تسجيل الدخولครามไม่แน่ใจเลยว่าความเห็นแก่ตัวของมนุษย์จะสิ้นสุดลงตรงไหน…จะต้องแลกด้วยความเจ็บของใครอีกกี่คนถึงจะรู้สึกได้บ้างว่ามันมากเกินไปแล้ว คำถามนี้ฝังอยู่ในใจเขาเสมอโดยเฉพาะในวันที่ความทรงจำบางอย่างย้อนกลับมาแทงกลางใจเขาซ้ำไม่รู้จบ
--ย้อนไปเมื่อ 14 ปีก่อน—
ในวันที่สายฝนกระหน่ำราวกับมรสุมลูกใหญ่พัดผ่าน ท้องฟ้าครึ้มเทาไม่ต่างจากหัวใจของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีที่กำลังแตกสลาย เขานั่งนิ่งมองรูปถ่ายของผู้เป็นแม่ด้วยดวงตาเอ่อคลอ พวงแก้มยังเปื้อนคราบน้ำตาที่ไม่ยอมแห้ง ทั้งที่ความจริงควรจะยอมรับได้แล้วว่า…แม่ได้จากไปแล้ว
เขาคงไม่รู้สึกเจ็บปวดมากถึงเพียงนี้…ถ้าหากผู้เป็นพ่อไม่พาผู้หญิงอีกคนเข้ามาในบ้าน แล้วยังมีหน้าบอกให้เขาเรียกเธอคนนั้นว่า แม่ มันช่างเป็นตลกร้ายสิ้นดี เมียตายได้ไม่ถึงปีแต่กลับพาผู้หญิงคนใหม่เข้ามาพร้อมกับลูกที่ตัวเองไป “ไข่ทิ้งไว้” อย่างไม่รู้สึกผิด
ครามอยากรู้เหลือเกินว่าพ่อเคยรู้สึกเสียใจบ้างไหมกับการสูญเสียผู้หญิงที่ตัวเองใช้ชีวิตร่วมทุกร่วมสุขมาด้วยกันเกือบยี่สิบปี
ทำให้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา…เด็กหนุ่มที่เคยอ่อนโยนและยิ้มให้กับทุกคนกลับกลายเป็นคนก้าวร้าว เอาแต่ใจ และเริ่มทำทุกอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจ สุดท้ายเขาก็หนีออกจากบ้าน ใช้ชีวิตอย่างเด็กมีปัญหา จนพ่อต้องตัดสินใจส่งเขาไปเรียนต่างประเทศ
ก็ดีแล้ว อย่างน้อยเขาจะไม่ต้องทนเห็นผู้หญิงคนนั้นอีก ในเมื่อไล่เธอออกไปจากบ้านไม่ได้ ครามจึงเลือกที่จะไปเอง…
จนเวลาล่วงเลยผ่านไป ความจริงที่ไม่เคยรู้ก็เผยออกมาทีละน้อย ครามถึงได้รู้ว่า การแต่งงานของ คนิน และ พริ้งพราว (พ่อและแม่ของเขา) แท้จริงแล้วเป็นเพียง “ข้อตกลงทางธุรกิจ” ที่ไม่เคยมีความรักเป็นพื้นฐานเลยตั้งแต่ต้น
แต่กับ ดวงดาว ผู้หญิงอีกคน…เธอคือคนที่พ่อของเขารักสุดหัวใจ
แม้จะมีภรรยาถูกต้องตามกฎหมายแล้ว คนินก็ยังคงไปมาหาสู่กับดวงดาวอยู่เสมอ ซึ่งเรื่องนี้พริ้งพราวเองก็รู้ดีและไม่เคยเอ่ยปากห้าม เพราะทั้งสองตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกว่า จะ “อยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อน” มากกว่า “สามีภรรยา”
นั่นหมายความว่า พริ้งพราวยอมรับได้ที่คนินจะมีดวงดาวอยู่ในชีวิตเพราะเธอเข้าใจดีว่าการรักใครสักคนแต่ไม่อาจได้อยู่ด้วยกันนั้น เจ็บปวดเพียงใด
และในวันที่รู้ว่าพริ้งพราวตั้งครรภ์ก็เป็นวันเดียวกันกับที่คนินได้รับข่าวว่า ดวงดาว เองก็กำลังอุ้มท้องเช่นกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวันนั้นคือวันที่คนินยิ้มกว้างที่สุดในชีวิต
คนินไม่เคยแบ่งแยก ไม่เคยรักลูกคนใดมากกว่ากันเพราะสำหรับเขา…เด็กทั้งสองคือ “เลือดเนื้อเชื้อไข” ที่เกิดจากความรัก...
ครามเติบโตมาในครอบครัวที่พร้อมสรรพทุกอย่าง เขาได้รับความรักและการดูแลจากทุกคนรอบข้าง อยากได้สิ่งใดก็มีคนคอยหยิบยื่นให้เสมอ ชีวิตของเขาเหมือนอยู่ในโลกที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งพ่อและแม่คอยอยู่เคียงข้าง จนกระทั่งเขาเชื่อสนิทใจว่าทั้งสองรักกันอย่างกลมเกลียวเหมือนคู่สามีภรรยาทั่วไป
ตรงกันข้ามกับ คเชนทร์ ผู้ที่เติบโตขึ้นมาโดยมีเพียงแม่คนเดียวเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นมาเห็นใบหน้าของแม่เป็นคนแรกและทุกคืนก็หลับไปพร้อมเสียงกล่อมอ่อนโยนของแม่ แม้จะไม่เคยมี “ครอบครัวพร้อมหน้า” เหมือนใครแต่คเชนทร์ก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดแคลนอะไรเลย นั่นหมายความว่าไม่มีพ่อเขาก็อยู่กับแม่เพียงสองคนได้
และคเชนทร์รู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่าพ่อของตัวเองคือใครและก็รู้ความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงของผู้ใหญ่ในทุกอย่าง ถามว่าคเชนทร์นั้นโกรธพ่อตัวเองไหม...ไม่โกรธหรอกแต่ไม่รักมากกว่า รู้สึกเหมือนเป็นแค่ลุงข้างบ้านเท่านั้น
แม้จะรู้ว่าที่ตัวเองเติบโตมาได้ส่วนหนึ่งก็เพราะคนินคอยส่งเสียเลี้ยงดู แต่ทำอย่างไรได้เขาทำใจรักผู้ชายที่ใจโลเลแบบนั้นไม่ลงเลยจริง ๆ
--กลับมาปัจจุบัน—
@บ้าน
ณ ห้องบาร์ส่วนตัวบนชั้นสอง แสงสว่างสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะเล็ก ๆ ตกกระทบบนขวดไวน์เรียงรายและแก้วคริสตัลที่สะท้อนแสงระยิบระยับ ร่างสูงนั่งเอนพิงเก้าอี้หนังสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาคมมองแก้วไวน์ในมือ พลางหมุนวนเบา ๆ ให้รสกลิ่นหอมกรุ่นลอยขึ้นแตะจมูก
ครามกระดกไวน์เข้าปากช้า ๆ ปล่อยให้รสขมหวานซึมเข้าสู่ปลายลิ้นราวกับพยายามกลบเกลื่อนความเศร้าและความเครียดที่อยู่ภายใน
“ดวงดาวคือรักแรกและรักเดียว...พ่อเคยบอกแกแล้วคราม”
“เหอะ!”
ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มบาง ๆ พร้อมเค้นหัวเราะในลำคอเพียงนึกถึงคำพูดของคนเป็นพ่อเมื่อตอนเย็น กล้าพูดออกมาได้ไงว่าผู้หญิงคนนั้นคือรักเดียว...แล้วแม่เขาละ ไม่รักเลยรึไง สักนิดก็ไม่มีเลยงั้นเหรอ?
ยิ่งคิดก็เหมือนยิ่งทำร้ายตัวเองแต่ถึงอย่างนั้น…เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารแม่จับใจ แม้จะรู้อยู่เต็มอกแล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ไม่ได้เป็นอย่างที่ใคร ๆ มองว่ารักกันดี แต่ในมุมกลับกันหากทั้งสองไม่เคยมีความรักให้กันตั้งแต่แรก แล้วเขาล่ะ...เขาเป็น “ลูก” ที่เกิดจากความตั้งใจจริง ๆ หรือแค่ความพลั้งเผลอในค่ำคืนหนึ่งกันแน่?
บางคนอาจจะมองว่าเขานั้นไม่ปล่อยวางและยึดติดกับอดีต แต่ถ้าลองคิดว่าผู้หญิงที่พ่อรักกำลังจะมาแย่งทุกอย่างของเขาไปล่ะ ทั้งเงิน ทั้งบ้านและบริษัทที่แม่รัก...หากเป็นแบบนั้นจริง จะให้ครามนิ่งนอนใจและรักพวกนั้นเหมือนญาติใกล้ชิดรึไง ไม่ใช่คนใจแคบหรอกแต่ครามก็รักพวกนั้นไม่ลงเหมือนกัน แม้กระทั่งพ่อของตัวเองเขายังไม่อยากจะใช้คำว่ารักเลย
“พ่อใครวะแม่งเห็นแก่ตัวชิบหาย!”
ครามสบถเสียงทุ้ม พร้อมยกเครื่องดื่มกระดกลงคอจนหมดแก้ว ก่อนวางลงบนบราเสียงดัง เคร้ง!
“กำลังด่าใครอยู่คะ?”
ทว่ากลางความมืด เสียงหวานคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังครามรีบหันไปตามเสียงก็พบร่างบางในชุดนอน
“เจนิส…ยังไม่นอนเหรอ?” เสียงทุ้มเอ่ยเบา ๆ แตกต่างไปจากน้ำเสียงห้าวที่เพิ่งพูดกับตัวเองเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
“ก็บอกแล้วไงว่าจะรอ” เพราะตอนเย็นเธอบอกเขาว่าจะรอทานข้าวด้วยกันแต่ก็รอไม่ไหวเลยเปลี่ยนมาเป็นรอนอนพร้อมกัน
“อย่าบอกนะว่ายังไม่ได้กินอะไรเลยน่ะ” ครามเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจปนเป็นห่วงพร้อมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือตัวเองที่บอกว่าตอนนี้ตีหนึ่งครึ่งแล้ว
หญิงสาวส่ายหน้าพลันอย่างปฏิเสธพร้อมเดินเข้าไปใกล้ร่างหนา ยกมือเล็กขึ้นกุมมือใหญ่เอาไว้พลางส่งสายตาให้ชายหนุ่มราวกับรู้อยู่ลึก ๆ ว่าเขาไปเจอเรื่องอะไรมา
“กินแล้วค่ะ แต่รอพี่กลับมาไง” ว่าพร้อมระบายยิ้มหวานให้คนเก่งของเธอ
พอได้ยินแบบนั้นก็โล่งอก นึกว่าเธอจะบ้าบิ่นยอมอดข้าวอดน้ำรอกินพร้อมเขาสะอีก
ไม่นานร่างบางก็ถูกเขารวบกอดเอาไว้แน่น ใบหน้าหล่อวางบนไหล่บางพร้อมหลับตาพริ้มราวกับเธอคือพลังกายและพลังใจของเขา ครามกล้าพูดออกมาได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า...เจนิสคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา หากไม่มีเธอเขาก็คงยังเป็นคนเสเพลแบดบอยที่ใครหลาย ๆ คนขยาดไม่อยากเข้าใกล้แน่นอน
“พี่ครามของเจเก่งที่สุดแล้ว”
บทที่ 9“จอดตรงนี้ก็ได้ค่ะ” เสียงแหบพร่าดังขึ้นหลังจากที่หลับเต็มอิ่มตอนที่ครามลงไปส่งนุชให้กับสามีในบ้าน เจนิสรีบปลดสายเบลท์ทำท่าพร้อมจะลงรถ“คุณพักอยู่ตึกไหน?” ครามเอ่ยถามพร้อมหันมองรอบ ๆ ที่มีตึกเรียงกันเป็นแถวในสภาพที่ไม่น่าอยู่มากนัก เจนิสรีบชี้ตึกหอพักตัวเองซึ่งแน่นอนว่าหากมองจากภายนอกอาจจะไม่ได้สวยงามน่าอยู่มากนัก แต่การตกแต่งภายในตึกสำหรับเธอแล้วก็ถือว่าไม่ได้แย่ขนาดนั้น“ปลอดภัยเหรอ?” ครามหันมาถามพร้อมจอดรถเทียบฟุตบาททันทีก่อนจะหันกลับไปมองตึกที่เธอชี้ “เดี๋ยวผมลงไปส่งที่ห้องดีกว่า”“ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้ก็เกรงใจมากแล้ว”“งั้นก็บอกให้แฟนลงมารับ เธอเมาอยู่นะ”“ดิฉันไม่มีแฟนค่ะ อยู่คนเดียว...เดินไปเองได้ค่ะ” เจนิสระบายยิ้มแหยะ ๆ แล้วใช้มือตบหน้าตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติให้สร่างเมา“....งั้นผมไปส่งดีกว่า” ไม่รอคำตอบใด ๆ จากหญิงสาว ครามรีบลงจากรถทันทีก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูให้เธอ การกระทำของเขาทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นส่ำ อยู่ ๆ ก็รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ก็ใครจะไปคิดว่ารองประธานบริษัทที่ดุและเข้มงวดอย่างเขาจะสุภาพบุรุษและอ่อนโยนกับเธอ
บทที่ 8--ร้านคาราโอเกะ XXX— ภายในห้องคาราโอเกะขนาดใหญ่ที่ถูกจองเป็นห้องพิเศษ รองรับคนได้ถึง 30 คน เสียงเพลงดังก้องพร้อมไฟแทคสลับกับเสียงชนแก้วของนักดื่ม ทำให้เจนิสที่ไม่ได้ดื่มต้องนั่งมองตาปริบ ๆ พร้อมหยิบของแกล้มอย่างเอ็นไก่ทอดเข้าปากไปพลาง ๆ ดวงตาคู่สวยกวาดมองผู้คนรอบตัวที่กำลังสนุกสนานไปกับเสียงเพลง เสียงหัวเราะดังปะปนกันอย่างเป็นกันเอง จนเธออดยิ้มออกมาไม่ได้ เจนิสชอบบรรยากาศแบบนี้ บรรยากาศที่ไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน ทุกคนเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เธอกลับรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้อง ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหยุดชะงักก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ เขานั่งอยู่ตรงมุมห้อง ในมือถือแก้วบรั่นดีที่หมุนวนช้า ๆ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นจับจ้องมาที่เธออย่างนิ่งงันไม่ละสายตา เจนิสเห็นแบบนั้นก็รีบหลบสายตาลงทันที หัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกหวาดระแวงแล่นวาบขึ้นมาจนเธอต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ หากสายตาคู่นั้นเป็นของใครอื่น เธออาจไม่รู้สึกกลัวเลยแต่เพราะมันเป็นสายตาของ คเชนทร์ และในห้วงความคิดนั้นเอง คำพ
บทที่ 7--2 สัปดาห์ผ่านไป— ภายในห้องผู้บริหาร อากาศเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศผสานกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้จากก้านไม้หอมที่วางอยู่ตรงมุมห้อง กลิ่นนั้นลอยอบอวลชวนให้รู้สึกผ่อนคลายหากแต่กลับสร้างบรรยากาศประหลาดชวนอึดอัดขึ้นในคราเดียวกัน หญิงสาวในชุดกระโปรงทรงเอสีอ่อนความยาวเหนือเข่าเพียงเล็กน้อย เธอสวมเสื้อแขนตุ๊กตาสีชมพูพาสเทล ทำให้ดูสุภาพเรียบร้อยแฝงความอ่อนหวาน เส้นผมสลวยถูกรวบขึ้นเป็นทรงหางม้าเผยให้เห็นลำคอขาวระหงส์ที่ดึงดูดสายตาอย่างห้ามไม่ได้ ครามทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าสลับกับเอกสารบนโต๊ะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“อย่ามัดผมขึ้นแบบนี้อีก” เสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังตวัดปลายปากกาลงเอกสารแผ่นสุดท้าย ก่อนแววตาคมเข้มจะเลื่อนขึ้นจ้องหน้าเธออย่างไม่ถูกใจกับทรงผมในวันนี้ของเธอเท่าไหร่นัก“ทำไมคะ?” เจนิสขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่เข้าใจ ก็ไม่มีกฎข้อไหนห้ามให้พนักงานรวบผมขึ้นสักหน่อย“ห้ามก็คือห้าม”“ห้ามไม่มีเหตุผล เจไม่ใช่เด็กนะคะ”“มันเห็นต้นคอ ไม่สวย” ครามว่าพร้อมเบือนหน้าหนี ที่บอกว่าไม่สวยนั้นโกหกทั้งเพ บอกว่าไม่สวยแต่กลับมองจนละสา
บทที่ 6“พี่ครามของเจเก่งที่สุดแล้ว” เป็นเพียงคำพูดสั้น ๆ ที่หญิงสาวพูดอยู่บ่อยครั้ง แต่น่าแปลกที่ได้ยินทีไรก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย ครามยอมผละกายออกช้า ๆ ก่อนจะจรดริมฝีปากที่หน้าผากมนแล้วเลื่อนลงมาหอมแก้มเนียนนุ่มทั้งสองข้างของเธอฟอดใหญ่“หอมจัง” ครามว่าเสียงแผ่วเบาแล้วจูบริมฝีปากนุ่มอีกครั้ง“ทำไมกลับมาแล้วไม่เปิดไฟคะ เจคิดว่าโจรแอบเข้ามาดื่มไวน์พี่สะอีก” เจนิสว่าหลังจากที่ครามผละริมฝีปากออก ชายหนุ่มเพียงไหวไหล่เบา ๆ ก็เมื่อกี้อยากอยู่คนเดียวมืด ๆ ดื่มด่ำไปกับแอลกอฮอล์พอให้หายเครียดเลยคิดว่าแสงสว่างไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น“คิดว่าเป็นโจรแล้วเดินดุ่ม ๆ เข้ามามือเปล่าเนี่ยนะ” ครามว่าหยอกพร้อมกระชับเอวบางไว้แน่น “ตัวก็เท่านี้ถ้าโจรอุ้มเธอไป พี่จะทำไงดี”“พี่ก็ต้องตามหาเจสิ” เจนิสรีบตอบกลับทันควันเพราะเรื่องแบบนี้ครามต้องทำอยู่แล้วไม่ใช่รึไง“หึ!”แปะ! แปะ! ครามหัวเราะแผ่วในลำคอเมื่อได้ยินเสียงแหวะของแฟนสาวตอบกลับ เขายกมือหนาขึ้นเหนือศีรษะแล้วปรบเบา ๆ สองครั้ง ทำให้แสงไฟในห้องติดสว่างทันตาด้วยระบบอัตโนมัติ พอหันกลับมามองใบหน้าสวยก็พบว่าเธอกำลังจ้องมอง
บทที่ 5 ครามไม่แน่ใจเลยว่าความเห็นแก่ตัวของมนุษย์จะสิ้นสุดลงตรงไหน…จะต้องแลกด้วยความเจ็บของใครอีกกี่คนถึงจะรู้สึกได้บ้างว่ามันมากเกินไปแล้ว คำถามนี้ฝังอยู่ในใจเขาเสมอโดยเฉพาะในวันที่ความทรงจำบางอย่างย้อนกลับมาแทงกลางใจเขาซ้ำไม่รู้จบ--ย้อนไปเมื่อ 14 ปีก่อน— ในวันที่สายฝนกระหน่ำราวกับมรสุมลูกใหญ่พัดผ่าน ท้องฟ้าครึ้มเทาไม่ต่างจากหัวใจของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีที่กำลังแตกสลาย เขานั่งนิ่งมองรูปถ่ายของผู้เป็นแม่ด้วยดวงตาเอ่อคลอ พวงแก้มยังเปื้อนคราบน้ำตาที่ไม่ยอมแห้ง ทั้งที่ความจริงควรจะยอมรับได้แล้วว่า…แม่ได้จากไปแล้ว เขาคงไม่รู้สึกเจ็บปวดมากถึงเพียงนี้…ถ้าหากผู้เป็นพ่อไม่พาผู้หญิงอีกคนเข้ามาในบ้าน แล้วยังมีหน้าบอกให้เขาเรียกเธอคนนั้นว่า แม่ มันช่างเป็นตลกร้ายสิ้นดี เมียตายได้ไม่ถึงปีแต่กลับพาผู้หญิงคนใหม่เข้ามาพร้อมกับลูกที่ตัวเองไป “ไข่ทิ้งไว้” อย่างไม่รู้สึกผิด ครามอยากรู้เหลือเกินว่าพ่อเคยรู้สึกเสียใจบ้างไหมกับการสูญเสียผู้หญิงที่ตัวเองใช้ชีวิตร่วมทุกร่วมสุขมาด้วยกันเกือบยี่สิบปี ทำให้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา…เด็กหนุ่มที่เคยอ่อนโยนและยิ้มให้กับท
บทที่ 4 ณ คฤหาสน์หลังใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทั้งบ้าน ทั้งที่พักพิงและที่พึ่งทางใจของครามตั้งแต่วัยเยาว์ เคยเป็นสถานที่ที่อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นของครอบครัว ทว่าตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม บ้านหลังเดิมที่เคยเป็นดั่งสวรรค์กลับกลายเป็นขุมนรกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและบาดแผลทางใจ ทุกย่างก้าวที่เท้าเขาเหยียบย้ำลงบนพื้นแห่งนี้ เหมือนยิ่งตอกย้ำให้หัวใจแกร่งต้องเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าตึก ตึก ตึก! เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงบ้าน ชายร่างสูง 188 เซนติเมตรในชุดสูทเรียบหรูเดินตรงเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน แววตาคมเข้มเหลือบมองไปยังห้องรับแขกเพียงครู่แต่ก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่อึมครึมและเต็มไปด้วยแรงกดดัน ทุกสายตาในห้องนั้นจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว ราวกับรอคอยการมาของชายหนุ่มผู้นี้มาเนิ่นนานแล้ว ไม่รู้ว่าทุกคนเฝ้ารอด้วยความคาดหวังหรือความเกลียดชังกันแน่ ครามเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน“ลูกมาแล้ว กินไรมารึยังลูก?” เสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องทันทีที่เห็นครามที่เดินเข้ามา ใบหน้าอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความกังวลฉายชัดใ







