจนแก้มป่อง ทำไมมุมนี้พี่เจค... น่ารักน่าหยิกขนาดนี้อะ
“อย่าบอกนะว่ามีซัมติงกันแล้ว”
“ประสาท” คำตอบเดียวของพี่เจคทำให้พี่โฬมถึงกับหน้าชา “อย่าเสือก”
“อ๋อ เดี๋ยวนี้ว่ากูเสือก”
“ยุ่ง” พี่เจคมองค้อนพี่โฬมที่หันไปยักคิ้วลิ่วตาให้กับพี่นินิว พี่สองคนเขามีอะไรหรือเปล่าทำไมมองฉันกับพี่เจคแล้วทำหน้าแปลกๆ อะ
“แสดงว่ามึงกับน้อง...”
“พี่โฬม พอเถอะค่ะ” พี่นินิวห้ามปรามคู่หมั้นของตัวเองส่ายหน้าไปมา ราวกับสิ่งที่พี่โฬมกำลังจะเอื้อนเอ่ยเป็นคำต้องห้ามที่ไม่ควรพูด เพราะพอหันไปมองพี่เจคเขาดูเหมือนจะหมดอารมณ์กินแซนวิชทันที “ไปกัน”
“ไปไหนอะ นี่ที่ประจำพี่ไง”
“พี่ก็ไปที่ประจำหนูบ้างสิ ไว้เจอกันนะเพิร์ล”
“ค่ะพี่นินิว” มองพี่นินิวที่ลากพี่โฬมลุกขึ้นจากไป จึงเหลือเราสองคนซึ่งพี่เจคก็คือพอพี่โฬมไปปุ๊บก็หยิบแซนวิชขึ้นมากินต่อ เขาเสมองฉันเล็กน้อย
“ดีขึ้น” กำลังสื่อความหมายว่าฉันดีขึ้นจากการอ้วกแตกเมื่อคืนใช่ปะ
“ไม่ดีคงไม่เห็นหนูนั่งตรงนี้หรอก”
“ตอบว่าดีหรือไม่ก็พอ” พี่เจคเอื้อมมือมาผลักศีรษะ จนฉันมองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ตอบยืดยาว”
“ตอบสั้นแบบพี่เจคก็คงไม่เข้าใจ ตอบยาวๆ นี่ล่ะได้ทั้งเนื้อได้ทั้งน้ำ”
“เถียงเก่ง” แน่นอนฉันน่ะเถียงเก่งที่สุดในโลกเลยล่ะ อะไรที่ไม่ผิดก็จะเถียง จะวีนและเหวี่ยง ใช่ เพราะไอ้นิสัยสันดานไม่ดีของตัวเองถึงทำให้เกิดเรื่องระหว่างฉันกับพี่เจคขึ้นไง
“มะรืน พี่เจคไปสนามซ้อมไหมอ่า”
“ไม่ไป” แล้วคือเป็นนักแข่งอะไรของเขาคือไม่ขยันซ้อมบ้างเหรอ!
“หนูลืมไปว่ารถหนูเสีย คุณเต้สั่งข้าวกล่องหนูห้าสิบกล่อง หนูไม่มีรถ”
“แล้ว”
“พี่เจคช่วยหนูหน่อยสิ” เกาะแขนล่ำๆ ของพี่เจคพลางทำหน้าเศร้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ “นะๆ พี่เจค”
“ขี้เกียจ”
“แต่ตอนนั้นหนูก็ช่วยพี่เจคแล้วนะ”
“ตอนไหน” พี่เจคทำหน้ามึนงงกัดแซนวิชคำสุดท้ายเข้าปาก
“ตอนที่ไปบอกผู้หญิงที่ห้างว่าหนูเป็นคนรู้ใจอะ หนูเสียหายนะ พี่เจคไม่รับผิดชอบหน่อยเหรอ” ฉันลืมคิดเรื่องนี้ไปซะสนิทเลยว่ารถของตัวเองเข้าอู่ ส่วนเพื่อนก็ไม่อยากรบกวนบ่อยๆ สักเท่าไหร่ขับรถไปพัทยามันเปลืองน้ำมันจะตายและเมืองเหนือก็ไม่คิดเงินกับฉันด้วย สำคัญเลยคือวันหยุดเพื่อนอาจจะไปเที่ยวก็ได้ ดังนั้นที่พึ่งเดียวก็คือพี่เจคที่ไปสนามแข่งที่พัทยาแทบทุกวัน แต่จะไม่ไปซ้อมเพราะขี้เกียจ “พี่เจคอย่าใจร้ายกับหนูนักสิ”
“เพื่อนก็มี”
“หนูเกรงใจเพื่อนนี่นา”
“ไม่เกรงใจฉัน” ส่ายหน้าไปมา เล่นเอาพี่เจคถึงกับมองค้อนกลืนแซนวิชที่เคี้ยวในปากลงคอ เขาก็คว้าขวดน้ำเปล่าที่ฉันซื้อติดมือมากระดกดื่ม “มีสิทธิ์ต่อรอง”
“หนูแค่รักษาสิทธิ์ของตัวเอง”
“สิทธิ์อะไร”
“ก็จู่ๆ หนูก็ถูกดึงไปเป็นคนรู้ใจของพี่เจคแบบไม่เต็มใจไงคะ” ฉันเต็มใจเหรอบอกเลยว่าไม่ ดีนะที่ฉันไม่เสียหายน่ะถึงใครต่อใครจะมองว่าโชคดีแค่ไหนที่ผู้ชายอย่างพี่เจคเอ่ยปากให้เป็นคนรู้ใจ มันก็คือคำพูดที่บ่งบอกถึงการแก้ปัญหาได้แบบงี่เง่าที่สุด “ตกลงนะ”
“ไม่” ปฏิเสธเสียงแข็งพลางลุกขึ้นยืนล้วงมือลงกระเป๋ากางเกงยีนส์ “อยากไปก็ไปเอง”
“พี่เจค!”
เขาหรี่สายตามองฉันที่กำลังอ้าปากต่อว่าเขาเสียๆ หายๆ ก็นะจ๋องเป็นหมาหงอยไปดิ ใช้ความน่าสงสาร ความออดอ้อนไม่ได้ผลกับพี่เจคแม้แต่นิดเดียว คนบ้าอะไรจะใจแข็งเวอร์วังขนาดนั้น หรือว่าฉันไม่ได้น่ารัก ไม่ได้สวยเหมือนแม่เจ้าหญิงคนนั้นกันล่ะ ชิ หมั่นไส้ชะมัด
[50%]
*--------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก







